10/01/2021
คำศัพท์พื้นฐานของ BLOCKCHAIN ที่คุณควรรู้!!
ชอบคุณเนื้อหาดี ๆ จาก Om Platform
แอดมินเคยได้รับ feed back มาบ่อยๆ ว่าเวลาเล่าเรื่อง Blockchain พูดให้เป็นภาษาคนหน่อยสิ ทำไมเป็นเหมือนมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก แล้วก็พูดอะไรสักอย่างแต่ฟังไม่เข้าใจ
แต่แอดมินก็อยากขอความเห็นใจเล็กน้อย เพราะว่าบล็อกเชนมันเป็นเทคโนโลยี ทำให้มีศัพท์เฉพาะมากมาย และนิยามเป็นภาษาไทยได้ยาก อย่างคำว่า Software จริง ๆ แล้ว มันคือ “ชุดคำสั่ง” แต่ถ้าเราเล่าเรื่องว่า “นักพัฒนาชุดคำสั่ง ต่างได้รับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ….” แบบนี้จะเข้าใจกันมั้ย? เพราะจริง ๆ ข้อความที่ต้องการสื่อคือ “Software developer ต่างได้รับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ….” ดูจะเข้าใจกว่ากันเยอะเลย
เอาล่ะ เป็นอันเข้าใจตรงกันเนอะ ดังนั้นเราก็เรียนรู้คำศัพท์ที่ถูกต้องกันเลยดีกว่า เวลาไปฟังใครจะได้ไม่งง
แต่ Note ไว้เล็กน้อย เพื่อไม่ให้เนื้อหายาวเกินไป แอดมินจะพยายามอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด เพราะบางเรื่อง ต้องใช้เวลาอธิบายจริงเป็นวัน ๆ เลย ถึงจะเข้าใจ ดังนั้น ถ้าอยากให้แอดมินลงรายละเอียดเรื่องไหน ทิ้งคอมเมนต์กันเอาไว้ได้เลยนะ จะเอามาขยายต่อให้
𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗰𝗵𝗮𝗶𝗻 :: เป็นชื่อเรียกของเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลและการกระจายข้อมูลกันเก็บ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือข้อมูลที่ถูกเก็บแล้วจะไม่มีวันถูกแก้ไขได้อีกต่อไป และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เก็บเอาไว้แล้วได้อย่างง่ายดาย เดี๋ยวจะอธิบายโดยละเอียดใน EP หน้า
𝗖𝗿𝘆𝗽𝘁𝗼𝗰𝘂𝗿𝗿𝗲𝗻𝗰𝘆 :: เป็นการประยุกต์ นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้เพื่อสร้างเป็น “ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนมูลค่า ของสินค้าหรือบริการ เดี๋ยวจะอธิบายโดยละเอียดใน EP 4
𝗕𝗶𝘁𝗰𝗼𝗶𝗻 :: เป็น Use case แรกที่นำเอาบล็อกเชนมาสร้างเป็น Cryptocurrency และถูกนำเอามาใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
𝗘𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲𝘂𝗺 :: เป็นตัวต่อยอดจาก Bitcoin แต่ว่ามีคุณสมบัติที่สำคัญคือสามารถเขียนโปรแกรมเก็บไว้ใน Blockchain ได้ นั่นหมายความว่าโปรแกรมนั้นจะทำงานอยู่บน blockchain ตลอดไป และไม่มีใครแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้อีก ปัจจุบันเป็น Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมรองจาก Bitcoin เท่านั้น
𝗔𝗹𝘁 𝗰𝗼𝗶𝗻 :: Cryptocurrency ใด ๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin จะถูกเรียกรวม ๆ ว่า Alternative Coin หรือ alt coin
𝗧𝗿𝗮𝗻𝘀𝗮𝗰𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗳𝗲𝗲 :: ค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่ายในการจะทำธุรกรรมแต่ละครั้ง ซึ่งจะต้องจ่ายเป็นเหรียญเดียวกับที่เรากำลังจะทำธุรกรรมอยู่
𝗚𝗔𝗦 :: เป็นค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่ายใน Ethereum แต่เค้าเอามาตั้งชื่อใหม่ ให้เข้าใจง่าย เหมือนกับเราจะทำธุรกรรมได้เราก็ต้องมีน้ำมันในการขับเคลื่อนนั่นเอง แต่มันก็คือ transaction fee นั่นแหละ
