📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิต เทอมหน้าสมัยที่ 1/79 ⚖️📚
ท่านใดที่กำลังเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สามารถสมัครได้แล้ววันนี้! สมัครแล้ว รับเอกสารชุดแถมสมัยที่ 1/78 ไปอ่านล่วงหน้าได้ทันที พร้อม เข้าร่วม LINE กลุ่ม เพื่ออัปเดตเอกสารและสอบถามข้อกฎหมายได้ตลอดครับ 💬
💰 ราคาโปรโมชั่นพิเศษตอนนี้
📌 สมัคร 1 ขา เพียง 1,400 บาท
📌 สมัคร 2 ขา เพียง 2,700 บาท
🎁 สมาชิกเก่า ลดเพิ่มอีก 100 บาท/ชุด
📖 สิ่งที่ท่านจะได้รับ
1️⃣ สรุปคำบรรยาย ภาคปกติ ครบ 16 สัปดาห์
2️⃣ สรุปคำบรรยาย ภาคค่ำ ครบ 16 สัปดาห์
3️⃣ เอกสารสรุปย่อฉบับเตรียมสอบ สรุปหลักกฎหมายจากคำบรรยายเต็มให้กระชับ อ่านง่าย แต่ สาระสำคัญครบทุกประเด็น พร้อมอัปโหลดต่อเนื่องทุกวัน
4️⃣ 🎯 ฟรี! ชุดเก็งข้อสอบ 1 ชุด
5️⃣ 🎁 แถมฟรี! สรุปคำบรรยายชุดเต็ม สมัยที่ 1/78 อ่านเตรียมตัวล่วงหน้าได้ทันที
6️⃣ 📝 บทบรรณาธิการ สรุปประเด็นสำคัญทางกฎหมาย
✨ เอกสารของทางเพจ อ่านง่าย จัดเรียงเป็นระบบ อัปโหลดไว ช่วยให้เตรียมตัวสอบได้ทันแน่นอน
💬 หากมีข้อสงสัยทางกฎหมาย สามารถ สอบถามได้ใน LINE กลุ่ม หรือ LINE ส่วนตัวของ Admin ทางเพจยินดีช่วยตอบคำถามและอธิบายเพิ่มเติมให้ครับ
🔥 โปรโมชั่นนี้คุ้มมาก! อย่ารอช้า รีบสมัครได้เลยครับ
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบ แล้วโอกาสผ่านก็อยู่ไม่ไกล! 📚⚖️
โคตรฎีกา
จำหน่ายไฟล์สรุปคำบรรยายเนติฯ ทุกสมัย เครือเดียวกับผ่าคำบรรยายฯ
10/03/2026
⚖️ตัวอย่างเอกสารชุดวัดดวง
🔥สายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
🔥 อัปโหลดครบพร้อมลุย! โค้งสุดท้ายก่อนสอบเนติฯ 2/78 🔥
ตอนนี้ "ชุดวัดดวง เนติฯ 2/78" ทั้งสายวิ.แพ่งและสายวิ.อาญา อัปโหลดครบทั้ง 20 ข้อเรียบร้อยแล้วนะครับ! 🎉
📥 ท่านใดที่สนใจ สามารถสมัครและเข้าไปดาวน์โหลดเอกสารมาอ่านได้ทันที 📖 เนื้อหากระชับ เน้นตรงจุด เฉลี่ยเพียงข้อละ 30-50 หน้าโดยประมาณ รับรองว่าท่านสมาชิกอ่านทันสอบแน่นอนครับ ✌️
⚖️ ความพิเศษของชุดนี้ เราคัดมาเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกาที่อาจารย์เน้นย้ำว่า "น่าออกสอบจริงๆ" ตลอดการบรรยายทั้ง 16 สัปดาห์ สกัดมารวมไว้ให้หมดแล้วในชุดนี้ครับ 🎯
