26/10/2024
❤️
คำเวนทานผ้ามหากถิน[1]
(สำหรับผ้าที่ตัดเย็บย้อมตามพระวินัยสำเร็จมาแล้ว)[2]
....จักหื้อทานมหากถิน[3]ดั่งอั้น หื้อได้เวนปริกขารแก่พระเจ้าพระธัมม์(พระ)สังฆะ เครื่องครัวทังมวลก่อนแล้ว จิ่งเอาผ้ามหากถินผืนนั้นมาปูต่อหน้าสังฆะหั้นแล้ว หื้อเคล้าสัทธาเข้านั่งอยู่ในพื้นผ้าผืนนั้นแล้ว อาจารย์ผู้จัก(กล่าว)ทานนั้น หื้อนั่งอยู่พายหน้าเขาฝูงนั้นแล้ว ประหนมมือตั้งจอมหัวทูนรับเอาผ้านั้นแล้ว อาจารย์หื้อกล่าวว่าดั่งนี้
สงฺโฆ วิสุทฺโธ วรทกฺขิเณยฺโย
สนฺตินฺทฺริโย สพฺพมลปฺปหีโน
คุเณหิเนเกหิ สมิทฺธิปตฺโต
อนาสโว ตํ ปณมามิ สงฺฆํ.[4]
....สังโฆอริเยสร์ อติเรกทักขิณา ปถมาเปนถ้านเคล้า ตั้งแรกเจ้าอัญญาตโกณฑัญญะ[5]สืบเชื้อสายมา ตราบเถิงสมุตติพระสังฆะเจ้าสิทังมวล บัดนี้ไส้ ผู้ข้าไหว้บ่เสสา พระสังฆะสมัคคาสมุหารุ่งเรืองไร พระสงฆ์ท๎รงสีลใสบ่เส้า เปนลูกสิกพระพุทธะเจ้าส๎วาสสดา มีสุปฏิปันนตาเปนที่ตั้งแห่งสังฆา พระสงฆ์บัวริสุทธ์เถิงวิมุตต์จากอาวอรณ์ นำสัตต์จากสาคอรให้ดับทุกข์ชรามอรณ์ นโมผู้ข้ายอหัวหนุนองคะยุคคละหมู่สังฆา ย่อมหื้อบังเกิดสุขแก่ปัชชานรินท์พรหม ผู้ข้ายอประหนมอัญชุลีสิบนิ้ว ตั้งหว่างคิ้วถวายบังคม ด้วยหัวตนจิตเจตน์น้อมพระสังฆา ปถนามีมากน้อยเยื่องใดๆ ขอจุ่งสมลุลาบได้โดยคระนิงดีหลี จิงธระวัน.....สาธุๆ โอกาสะ ภันเต ข้าแก่พระสังฆะเจ้า อันท๎รงจตุปริสุทธสีลใสสระอาด อันสระฐิตย์นั่งหัตถบาสไอยอยาย บัดนี้ผู้ข้าทังหลาย ค็ขงขวายหาได้ยังผ้าผืนมีวัณณะอันงาม ผู้ข้าทังหลายค็จัดตราตามพุทโธวาท อันพระเจ้าอานุญาตแก่เจ้าอานนท์ เมื่อพระยังเปนตน เจ้าอานนท์เปนตนอุปปฐาก จิ่งได้ถามต่อปากพระสัพพัญญูว่า พระเจ้าจุ่งอินดูผู้ข้า จักตัดผ้าเยียะดั่งรือดี เมื่อนั้นพระมุนีตนสักสวาด อันจักหื้อโอวาทคำสอนปวอรอันยิ่ง จิ่งพาเจ้าอานนท์ขึ้นสู่จอมเขาคิชชกุฏฏ์ปวรัง เพื่อจักหื้อยังโอวาทคำสอน เมื่อนั้นมหาอานนท์ จิ่งจีบผ้าชีวอรให้เปน ๔ ชั้น หื้อพระเจ้านั่งหั้นพัพพะแนงเชิง พระเลงหันยินสะเกิงกฏก่อ พระเจ้าจิ่งผ่อไพมา เลงหันฅันนาชาวมัคคธวาส