ธัมม์ล้านนา : ᨵᨾ᩠ᨾ᩼ᩃ᩶ᩣ᩠ᨶᨶᩣ

ธัมม์ล้านนา : ᨵᨾ᩠ᨾ᩼ᩃ᩶ᩣ᩠ᨶᨶᩣ นำเสนอข้อธรรมและเกร็ดความรู้จากคัมภีร์ใบลาน พับสา หรือเอกสารอื่นๆ ของล้านนา

หนังสือคำถาม-คำตอบ เรื่อง สีล สมาธิ ปัญญา กับ โอฆะ ๔ และสัญโยชนะ ๑๐ ----------------------------------------------------...
18/07/2025

หนังสือคำถาม-คำตอบ เรื่อง สีล สมาธิ ปัญญา กับ โอฆะ ๔ และสัญโยชนะ ๑๐
--------------------------------------------------------------

(ฉบับแปลไทย พิมพ์เผยแพร่เมื่อปี ๒๕๐๑)

--------------------------------------------------------------

"...ได้แต่งหนังสือเล่มนี้ขึ้นด้วยหวังจักหื้อเป็นประโยชนะแก่ตนและผู้อื่น จักได้ไว้เป็นทางวิตักวิจาร จระเดินไปแห่งวิถีจิต เพื่อเป็นอุบายแก้ไขและชำระเสียยังกิเลสหื้อเบาบางหายจากจิตจากใจ หื้อได้เถิงสุขตั้งแต่ปัจจุบันชาตินี้เป็นต้นไป ต่อเท้าอวสาน ..ขอผู้อ่านผู้ฟังจุ่งตั้งใจกำหนดจดจำยังเนื้อความแห่งหนังสือนี้ไปเป็นล่ำดับแล้วพิจารณาดูหื้อถี่ๆ อาจจักเป็นทางปฏิบัติหื้อเสี้ยงสงสัย หื้อได้เดินตามทางที่ถูกที่ดีตั้งแต่ต้นจนเถิงที่สุด จักบ่ได้หลงใหลเชื่อแต่ผู้อื่นต่อไป..."

-----------------------------------------------------------------
ลงนาม. ภิกษุพรหมจักร์ "พรหมา" เขียนและเรียบเรียง
ขณะเมื่อเดินรุกขมูล อยู่ในหล่งบ้านทา "สุบเมย" จังหวัดลำพูน
วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๙
ภิกษุคำภีระ ผู้ช่วยเขียน

หนังสือคำถาม-คำตอบ เรื่อง สีล สมาธิ ปัญญา กับ โอฆะ ๔ และสัญโยชนะ ๑๐-----------------------------------------------------...
15/07/2025

หนังสือคำถาม-คำตอบ เรื่อง สีล สมาธิ ปัญญา กับ โอฆะ ๔ และสัญโยชนะ ๑๐
--------------------------------------------------------------
ภิกขุพรหมจัก (พรหมา) วัดป่าเหียง คองงาม จังหวัดลำพูน เป็นผู้เรียบเรียง
--------------------------------------------------------------

"...ได้แต่งหนังสือเล่มนี้ขึ้นด้วยหวังจักหื้อเป็นประโยชนะแก่ตนและผู้อื่น จักได้ไว้เป็นทางวิตักวิจาร จระเดินไปแห่งวิถีจิต เพื่อเป็นอุบายแก้ไขและชำระเสียยังกิเลสหื้อเบาบางหายจากจิตจากใจ หื้อได้เถิงสุขตั้งแต่ปัจจุบันชาตินี้เป็นต้นไป ต่อเท้าอวสาน ..ขอผู้อ่านผู้ฟังจุ่งตั้งใจกำหนดจดจำยังเนื้อความแห่งหนังสือนี้ไปเป็นล่ำดับแล้วพิจารณาดูหื้อถี่ๆ อาจจักเป็นทางปฏิบัติหื้อเสี้ยงสงสัย หื้อได้เดินตามทางที่ถูกที่ดีตั้งแต่ต้นจนเถิงที่สุด จักบ่ได้หลงใหลเชื่อแต่ผู้อื่นต่อไป..."

-----------------------------------------------------------------
ลงนาม. ภิกษุพรหมจักร์ "พรหมา" เขียนและเรียบเรียง
ขณะเมื่อเดินรุกขมูล อยู่ในหล่งบ้านทา "สุบเมย" จังหวัดลำพูน
วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๙
ภิกษุคำภีระ ผู้ช่วยเขียน

ร่วมสังเกตการณ์ แสดงความเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างมีส่วนร่วม เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมรักษาคุณค่าของโบราณสถาน/โบราณวั...
02/07/2025

ร่วมสังเกตการณ์ แสดงความเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างมีส่วนร่วม เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมรักษาคุณค่าของโบราณสถาน/โบราณวัตถุ ให้ยั่งยืนต่อไป

บูรณะ / ทำลายกรณีการบูรณะวิหารวัดหนองเงือก ป่าซาง ลำพูนช่วยกันส่งเสียงของท่าน ไปยังผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนที่...
02/07/2025

บูรณะ / ทำลาย
กรณีการบูรณะวิหารวัดหนองเงือก ป่าซาง ลำพูน
ช่วยกันส่งเสียงของท่าน ไปยังผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้

ร่วมหาแนวทางในการอนุรักษ์ ไม่ให้กินแหนงแคลงใจในภายหลัง เสียดายของดีดั้งเดิม ที่สมควรเป็นแหล่งศึกษาถึงความร่ำรวยทางสติปัญ...
01/07/2025

ร่วมหาแนวทางในการอนุรักษ์ ไม่ให้กินแหนงแคลงใจในภายหลัง เสียดายของดีดั้งเดิม ที่สมควรเป็นแหล่งศึกษาถึงความร่ำรวยทางสติปัญญาวัฒนธรรม
อนุชนคนรุ่นหลังจะไม่ได้ตำหนิว่า นี่ึคือการบูรณะหรือทำลายกันแน่?

ฐานชุกชี (แท่นแก้ว) ในวิหาร
วัดหนองเงือก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน สมัยก่อนครูบาญาณะ

01/01/2025

ขอยกยอคำพระเปนเจ้า
หื้อเปนพอรดี ปีใหม่สากล พ.ศ. ๒๕๖๘

ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ
วณฺณวนฺตํ อคนฺธกํ
เอวํ สุภาสิตา วาจา
อผลา โหติ อกุพฺพโต.
ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ
วณฺณวนฺตํ สคนฺธกํ
เอวํ สุภาสิตา วาจา
สผลา โหติ กุพฺพโต.[1]

แปลนิไสร ; แปลยกศัพท์สำนวนล้านนา
....ปุปฺผํ อันดอกไม้ รุจิรํ มักว่า โสภนํ อันงาม วณฺณวนฺตํ มักว่า วณฺณสณฺฐานสมฺปนฺนํ อันมีสีแลร่างอันดีพร้อม อคนฺธกํ มักว่า คนฺธวิรหิตํ อันปราสสจากกลิ่น(อันหอม) โหติ ค็มี ยถาปิ แม้นฉันใด, วาจา อันว่าถ้อยคำ สุภาสิตา อันเปนถ้อยคำอันดี เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ คือได้ ปิฏกะทังสาม คือว่า คำแห่งพระพุทธะเจ้า อผลา โหติ ค็หากเปนถ้อยคำอันบ่มีประโยชนะ ปุคฺคลสฺส แก่ปุคคละ อกุพฺพโต มักว่า อสมาจรนฺตสฺส ผู้บ่ปฏิบัติ ตตฺถ สุภาสิเต ในถ้อยคำอันดี นั้น สกฺกจฺจํ ด้วยอันครบอยำ กิจฺเจหิ ด้วยกิจจะทังหลาย ปุคฺคเลน อันปุคคละ กตฺตพฺเพหิ เพิงกะทำ สวนาทีหิ อันมีการฟังเปนต้น เอวํ พร่ำว่าดั่งอั้นแล.....ปุปฺผํ อันดอกไม้ รุจิรํ มักว่า โสภนํ อันงาม วณฺณวนฺตํ มักว่า วณฺณสณฺฐานสมฺปนฺนํ อันมีสีแลร่างอันดีพร้อม สคนฺธกํ อันเปนไพพร้อมกับด้วยกลิ่น(อันหอม) โหติ ค็มี ยถาปิ แม้นฉันใด, วาจา อันว่าถ้อยคำ สุภาสิตา อันเปนถ้อยคำอันดี เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ คือได้ ปิฏกะทังสาม คือว่า คำแห่งพระพุทธะเจ้า สผลา โหติ ค็หากเปนถ้อยคำอันเปนไพพร้อมกับด้วยประโยชนะ ปุคฺคลสฺส แก่ปุคคละ กุพฺพโต มักว่า สมาจรนฺตสฺส ผู้ปฏิบัติ ตตฺถ สุภาสิเต ในถ้อยคำอันดี นั้น กิจฺเจหิ ด้วยกิจจะทังหลาย ปุคฺคเลน อันปุคคละ กตฺตพฺเพหิ เพิงกะทำ สวนาทีหิ อันมีการฟังเปนต้น เอวํ พร่ำว่าดั่งอั้นแล.[2]

-------------------------------
[1] ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปท ๕๑-๕๒/๒๑ ฉฏฺฐสงฺคีติ

[2] ตตฺถ รุจิรนฺติ โสภนํ. วณฺณวนฺตนฺติ วณฺณสณฺานสมฺปนฺนํ, อคนฺธกนฺติ คนฺธวิรหิตํ ปาลิภทฺทกคิริกณฺณิกชยสุมนาทิเภทํ. เอวํ สุภาสิตา วาจาติ สุภาสิตา วาจา นาม เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ. ตํ วณฺณสณฺฐานสมฺปนฺนํ อคนฺธกปุปฺผสทิสํ. ยถา ปน อคนฺธกปุปฺผํ โย นํ ธาเรติ, ตสฺส สรีเร คนฺธํ น ผรติ, เอวํ เอตมฺปิ โย นํ สกฺกจฺจํ สวนาทีหิ น สมาจรติ, ตสฺส สกฺกจฺจํ อสมาจรนฺตสฺส ยํ ตตฺถ กตฺตพฺพํ, ตํ อกุพฺพโต สุตคนฺธญฺจ วาจาคนฺธญฺจ ปฏิปตฺติคนฺธญฺจ น อาวหติ อผลา โหติ. เตน วุตฺตํ – “เอวํ สุภาสิตา วาจา, อผลา โหติ อกุพฺพโต”ติ. สคนฺธกนฺติ จมฺปกนีลุปฺปลาทิเภทํ. เอวนฺติ ยถา ตํ ปุปฺผํ ธาเรนฺตสฺส สรีเร คนฺโธ ผรติ, เอวํ เตปิฏกพุทฺธวจนสงฺขาตา สุภาสิตา วาจาปิ. กุพฺพโตติ โย สกฺกจฺจํ สวนาทีหิ ตตฺถ กตฺตพฺพํ กโรติ, สา อสฺส ปุคฺคลสฺส สผลา โหติ, สุตคนฺธวาจาคนฺธปฏิปตฺติคนฺธานํ อาวหนโต มหปฺผลา โหติ, มหานิสํสาติ อตฺโถ. (ธมฺมปทฏฺฐกถา ๑/๒๔๒ ฉฏฺฐสงฺคีติ.)