📚 ส่วนท่านที่สนใจ "ชุดเก็งข้อสอบ" (ชุดฎีกาเก็ง) ตอนนี้ก็จัดทำเสร็จสมบูรณ์และออกครบทั้งหมดแล้วเช่นเดียวกันครับ! ชุดนี้จะครอบคลุมเนื้อหามากกว่าชุดวัดดวง โดยรวบรวมคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจตลอดทั้งเทอมมาไว้ให้ทบทวนแบบจัดเต็มเพื่อความมั่นใจ 💯
📩 สนใจเอกสารชุดไหน หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทักอินบ็อกซ์เข้ามาสมัครได้เลยนะครับ แอดมินพร้อมให้บริการครับ 😊
10/03/2026
⚖️ตัวอย่างเอกสารชุดวัดดวง
🔥สายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
เรียนท่านสมาชิกในคำ Admin ได้อัพโหลดเอกสารชุดเก่งข้อสอบข้อที่ 2 และข้อที่ 10 สายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ทาง Google Drive เรียบร้อยแล้วนะครับท่านสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้เลยครับ
ส่วนเอกสารชุดวัดดวงก็อัพโหลดข้อที่ 2 และข้อที่ 10 สายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้เช่นเดียวกันครับ
สำหรับสายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญารบกวนรอนิดนึงนะครับเพราะอาจารย์ยังบรรยายปิดคอร์สไม่ครบถ้วนแต่พรุ่งนี้ Admin จะอัพโหลดเพิ่มเติมให้ครับ
⏰ เวลาน้อย… อ่านหนังสือไม่ทัน ทำอย่างไรดี?
ข่าวดีสำหรับคนเตรียมสอบมาแล้วครับ!
📚 “เอกสารชุดวัดดวง” เปิดรับสมัครแล้ววันนี้!
🔥 สำหรับท่านที่มีเวลาเตรียมตัวสอบจำกัด ชุดนี้ช่วยท่านได้แน่นอน
เราได้ คัดเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด ๆ ที่อาจารย์เน้นย้ำในห้องเรียนว่า
⭐ น่าสนใจ และมีโอกาสออกข้อสอบสูงมาก
✂️ เนื้อหาถูก ย่อยและสรุปให้ตรงจุด
📖 เฉลี่ย ข้อละประมาณ 50 หน้าเท่านั้น
ช่วยให้ท่าน ประหยัดเวลา และเตรียมตัวสอบได้เร็วขึ้น
💰 ค่าสมัครสุดคุ้ม
📌 สมัคร 1 ขา เพียง 500 บาท
📌 สมัคร 2 ขา เพียง 800 บาท
✅ สมัครแล้วสามารถ เข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ได้ทันที
📥 เอกสารกำลัง ทยอยอัปโหลดอย่างต่อเนื่อง
📅 และจะ อัปโหลดครบ 100% ภายในวันอังคารที่ 10 มีนาคมนี้
📢 นอกจากนี้
สำหรับท่านที่สนใจ ชุดคำพิพากษาศาลฎีกาเก็งข้อสอบ
ตอนนี้ก็ เปิดรับสมัครและเริ่มทยอยลงเอกสารแล้วเช่นกัน
📂 เอกสารชุดนี้จะ อัปโหลดครบทุกไฟล์
⏰ ภายในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม ก่อนเวลาเที่ยง
⚡ โค้งสุดท้ายของการเตรียมสอบแล้ว!