อันเปนขอบขั้นอยาดอยายเลิง พระหันยินเพิงเถิงขนาด จิ่งจาเปนมธุวาทเซิ่งเจ้าอานนท์ว่า ดูกราอานนท์ ฅันนาอันนี้ชอบ โกนซุกซ้อนไพมา ตัดผ้าหื้อเปนตาเหมือนนี้งามดี เมื่อนั้นมหาอานนท์จิ่งภิวันทีว่า ข้าจักกะทำจำไว้พิจจรณา เมื่อนั้นพระเจ้าสระเด็จสีลาสู่เทสท้องนคอร พระโคจอรสู่เวฬุวัน หมู่ภิกขุสังฆัญจะนั่งไหว้อยู่ซะลนซะลน เมื่อนั้นพระมหาอานนท์จิ่งพิจจรณาดู เอาวัตถามาปูแผ่นผ้าผืนงาม ตัดแถกให้เปนตาหยิบแสว่แล้วคุมกัน เหมือนฅันนาสมชาวเทสแท้งามนอ ยินคึดว่าพอจิ่งจักยกยอถวายแก่พระทสพล พระเปนเจ้าว่าชอบควร จิ่งอนุโมทนาว่า ตัดผ้าหื้อเปนตาเหมือนนี้จิ่งดี จารีตพระค็มีชู่องค์องค์ พระเจ้าจิ่งปลงเปนบาฬีว่า ปัญจมุถีทีฆะลวงยาว ๕ สอกเพิงพลาว ติริยัญจะขัณฑ์แดนนั้นเมือบน อย่าหื้อหนลุ่มลงมา บ่ถูกตราคลองวิไนย พระเจ้าจิ่งไขว่าดั่งนี้แฅวนดีนา[6] แรกแต่นั้นมาผู้ข้าทังหลาย ค็ขงขวายหาผ้าผืนแลบ ปักบ่แฅวบไยยอง พะทัดปองตีแทก มีดน้อยแหกเปนรอย เข็มหยิบสอยสอดหมั้น หื้อดุมขั้นคุมกัน เปนนวขัณฑ์ดูอาจ ใส่นิวาสเพิงพลาว ซักซวกขาวใสส่อง ย้อมน้ำผ่องผิวสุก มาสมุตติว่าให้เปนพระยาผ้า ปูซ่องหน้าพระสังฆะทังมวล บาฬีว่าควรเวนวางทานตามขนาด ตามพุทธวาทว่าดั่งนี้ดีหลี ขอพระสมุตติสังฆะเจ้า จุ่งรับเอายังผ้ามหากถินจีวระผืนนี้ เพื่อหื้อเปนหิตะสุขะประโยชนะ ติวิธธัมม์สุข ๓ ประการ[7] ยาวะตราบเถิงอมตมหานิพพานเจ้าอย่าคลาด แก่ผู้ข้าทังหลายแท้ดีหลี โดยดั่งผู้ข้าจักเวนเคนตามมัคคธคาถาบาฬี[8]ว่า....สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต, สพฺเพ มยํ อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ สงฺฆสฺส เทม, อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ อิฏฺฐํ กนฺตํ ปิยมนาปํ ธมฺเมน ลทฺธํ ธมฺเมน อภิสงฺขตํ สุปฺปฏิปนฺนตาทิคุณยุตฺตสฺส สงฺฆสฺส เทม. ทุติยมฺปิ... ตติยมฺปิ...[9] ....ว่าหื้อถูกตัวขุ่มตัวซ้อนแท้เนิอ.....อิทํ โน มหากถินทานํ อเภชฺชอสาธารณสพฺพโลกิยโลกุตฺตรสมฺปตฺตีนํ, ทีฆา อายุวณฺณสุขพลปฏิภาณอาโรคฺยอาธิปเตยฺยสิริเตชานุภาวา, มา จหํ, ฌานมคฺคผลนิพฺพานานํ สพฺพสมฺปตฺตีนญฺจ ปจฺจโย โหตุ โน.[10]
