22/09/2026
https://www.facebook.com/photo?fbid=1804939814699556&set=a.588707582989458
หลุดพ้นความเบื่อกับการสอนโครงงานแบบเดิม ๆ ได้อย่างไร
เรื่องโดย รศ. ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์
ผมเชื่อว่า #ครูโครงงาน ทุกคนเบื่อตัวเองที่ไม่สามารถสอนนักเรียนให้ก้าวพ้นการทำโครงงานเลียนแบบคนอื่น ครูโครงงานทั้งหลายอยากรู้วิธีพาตนเองออกจากความรู้สึกเบื่อแบบนี้ บทความตอนนี้มีคำตอบจากการวิเคราะห์โครงงานนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ต่อยอดได้ถึงมัธยมศึกษา
โลกอินเทอร์เน็ตทำให้ครูค้นหาโครงงานมาเป็นตัวอย่างศึกษาได้ง่าย ๆ และมากมาย หากนำเรื่องเหล่านี้มาทำงานในกลุ่มครูเพื่อวิเคราะห์ข้อดี ข้อควรปรับปรุง รายงานโครงานต่าง ๆ จะเป็นเสมือนวรรณกรรมให้ครูทบทวน (literature review) เพื่อพัฒนาการสอนโครงงาน
การทบทวนวรรณกรรมไม่ใช่จบที่รู้ว่าใครทำอะไร อย่างไร ได้ผลอย่างไร แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือ หาจุดอ่อน (โดยเฉพาะวิธีทำ ซึ่งพบมากในการทำโครงงาน) หาคำอธิบายที่ไปไม่สุดทาง (ส่วนมากเกิดจากอธิบายเท่าที่ตาเห็นผล ไม่ได้เอาความรู้ที่มีอยู่มาช่วยสรุปหรือตีความให้ลึกขึ้น) และหาคำถามใหม่ (ข้อนี้สำคัญมาก ใคร ๆ ก็อยากได้คำถามใหม่เพื่อต่อยอด) ทั้งนี้การอ่านวรรณกรรมก็เพื่อให้รู้ว่าจะเอามาใช้กับการทำโครงงานของเราอย่างไร ซึ่งมี 3 แนวทาง
แนวทางที่ 1 เลียนแบบตรง ๆ เลย เขาทำอย่างไร เราก็จะทำอย่างนั้น โครงงานจำนวนมากเป็นแนวทางที่ 1 เพราะง่ายดี เนื่องจากมีโจทย์ มีประเด็น มีวิธีการให้ทำตาม แต่จริง ๆ แล้วทุกคนเบื่อและอยากทำแนวทางที่ 2 และ 3 กันทั้งนั้น คืออยากให้เด่น ดี มีความใหม่ แตกต่างจนได้รางวัล ปัญหาคือ ไม่ทราบทำอย่างไรมากกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้จะหายไปหากมีทักษะการทบทวนวรรณกรรม
แนวทางที่ 2 ทบทวนวรรณกรรมเพื่อทำเรื่องเดียวกับเขา แต่ต้องการทำให้ดีกว่าเขา หมายถึงที่เขาทำไว้นั้นยังไม่ดีพอ ส่วนมากคือ วิธีการยังไม่ดีพอ ไม่แม่นยำ ไม่ละเอียด หรือแม้กระทั่งผิดวิธี แต่ที่สำคัญกว่าคือการแปลความข้อมูลยังไม่ลึกพอ เพราะแปลความตามตัวเลขหรือปรากฏการณ์ที่ตาเห็น ขาดการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เอาสาระมาร่วมอธิบายให้เกิดความเข้าใจหรือความรู้ใหม่
การทำให้ดีกว่าเดิมทั้งวิธีการและการแปลความต้องใช้ความคิดขั้นสูง 3 ขั้นตอน คือ ใช้ความคิดขั้นสูงมองให้เห็นช่องว่างว่า “งานนี้ยังไม่ดีพอ” จากนั้นมองให้เห็นทางออกไปสู่วิธีการใหม่ที่ดีกว่าเดิม หรืออาจจะเห็นว่าต้องหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ได้ดีกว่าเดิม และสุดท้ายต้องมองให้เห็นช่องทางนำความรู้ที่มีอยู่เข้ามาร่วมอธิบายให้เข้าใจลึกกว่าเดิม
ทั้ง 3 ขั้นนี้ได้จากการอ่านวรรณกรรมพร้อมการคิดเชิงวิพากษ์หรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) เพราะหากเราเชื่อที่อ่านไปเสียหมด จะรู้สึกด้อยค่าตัวเองอย่างไม่รู้ตัว จะคิดว่าที่เขาทำมานี่แหละดีแล้ว โดยเฉพาะพวกที่ได้รางวัลทั้งหลาย จึงอยากให้ครูและนักเรียนคิดเสมอว่า เราต้องทำได้ดีกว่าเขา จากนั้นอ่านด้วยจิตวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้ เหตุผล และตรรกะจนพบข้อบกพร่อง
แนวทางที่ 3 ทบทวนวรรณกรรมเพื่อทำต่อยอด ทำในสิ่งที่เขาหรือคนอื่นยังไม่ทำ เชื่อว่าทุกคนที่ทบทวนวรรณกรรมตั้งใจทำต่อยอด การต่อยอดหมายถึงของเดิมเขาทำไว้ดีแล้ว เชื่อถือได้ แต่เราเห็นโอกาสนำความรู้จากวรรณกรรมไปต่อยอดเพื่อหาความรู้ที่สูงขึ้น เป็นการต่อยอดทางวิชาการ หรือเอาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ บริบทใหม่
เพื่อความเข้าใจเรื่องที่เกริ่นมา บทความตอนนี้เอาโครงงานระดับประถมศึกษามาชี้ประเด็นให้เห็นว่า หากครูมีความรู้ รู้วิธีหาความรู้ และมีความคิดเชิงวิพากษ์ ครูจะเห็นการทำให้ดีกว่าเดิมและทำต่อยอดได้อย่างไรจากการอ่านรายงานโครงงานแบบทบทวนวรรณกรรม
นักเรียน ป. 6 ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง เรื่อง “ฝากต้นไม้ให้เธอดูแล” โดยเอากาบมะพร้าว กาบหมาก กระดาษลูกฟูก แผงไข่กระดาษ ช่วยรักษาความชื้นในดิน พบว่าแผงไข่กระดาษเก็บรักษาความชื้นในดินที่ปลูกต้นไม้ได้ดีที่สุด รองลงมาคือ กระดาษลูกฟูก กาบหมาก และกาบมะพร้าว
โครงงานนี้เริ่มศึกษาในห้องทดลองก่อนทดลองภาคสนามกับต้นลีลาวดี นานครั้งจะเห็นครูสอนให้นักเรียนประถมหาความรู้ในสภาวะที่ควบคุมได้ก่อนเอาไปใช้จริง นักเรียนทดลองโดยใส่ทรายในกระถาง เติมน้ำ ปิดด้วยวัสดุ วัดอุณหภูมิทราย
ℹ️ อ่านต่อ: https://www.nstda.or.th/sci2pub/innovative-project-based-learning-ideas/