อย่ารอให้เอกสารออกครบ เพราะอาจ อ่านไม่ทันก่อนสอบ
📩 สนใจสมัคร ทักแชตมาได้เลยครับ
เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปลุยข้อสอบด้วยกัน! 💯📚
เรียนท่านสมาชิกนะครับ Admin ได้อัพโหลดชุดเก่งข้อสอบสัปดาห์ที่ 13 ถึงสัปดาห์ที่ 16 เพิ่มเติมให้อีก 3 ข้อ เฉพาะสายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนะครับ
คือข้อที่ 3 ข้อที่ 6 และข้อที่ 7 นะครับ
ท่านสมาชิกสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้เลยครับส่วนสายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาน่าจะได้อัพโหลดเพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้นะครับเนื่องจากอาจารย์เพิ่งเริ่มบรรยายสายวิธีพิจารณาความอาญาวันนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ
🚨 วันนี้วันสุดท้าย! โปรโมชั่นสรุปคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัยที่ 1/79 🚨
สวัสดีครับท่านสมาชิกทุกท่าน วันนี้คือวันสุดท้ายของราคาโปรโมชั่น สำหรับเอกสารสรุปคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัยที่ 1/79 หากพลาดวันนี้ ราคาพิเศษจะสิ้นสุดทันทีครับ ⏳
💰 ราคาโปรโมชั่นพิเศษวันนี้เท่านั้น
• สมัคร 1 ขา เพียง 1,300 บาท
• สมัคร 2 ขา เหมาเพียง 2,500 บาท
• สมาชิกเก่า ลดเพิ่มอีก 100 บาท
•
เรียกได้ว่าเป็น ราคาที่คุ้มที่สุดก่อนหมดเขตวันนี้ ใครที่กำลังเตรียมตัวสอบไม่ควรพลาดครับ 📚
🎁 สมัครวันนี้ รับฟรีทันที!
เอกสาร สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัยที่ 1/78
ดาวน์โหลดเข้าไปอ่านได้ทันที สมัครวันนี้ เริ่มอ่านได้วันนี้ทันที
ใครเริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อนครับ ✨
📌 สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมสอบ เนติบัณฑิต สมัยที่ 2/78
ตอนนี้ ชุดฎีกาเก็ง ชุดที่ 3 (ทีเด็ดโค้งสุดท้าย) เริ่มทยอยปล่อยแล้ว
ทางเพจสรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยายจริง และเมื่อมีการอัพโหลดเอกสารแล้วจะแจ้งให้ทราบ ผ่านกลุ่ม LINE แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทันทีที่อัปเดต 🔔
⏰ เวลาก่อนสอบเหลือน้อยลงทุกวัน
การอ่านให้ ตรงประเด็นและตรงแนวข้อสอบ คือกุญแจสำคัญของการสอบผ่าน
📥 สมัครวันนี้
✔ เข้ากลุ่มทันที
✔ โหลดเอกสารได้ทันที
✔ เริ่มอ่านได้ทันที
📩 สนใจสมัคร ทักแชทเพจ หรือสแกน LINE ของทางเพจได้เลย
🔥 โอกาสดีแบบนี้มีแค่วันนี้วันเดียว อย่าปล่อยให้หลุดมือครับ!
04/03/2026
*ลำดับต่อไป อาจารย์ขอให้นักศึกษาพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7219/2554 คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีความซับซ้อนและสามารถนำมาออกข้อสอบได้หลายประเด็น ขึ้นอยู่กับว่าจะดึงช่วงใดหรือประเด็นใดมาออกข้อสอบ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ได้วางหลักกฎหมายเบื้องต้นและวางกรอบแนวคิด (Concept) ไว้หลายประการด้วยกัน ขอให้นักศึกษาทำความเข้าใจให้ดี
คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7219/2554 ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายไว้หลายส่วน จากนั้นจึงนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับหลักกฎหมายดังกล่าว โดยศาลฎีกาวางหลักกฎหมายไว้ว่า กฎหมายฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ในมูลหนี้เงินทั้งหลายของลูกหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทุกประเภท ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ หรือมีเงื่อนไขประการใดก็ตาม ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ เพื่อให้หนี้สินทั้งปวงของลูกหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้น ได้รับการชำระสะสางไปภายในกรอบของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว จะทำให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องผูกพันกันตามแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนหนี้อื่น ๆ ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไป และต่อมาเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว สำหรับหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้นั้น ลูกหนี้คงต้องรับผิดเฉพาะหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว และคงค้างอยู่ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือหลักกฎหมายที่อาจารย์ได้อธิบายให้ฟังไปแล้ว
*สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ อาจารย์ขอแบ่งเป็น 3 จุดก่อนที่จะจบประเด็นนี้นะครับ
ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้จำนวน 10 ล้านบาท โดยมีนายชัยเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้ได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวน 10 ล้านบาท และนายชัย (ผู้ค้ำประกัน) ก็มายื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวน 10 ล้านบาทเช่นกัน ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของนายชัย ส่วนเจ้าหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้มาจำนวน 10 ล้านบาทนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 3 และกำหนดให้ชำระหนี้สมมติว่าร้อยละ 40 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับ และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน หลังจากนั้นผู้บริหารแผนได้ชำระหนี้ร้อยละ 40 ถือว่าดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน ศาลจึงมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงไปเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากผู้ค้ำประกัน และผู้ค้ำประกันก็ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 60 ไป ประเด็นปัญหาตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้คือ เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ไปแล้ว จะสามารถมาเรียกร้อง หรือรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้เพื่อมาเรียกร้องหนี้จากลูกหนี้ได้หรือไม่
ในประเด็นแรก เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มาเต็มจำนวนแล้ว ในขณะนั้นผู้ค้ำประกันยังไม่ได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ดังนั้น การที่ผู้ค้ำประกันมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ในจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 90/27 วรรคสอง ซึ่งเมื่อเจ้าหนี้หลักได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้เต็มจำนวนแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้อีก ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
แต่ถ้าอาจารย์ตั้งคำถามใหม่ว่า สมมติว่าในหนี้ 10 ล้านบาทนี้ ก่อนที่ลูกหนี้จะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ได้ไปเรียกร้องจากผู้ค้ำประกัน และผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ไปแล้วจำนวน 7 ล้านบาท หลังจากนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ 10 ล้านบาท และผู้ค้ำประกันก็มายื่นคำขอรับชำระหนี้ 10 ล้านบาทเช่นกัน ถามว่าใครจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใด แน่นอนว่าเจ้าหนี้จะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้เพียง 3 ล้านบาท เนื่องจากเจ้าหนี้เหลือสิทธิเรียกร้องอยู่เพียง 3 ล้านบาท และสำหรับเงินจำนวน 3 ล้านบาทนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่สามารถขอรับชำระหนี้ได้แล้ว เนื่องจากเจ้าหนี้ได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว แต่สำหรับส่วนที่เหลืออีก 7 ล้านบาท ที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้วนั้น ผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในจำนวนนี้ได้ครับ
ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ผู้ค้ำประกันย่อมรับช่วงสิทธิและถือเป็นสิทธิของผู้ค้ำประกันโดยตรงที่จะสามารถขอรับชำระหนี้ได้ สมมติว่าต่อมาเจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวน 10 ล้านบาท และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้รับชำระหนี้จำนวน 10 ล้านบาท หากที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาและมีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้ชำระหนี้ร้อยละ 40 และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ลูกหนี้ย่อมผูกพันตามแผนและต้องชำระหนี้เพียงร้อยละ 40 ของจำนวนหนี้ดังกล่าว เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ร้อยละ 40 ครบถ้วนตามแผนแล้ว และศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ย่อมถือว่ากระบวนการสิ้นสุดสำหรับตัวลูกหนี้ ลูกหนี้ไม่มีหนี้ที่ค้างชำระและหลุดพ้นจากหนี้กู้ยืมรายนี้แล้ว แต่ในส่วนของผู้ค้ำประกันจะเป็นอย่างไร เจ้าหนี้จะไปเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ ตามมาตรา 90/60 วรรคสอง ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนร้อยละ 60 ที่เหลือ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ส่วนร้อยละ 60 ไปแล้ว จะมาใช้สิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ เนื่องจากลูกหนี้ได้หลุดพ้นจากความรับผิดไปแล้ว และผู้ค้ำประกันจะรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้มาเรียกร้องจากลูกหนี้ได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีต่อลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการมีเพียงร้อยละ 40 ซึ่งเจ้าหนี้ก็ได้รับชำระไปครบถ้วนแล้ว ผู้ค้ำประกันจึงไม่สามารถรับช่วงสิทธิได้