....รอดหนี้แล้ว สังฆะเจ้ารับเอาผ้า สูตแล้ว ใส่กัปปพินธุ ปัจจุฯ อธิฏฐาน แผ่ปู[11] ท๎รงแล้ว อาจารย์ซ้ำน้อมแถมว่า
....ที่นี้ผู้ข้าจักกิตตนาถวายสาร เจ้าเคล้ามูละสัทธาปากต้านจาหวานพร่ำพร้อมคำเดียว มีประหยาสลับเสลียวใฝ่รอดนิพพาน จิ่งขงขวายหาเครื่องทานแต่งตั้งกันถิน มีมุจจลินท์หลังเลิศปวอร สาดเสื่อสลีหมอนสมดี มีทังก่ำพีขาเข๎ยแสว่เส้นสายไหม ชื่อโกไสยผืนพาดพลาวเพิง ขันหมากต้นปูนซองพลู อูบนวดเครื่องพร้อมภิพราย หมากเหมี้ยงผ้าดีเทียมคู่ พร้อมชู่อันมา บัดนี้ผู้ข้าทังหลายค็น้อมนำมา ยังมีวัตถาผืนขาวเผือก เลือกเอาแต่ฝ้ายเส้นอ่อนยวงยุง ยิงปดกุงแปลงปั่น ขาวยะยั่นเปนเกลียวคิ้วเค้น ฝ้ายเส้นแลบสุขุมาล ยิงฝูงเคยช๎นานช่างหรูก เขาเท่าเคิยยะเย้าเยียะหลายที ลวงกว้างลวงยาวดีตามขนาด วัณณ์ภิวาดส่องใสงาม เขาเคิยทอทำแทบ ฝ้ายเส้นแลบเบาบาง ฅนฝูงเคิยช๎นานหากพิจจรณามาแรก มีดน้อยแถกตามกัน หยิบโสมงามชู่ถ้าน ช่างผู้ฉลาดหากริสส๎นา แปลงตามธัมม์หื้อถูก จิ่งใส่ชื่อว่าสังฆาฏิยาผ่านแผ้ว หื้อเปนผ้าผืนประเสิฏฐ์แล้วชื่อราชา เตจีวราพร่ำพร้อม[12] ดาแต่งย้อมรางวัน ต้มอาธันแลขักเหมือด น้ำฟุ้มเฟือกฟองเฟือน เปียวไฟเรืองเร่งร้อน บวยใส่ง้อนคันงอน หายอายออเอย็นอ่อน เอาผ้าผ่อนชุบลง สองมือกุมนวดฟั้น คั้นนวดนั้นไพมา มีวัณณ์งามดูยิ่ง เอยียดคลี่ไว้อยังลม ผิวขาวเหลืองงามอาด ดูวิลาสลือซา ผู้ข้าทังหลายค็น้อมนำมาให้เปนผ้ามหากถิน สัทธานักบุญนักสีลชู่ผู้ยิงชาย ผู้ข้าทังหลายค็ยกยอถวายแก่พระสังฆะเจ้า พระสังฆะเจ้าค็กะทำอัปปโลกนกัมม์ สูตญัตติหื้อแก่เจ้าภิกขุ "ตนเปนเจ้าในอาวาส"[13] ตนท๎รงจตุปริสุทธสีลอาดบัวริสุทธ์ ท่านได้ปูแล้วแผ่กุสลให้เปนคุณต่อรอด เวียงแก้วยอดเนรัพพาน ผ้าปริวารพร่ำพร้อมชู่อันอัน มูละสัทธาใจประสงค์แต่งตั้งหื้อเปนทาน อัฏฐปริกขารเครื่องพร้อมนาๆ ฉัตต์จ้องกั้งกางฉายาร่มเงาเครื่องควรท๎รง มีทังเทียนหลวงเฅี่ยนแฅว่ปุนเลง มีทังต้นหมากเบ็งขันดอกชื่นช้อยจดจน มีทังน้ำต้นคันที ตาลปัตต์ดีวาดวางวี สะโตกถ้วยลายดวง ลุกแต่เมืองหลวงเมืองเทสจีนมา มีทังเกิบปาทาทังคู่ อ่างไหชำระมุนทิล เวนกับมหากถินเสี้ยงทุกอันทุกเยื่องดีหลี โดยดั่งผู้ข้าจักเวนเคนตามมัคคธคาถาบาฬีว่า....สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต, สพฺเพ มยํ, เยน อมฺหากํ กถินํ อตฺถตํ ปฏิคฺคหิตํ, อิมานิ กถินสพฺพปริวารานิ มุจลินฺทาสนาทิเก ตสฺเสว สกฺกจฺจํ เทม.[14] ๓ ที....อิทํ โน มหากถินสพฺพปริวารทานํ อาทินา เมตฺเตยฺยสฺเสว พุทฺธสฺส, ภารญฺจ มหสฺเสว ยาวานุปชฺชเต, พุทฺโธ เมตฺเตยฺโย เทวปูชิโต, สํสาเร สํสรนฺโตปิ อปาเย น คมามเส, นิพฺพานปจฺจโย โหตุ โน.[15]
----------------------------
[1] พับสา "อักขระก้านแก้ บทเวนทาน ยอคุณพระแก้วเจ้า และอักขระศัพท์" ฉบับวัดหนองเงือก ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ไม่ระบุชื่อผู้เขียนและวันเดือนปีที่เขียน
[2] สำหรับผ้าเพื่อกฐินนั้น ทายกสามารถใช้ผ้าที่ตัดเย็บย้อมตามพระวินัยสำเร็จมาแล้ว ถวายแก่สงฆ์เลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผ้าที่ยังไม่ได้ตัดเย็บย้อม ดังอรรถกถาพระวินัยปิฏก แสดงไว้ว่า "เอวํ ทินฺเน ปน กถิเน สเจ ตํ กถินทุสฺสํ นิฏฺฐิตปริกมฺมเมว โหติ, อิจฺเจตํ กุสลํ. โน เจ นิฏฺฐิตปริกมฺมํ โหติ, “อหํ เถโร”ติ วา “พหุสฺสุโต”ติ วา เอเกนาปิ อกาตุํ น ลพฺภติ, สพฺเพเหว สนฺนิปติตฺวา โธวนสิพฺพนรชนานิ นิฏฺฐาเปตพฺพานิ. อิทญฺหิ กถินวตฺตํ นาม พุทฺธปฺปสตฺถํ." (มหาวคฺคอฏฺฐกถา กถินกฺขนฺธกํ [ฉัฏฐสังคายนา โกเอ็นก้า]) แปลความว่า ก็เมื่อกฐินที่สงฆ์ให้อย่างนี้แล้ว (ให้แก่ภิกษุผู้ที่จะกรานด้วยญัตติกรรมในสีมา) ถ้าหากผ้ากฐินนั้นมีบริกรรมที่สำเร็จแล้ว เช่นนั้น นั่นเป็นการดีี หากมีบริกรรมยังไม่สำเร็จ แม้ภิกษุรูปหนึ่งจะไม่ช่วยทำด้วยถือตัวว่า เราเป็นเถระ หรือว่า เราเป็นพหูสูต ดังนี้ ย่อมไม่ได้ การซักเย็บและย้อม ภิกษุทั้งหมดต้องรวมตัวช่วยกันทำให้สำเร็จ และข้อนี้ ชื่อว่ากฐินวัตร ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ.