------------------------
รูปถ่ายพระธาตุหริภุญชัย จากเว็บ beerit1994

❤️
26/10/2024

❤️

คำเวนทานผ้ามหากถิน[1]
(สำหรับผ้าที่ตัดเย็บย้อมตามพระวินัยสำเร็จมาแล้ว)[2]
....จักหื้อทานมหากถิน[3]ดั่งอั้น หื้อได้เวนปริกขารแก่พระเจ้าพระธัมม์(พระ)สังฆะ เครื่องครัวทังมวลก่อนแล้ว จิ่งเอาผ้ามหากถินผืนนั้นมาปูต่อหน้าสังฆะหั้นแล้ว หื้อเคล้าสัทธาเข้านั่งอยู่ในพื้นผ้าผืนนั้นแล้ว อาจารย์ผู้จัก(กล่าว)ทานนั้น หื้อนั่งอยู่พายหน้าเขาฝูงนั้นแล้ว ประหนมมือตั้งจอมหัวทูนรับเอาผ้านั้นแล้ว อาจารย์หื้อกล่าวว่าดั่งนี้

สงฺโฆ วิสุทฺโธ วรทกฺขิเณยฺโย
สนฺตินฺทฺริโย สพฺพมลปฺปหีโน
คุเณหิเนเกหิ สมิทฺธิปตฺโต
อนาสโว ตํ ปณมามิ สงฺฆํ.[4]
....สังโฆอริเยสร์ อติเรกทักขิณา ปถมาเปนถ้านเคล้า ตั้งแรกเจ้าอัญญาตโกณฑัญญะ[5]สืบเชื้อสายมา ตราบเถิงสมุตติพระสังฆะเจ้าสิทังมวล บัดนี้ไส้ ผู้ข้าไหว้บ่เสสา พระสังฆะสมัคคาสมุหารุ่งเรืองไร พระสงฆ์ท๎รงสีลใสบ่เส้า เปนลูกสิกพระพุทธะเจ้าส๎วาสสดา มีสุปฏิปันนตาเปนที่ตั้งแห่งสังฆา พระสงฆ์บัวริสุทธ์เถิงวิมุตต์จากอาวอรณ์ นำสัตต์จากสาคอรให้ดับทุกข์ชรามอรณ์ นโมผู้ข้ายอหัวหนุนองคะยุคคละหมู่สังฆา ย่อมหื้อบังเกิดสุขแก่ปัชชานรินท์พรหม ผู้ข้ายอประหนมอัญชุลีสิบนิ้ว ตั้งหว่างคิ้วถวายบังคม ด้วยหัวตนจิตเจตน์น้อมพระสังฆา ปถนามีมากน้อยเยื่องใดๆ ขอจุ่งสมลุลาบได้โดยคระนิงดีหลี จิงธระวัน.....สาธุๆ โอกาสะ ภันเต ข้าแก่พระสังฆะเจ้า อันท๎รงจตุปริสุทธสีลใสสระอาด อันสระฐิตย์นั่งหัตถบาสไอยอยาย บัดนี้ผู้ข้าทังหลาย ค็ขงขวายหาได้ยังผ้าผืนมีวัณณะอันงาม ผู้ข้าทังหลายค็จัดตราตามพุทโธวาท อันพระเจ้าอานุญาตแก่เจ้าอานนท์ เมื่อพระยังเปนตน เจ้าอานนท์เปนตนอุปปฐาก จิ่งได้ถามต่อปากพระสัพพัญญูว่า พระเจ้าจุ่งอินดูผู้ข้า จักตัดผ้าเยียะดั่งรือดี เมื่อนั้นพระมุนีตนสักสวาด อันจักหื้อโอวาทคำสอนปวอรอันยิ่ง จิ่งพาเจ้าอานนท์ขึ้นสู่จอมเขาคิชชกุฏฏ์ปวรัง เพื่อจักหื้อยังโอวาทคำสอน เมื่อนั้นมหาอานนท์ จิ่งจีบผ้าชีวอรให้เปน ๔ ชั้น หื้อพระเจ้านั่งหั้นพัพพะแนงเชิง พระเลงหันยินสะเกิงกฏก่อ พระเจ้าจิ่งผ่อไพมา เลงหันฅันนาชาวมัคคธวาส อันเปนขอบขั้นอยาดอยายเลิง พระหันยินเพิงเถิงขนาด จิ่งจาเปนมธุวาทเซิ่งเจ้าอานนท์ว่า ดูกราอานนท์ ฅันนาอันนี้ชอบ โกนซุกซ้อนไพมา ตัดผ้าหื้อเปนตาเหมือนนี้งามดี เมื่อนั้นมหาอานนท์จิ่งภิวันทีว่า ข้าจักกะทำจำไว้พิจจรณา เมื่อนั้นพระเจ้าสระเด็จสีลาสู่เทสท้องนคอร พระโคจอรสู่เวฬุวัน หมู่ภิกขุสังฆัญจะนั่งไหว้อยู่ซะลนซะลน เมื่อนั้นพระมหาอานนท์จิ่งพิจจรณาดู เอาวัตถามาปูแผ่นผ้าผืนงาม ตัดแถกให้เปนตาหยิบแสว่แล้วคุมกัน เหมือนฅันนาสมชาวเทสแท้งามนอ ยินคึดว่าพอจิ่งจักยกยอถวายแก่พระทสพล พระเปนเจ้าว่าชอบควร จิ่งอนุโมทนาว่า ตัดผ้าหื้อเปนตาเหมือนนี้จิ่งดี จารีตพระค็มีชู่องค์องค์ พระเจ้าจิ่งปลงเปนบาฬีว่า ปัญจมุถีทีฆะลวงยาว ๕ สอกเพิงพลาว ติริยัญจะขัณฑ์แดนนั้นเมือบน อย่าหื้อหนลุ่มลงมา บ่ถูกตราคลองวิไนย พระเจ้าจิ่งไขว่าดั่งนี้แฅวนดีนา[6] แรกแต่นั้นมาผู้ข้าทังหลาย ค็ขงขวายหาผ้าผืนแลบ ปักบ่แฅวบไยยอง พะทัดปองตีแทก มีดน้อยแหกเปนรอย เข็มหยิบสอยสอดหมั้น หื้อดุมขั้นคุมกัน เปนนวขัณฑ์ดูอาจ ใส่นิวาสเพิงพลาว ซักซวกขาวใสส่อง ย้อมน้ำผ่องผิวสุก มาสมุตติว่าให้เปนพระยาผ้า ปูซ่องหน้าพระสังฆะทังมวล บาฬีว่าควรเวนวางทานตามขนาด ตามพุทธวาทว่าดั่งนี้ดีหลี ขอพระสมุตติสังฆะเจ้า จุ่งรับเอายังผ้ามหากถินจีวระผืนนี้ เพื่อหื้อเปนหิตะสุขะประโยชนะ ติวิธธัมม์สุข ๓ ประการ[7] ยาวะตราบเถิงอมตมหานิพพานเจ้าอย่าคลาด แก่ผู้ข้าทังหลายแท้ดีหลี โดยดั่งผู้ข้าจักเวนเคนตามมัคคธคาถาบาฬี[8]ว่า....สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต, สพฺเพ มยํ อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ สงฺฆสฺส เทม, อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ อิฏฺฐํ กนฺตํ ปิยมนาปํ ธมฺเมน ลทฺธํ ธมฺเมน อภิสงฺขตํ สุปฺปฏิปนฺนตาทิคุณยุตฺตสฺส สงฺฆสฺส เทม. ทุติยมฺปิ... ตติยมฺปิ...[9] ....ว่าหื้อถูกตัวขุ่มตัวซ้อนแท้เนิอ.....อิทํ โน มหากถินทานํ อเภชฺชอสาธารณสพฺพโลกิยโลกุตฺตรสมฺปตฺตีนํ, ทีฆา อายุวณฺณสุขพลปฏิภาณอาโรคฺยอาธิปเตยฺยสิริเตชานุภาวา, มา จหํ, ฌานมคฺคผลนิพฺพานานํ สพฺพสมฺปตฺตีนญฺจ ปจฺจโย โหตุ โน.[10]
....รอดหนี้แล้ว สังฆะเจ้ารับเอาผ้า สูตแล้ว ใส่กัปปพินธุ ปัจจุฯ อธิฏฐาน แผ่ปู[11] ท๎รงแล้ว อาจารย์ซ้ำน้อมแถมว่า
....ที่นี้ผู้ข้าจักกิตตนาถวายสาร เจ้าเคล้ามูละสัทธาปากต้านจาหวานพร่ำพร้อมคำเดียว มีประหยาสลับเสลียวใฝ่รอดนิพพาน จิ่งขงขวายหาเครื่องทานแต่งตั้งกันถิน มีมุจจลินท์หลังเลิศปวอร สาดเสื่อสลีหมอนสมดี มีทังก่ำพีขาเข๎ยแสว่เส้นสายไหม ชื่อโกไสยผืนพาดพลาวเพิง ขันหมากต้นปูนซองพลู อูบนวดเครื่องพร้อมภิพราย หมากเหมี้ยงผ้าดีเทียมคู่ พร้อมชู่อันมา บัดนี้ผู้ข้าทังหลายค็น้อมนำมา ยังมีวัตถาผืนขาวเผือก เลือกเอาแต่ฝ้ายเส้นอ่อนยวงยุง ยิงปดกุงแปลงปั่น ขาวยะยั่นเปนเกลียวคิ้วเค้น ฝ้ายเส้นแลบสุขุมาล ยิงฝูงเคยช๎นานช่างหรูก เขาเท่าเคิยยะเย้าเยียะหลายที ลวงกว้างลวงยาวดีตามขนาด วัณณ์ภิวาดส่องใสงาม เขาเคิยทอทำแทบ ฝ้ายเส้นแลบเบาบาง ฅนฝูงเคิยช๎นานหากพิจจรณามาแรก มีดน้อยแถกตามกัน หยิบโสมงามชู่ถ้าน ช่างผู้ฉลาดหากริสส๎นา แปลงตามธัมม์หื้อถูก จิ่งใส่ชื่อว่าสังฆาฏิยาผ่านแผ้ว หื้อเปนผ้าผืนประเสิฏฐ์แล้วชื่อราชา เตจีวราพร่ำพร้อม[12] ดาแต่งย้อมรางวัน ต้มอาธันแลขักเหมือด น้ำฟุ้มเฟือกฟองเฟือน เปียวไฟเรืองเร่งร้อน บวยใส่ง้อนคันงอน หายอายออเอย็นอ่อน เอาผ้าผ่อนชุบลง สองมือกุมนวดฟั้น คั้นนวดนั้นไพมา มีวัณณ์งามดูยิ่ง เอยียดคลี่ไว้อยังลม ผิวขาวเหลืองงามอาด ดูวิลาสลือซา ผู้ข้าทังหลายค็น้อมนำมาให้เปนผ้ามหากถิน สัทธานักบุญนักสีลชู่ผู้ยิงชาย ผู้ข้าทังหลายค็ยกยอถวายแก่พระสังฆะเจ้า พระสังฆะเจ้าค็กะทำอัปปโลกนกัมม์ สูตญัตติหื้อแก่เจ้าภิกขุ "ตนเปนเจ้าในอาวาส"[13] ตนท๎รงจตุปริสุทธสีลอาดบัวริสุทธ์ ท่านได้ปูแล้วแผ่กุสลให้เปนคุณต่อรอด เวียงแก้วยอดเนรัพพาน ผ้าปริวารพร่ำพร้อมชู่อันอัน มูละสัทธาใจประสงค์แต่งตั้งหื้อเปนทาน อัฏฐปริกขารเครื่องพร้อมนาๆ ฉัตต์จ้องกั้งกางฉายาร่มเงาเครื่องควรท๎รง มีทังเทียนหลวงเฅี่ยนแฅว่ปุนเลง มีทังต้นหมากเบ็งขันดอกชื่นช้อยจดจน มีทังน้ำต้นคันที ตาลปัตต์ดีวาดวางวี สะโตกถ้วยลายดวง ลุกแต่เมืองหลวงเมืองเทสจีนมา มีทังเกิบปาทาทังคู่ อ่างไหชำระมุนทิล เวนกับมหากถินเสี้ยงทุกอันทุกเยื่องดีหลี โดยดั่งผู้ข้าจักเวนเคนตามมัคคธคาถาบาฬีว่า....สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต, สพฺเพ มยํ, เยน อมฺหากํ กถินํ อตฺถตํ ปฏิคฺคหิตํ, อิมานิ กถินสพฺพปริวารานิ มุจลินฺทาสนาทิเก ตสฺเสว สกฺกจฺจํ เทม.[14] ๓ ที....อิทํ โน มหากถินสพฺพปริวารทานํ อาทินา เมตฺเตยฺยสฺเสว พุทฺธสฺส, ภารญฺจ มหสฺเสว ยาวานุปชฺชเต, พุทฺโธ เมตฺเตยฺโย เทวปูชิโต, สํสาเร สํสรนฺโตปิ อปาเย น คมามเส, นิพฺพานปจฺจโย โหตุ โน.[15]
----------------------------
[1] พับสา "อักขระก้านแก้ บทเวนทาน ยอคุณพระแก้วเจ้า และอักขระศัพท์" ฉบับวัดหนองเงือก ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ไม่ระบุชื่อผู้เขียนและวันเดือนปีที่เขียน