04/03/2026
ที่อาจารย์พูดว่าสำคัญคือฎีกานี้ 6189/2567 คำพิพากษาฎีกาที่ 677/2510 (ประชุมใหญ่) นี้ออกข้อสอบไปหลายครั้งแล้ว *แต่ต่อมาก็มีฎีกาฉบับนี้ 6189/2567 วินิจฉัยตามมา ในเนื้อคดีเรื่องนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย และเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขอให้ลงโทษจำเลย 2 มาตรา คือ มาตรา 288 ซึ่งเป็นบททั่วไป และ 289 ซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์
เหตุการณ์ที่โจทก์ขอให้ลงโทษคือฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ปรากฏว่าศาลอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยก็เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยฆ่าผู้ตายจริง จำเลยไม่โต้แย้ง ไม่เถียง แต่จำเลยขอปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ฆ่าทันทีทันใดในขณะเกิดเหตุ ไม่ได้คิด ไม่ได้เตรียมวางแผนไตร่ตรองในการฆ่าไว้ก่อนเลย จำเลยปฏิเสธ เมื่อจำเลยปฏิเสธ โจทก์ก็ต้องสืบพยาน
เมื่อโจทก์สืบพยานแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นคล้อยตามจำเลยว่าจำเลยไม่ได้ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ได้ตระเตรียมวางแผนเพื่อจะฆ่าผู้ตายเลย แต่จำเลยฆ่าผู้ตายในขณะเกิดเหตุทันทีทันใด ไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดเพียงฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 แล้วลงโทษจำคุกจำเลยแค่ 20 ปี
ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 มีระวางโทษ 3 ระดับ คือ 1. จำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี 2. จำคุกตลอดชีวิต 3. ประหารชีวิต ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี จำเลยรับสารภาพ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 10 ปี หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว โจทก์ก็อุทธรณ์ (ไม่ใช่จำเลยอุทธรณ์นะครับ โจทก์อุทธรณ์) โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยแค่เพียงมาตรา 288 ยกฟ้องมาตรา 289 โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 คดีไปถึงศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบในศาลชั้นต้น ไม่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นการฆ่าโดยธรรมดา ไม่ได้มีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นการฆ่าในที่เกิดเหตุทันทีทันใดโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า จึงพิพากษาว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นชอบแล้ว
แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาคือจำคุก 20 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 10 ปีนั้นเบาไป ไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์ความร้ายแรงของคดีที่จำเลยกระทำผิด ศาลอุทธรณ์ก็เพิ่มเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์จึงไปเพิ่มเติมโทษจำคุก 20 ปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา เปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิต และเมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ก็ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุก 25 ปี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลยอย่างแน่นอน
แต่การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น จะถือได้หรือไม่ว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว? ถ้าถือว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็เพิ่มโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ถือว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้น ศาลอุทธรณ์จะไปแตะโทษจำเลยให้หนักขึ้นจากจำคุก 20 ปี เป็นจำคุกตลอดชีวิต ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 212
พอศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยจาก 20 ปี เป็นจำคุกตลอดชีวิต และลดโทษให้หนึ่งในสามเหลือจำคุก 25 ปี จำเลยก็ฎีกาข้อกฎหมายขึ้นมายังศาลฎีกาว่า โจทก์ในคดีนี้ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเลย ดังนั้น โทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์จะไปแตะไม่ได้ ศาลอุทธรณ์จะกลับไปพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นให้หนักขึ้นจาก 20 ปี เป็นจำคุกตลอดชีวิต และลดโทษเหลือจำคุก 25 ปี ไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดตามมาตรา 288 มากขึ้น