[3] ศัพท์ว่า "กถิน" ฉบับไทยกลางมีรูปเป็น "กฐิน"*** คำว่า "มหา" เป็นสำนวนใส่เข้ามาแสดงการยกย่องตามสำนวนล้านนา (มหา แปลงมาจาก มหนฺต ศัพท์ แปลว่า ประเสริฐ นำมาสมาสกับ กถิน ศัพท์ วิเคราะห์ว่า มหนฺตญฺจ ตํ กถินญฺจาติ มหากถินํ)...."กถิน" แปลว่า “กรรมที่มั่นคง” มาจาก กถ ธาตุ (เถริเย ในความมั่นคง) + อิน ปัจจัย มีวิเคราะห์ว่า กถตีติ กถินํ. ชื่อว่า กรรมใดย่อมมั่นคง ฉะนั้น กรรมนั้น ชื่อว่า กถิน. (นิรุตฺติทีปนี สูตรที่ ๗๕๒) คัมภีร์วิมติวิโนทนีฎีกา (ฎีกาพระวินัยปิฎก) อธิบายโดยอรรถไว้ว่า....“กถินนฺติ ปญฺจนิสํเส อนฺโตกรณสมตฺถตาย ถิรนฺติ อตฺโถ” บทว่า “กถินํ” มีความหมายว่า “กรรมที่มั่นคง” เพราะสามารถกระทำอานิสงส์ ๕ ประการไว้ในภายในของตน (คือตั้งแต่กรานกฐินแล้วจนถึงวันขึ้น ๑๕ เดือน ๔ ภาคกลางของไทย เดือน ๖ เชียงใหม่)....อานิสงส์ ๕ ประการนี้ เป็นการผ่อนปรนสิกขาบทบางประการ ดังพระพุทธานุญาตว่า....“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐิน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ ....๑. เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอก (คือ รับนิมนต์ที่ทายกออกชื่อโภชนะ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งไว้บ้านหนึ่งแล้ว จะไปที่อื่นจากที่รับนิมนต์นั้น โดยไม่ได้บอกพระในวัดก่อนก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ ผ่อนปรนจาริตตสิกขาบท สิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค) ....๒. ไม่ต้องถือผ้าไตรจีวรไปครบสำรับ (คือ เก็บจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ได้โดยไม่ต้องนำจีวรติดตัวไปครบทั้ง ๓ ผืน ไม่ต้องอาบัติ (ผ่อนปรนอุโทสิตสิกขาบท สิกขาบทที่ ๒ แห่งจีวรวรรค) ....๓. ฉันคณโภชน์ได้ (คือ พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ฉันอาหารที่เขานิมนต์โดยออกชื่ออาหารได้ ไม่ต้องอาบัติ ผ่อนปรนคณโภชนสิกขาบท สิกขาบทที่ ๒ แห่งโภชนวรรค) ....๔. ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ (คือ เก็บอดิเรกจีวร คือผ้าที่ไม่ได้อธิษฐานหรือวิกัป ได้เกิน ๑๐ วัน โดยไม่ต้องอาบัติ ผ่อนปรนกถินสิกขาบท สิกขาบทที่ ๑ แห่งจีวรวรรค) ....๕. พวกเธอจะได้จีวรที่เกิดขึ้นในวัดนั้น (คือ ภิกษุผู้จำพรรษาครบในวัดนั้น จะได้รับส่วนแบ่งผ้าที่เขาถวายสงฆ์ในวัดนั้น ตั้งแต่กรานกฐินแล้วจนถึงกลางเดือน ๔ เท่าๆ กัน โดยภิกษุพวกอื่นจะไม่ได้รับส่วนแบ่งผ้าด้วย) ๑”
(วิ.มหา. ๕/๓๐๖/๙๔)
***รูปศัพท์ว่า "กฐิน" เป็นรูปคล้อยตามรูปสันสกฤต ดังคัมภีร์จูฬธาตุปัจจยโชติกา (พระมหาจารัญ พุทฺธปฺปิโย รจนา) แสดงไว้ว่า กฐตีติ กฐินํ ทฬฺหํ กกฺขฬญฺจ, กฐ กิจฺฉชีวเน, อิโน. อิทํ สกฺกฏนยํ คเหตฺวา วุตฺตํ. ปฐวี ปถวีติอาทีสุ วิย. ปาฬินเยน ปน กถินนฺติ ปาโฐ ภวติ. ย่อมมั่งคง/ย่อมกล้าแข็ง ชื่อว่า กฐิน, หมายถึง ความมั่นคง และความแข็งกระด้าง, มาจาก กฐ ธาตุ เป็นไปในอรรถว่ายากและเป็นอยู่ ลง อิน ปัจจัย. รูปนี้ท่านกล่าวถือเอาโดยนัยภาษาสันสกฤต เหมือนกับคำว่า ปถวี มีรูปเป็น ปฐวี เป็นต้น ก็ปาฐะว่า "กถิน" ย่อมเป็นโดยนัยภาษาบาฬี.