𝗧𝗼𝗸𝗲𝗻 :: เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แสดงความหมายถึงเรื่องอะไรบางเรื่องโดยจำเพาะ แต่ส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานคล้ายกับ Cryptocurrency แต่เราสามารถสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แสดงสิทธิ์ในรูปแบบอื่นได้เช่น Token สำหรับแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของพื้นที่ดิน ในแต่ละ 1 ตารางเซนติเมตร มีค่าเท่ากับ 1 Token เป็นต้น หรือว่า ทุกครั้งที่จะเข้าใช้บริการฟิตเนสจะต้องชำระด้วย Fitness Token ถ้าหมด ก็ซื้อมาเติม เป็นต้น
𝗡𝗙𝗧 :: ย่อมาจาก Non-fungible token หรือ Token ที่ใช้แสดงสิ่งที่เป็น Unique โดยหลักการแล้วก็ทำงานเหมือน Token เลยแต่ว่าถ้าเป็น Token โดยทั่วไป ใครที่ถือ 1 Token ก็จะมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ว่า NFT แต่ละ Token จะมีความแตกต่างที่ไม่ซ้ำกันเลย ตัวอย่าง ภาพวาดด้วยมือ แต่ละภาพจะถือเป็น 1 Token และแต่ละ Token ก็สื่อถึงภาพคนละภาพกัน แต่ด้วยการทำงานที่เหมือน Token ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายเปลี่ยนมือได้
𝗗𝗶𝗴𝗶𝘁𝗮𝗹 𝗮𝘀𝘀𝗲𝘁 :: สินทรัพย์ Digital ซึ่งไม่ได้หมายความเพียงแค่ Cryptocurrency เท่านั้นแต่อาจจะหมายถึง ข้อมูล transaction ที่เราได้รับ บน blockchain (เช่น token ,cryptocurrency หรือ NFT ก็ได้)
𝗪𝗮𝗹𝗹𝗲𝘁 :: กระเป๋าที่ใช้เก็บ Digital asset ทั้งหลาย ซึ่งมีการทำงานอยู่หลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ตัวเราเป็นคนควบคุมทั้งกระเป๋า 100% หรือแบบที่ แบ่งกันควบคุม ระหว่าง ตัวเรา กับผู้ให้บริการ คนละครึ่ง และแบบที่ ผู้ให้บริการ ควบคุม 100% ซึ่งก็จะมีข้อดีข้อเสียในแต่ละแบบที่แตกต่างกันไป การทำงานของกระเป๋าแต่ละแบบจะเหมาะสำหรับคนแต่ละประเภท ไม่มี wallet ประเภทไหนที่เหมาะสำหรับคนทุกประเภท
𝗖𝗼𝗻𝗳𝗶𝗿𝗺 :: ข้อมูลการทำธุรกรรมที่ถูกยืนยันแล้วโดย blockchain ถ้ายังไม่ยืนยัน จะถือว่าธุรกรรมนั้นยังไม่สมบูรณ์
𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗰𝗼𝗻𝘁𝗿𝗮𝗰𝘁 :: โปรแกรมที่เขียนและถูกจัดเก็บในบล็อกเชน ซึ่งจะมีการทำงานตามโค้ดที่เขียนตลอดไป เพราะว่าคุณสมบัติพื้นฐานของบล็อกเชนคือไม่สามารถถูกเปลี่ยนหรือแก้ไขได้นั่นเอง
𝗛𝗮𝗹𝘃𝗶𝗻𝗴 :: เป็นจังหวะการเปลี่ยนจำนวนรางวัลที่จะให้กับคนลดลงครึ่งหนึ่ง จากของเดิม เช่นทุกการขุดได้จะได้ 1 Bitcoin แต่เมื่อ halving แล้ว หลังจากนั้นจะได้เพียง 0.5 Bitcoin เท่านั้น ซึ่งจะเกิดเหตุการณ์นี้เป็นวงรอบที่ชัดเจนระบุระยะเวลาได้
𝗛𝗮𝘀𝗵𝗿𝗮𝘁𝗲 :: เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกแรงขุด ซึ่งแต่ละบล็อกเชน Network จะมีหน่วยและปริมาณที่แตกต่างกัน ใครมีแรงขุดเยอะก็จะได้รางวัลเยอะกว่า แต่นั่นก็หมายถึงกินไฟมากกว่าและต้องใช้อุปกรณ์ที่ดีกว่า
𝗗𝗔𝗢 :: decentralized autonomous organization ด้วยการทำงานของ smart contract + blockchain จะทำให้เราสามารถสร้างบริษัทที่ระบบการทำงานทุกอย่างดำเนินไปโดยอัตโนมัติได้ อีกทั้งมีความน่าเชื่อถือสูงเพราะไม่มีใครแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานได้
𝗘𝗻𝗰𝗿𝘆𝗽𝘁𝗶𝗼𝗻 :: การเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งนำไปใช้ในหลายวัตถุประสงค์ เช่นใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของข้อมูลก่อนทำการส่งหากัน หากถูกดักจับข้อมูลก็จะไม่เข้าใจว่ามันคือข้อมูลอะไร หรือใช้เพื่อการแปลงค่าทางคณิตศาสตร์ ให้ได้ชุดตัวเลขเพื่อทดแทนข้อมูล เป็นต้น