โจทก์เพียงแต่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 เท่านั้น แต่มาตรา 288 โจทก์ไม่ได้แตะเลยว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษเบาไป และไม่ได้ขอให้กำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ให้สูงขึ้น โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เลย ศาลอุทธรณ์จะไปแตะต้องโทษได้หรือไม่? คำตอบคือ แตะได้นะครับ
ในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้เหตุผลค่อนข้างสมบูรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยโจทก์ต้องการให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งก็คือความผิดฐานเดียวกันกับความผิดที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั่นเอง (ศาลพยายามอธิบายว่าการขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 288 ก็เหมือนกับการขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเดียวกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา เพียงแต่ต้องการให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น เนื่องจากจำเลยกระทำโดยมีเหตุฉกรรจ์คือไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยเท่านั้น อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น)
ดังนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลฎีกาฟันธงไปว่า ต้องถือว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ย่อมมีอำนาจเพิ่มเติมโทษจำเลยให้หนักกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะเห็นว่าเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 เช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหนักขึ้นกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงชอบแล้ว ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 212 แต่อย่างใด นี่เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาตัดสินเอาไว้
04/03/2026
เรื่องสุดท้าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2567 (น่าสนใจ)
เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ ถูกโจทก์ฟ้องว่าผิดสัญญาจะซื้อจะขาย โดยไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดในโครงการให้แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา แต่โจทก์ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา กล่าวคือ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ โจทก์ต่างหากที่ไม่ยอมไปรับโอน จำเลยจึงฟ้องแย้งเรียกค่าขาดโอกาสในทางธุรกิจที่จะได้กำไรจากการจำหน่ายห้องชุด
ในกรณีนี้จะถือได้หรือไม่ว่าเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ในคำฟ้องเดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปโอนกรรมสิทธิ์ แต่ในฟ้องแย้งจำเลยเรียกค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ เราต้องพิจารณาก่อนว่า การที่โจทก์มาฟ้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์นั้น มีมูลเหตุมาจากสัญญาฉบับใด และการที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจากการที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มารับโอนนั้น เป็นค่าเสียหายที่เกิดจากสัญญาฉบับใด แท้จริงแล้ว กรณีนี้เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเรียกร้องสิทธิจากสัญญาฉบับเดียวกันนั่นเอง จึงถือว่าเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม
ดังนี้ คำให้การของจำเลยแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ทั้งยังยกเหตุที่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดียวกันมาเป็นเหตุในการฟ้องแย้งว่า ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่ไปรับโอน จำเลยจึงขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าเสียโอกาสในทางธุรกิจของจำเลย สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้ง จึงเป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายเป็นค่าเสียโอกาสในทางธุรกิจที่จะได้กำไรจากการก่อสร้างและจำหน่ายห้องชุดเพราะโจทก์ไม่ไปรับโอน อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดียวกัน ดังนั้น ฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมตามมาตรา 177 วรรคสาม ซึ่งก็คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2567 (น่าสนใจ) เป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่อัปเดตในปีล่าสุดที่น่าสนใจ
04/03/2026
(วงเล็บว่า ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 71 น่าสนใจและน่าออกสอบครับ)