....ดูประมวลเรื่องกฐินโดยย่อ https://www.facebook.com/prapali.co.th/photos/a.1797584430457162/3091359257746333/....ดูขั้นตอนการกรานกฐิน จากพระวินัยปิฏก ปริวารแปล ข้อ ๑๑๔๗ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=8&A=10313....ดูคำอธิบายจากอรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรคแปล https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=5&i=95....ดูมูลเหตุของกฐิน จากพระวินัยปิฎก มหาวรรคแปล https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=5&A=2648&w=%A1%B0%D4%B9%A2%D1%B9%B8%A1%D0
[4] อุปชาติคาถา (คาถาผสม) ๒ บาทแรกเป็นอินทวชิราคาถา ติฏฐุภาฉันท์ (๑๑ พยางค์) ๒ บาทหลังเป็นอุเปนทวชิราคาถา ติฏฐุภาฉันท์ (๑๑ พยางค์)....บทว่า "ปณมามิ" (ป+นมุ+อ+มิ, เพราะ ป-ปริ อุปสรรคอยู่ต้น แปลง น เป็น ณ [รูปสิทฺธิ. สูตรที่ ๔๒]) ในฉบับเดิม มีรูปเป็น "ปนฺนมามิ" น่าจะเป็นการคัดลอกมาตามเสียงสวด เพราะไม่ตรงลักษณะคาถา ซึ่งตำแหน่งนั้น จะต้องเป็น "ลหุ ลหุ ครุ ลหุ" (๑๒๑ ช ๒๒๑ ต ๑๒๑ ช ๒๒ คค)
แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
สงฺโฆ วิสุทฺโธ วรทกฺขิเณยฺโย
สนฺตินฺทฺริโย สพฺพมลปฺปหีโน
คุเณหิเนเกหิ สมิทฺธิปตฺโต
อนาสโว ตํ ปณมามิ สงฺฆํ.
....(โย) สงฺโฆ อันว่าพระสังฆะเจ้า ตนใด วิสุทฺโธ ตนหมดใส วรทกฺขิเณยฺโย ตนควรรับเอายังของทานตนประเสิฏฐ์ สนฺตินฺทฺริโย ตนมีอินทรีย์อันรำงับแล้ว สพฺพมลปฺปหีโน ตนมีมุนทินคือกิเลสหากละเสียแล้ว สมิทฺธิปตฺโต ตนเถิงแล้วยังอันจำเริญ คุเณหิ ด้วยคุณทังหลาย อเนเกหิ อันมากนัก อนาสโว ตนหาอาสวะกิเลสบ่ได้, (อหํ) อันว่าผู้ข้า ปณมามิ ค็นบน้อม ตํ (สงฺฆํ) ยังพระสังฆะเจ้า ตนนั้น.
[5] "อัญญาตโกณฑัญญะ" ฉบับฉัฏฐสังคายนา (โกเอ็นก้า) มีรูปเป็น "อญฺญาสิโกณฺฑญฺญ" ส่วนฉบับสยามรัฐ มีรูปเป็น "อญฺญาโกณฺฑญฺญ" (ลบ สิ ของ อญฺญาสิ) ปาฐะ "อญฺญาตโกณฺฑญฺญ" พบในบทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทั่วไปในพับสูต ๑๕ วาร ฉบับล้านนา...บทว่า "อญฺญาสิ" (อ+ญา+อี) แปลว่า ได้รู้แล้ว เดิมเป็นอาขยาตบท เมื่อนำมาเป็นวิเสสนะของชื่อก็กลายเป็นนามบทไป (รุฬหีศัพท์) แปลว่า ผู้รู้แล้ว บางแห่งมีการลบ สิ เหลือแต่ อญฺญา*** เช่นฉบับสยามรัฐ และในหนังสือบทสวดมนต์ของไทยกลางทั่วไป ส่วนฉบับล้านนาที่พบในพับสูต ๑๕ วารทั่วไปนั้น มีการเปลี่ยนอาขยาตบทเป็นกิตบทว่า "อญฺญาต" (อา+ญา+ต) แปลว่า ผู้รู้ทั่วแล้ว
***ดูเทียบหลักการแปลธัมมาจริยะ ๑๑๑ นัย นัยที่ ๔๘ การแปลเกี่ยวกับอาขยาตบทที่เปลี่ยนเป็นนามบทในกรณีแสดงชื่อ รวบรวมโดยพระชวนาลังการาภิวงศ์ (ซอ จนฺทสาโร) และในเอกสาร “วิธีแปลศัพท์ยาก” ข้อที่ ๔๔ รวบรวมโดยพระคันธสาราภิวงศ์ (สมลักษณ์ คนฺธสาโร)
[6] เรื่องนี้มาในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ (พระพุทธบัญชาให้ตัดแต่งจีวร) ส่วนขนาดนั้น ในวินัยปิฎก ปาจิตตีย์ นันทสิกขาบท ห้ามเกินขนาด ยาว ๘ คืบ กว้าง ๖ คืบ ของพระสุคต***