𝗱𝗔𝗽𝗽 :: decentralized application เป็นโปรแกรมที่เชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ blockchain โดยตรง ดังนั้นข้อมูลที่ทำงานอยู่ใน Application จึงเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและถูกต้องเพราะดึงมาจาก blockchain โดยตรงนั่นเองแตกต่างจาก Application โดยทั่วไปที่เก็บข้อมูลบน server สักแหล่งหนึ่งเท่านั้น
𝗠𝗶𝗻𝗶𝗻𝗴 :: คนที่ทำหน้าที่ช่วยสร้าง block ใหม่ เพื่อบรรจุข้อมูลที่ถูกต้องของ block นั้นๆลงใน blockchain ถ้าใครหรือกลุ่มไหนสร้าง block ใหม่ได้สำเร็จ ก็จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญนั้นไป เรามักจะได้ยินคำเรียกกันว่า คนขุด นั่นเอง
𝗡𝗼𝗱𝗲 :: computer/server ที่เชื่อมต่อในเครือข่าย ช่วยเพิ่มการกระจายตัวของข้อมูล เพิ่ม ความแข็งแรงให้กับ network และ ช่วยยืนยันธุรกรรม ตามแต่ละ network กำหนด
𝗣𝗿𝗼𝗼𝗳 𝗼𝗳 𝘄𝗼𝗿𝗸 :: กระบวนการยืนยันธุรกรรม ที่จำเป็นต้องใช้กระบวนการขุด ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการเลือกหยิบธุรกรรมและค่าตัวเลขอีกบางชุดเข้ามารวมกันและทำการเข้ารหัสเพื่อให้ได้ค่าสุดท้ายเป็นไปตามที่โจทย์กำหนด ใครทำได้ก็จะได้ยืนยันธุรกรรมนั้น
𝗣𝗿𝗼𝗼𝗳 𝗼𝗳 𝘀𝘁𝗮𝗸𝗲 :: กระบวนการยืนยันธุรกรรม ที่ไม่ต้องใช้การขุดแต่ใช้การร่วมเป็นเจ้าของโดยการถือ Token หรือ cryptocurrency นานๆเอาไว้เราก็จะมีสิทธิ์มีเสียงที่จะร่วมยืนยันธุรกรรมได้ โดยยิ่งมีจำนวน node ในการเข้าร่วมมากเท่าไหร่ระบบก็จะมีความน่าเชื่อถือสูงมากขึ้นเท่านั้น
𝗗𝗘𝗙𝗜 :: Decentralize Financial เป็นคำใหม่ที่เราน่าจะพึ่งได้ยินกันในช่วงปีสองปีมานี้ มาจาก กระบวนการธุรกรรมทางการเงินรวมเข้ากับการกระจายศูนย์ จึงทำให้ได้ระบบการเงินที่ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยคนหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง และธุรกรรมต่างๆสามารถทำได้โดยระบบอัตโนมัติ โดยอาศัย smart contract ที่ทำงานอยู่บน blockchain ต่างๆ อย่างโปร่งใส
𝗬𝗶𝗲𝗹𝗱 𝗙𝗮𝗿𝗺𝗶𝗻𝗴 :: เปรียบเป็นการเข้าไปหว่านพืชเพื่อหวังเก็บเกี่ยว ในชีวิตจริงก็คือเอาทรัพย์สินดิจิตอลเข้าไปฝากเอาไว้แล้วก็เขาจะให้ผลตอบแทนกลับคืนมาเรื่อยๆเป็นระยะระยะเราก็เอาผลตอบแทนนั้นไปขายออกมาเป็นเงินโดยทรัพย์สิน Digital ที่เราวางเอาไว้เราก็สามารถถอนออกมาได้เต็มจำนวนด้วยเช่นกัน
𝗦𝘁𝗮𝗸𝗶𝗻𝗴 :: คล้ายกับการ Yield farming แต่ว่าจะมีช่วงระยะเวลาที่กำหนดเอาไว้ที่ไม่สามารถถอดออกได้หรือเรียกว่า Lock period ซึ่งแน่นอนว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการทำ yield farming ตามปกติ
𝗔𝗣𝗬 :: Annual Percentage Yield หรือผลตอบแทนที่คำนวณเป็นรายปี หลายที่ที่เปิดให้ทำ Yield farming , staking มักนิยมแสดงผลตอบแทนเป็น APY เพราะมันเข้าใจง่ายและดูเยอะ แต่ว่าสิ่งที่เราจะได้รับจริงๆก็จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เราเข้าไปทำร่วมกับแพลตฟอร์มนั้นๆ อย่างเช่น 1 วัน เราก็จะได้ผลตอบแทนมูลค่าเท่ากับ APY หารด้วย 365 แต่ถ้าเราร่วมเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเราก็หารด้วย 24 อีกครั้งหนึ่ง
เดี๋ยวใน Episode หน้าเราจะมาพูดถึง การทำงานของ Blockchain แบบที่ให้เข้าใจกันง่ายๆ เราจะไม่เป็นมนุษย์ต่างดาวอย่างแน่นอน แล้วถ้าเข้าใจ Blockchain แล้ว ใน Episode ถัดไปก็จะพูดเรื่องของ Cryptocurrency ต่อเลย หากใครสนใจแล้วก็กดติดตามเพจเอาไว้ได้เลย เราจะมาเล่าให้ฟังกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
14/10/2020
13/10/2020
08/10/2020
08/10/2020
30/09/2020
28/09/2020
15/09/2020
11/09/2020