*ข้อเท็จจริงในข้อสอบมีดังนี้ นายจุกฟ้องนายเปียให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและบังคับจำนอง ศาลพิพากษาให้ตามฟ้อง แต่นายเปียไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ นายจุกจึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมกับยึดแหวนเพชร 1 วง ราคา 500,000 บาท ของนายเปีย เพื่อจะนำออกขายทอดตลาด
ให้ดูประเด็นนี้นะครับ นำยึดแหวนเพชรราคา 500,000 บาท เพื่อจะนำออกขายทอดตลาด ต่อมา นายหยิกได้ยื่นคำร้องต่อศาลในคดีนี้ว่า นายหยิกได้ฟ้องนายเปียให้ส่งมอบแหวนเพชรให้แก่นายหยิกตามสัญญาแลกเปลี่ยนกับรถยนต์ของนายหยิก ซึ่งได้ส่งมอบให้แก่นายเปียไปแล้วที่ศาลอีกแห่งหนึ่ง ศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาให้นายเปียส่งมอบแหวนเพชรเพื่อชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของนายหยิก นายหยิกจึงขอให้ศาลในคดีนี้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบแหวนเพชรให้แก่นายหยิก เพราะนายเปียยังมีทรัพย์สินอื่นที่นายจุกสามารถบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้เพียงพอ ศาลได้ไต่สวนและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่นายหยิกกล่าวอ้าง จึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบแหวนเพชรของนายเปียให้แก่นายหยิก
คำถามคือ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เรามาดูธงคำตอบกันนะครับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 347 วรรคสอง ให้สิทธิแก่นายหยิก ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่หนี้ตามคำพิพากษาเป็นการให้ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งเพื่อชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์เฉพาะสิ่งดังกล่าวในอีกคดีหนึ่ง หากพิสูจน์ให้ศาลพอใจว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวยังมีทรัพย์สินอื่นที่สามารถบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ได้เพียงพอ คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีที่ยึดทรัพย์เฉพาะสิ่ง ซึ่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบแหวนเพชรของนายเปียแก่นายหยิก จึงชอบด้วยกฎหมาย
ในข้อสอบนี้ อาจารย์ได้ให้ข้อเท็จจริงมาว่า ในชั้นไต่สวน นายหยิกสามารถแสดงพยานหลักฐานจนศาลเชื่อได้ว่า นายเปียยังมีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะให้นายจุกบังคับชำระหนี้ได้ โดยนายจุกไม่จำเป็นต้องบังคับคดีเอากับแหวนเพชร แต่สามารถไปบังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นได้ ศาลจึงเห็นด้วยและมีคำสั่งให้คืนแหวนเพชรเพื่อให้นายหยิกนำไปบังคับคดีในคดีของตน คำสั่งของศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย
แต่หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย หากนายหยิกไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่านายเปียยังมีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่นายจุกจะบังคับคดีได้ กฎหมายก็ให้สิทธินายหยิกในการ ขอเฉลี่ยทรัพย์ ได้ ตามตัวบทที่บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขาย..."
นี่เป็นตัวอย่างข้อสอบเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามฉบับปี 2560 ที่เรากำลังศึกษากันอยู่นะครับ
ความจริงแล้วยังมีมาตรา 327 และมาตรา 329 อีกนะครับ แต่เวลาไม่อำนวยแล้ว จึงคงต้องขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ วันนี้ก็เป็นการปิดคอร์สแล้ว อาจารย์อยากจะแนะนำเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการทำข้อสอบว่า เวลาอ่านข้อสอบ อย่าอ่านข้ามนะครับ ให้คิดตามด้วยว่าข้อเท็จจริงมีอะไรบ้าง โดยหลักแล้ว อาจารย์ผู้ออกข้อสอบทุกท่านจะต้องให้ข้อเท็จจริงมาครบถ้วน เพื่อไม่ให้นักศึกษาต้องมาเหนื่อยคิดเอาเองว่า "ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วจะเป็นอย่างนี้ไหม" ขอให้เตือนตัวเองไว้เสมอว่า "อย่าเถียงข้อสอบ" นะครับ หากข้อสอบกำหนดข้อเท็จจริงมาอย่างไร ก็อย่าไปคิดต่อยอดว่า "แล้วถ้าเป็นอีกอย่างหนึ่งล่ะ จะเป็นอย่างไร" ขอให้เชื่อตามข้อเท็จจริงที่ข้อสอบให้มา แล้วนำไปปรับเข้ากับข้อกฎหมาย
มีนักศึกษาไม่น้อยเลยที่เคยตรวจข้อสอบมาแล้วพบว่ายังมีการเถียงข้อสอบอยู่ แต่ในความเป็นจริง อาจารย์ผู้ออกข้อสอบทุกท่านต้องออกข้อสอบให้ข้อเท็จจริงนั้นนิ่งและชัดเจนแล้ว และข้อสอบเนติบัณฑิตก็มีมาตรฐานที่นิ่งมาตลอด เพราะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองหลายชั้นกว่าจะออกมาเป็นข้อสอบได้ ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า อย่าเถียงข้อสอบ ให้ยึดข้อเท็จจริงในข้อสอบเป็นหลัก
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
90/128
Pak Kret
11120