[2] สำหรับผ้าเพื่อกฐินนั้น ทายกสามารถใช้ผ้าที่ตัดเย็บย้อมตามพระวินัยสำเร็จมาแล้ว ถวายแก่สงฆ์เลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผ้าที่ยังไม่ได้ตัดเย็บย้อม ดังอรรถกถาพระวินัยปิฏก แสดงไว้ว่า "เอวํ ทินฺเน ปน กถิเน สเจ ตํ กถินทุสฺสํ นิฏฺฐิตปริกมฺมเมว โหติ, อิจฺเจตํ กุสลํ. โน เจ นิฏฺฐิตปริกมฺมํ โหติ, “อหํ เถโร”ติ วา “พหุสฺสุโต”ติ วา เอเกนาปิ อกาตุํ น ลพฺภติ, สพฺเพเหว สนฺนิปติตฺวา โธวนสิพฺพนรชนานิ นิฏฺฐาเปตพฺพานิ. อิทญฺหิ กถินวตฺตํ นาม พุทฺธปฺปสตฺถํ." (มหาวคฺคอฏฺฐกถา กถินกฺขนฺธกํ [ฉัฏฐสังคายนา โกเอ็นก้า]) แปลความว่า ก็เมื่อกฐินที่สงฆ์ให้อย่างนี้แล้ว (ให้แก่ภิกษุผู้ที่จะกรานด้วยญัตติกรรมในสีมา) ถ้าหากผ้ากฐินนั้นมีบริกรรมที่สำเร็จแล้ว เช่นนั้น นั่นเป็นการดีี หากมีบริกรรมยังไม่สำเร็จ แม้ภิกษุรูปหนึ่งจะไม่ช่วยทำด้วยถือตัวว่า เราเป็นเถระ หรือว่า เราเป็นพหูสูต ดังนี้ ย่อมไม่ได้ การซักเย็บและย้อม ภิกษุทั้งหมดต้องรวมตัวช่วยกันทำให้สำเร็จ และข้อนี้ ชื่อว่ากฐินวัตร ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ.

[3] ศัพท์ว่า "กถิน" ฉบับไทยกลางมีรูปเป็น "กฐิน"*** คำว่า "มหา" เป็นสำนวนใส่เข้ามาแสดงการยกย่องตามสำนวนล้านนา (มหา แปลงมาจาก มหนฺต ศัพท์ แปลว่า ประเสริฐ นำมาสมาสกับ กถิน ศัพท์ วิเคราะห์ว่า มหนฺตญฺจ ตํ กถินญฺจาติ มหากถินํ)...."กถิน" แปลว่า “กรรมที่มั่นคง” มาจาก กถ ธาตุ (เถริเย ในความมั่นคง) + อิน ปัจจัย มีวิเคราะห์ว่า กถตีติ กถินํ. ชื่อว่า กรรมใดย่อมมั่นคง ฉะนั้น กรรมนั้น ชื่อว่า กถิน. (นิรุตฺติทีปนี สูตรที่ ๗๕๒) คัมภีร์วิมติวิโนทนีฎีกา (ฎีกาพระวินัยปิฎก) อธิบายโดยอรรถไว้ว่า....“กถินนฺติ ปญฺจนิสํเส อนฺโตกรณสมตฺถตาย ถิรนฺติ อตฺโถ” บทว่า “กถินํ” มีความหมายว่า “กรรมที่มั่นคง” เพราะสามารถกระทำอานิสงส์ ๕ ประการไว้ในภายในของตน (คือตั้งแต่กรานกฐินแล้วจนถึงวันขึ้น ๑๕ เดือน ๔ ภาคกลางของไทย เดือน ๖ เชียงใหม่)....อานิสงส์ ๕ ประการนี้ เป็นการผ่อนปรนสิกขาบทบางประการ ดังพระพุทธานุญาตว่า....“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐิน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ ....๑. เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอก (คือ รับนิมนต์ที่ทายกออกชื่อโภชนะ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งไว้บ้านหนึ่งแล้ว จะไปที่อื่นจากที่รับนิมนต์นั้น โดยไม่ได้บอกพระในวัดก่อนก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ ผ่อนปรนจาริตตสิกขาบท สิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค) ....๒. ไม่ต้องถือผ้าไตรจีวรไปครบสำรับ (คือ เก็บจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ได้โดยไม่ต้องนำจีวรติดตัวไปครบทั้ง ๓ ผืน ไม่ต้องอาบัติ (ผ่อนปรนอุโทสิตสิกขาบท สิกขาบทที่ ๒ แห่งจีวรวรรค) ....๓. ฉันคณโภชน์ได้ (คือ พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ฉันอาหารที่เขานิมนต์โดยออกชื่ออาหารได้ ไม่ต้องอาบัติ ผ่อนปรนคณโภชนสิกขาบท สิกขาบทที่ ๒ แห่งโภชนวรรค) ....๔. ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ (คือ เก็บอดิเรกจีวร คือผ้าที่ไม่ได้อธิษฐานหรือวิกัป ได้เกิน ๑๐ วัน โดยไม่ต้องอาบัติ ผ่อนปรนกถินสิกขาบท สิกขาบทที่ ๑ แห่งจีวรวรรค) ....๕. พวกเธอจะได้จีวรที่เกิดขึ้นในวัดนั้น (คือ ภิกษุผู้จำพรรษาครบในวัดนั้น จะได้รับส่วนแบ่งผ้าที่เขาถวายสงฆ์ในวัดนั้น ตั้งแต่กรานกฐินแล้วจนถึงกลางเดือน ๔ เท่าๆ กัน โดยภิกษุพวกอื่นจะไม่ได้รับส่วนแบ่งผ้าด้วย) ๑”

(วิ.มหา. ๕/๓๐๖/๙๔)

***รูปศัพท์ว่า "กฐิน" เป็นรูปคล้อยตามรูปสันสกฤต ดังคัมภีร์จูฬธาตุปัจจยโชติกา (พระมหาจารัญ พุทฺธปฺปิโย รจนา) แสดงไว้ว่า กฐตีติ กฐินํ ทฬฺหํ กกฺขฬญฺจ, กฐ กิจฺฉชีวเน, อิโน. อิทํ สกฺกฏนยํ คเหตฺวา วุตฺตํ. ปฐวี ปถวีติอาทีสุ วิย. ปาฬินเยน ปน กถินนฺติ ปาโฐ ภวติ. ย่อมมั่งคง/ย่อมกล้าแข็ง ชื่อว่า กฐิน, หมายถึง ความมั่นคง และความแข็งกระด้าง, มาจาก กฐ ธาตุ เป็นไปในอรรถว่ายากและเป็นอยู่ ลง อิน ปัจจัย. รูปนี้ท่านกล่าวถือเอาโดยนัยภาษาสันสกฤต เหมือนกับคำว่า ปถวี มีรูปเป็น ปฐวี เป็นต้น ก็ปาฐะว่า "กถิน" ย่อมเป็นโดยนัยภาษาบาฬี.
....ดูประมวลเรื่องกฐินโดยย่อ https://www.facebook.com/prapali.co.th/photos/a.1797584430457162/3091359257746333/....ดูขั้นตอนการกรานกฐิน จากพระวินัยปิฏก ปริวารแปล ข้อ ๑๑๔๗ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=8&A=10313....ดูคำอธิบายจากอรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรคแปล https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=5&i=95....ดูมูลเหตุของกฐิน จากพระวินัยปิฎก มหาวรรคแปล https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=5&A=2648&w=%A1%B0%D4%B9%A2%D1%B9%B8%A1%D0

[4] อุปชาติคาถา (คาถาผสม) ๒ บาทแรกเป็นอินทวชิราคาถา ติฏฐุภาฉันท์ (๑๑ พยางค์) ๒ บาทหลังเป็นอุเปนทวชิราคาถา ติฏฐุภาฉันท์ (๑๑ พยางค์)....บทว่า "ปณมามิ" (ป+นมุ+อ+มิ, เพราะ ป-ปริ อุปสรรคอยู่ต้น แปลง น เป็น ณ [รูปสิทฺธิ. สูตรที่ ๔๒]) ในฉบับเดิม มีรูปเป็น "ปนฺนมามิ" น่าจะเป็นการคัดลอกมาตามเสียงสวด เพราะไม่ตรงลักษณะคาถา ซึ่งตำแหน่งนั้น จะต้องเป็น "ลหุ ลหุ ครุ ลหุ" (๑๒๑ ช ๒๒๑ ต ๑๒๑ ช ๒๒ คค)

แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)

สงฺโฆ วิสุทฺโธ วรทกฺขิเณยฺโย
สนฺตินฺทฺริโย สพฺพมลปฺปหีโน
คุเณหิเนเกหิ สมิทฺธิปตฺโต
อนาสโว ตํ ปณมามิ สงฺฆํ.
....(โย) สงฺโฆ อันว่าพระสังฆะเจ้า ตนใด วิสุทฺโธ ตนหมดใส วรทกฺขิเณยฺโย ตนควรรับเอายังของทานตนประเสิฏฐ์ สนฺตินฺทฺริโย ตนมีอินทรีย์อันรำงับแล้ว สพฺพมลปฺปหีโน ตนมีมุนทินคือกิเลสหากละเสียแล้ว สมิทฺธิปตฺโต ตนเถิงแล้วยังอันจำเริญ คุเณหิ ด้วยคุณทังหลาย อเนเกหิ อันมากนัก อนาสโว ตนหาอาสวะกิเลสบ่ได้, (อหํ) อันว่าผู้ข้า ปณมามิ ค็นบน้อม ตํ (สงฺฆํ) ยังพระสังฆะเจ้า ตนนั้น.

[5] "อัญญาตโกณฑัญญะ" ฉบับฉัฏฐสังคายนา (โกเอ็นก้า) มีรูปเป็น "อญฺญาสิโกณฺฑญฺญ" ส่วนฉบับสยามรัฐ มีรูปเป็น "อญฺญาโกณฺฑญฺญ" (ลบ สิ ของ อญฺญาสิ) ปาฐะ "อญฺญาตโกณฺฑญฺญ" พบในบทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทั่วไปในพับสูต ๑๕ วาร ฉบับล้านนา...บทว่า "อญฺญาสิ" (อ+ญา+อี) แปลว่า ได้รู้แล้ว เดิมเป็นอาขยาตบท เมื่อนำมาเป็นวิเสสนะของชื่อก็กลายเป็นนามบทไป (รุฬหีศัพท์) แปลว่า ผู้รู้แล้ว บางแห่งมีการลบ สิ เหลือแต่ อญฺญา*** เช่นฉบับสยามรัฐ และในหนังสือบทสวดมนต์ของไทยกลางทั่วไป ส่วนฉบับล้านนาที่พบในพับสูต ๑๕ วารทั่วไปนั้น มีการเปลี่ยนอาขยาตบทเป็นกิตบทว่า "อญฺญาต" (อา+ญา+ต) แปลว่า ผู้รู้ทั่วแล้ว
***ดูเทียบหลักการแปลธัมมาจริยะ ๑๑๑ นัย นัยที่ ๔๘ การแปลเกี่ยวกับอาขยาตบทที่เปลี่ยนเป็นนามบทในกรณีแสดงชื่อ รวบรวมโดยพระชวนาลังการาภิวงศ์ (ซอ จนฺทสาโร) และในเอกสาร “วิธีแปลศัพท์ยาก” ข้อที่ ๔๔ รวบรวมโดยพระคันธสาราภิวงศ์ (สมลักษณ์ คนฺธสาโร)

[6] เรื่องนี้มาในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ (พระพุทธบัญชาให้ตัดแต่งจีวร) ส่วนขนาดนั้น ในวินัยปิฎก ปาจิตตีย์ นันทสิกขาบท ห้ามเกินขนาด ยาว ๘ คืบ กว้าง ๖ คืบ ของพระสุคต***
***คืบสุคต เท่ากับ ๓ คืบของคนปานกลางในบัดนี้ หรือเท่ากับ ๑ ศอกคืบของช่างไม้ (วิ.อ. ๒/๓๔๘-๓๔๙/๖๑ มจร.)

[7] ติวิธธัมม์สุข ๓ ประการ ได้แก่ ทิฏฐธรรมิกสุข (สุขในภพปัจจุบัน) สัมปรายกสุข (สุขในภพหน้า) และปรมัตถสุข (สุขด้วยบรรลุพระนิพพาน) ดังสีลขันธวรรคอภินวฎีกา ๑ อัมพัฏฐสุตตวรรณนา (ฉัฏฐสังคายนา โกเอ็นก้า) แสดงไว้ว่า "อตฺโถ เจตฺถ ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกปรมตฺถวเสน ติวิธํ หิตํ สุขมฺปิ ตเถว ติวิธํ สุขํ." ก็ในคำว่า "อตฺโถ" นี้ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล ๓ อย่าง ด้วยสามารถของทิกฐิธรรมิกะ (ภพปัจจุบัน) สัมปรายิกะ (ภพหน้า) ปรมัตถะ (พระนิพพาน) แม้ความสุข ก็เป็นความสุข ๓ อย่าง เช่นนั้นเหมือนกัน.

[8] สำนวนว่า "มัคคธคาถาบาฬี" นี้ เป็นสำนวนเกริ่นนำเข้าสู่การสวดบทที่เป็นภาษาบาฬ่ี ซึ่งบางครั้งบทภาษาบาฬีที่นำมาสวดต่อนั้น ไม่ใช่บทที่เป็นคาถาเสมอไป เป็นเพียงสำนวนของคำเวนทานเท่านั้น

[9] สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต,*** สพฺเพ มยํ อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ สงฺฆสฺส เทม, อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ อิฏฺฐํ กนฺตํ ปิยมนาปํ ธมฺเมน ลทฺธํ ธมฺเมน อภิสงฺขตํ สุปฺปฏิปนฺนตาทิคุณยุตฺตสฺส สงฺฆสฺส เทม. ทุติยมฺปิ... ตติยมฺปิ...

แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....ภนฺเต ข้าแก่เจ้าคู สาธุ มักว่า อยํ (กาโล) อันว่ากาละ นี้ โอกาโส (โหตุ) ขอจุ่งเปนโอกาส. ....สพฺเพ มยํ อันว่าผู้ข้าทังหลาย มวล เทม ค็ถวาย อิมํ ทุสฺสํ ยังผ้า ผืนนี้ กถินทุสฺสํ คือว่า ยังผ้าเพื่อกถิน สงฺฆสฺส แก่พระสังฆะเจ้า. ....(สพฺเพ มยํ) อันว่าผู้ข้าทังหลาย มวล เทม ค็ถวายทาน อิมํ ทุสฺสํ ยังผ้า ผืนนี้ กถินทุสฺสํ คือว่า ยังผ้าเพื่อกถิน อิฏฺฐํ อันดีงาม กนฺตํ อันเพิงใจ ปิยมนาปํ อันเปนที่รักแลเพิงใจ (อมฺเหหิ) ลทฺธํ อันผู้ข้าทังหลายหากได้มาแล้ว ธมฺเมน ด้วยธัมม์คือว่าสุจริตธัมม์ (อมฺเหหิ) อภิสงฺขตํ อันผู้ข้าทังหลายหากตกแต่งดายิ่งแล้ว ธมฺเมน ด้วยธัมม์คือว่าสุจริตธัมม์ สงฺฆสฺส แก่พระสังฆะเจ้า สุปฺปฏิปนฺนตาทิคุณยุตฺตสฺส ผู้ประกอบด้วยสุปฏิปันนคุณเปนต้น. ....ทุติยมฺปิ แม้นครบถ้วน ๒ ที... ฯปฯ ....ตติยมฺปิ แม้นครบถ้วย ๓ ที... ฯปฯ

***โอกาสมยมฺภนฺเต ตัดบทเป็น โอกาโส อยํ ภนฺเต, ลง มฺ อาคม ด้วยสูตรว่า "ยวมทนตรลา จาคมา" (กจฺ. ๓๕) ลบ โอ ท้าย โอกาโส แล้วลง อ อาคมแทนในที่ลบนั้น ด้วยสูตรว่า "โลปญฺจ ตตฺรากาโร" (กจฺ. ๒๗), แปลงนิคคหิตที่ อยํ เป็น มฺ ในเพราะพยัญชนะ ภ ของ ภนฺเต ที่อยู่ในปวรรค ด้วย "วคฺคนฺตํ วา วคฺเค" (กจฺ. ๓๑) กจฺ. = กจฺจายนพฺยากรณํ

[10] อิทํ โน มหากถินทานํ อเภชฺชอสาธารณสพฺพโลกิยโลกุตฺตรสมฺปตฺตีนํ, ทีฆา อายุวณฺณสุขพลปฏิภาณอาโรคฺยอาธิปเตยฺยสิริเตชานุภาวา, มา จหํ, ฌานมคฺคผลนิพฺพานานํ สพฺพสมฺปตฺตีนญฺจ ปจฺจโย โหตุ โน.

แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....อิทํ มหากถินทานํ อันว่ามหากถินทาน อันนี้ โน ของผู้ข้าทังหลาย (ปจฺจโย โหตุ) ขอจุ่งเปนประไจย อเภชฺชอสาธารณสพฺพโลกิยโลกุตฺตรสมฺปตฺตีนํ แก่สัมปัตติอันเปนโลกิยะแลโลกุตตระทังมวลอันบ่มล้างได้แลบ่เปนอันทั่วไพแก่คนทังหลาย. ....อายุวณฺณสุขพลปฏิภาณอาโรคฺยอาธิปเตยฺยสิริเตชานุภาวา อันว่าอายุ วัณณะ สุขะ พละ ปฏิภาณะประหยา ความหาพยาธิบ่ได้ ความเป็นใหญ่ สรี แล เตชานุภาพ ทีฆา (โหนฺตุ) ขอจุ่งมียาวนาน. ....จหํ=จหนฺโต (ปุคฺคโล) อันว่าปุคคละ ผู้จุล่าย (มา โหตุ) ขอจุ่งอย่ามี. ....ปจฺจโย อันว่าประไจย ฌานมคฺคผลนิพฺพานานํ แก่ฌานมัคคะผละแลนิพพานทังหลาย จ แล สพฺพสมฺปตฺตีนํ แก่สัมปัตติทังหลายมวล โหตุ ขอจุ่งมี โน แก่ผู้ข้าทังหลาย.

[11] คำว่า "แผ่ปู" (แผ่ปูผ้ากถิน) เป็นการแปลตามอรรถของ ถร ธาตุ (สนฺถรเณ ในอันปูลาด) สำนวนไทยกลางนิยมแปลทับศัพท์ภาษาเขมรว่า "กราน" (ข.กฺราล) ซึ่งเป็นบทที่เกี่ยวกับวินัยกรรมการกรานผ้ากฐิน เช่น บทอาขยาตว่า "อตฺถรามิ" (อา+ถร+อ+มิ) แปลว่า อ.กระผม ย่อมกราน. ในประโยคเป็นต้นว่า "อิมาย สงฺฆาฏิยา กถินํ อตฺถรามิ" แปลว่า อ.กระผม ย่อมกราน ซึ่งกถิน ด้วยผ้าสังฆาฏิ ผืนนี้. ....การแผ่ปูผ้ากถิน (กรานกฐิน) นี้ เป็นวินัยกรรมขั้นตอนหนึ่งถัดจาก ญัตติกรรมในสีมา การตัดเย็บซักย้อม การถอนผ้าผืนเก่าของตน ทำกัปปพินทุ และอธิษฐานผ้าผืนใหม่ ผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาผ้า ๓ ผืนมีผ้าสังฆาฏิเป็นต้น ด้วยวาจาว่า "อิมาย สงฺฆาฏิยา กถินํ อตฺถรามิ" (อ.กระผม ย่อมกราน ซึ่งกถิน ด้วยผ้าสังฆาฏิ ผืนนี้) (หากกรานด้วยผ้าอุตตราสงค์ กล่าวว่า อิมินา อุตฺตราสงฺเคน, หากกรานด้วยผ้าอันตรวาสก กล่าวว่า อิมินา อนฺตรวาสเกน) จากนั้น ภิกษุผู้ครองกฐินนั่งกระโหย่ง ประนมมือ ประกาศให้สงฆ์ คณะ หรือบุคคลอนุโมทนาต่อไป....ดูเพิ่มเติม ขั้นตอนการกรานกฐิน จากพระวินัยปิฏก ปริวารแปล ข้อ ๑๑๔๗ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=8&A=10313

[12] จีวรที่จะกรานสามารถเลือกเอาผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาไตรจีวร ดูเพิ่มเติมในพระวินัยปิฏก ปริวารแปล ข้อ ๑๑๔๗ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=8&A=10313

[13] ข้อความนี้ สามารถเปลี่ยนไปตามชื่อภิกษุที่ครองผ้ากฐิน ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ "ว่าด้วยผู้ได้กรานกฐิน" และ "ผู้ควรกรานกฐิน" จากอรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรคแปล https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=5&i=95

[14] สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต, สพฺเพ มยํ, เยน อมฺหากํ กถินํ อตฺถตํ ปฏิคฺคหิตํ, อิมานิ กถินสพฺพปริวารานิ มุจลินฺทาสนาทิเก ตสฺเสว สกฺกจฺจํ เทม.

แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....ภนฺเต ข้าแก่เจ้าคู สาธุ มักว่า อยํ (กาโล) อันว่ากาละ นี้ โอกาโส (โหตุ) ขอจุ่งเปนโอกาส. ....กถินํ อันว่ากถิน อมฺหากํ ของผู้ข้าทังหลาย เยน ภิกฺขุนา อันภิกขุ ตนใด อตฺถตํ หากแผ่ปูแล้ว ปฏิคฺคหิตํ หากรับเอาแล้ว, สพฺเพ มยํ อันว่าผู้ข้าทังหลาย มวล เทม ค็ถวาย อิมานิ กถินสพฺพปริวารานิ ยังปริวารทังมวลแห่งกถินทังหลาย ฝูงนี้ มุจลินฺทาสนาทิเก อันมีต้นว่าชองมุจจลินท์ ตสฺส ภิกฺขุโน แก่ภิกขุ ตนนั้น เอว สิ่งเดียวแล.

[15] อิทํ โน มหากถินสพฺพปริวารทานํ อาทินา เมตฺเตยฺยสฺเสว พุทฺธสฺส, ภารญฺจ มหสฺเสว ยาวานุปชฺชเต, พุทฺโธ เมตฺเตยฺโย เทวปูชิโต, สํสาเร สํสรนฺโตปิ อปาเย น คมามเส, นิพฺพานปจฺจโย โหตุ โน.

แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....อิทํ มหากถินสพฺพปริวารทานํ อันว่ามหากถินทานแลปริวารทานทังมวล นี้ (อนุปชฺชเต) ค็ทวยตาม โน ยังผู้ข้าทังหลาย ยาว ตราบต่อเท้า อาทินา แต่แรกเคล้า พุทฺธสฺส แห่งพระพุทธะเจ้า อริยเมตฺเตยฺยสฺส ตนชื่อว่าอริยเมตไตย เอว สิ่งเดียว. ....อิทํ มหากถินสพฺพปริวารทานํ อันว่ามหากถินทานแลปริวารทานทังมวล นี้ อนุปชฺชเต ค็ทวยตาม ภารํ ยังภาระ พุทฺธสฺส แห่งพระพุทธะเจ้า อริยเมตฺเตยฺยสฺส ตนชื่อว่าอริยเมตไตย มหสฺส ตนประเสิฏฐ์ เอว สิ่งเดียว ยาว ตราบต่อเท้า อาทินา แต่แรกเคล้า.....พุทฺโธ อันว่าพระพุทธะเจ้า เมตฺเตยฺโย ตนชื่อว่าเมตไตย เทวปูชิโต ตนอันเทวดาหากปูชาแล้ว (โหติ) ค็มีแล.....(มยํ) อันว่าผู้ข้าทังหลาย สํสรนฺโตปิ แม้นทวนเทียวไพมา สํสาเร ในสงสาร น คมามเส ขอจุ่งอย่าได้ไพ อปาเย สู่อบายทังหลาย.....นิพฺพานปจฺจโย อันว่าประไจยแก่นิพพาน โหตุ ขอจุ่งมี โน แก่ผู้ข้าทังหลาย...เทิอะ.
----------------------------
***ดูความหมายศัพท์ล้านนาเบื้องต้นได้ที่ "พจนานุกรมภาษาล้านนา The Lanna-Dictionary" สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พิมพ์ครั้งแรก 2539 (ดาวน์โหลดไม่ได้)
https://pubhtml5.com/wgtk/nrtf?fbclid=IwAR1LNX3mBaaWTXqE1o0ZsgIsOMWmTXRACGOxqxGGQItoTx6ghPfN0qkKv9o

[ กถินกถา ]บทความเรื่องกถินโดยสังเขป สำนวนล้านนา ปริวรรตจากสมุดบันทึกอักษรล้านนาของพระภิกษุพรหมจักร์  เขียนเมื่ออยู่ป่าร...
22/10/2024

[ กถินกถา ]
บทความเรื่องกถินโดยสังเขป สำนวนล้านนา ปริวรรตจากสมุดบันทึกอักษรล้านนาของพระภิกษุพรหมจักร์ เขียนเมื่ออยู่ป่าริมตั่งโค เมืองกุกกิก ประเทศเมียนมาร์พุทธศักราช ๒๔๗๕..............................................................

[ คำถวายผ้ากถิน ]
คำถวายผ้ากถินว่า “นะโม ตัสสะ” (๓ ที) แล้วว่า “อิมัง กะถินะจีวะระทุสสัง สังฆัสสะ เทมะ” (๓ ที) แล้วเอาไปเคนหื้อสังฆะ แล้วภิกขุ ๒ ตน อุปโลกน์ผ้าดั่งนี้

[ คำอุปโลกน์ผ้ากถิน ]
ตน ๑ ว่า;
“ภันเต ข้าแด่พระสังฆเจ้าทังหลาย ส่วนผ้ากถินทานกับผ้าปริวารทังหลายทังมวลนี้ เป็นของ....................พร้อมกับด้วย.....................ได้น้อมนำมาถวายเป็นทานแก่พระสังฆเจ้าทังหลายฝูงอยู่จำวัสสาถ้วนไตรมาสในอาวาสที่นี้แล อันว่าผ้ากถินทานกับผ้าปริวารทังมวลนี้เป็นของบัวริสุทธิ์เป็นประดุจดั่งลอยมาโดยลวงอากาศ มาอยวาดตกลงในท่ำกลางสังฆะ จักได้เฉพาะเซิ่งภิกขุตนใดตน ๑ ก็หาบ่ได้ พระเจ้าอานุญาตไว้ว่า หื้อพระสังฆทังหลายพร้อมกันอานุญาตหื้อแก่ภิกขุตนใดตน ๑ อันประกอบด้วยสีลาสุตาทิคุณมีสติประหญาอาจรู้ธัมม์ ๘ ประการ มีบุพพกิจเป็นต้น ภิกขุตนนั้นจิ่งควรเพื่อจักกะทำกถินัตถารกิจตามพุทธานุญาตได้ดีหลี บัดนี้พระสังฆะทังหลายมวล จักหันสมควรแก่ภิกขุตนใด จุ่งพร้อมกันอานุญาตหื้อแก่ภิกขุตนนั้นเทอะ”

ถัดนั้นตนถ้วน ๒ อุปโลกน์ต่อไปแถมว่า;
“ภันเต ข้าแด่พระสังฆเจ้าทังหลาย ส่วนผ้ากถินทานกับผ้าปริวารทังมวลนี้ ผู้ข้าหันสมควรแก่ท่าน.......................................อันเป็นอธิปติสังฆะในอารามที่นี้ มีสติประหญาอาจเพื่อจักกะทำกถินัตถารกิจหื้อถูกต้องตามพุทธานุญาตได้ อันว่าคำอันข้ากล่าวนี้ ผี้แลภิกขุตนใดหันสมควรแล้วจุ่งอยู่บ่ปากเทอะ ผี้ว่าภิกขุตนใดหันบ่สมควรจุ่งกล่าวมาบัดนี้เทอะ คันว่าสังฆะทังหลายมวลหันว่าสมควรแล้ว จุ่งสาธุการหื้อพร้อมกันเทอะ” (ว่าที ๑) ส่วนสังฆะทังมวลควรรับ “สาธุ” พร้อมกัน ๓ ที (ส่วนคำที่ว่า “อธิปติสังฆะ” นั้น คันตนรับบ่ใช่เจ้าอาวาสก็หื้อเปลี่ยนออกเสียเทอะ)

[ วิธีกรานกถิน ]
เมื่ออุปโลกน์แล้วหื้อพากันไปสู่โรงอุโบสถ เทสนาอาบัติเสียชุตน สมมาแก้วทัง ๓ แล้ว จดหัตถบาสล้อมกันทังตนรับและสังฆะทังมวล ส่วนผ้ากถินกับผ้าบริวารทังมวลนั้น หื้อเอาวางไว้บนขัน ตั้งไว้ในหัตถบาสต่อหน้าผู้จักสูตต์ เมื่อภิกขุตนฉลาด ๒ ตน สูตต์ทุติยกัมมวาจาสุดแล้ว ควรมอบเคนผ้ากถินและผ้าบริวารหื้อแก่ตนรับนั้น ส่วนตนรับควรเอาผ้ามาใส่พินทุแล้ว ประจุผ้าเก่า อธิฏฐานผ้าใหม่
เมื่อจักปูกถินด้วยผ้าสังฆาฏินั้น ก็หื้อถอดเอาผ้าเอกและผ้าสบงมานุ่งทรงเสียก่อน แล้วหว่ายหน้าไปหาพระเจ้านั่งคุกเข่า นบ ๓ ที ประหนมมือขึ้นว่า “นะโม ตัสสะ ฯเปฯ” (๓ ที) แล้วยกผ้ากถินขึ้นเพียงหน้าผาก ว่า “อิมายะ สังฆาฏิยา กะถินัง อัตถะรามิ” (๓ ที) เมื่อปูด้วยผ้าเอกว่า “อิมินา อุตตะราสังเคนะ กะถินัง อัตถะรามิ” (๓ ที) เมื่อจักปูด้วยผ้าสบงว่า “อิมินา อันตะระวาสะเกนะ กะถินัง อัตถะรามิ” (๓ ที) ในผ้า ๓ ผืนนี้จักเอาผ้าผืนใดปูเป็นกถินก็ควรแล เท่าอย่าเอาปูทัง ๓ บ่ควร หื้อเอาปูเป็นกถินผืน ๑ อันเศษหลอกว่านั้นเอาเป็นผ้าบริวารแล
คันว่าปูกถินแล้วหื้อหว่ายหน้ามาหาสังฆะ นั่งคุกเข่าแล้ว เอาผ้ากถินพาดบนบ่า ประหนมมือไหว้ บอกหื้อสังฆะทังหลายอนุโมทนาว่า “อัตถะตัง อาวุโส สังฆัสสะ ถะถินังธัมมิโก กะถินัตถาโร อะนุโมทะถะ” (๓ ที) คันว่าตนปูกถินหนุ่มกว่าภิกขุตั้งแต่ตน ๑ ขึ้นไป หื้อเปลี่ยน “อาวุโส” เป็น “ภันเต” เสียเทอะ แล้วสังฆะทังหลายนั่งคุกเข่าประหนมมือไหว้ อนุโมทนาพร้อมกันว่า “อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ ถะถินังธัมมิโก กะถินัตถาโร อะนุโมทามะ” (๓ ที) คันว่าตนอนุโมทนาแก่กว่าตนปูกถินนั้น หื้อแบ่งอนุโมทนาเสียก่อนหมู่ว่า “อัตถะตัง อาวุโส สังฆัสสะ ถะถินังธัมมิโก กะถินัตถาโร อะนุโมทามะ” (๓ ที) คันตนเดียวหื้อเปลี่ยน “อะนุโมทามะ” เป็น “อะนุโมทามิ” เสียเทอะ แล้วภิกขุฝูงหนุ่มกว่าจิ่งพร้อมกันอนุโมทนาเมื่อลุนแล
เมื่ออนุโมทนาแล้ว หื้อหว่ายหน้าไปหาพระเจ้า พร้อมกันสูตต์ นบ (๓ ที) // นะโม ตัสสะ (๓ ที) // สรณคมน์ // สุขีโน // อัปปะมาโณ // ทุกขัปปัตตา // สุโข // อะโรคยา // วันทามิ พุทธัง หลบเสียเทอะ แล้วหนี้แล

14/04/2023

คำหื้อพอร[0]ปีใหม่พระญาวัน
รับสมมาคารวะของพระมหาเถระ[1]
--------------------------------------....เอวํ โหนฺตุ. สมฺปฏิจฺฉามิ. อิมินา ธูปปุปฺผลาชสมฺมาสกฺกจฺจคารวทาเนน ยถากมฺมํ ยถาปติฏฺฐิตํ วิปุลผลวหํ โหตุ. สมณธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนานํ สามีจิปฏิปนฺนานํ ยํ โว อปฺปฏิรูปํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ สเจ อตฺถิ; โว สพฺพํ โทสํ ขมามิ. โย อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรติ. เตสํ วุฑฺฒา. "เหสฺสามิ ภิกฺขโว อริยธมฺมวินโย"ติ อิติ อิมินา ภควตา วุตฺตวจเนน ธมฺมโต ตุมหากํ โลกิยโลกุตฺตรสพฺพสมฺปตฺตีนํ. นิพฺพานปจฺจโย โหตุ โว นิจฺจํ.[2]...."อชฺช" ในวันนี้ ค็หากเปนวันดีสรีสุภไชยะมังคละ กถาอันประเสิฏฐ์ ล้ำเลิศยิ่งกว่าวันแลยามทังหลาย คือว่าสังขาน[3]ปีเก่า ค็ข้ามล่วงพ้นไพแล้ว ปีใหม่แก้ว ค็มารอดมาเถิงเทิงในครากาละวันนี้ ว่าฉันนี้ดีหลี.....บัดนี้ สมณะสัทธาทังหลาย ...ฯปลฯ... ค็บ่ละเสียยังรีต[4] ค็บ่รีดเสียยังทำนองคลองแห่งอริยสัปปุริสะเจ้าทังหลาย ฝูงอันล่วงแล้วเปนมาในครากาละเมื่อก่อน ค็มาปลงลงยังจิตใจอันอ้วนอ่อน ตามดั่งปะเวณี[5]แต่ก่อนหากมีมา ปสาทะสัทธาพร่ำพร้อม ใจอ่อนน้อมเข้าสู่คลองดี จิ่งได้ขงขวายตกแต่งน้อมนำมายังธุปปะบุปผาลาชาเข้าตอกดอกไม้ลำเทียน มาเวนวางตั้งไว้หื้อเปนสองโกฐาก[6]; ...ส่วน "ปถมโกฐาก" วิภาคเบื้องต้นหัวที ค็มาถวายสักการะปูชายังสีลาทิคุณ ปัญญาทิคุณ วีริยาทิคุณ บุญคุณอันตัวตนแห่งผู้ข้า หากได้กะทำมาแต่อเนกชาติ ...ดั่ง "ทุติยโกฐาก" วิภาคอันถ้วนสองค็จักมาปองส่ำแดงยังโทสะปมาทธัมม์[7] กัมม์ทังหลาย หมายมี กายกัมม์ ๑ วจีกัมม์ ๑ มโนกัมม์ ๑ ล้ำกัมม์ทัง ๓ อันเปนในอิริยาบถอันใดอัน ๑ ผิดแผกตั้งแรกแต่ขณะจิตตุปบาท[8]วีถิชาตินี้ฅืนเมื่อหลังอเนกชาติสังสาระ อนมตัคคะ[9]อันบ่มีเค้า เข้าข่ายอวิชชาญาณวิปปยุตต์[10]พิรุทธ์พิโรธ[11] หลอนหากได้กะทำโทษเปนอนาจาร[12] ตามยถาพาลา[13]หลงหลาก วิสภาค[14]กะทำผิด เปนอนาทระภวันตา[15]มาขั้น บ่อาจหวนฅืนได้ ค็ขานสู่รู้ว่าเปนโทษแท้ไส้ จิ่งได้ตกแต่งน้อมนำมายังปรมามิสปูชา[16] สมมา[17]ยังตนตัวแห่งผู้ข้า อันมีวัสสาอายุอันแก่กว่า ฉันนี้ดีหลี.....บัดนี้ ตนตัวแห่งผู้ข้าค็มีธัมมเมตตาอนุททยา[18] หว่ายหน้าปฏิคคาหกะ[19] รับเอายังสัพพะเยื่องปูชาสมมาทังหลายมวลฝูงนี้แล้ว ค็จักอัจจเยเทสนา[20] ขมาลาลดอดเสียยังโทสะปมาทธัมม์[21]กัมม์ทังหลาย หื้อกลายเปนนัตถิวิปาโก[22] อโหสิกัมม์[23] เพื่ออย่าหื้อเปนนีวรณธัมม์[24]กัมม์อันจักห้ามเสียยังสัคคโมกขะ คือหนทางอันจักเมือสู่เมืองฟ้าแลเนรัพพาน เสียแก่เจ้าสมณะสัทธาทังหลายสักเยื่องสักประการ นั้นจุ่งจักมี.....ตั้งแต่ในมุหุตตะ[25]กาละวันนี้ยามนี้ ไพพายหน้าจุ่งจักหื้อเราเจ้าข้าทังหลาย ประกอบไพด้วยธัมมวุฑฒิ ๗ ประการ มีประธานว่า อายุ วัณณะ สุขะ พละ ปฏิภาณะ อาโรคยะ อธิปเตยยะ[26] จุ่งจักหื้อได้เปนสาสนูปถัมภกะค้ำชูปูชายังวระพุทธสาสนาแห่งองค์สรีสัพพัญญูพระพุทธะเจ้า เปนไพด้วยวิรูฬหีก้านกุ่งรุ่งเรืองสะเทิงบานงาม จุ่งหื้อเปนที่กะทำสักการะปูชาแห่งหมู่สมูหะ คือฅนแลเทวดาทังหลาย ไพเสี้ยงจิรฐิติกาละยาวนาน ตราบต่อเท้าอันได้เข้าสู่เวียงแก้วยอดเนรัพพานเปนที่แล้ว นั้นจุ่งจักมี......แม้นเราเจ้าข้าทังหลายได้มาสมมาคารวะฉันนี้แล้วแล จักยาตราคตาไพสู่นานาทิสะอนุทิสะหนใดดั่งอั้นค็ดี จุ่งจักหื้อมีลาภปราบแพ้ข้าเสิกะสัตรูของปูชามีหลายหลาก สมณะสัทธาได้ฝากไว้ชู่วันชู่ยาม สมพาร[27]มีฉันดั่งแม่น้ำอย่าได้แห้งเหือดซ้ำบกบาง ยุท่าง[28]ขวางใจต่อเท้าเถ้าจุ่งหื้อได้เปนเจ้าแก่สีลแลบุญทานไพทุกเมื่อ ตั้งใจเชื่ออย่าหลง ปลงใจคึดรอด ยามจักใกล้ทอดทางไพ อายุไขยสู่เมี้ยน จักดาใกล้ได้เปลี่ยนปัญจขันธ์ จุ่งจักหื้อกุสละนาบุญทังหลายมวลฝูงนี้มาปรากฏหันที่จิ่มใกล้ หื้อได้ไขว่ใจเทิง แปลงใจเทิงอย่าขาด บุญแก้วอาจมาทัน ตามกัมม์นิมิตระ[29]หันต่อหน้า คตินิมิต[30]อยู่ถ้าทางดี จินตามณีไตรย[31]อันประเสิฏฐ์ จุ่งจักมานำเอายังเราเจ้าข้าทังหลายหื้อได้ไพเกิดในห้องฟ้าเลิศเสวยสุข อยู่สนุกใจอย่าขาดในปราสาทแก้ววิมานฅำ ตามกุสละบุญกัมม์อันได้ส้าง อย่าได้คลาดได้คลา จุ่งหื้อสมดั่งคำปราถนาชุตนชุพระองค์นั้นจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี ตามไนยะคาถาบาฬีว่า....เต อตฺถลทฺธา สุขิตา, วิรูฬฺหา พุทฺธสาสเน,....อโรคา สุขิตา โหถ, สห สพฺเพหิ ญาติภิ.[32]....ภวตุ สพฺพมงฺคลํ, รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา,....สพฺพพุทฺธานุภาเวน, สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต.....ภวตุ สพฺพมงฺคลํ, รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา,....สพฺพธมฺมานุภาเวน, สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต.....ภวตุ สพฺพมงฺคลํ, รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา,....สพฺพสงฺฆานุภาเวน, สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต.[33]....ยถา วาริวหา...[34] ฯปลฯ แล้ว สพฺพี...[35] หลบปลายเสียเทิอะ แล้วหนี้แล.
---------------------------------
[0] "พอร" [พอน] แผลงมาจากคำบาฬีว่า "วร" (วร อิจฺฉายํ/ปตฺถนายํ + อ) แปลว่า สิ่งที่น่าปรารถนา วิเคราะห์ว่า "วริตพฺพํ อิจฺฉิตพฺพนฺติ วรํ." หรือ "วริตพฺโพ ปตฺเถตพฺโพติ วโร." (จูฬธาตุปจฺจยโชติกา หน้า ๘๕๔)

[1] สมุดบันทึกพระพรหมจักร์ (ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า) โดยบันทึกท้ายเล่ม; เขียนปางเมื่ออยู่จำวัสสาริมบ้านหนองชโฅที่สำนักวัดป่า (สมัยท่านจำพรรษา ณ ป่าไร่หนองชะโฅ ประเทศพม่า ในพรรษาที่ ๑๘ พ.ศ. ๒๔๗๘)

[2] แปลนิไสรบทบาฬีว่า;....(ยา ปตฺถนา) อันว่าคำมักทังหลาย อันใด (ตุมฺหํ) แห่งท่านทังหลาย (สนฺติ) แลมี ยถา ประการฉันใด; (ตา ปตฺถนา) อันว่าคำมักทังหลาย อันนั้น โหนฺตุ จุ่งมี (ตุมฺหํ) แก่ท่านทังหลาย เอวํ ประการฉันนั้น. ....(อหํ) อันว่าเรา สมฺปฏิจฺฉามิ ค็รับเอา (คารวํ) ยังอันครบอยำ (ตุมฺหํ) แห่งท่านทังหลาย. ....(อิมํ กมฺมํ) อันว่ากัมม์ อันนี้ วิปุลผลวหํ เปนเหตุนำมายังผละอันกว้างขวาง ยถากมฺมํ ตามเจตนากัมม์ ยถาปติฏฺฐิตํ ตามอันตั้งอยู่ ธูปปุปฺผลาชสมฺมาสกฺกจฺจคารวทาเนน ด้วยอันหื้ออันครบอยำแอยงด้วยดีด้วยธูปไต้ ดวงดอกไม้ แลเข้าตอก อิมินา อันนี้ โหตุ จุ่งมี.....สเจ ผีว่า กายกมฺมํ อันว่ากายกัมม์ วจีิกมฺมํ อันว่าวจีกัมม์ มโนกมฺมํ อันว่ามโนกัมม์ อปฺปฏิรูปํ อันบ่เพิงควร ยํ อันใด โว ของท่านทังหลาย สามีจิปฏิปนฺนานํ ตนปฏิบัติด้วยชอบธัมม์ สมณธมฺมานุธมฺมาปฏิปนฺนานํ คือว่าตนปฏิบัติยังธัมม์อันควรแก่ธัมม์แห่งสมณะ อตฺถิ แลมีดั่งอั้น; (อหํ) อันว่าเรา ขมามิ ค็อด โทสํ ยังโทษ สพฺพํ ทังมวล โว แก่ท่านทังหลาย.....โย (ปุคฺคโล) อันว่าปุคละผู้ใด ทิสฺวา หันแล้ว อจฺจยํ ยังโทษอันล่วง อจฺจยโต ด้วยโทษอันล่วง ปฏิกโรติ ค็กะทำตอบ ยถาธมฺมํ ตามธัมม์. วุฑฺฒา อันว่าฅวามจำเริญทังหลาย (โหนฺติ) ค็มี เตสํ (ปุคฺคลานํ) แก่ปุคคละทังหลายฝูงนั้น.....วุฑฺฒา อันว่าฅวามจำเริญทังหลาย โลกิยโลกุตฺตรสพฺพสมฺปตฺตีนํ แห่งสัมปัตติทังมวลอันเปนโลกิยะแลโลกุตตระ (โหนฺติ) ค็มี ตุมฺหากํ แก่ท่านทังหลาย ธมฺมโต ด้วยธัมม์ อิมินา ภควตา วุตฺตวจเนน ตามอันพระพุทธะเจ้ากล่าวแล้วนี้ อิติ ว่า "ดูราภิกขุทังหลาย (อหํ) อันว่าเรา อริยธมฺมวินโย มีธัมม์และวิไนยแห่งอริยะเจ้า เหสฺสามิ จักมี อิติ ดั่งนี้ อิติ ค็พร่ำว่าประการดั่งนี้.....นิพฺพานปจฺจโย อันว่าประไจยแก่เนรัพพาน โหตุ จุ่งมี โว แก่ท่านทังหลาย นิจฺจํ เที่ยงแท้ดีหลี.

[3] คำว่า "สังขาน" แผลงมาจากคำสันสกฤตว่า "สงฺกฺรานฺติ" (สํ+กฺรมฺ+ติ) หมายถึง คติของดวงอาทิตย์หรือดาวพระเคราะห์ดวงอื่นจากภูจักรหนึ่งไปสู่อีกภูจักรหนึ่ง [บวรบรรณรักษ์ (นิยม รักษ์ไทย), หลวง. สํสฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน, พิมพ์ครั้งที่ ๕ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แสงดาว, ๒๕๕๔), หน้า ๑๑๘๔-๑๑๘๕]....คำว่า "สังขาน" ("กฺร" สำเนียงล้านนาออกเสียงเป็น "ข") ในรูปคำแผลงล้านนา แปลสำนวนล้านนาว่า "ล่อง" (วันพระอาทิตย์ล่องจากราศีมีนสู่ราศีเมษ) ใช้เป็นสำนวนชื่อวันว่า "วันสังขานล่อง" (วันมหาสงกรานติ์) หรือบางตำราใช้สำนวนว่า "วันสังขานไป" หรือ "วันรวิสังขานไป" ถือเป็นวันเริ่มเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ของล้านนา ("...ขาน" ในรูปคำแผลงของคำว่า "สังขาน" อาจจะสะกดด้วยอักษรที่เป็นแม่กนอื่นๆ ได้ เช่น "สังขาร" {ไม่ใช่ "สังขาร" ภาษาบาฬี})

[4] "รีต" น. เยี่ยงอย่าง, แบบแผน, ประเพณี, เช่น นอกรีต. (เทียบ ป. จาริตฺต; ส. จาริตฺร). (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)

[5] "ปะเวณี" น. ขนบธรรมเนียม, แบบแผน (ป. ปเวณิ; ส. ปฺรเวณิ). (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)

[6] "โกฐาก" สันนิษฐานว่า แผลงมาจากคำบาฬีว่า "โกฏฺฐก" แปลว่า ห้อง ซุ้ม เรียกพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กรรมฐาน และอาจารย์ผู้ให้อุบายกรรมฐาน ว่า "ปญฺจรตน" ในภาษาบาฬี "แก้ว ๕ โกฐาก" ในภาษาล้านนา, เรียกขัน (พาน) ที่ใส่ดอกไม้ธูปเทียนที่แบ่งเป็น ๕ กอง เพื่อบูชาแก้ว ๕ โกฐากนั้น ว่า "ขันแก้ว ๕ โกฐาก" เรียกบทไหว้ภาษาบาฬีว่า "คำสมมาแก้ว ๕ โกฐาก"....และในที่นี้เรียก "ขันสมมาคารวะ" ที่จัดข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน เป็น ๒ กอง ว่า "ขัน ๒ โกฐาก" ("ปถมโกฐาก" โกฐากแรก "ทุติยโกฐาก" โกฐากที่ ๒)....อีกนัยหนึ่ง "โกฐาก" อาจแผลงมาจาก "โกฏฺฐาส" ที่แปลว่า ส่วน

[7] "โทสะปมาทธัมม์" หมายถึง โทษที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

[8] "จิตตุปบาท" (จิตฺตุปฺปาท; จิตฺต+อุปฺปาท) หมายถึง ขณะจิตที่เป็นไปกับด้วยเจตสิกขณะหนึ่งๆ ดังบาฬีว่า "สสมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ จิตฺตุปฺปาโทติ วุจฺจติ." (จูฬธาตุปจฺจยโชติกา หน้า ๔๐๐)

[9] "อนมตัคคะ" หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดอันมีที่สุดและเริ่มต้นที่ไม่มีใครรู้ได้ ดังบาฬีว่า "นตฺถิ อมโต อคฺโค อาทิ ยสฺส สํสารสฺส โส อนมตคฺโค." (จูฬธาตุปจฺจยโชติกา หน้า ๖๗)

[10] "อวิชชาญาณวิปปยุตต์" หมายถึง จิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาคืออวิชชา ได้แก่ โมหมูลจิต (จิตที่มีความหลงเป็นมูล)

[11] "พิรุทธ์พิโรธ" [พิรุดพิโรด] หมายถึง ความขัดแย้ง มาจากบาฬีว่า "วิรุทฺธ" (วิ+รุธ+ต) วิเคราะห์ว่า "วิรุชฺฌิตฺถาติ วิรุทฺโธ." และ "วิโรธ" (วิ+รุธ+ณ) วิเคราะห์ว่า "วิรุชฺฌนํ วิโรโธ." (จูฬธาตุปจฺจยโชติกา หน้า ๘๘๘-๘๘๙)

[12] "อนาจาร" [อะนาจาน] น. ความประพฤติชั่ว, ความประพฤติน่าอับอาย (ป., ส.). (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)

[13] "ยถาพาลา" (ยถาพาล; ยถา+พาล) หมายถึง ตามผู้โง่เขลา (ตามความเป็นผู้ไม่รู้) บาฬีวิเคราะห์ว่า "พาลํ อนติกฺกมิตฺวา ยถาพาลํ."

[14] "วิสภาค" (วิ+สภาค) หมายถึง มีส่วนเสมอกันไปปราศแล้ว คือ ไม่ถูกกัน เป็นข้าศึกแก่กัน มีความหมายเดียวกันกับคำว่า "วิรุทฺธ" (พิรุทธ์) (ปาจิตฺยาทิโยชนา หน้า ๔๔ อักษรพม่า)

[15] "อนาทระภวันตา" (อนาทร+ภวนฺต) หมายถึง เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อเป็นอยู่ มาจากคำบาฬี "อนาทโร ภนฺวนฺโต" (เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อเป็นอยู่)

[16] "ปรมามิสปูชา" (ปรม+อามิส+ปูชา) หมายถึง การบูชาด้วยวัตถุอันยิ่ง (สิ่งของอันประณีต) วิเคราะห์ตามลำดับสมาสดังนี้ "ปรมญฺจ ตํ อามิสญฺจาติ ปรมามิสํ." (วิเสสนปุพพปทกัมมธารยสมาส) "ปรมามิเสน ปูชา ปรมามิสปูชา." (ตติยาตัปปุริสสมาส)

[17] "สมมา" (สมมาน์) มาจากคำบาฬีว่า "สมฺมาน" (สํ + มาน ปูชายํ + ยุ) แปลว่า ความยกย่อง, ความนับถือ, ความเคารพ. และรวมความถึงการขอขมา (อดโทษ) ที่ได้ล่วงเกิน ดังบทสมมาแก้ว ๕ โกฐากว่า "อจฺจยํ อจฺจยโต ปฏิคณฺหนฺตุ; ขมนฺตุ." และคำว่า "สมมา" นี้ มักแผลงรูปเป็น "สุมมา" หรือ "สูมา" บ้าง

[18] "อนุททยา" (อนุทฺทย; อนุ+ทย+อ) หมายถึง ความกรุณาปราณี วิเคราะห์ว่า "ปรทุกฺขญฺจ อตฺตสุขญฺจ อนุทฺทหตีติ อนุทยตีติ วา อนุทฺทยา กรุณา." (จูฬธาตุปจฺจยโชติกา หน้า ๘๐)

[19] "ปฏิคคาหกะ" (ปฏิคฺคาหก; ปฏิ+คห+ณฺวุ) แปลว่า ผู้รับ วิเคราะห์ว่า "ปฏิคฺคณฺหาตีติ ปฏิคฺคาหโก."

[20] "อัจจเยเทสนา" หมายถึง การแสดงโทษล่วงเกิน หรือการเปิดเผยความผิด (ยอมรับว่าผิด) มาจากคำบาฬว่า "อจฺจเย เทสนา" (การแสดงซึ่งโทษล่วงเกินทั้งหลาย)

[21] ดูเชิงอรรถ [6]

[22] "นัตถิวิปาโก" บาฬีเป็น "นตฺถิ วิปาโก" แปลว่า วิบากคือผลของกรรมย่อมไม่มี ดูเพิ่มเติมเชิงอรรถ [23]

[23] "อโหสิกัมม์" หมายถึง กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้มีแล้วแต่ไม่มีโอกาสให้ผล เพราะล่วงเลยเวลาที่จะให้ผล หรือถูกกรรมอื่นตัดรอนจนไม่สามารถให้ผลได้ (ดูเพิ่มเติมใน ปรมัตถโชติกะ มหาอภิธัมมสังคหฏีกา ปริจฺเฉทที่ ๕ กัมมจตุกกะ หลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิะตรี รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ)

[24] "นีวรณธัมม์" หมายถึง ธรรมที่ปกปิดดวงตาคือปัญญา ในที่นี้หมายเอา "อุทธัจจกุกกุจจะ" คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ อันเกิดจากการล่วงเกินผู้อื่น วิเคราะห์ว่า "นีวาเรนฺติ ปญฺญาจกฺขุํ ปฏิจฺฉาเทนฺตีติ นิวรณานิ." (จูฬธาตุปจฺจยโชติกา หน้า ๖๑๑)

[25] "มุหุตตะ" (มุหุตฺต; หุจฺฉ+โต) หมายถึง ขณะ, เดี๋ยว, ครู่ วิเคราะห์ว่า "สุภาสุภทสฺสนโต หุจฺฉยตีติ มุหุตฺโต." (จูฬธาตุปจฺจยโชติกา หน้า ๗๘๒)

[26] "อาธิปเตยยะ" (อาธิปเตยฺย; อธิปติ+เณฺยย) แปลว่า ความเป็นผู้เป็นใหญ่ วิเคราะห์ว่า "อธิปติสฺส ภาโว อาธิปเตยฺยํ."

[27] "สมพาร" แผลงมาจาก "สมฺภาร" (สํ+ภร+ณ) หมายถึง การพอกพูนสั่งสมกุศลความดี วิเคราะห์ "สมฺภรตีติ สมฺภาโร."

[28] "ยุท่าง" วิ. สะดวก, ไม่ติดขัด ยูท่าง, ดูท่าง, ลุท่าง, ลูท่าง (พจนานุกรมภาษาถิ่นเหนือ สถาบันราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๖๔๓)

[29] "กัมม์นิมิตระ" แผลงมาจาก "กมฺมนิมิตฺต" หมายถึง อารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส สิ่งนึกคิด ที่ตนได้เคยประสพ เช่นกรรมฝ่ายดี มีการให้ทาน สมาทานศีล เป็นต้น กรรมฝ่ายชั่ว มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น (ดูเพิ่มเติมใน ปรมัตถโชติกะ มรณุปัตติจตุกกะ ปริจเฉทที่ ๕ วิถีวิมุตตสังคหะ หลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิกะตรี รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ [ฉบับปรับปรุงใหม่] หน้า ๓๕-๓๘)

[30] "คตินิมิต" แผลงมาจาก "คตินิมิตฺต" หมายถึง อารมณ์ของภพชาติที่จะพึงถึง ได้แก่ อารมณ์ที่เกี่ยวกับภพชาติที่จะได้พบได้เสวยในภพที่ ๒ ที่ปรากฏแก่ผู้ที่กำลังจะตาย (ดูเพิ่มเติมใน ปรมัตถโชติกะ มรณุปัตติจตุกกะ ปริจเฉทที่ ๕ วิถีวิมุตตสังคหะ หลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิกะตรี รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ [ฉบับปรับปรุงใหม่] หน้า ๓๘-๔๐)

[31] "จินตามณีไตรย" แผลงมาจาก "จินฺตามณิตฺตย" (จินฺตามณิ+ตย) แปลว่า หมวดสามแห่งแก้วสาระพัดนึก หมายถึง พระรัตนตรัย นั่นเอง วิเคราะห์ว่า "จินฺตามณิโน ตยํ จินฺตามณิตฺตยํ" (ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส)....คำว่า "จินฺตามณิ" หมายถึง แก้วสารพัดนึก แก้วมณีในเรื่องนิยาย คาดกันว่าผู้เจ้าของมณีนั้น จะปรารถนาอะไรต่ออะไรติปาฐะ อาจได้สมมาดหมายทุกสิ่งอย่าง [บวรบรรณรักษ์ (นิยม รักษ์ไทย), หลวง. สํสฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน, พิมพ์ครั้งที่ ๕ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แสงดาว, ๒๕๕๔), หน้า ๕๐๙]....การที่ท่านเปรียบพระรัตนตรัยเป็นดังแก้วสาระพัดนึกนั้น หมายความว่า ผู้ใดได้ใช้พระรัตนตรัยเป็นแสงสว่างนำทาง ก็จะประสบกับประโยชน์ทั้งชาตินี้ (ทิฏฐธรรมิกัตถะ) ประโยชน์ในภพชาติต่อไป (สัมปรายิกัตถะ) ตลอดจนหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด (ปรมัตถะ)

[32] องฺ.ติก. ๒๐/๕๙๕/๓๗๙ (สฺยา.)

[33] บทนี้ปรากฏในหนังสือบทสวดมนต์ทั่วไป

[34] คาถาแรกมาใน ขุ.ขุ ๒๕/๘/๑๐ (สฺยา.) คาถาที่ ๒ ปรากฏในหนังสือบทสวดมนต์ทั่วไป

[35] คาถาแรกปรากฏในหนังสือบทสวดมนต์ทั่วไป คาถาที่ ๒ มาใน ขุ.ธ. ๒๕/๑๘/๒๙ (สฺยา.)

ที่อยู่

Pa Sang
51120

เบอร์โทรศัพท์

+66909313009

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธัมม์ล้านนา : ᨵᨾ᩠ᨾ᩼ᩃ᩶ᩣ᩠ᨶᨶᩣผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง ธัมม์ล้านนา : ᨵᨾ᩠ᨾ᩼ᩃ᩶ᩣ᩠ᨶᨶᩣ:

ทางลัด

แชร์

ประเภท