***คืบสุคต เท่ากับ ๓ คืบของคนปานกลางในบัดนี้ หรือเท่ากับ ๑ ศอกคืบของช่างไม้ (วิ.อ. ๒/๓๔๘-๓๔๙/๖๑ มจร.)
[7] ติวิธธัมม์สุข ๓ ประการ ได้แก่ ทิฏฐธรรมิกสุข (สุขในภพปัจจุบัน) สัมปรายกสุข (สุขในภพหน้า) และปรมัตถสุข (สุขด้วยบรรลุพระนิพพาน) ดังสีลขันธวรรคอภินวฎีกา ๑ อัมพัฏฐสุตตวรรณนา (ฉัฏฐสังคายนา โกเอ็นก้า) แสดงไว้ว่า "อตฺโถ เจตฺถ ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกปรมตฺถวเสน ติวิธํ หิตํ สุขมฺปิ ตเถว ติวิธํ สุขํ." ก็ในคำว่า "อตฺโถ" นี้ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล ๓ อย่าง ด้วยสามารถของทิกฐิธรรมิกะ (ภพปัจจุบัน) สัมปรายิกะ (ภพหน้า) ปรมัตถะ (พระนิพพาน) แม้ความสุข ก็เป็นความสุข ๓ อย่าง เช่นนั้นเหมือนกัน.
[8] สำนวนว่า "มัคคธคาถาบาฬี" นี้ เป็นสำนวนเกริ่นนำเข้าสู่การสวดบทที่เป็นภาษาบาฬ่ี ซึ่งบางครั้งบทภาษาบาฬีที่นำมาสวดต่อนั้น ไม่ใช่บทที่เป็นคาถาเสมอไป เป็นเพียงสำนวนของคำเวนทานเท่านั้น
[9] สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต,*** สพฺเพ มยํ อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ สงฺฆสฺส เทม, อิมํ ทุสฺสํ กถินทุสฺสํ อิฏฺฐํ กนฺตํ ปิยมนาปํ ธมฺเมน ลทฺธํ ธมฺเมน อภิสงฺขตํ สุปฺปฏิปนฺนตาทิคุณยุตฺตสฺส สงฺฆสฺส เทม. ทุติยมฺปิ... ตติยมฺปิ...
แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....ภนฺเต ข้าแก่เจ้าคู สาธุ มักว่า อยํ (กาโล) อันว่ากาละ นี้ โอกาโส (โหตุ) ขอจุ่งเปนโอกาส. ....สพฺเพ มยํ อันว่าผู้ข้าทังหลาย มวล เทม ค็ถวาย อิมํ ทุสฺสํ ยังผ้า ผืนนี้ กถินทุสฺสํ คือว่า ยังผ้าเพื่อกถิน สงฺฆสฺส แก่พระสังฆะเจ้า. ....(สพฺเพ มยํ) อันว่าผู้ข้าทังหลาย มวล เทม ค็ถวายทาน อิมํ ทุสฺสํ ยังผ้า ผืนนี้ กถินทุสฺสํ คือว่า ยังผ้าเพื่อกถิน อิฏฺฐํ อันดีงาม กนฺตํ อันเพิงใจ ปิยมนาปํ อันเปนที่รักแลเพิงใจ (อมฺเหหิ) ลทฺธํ อันผู้ข้าทังหลายหากได้มาแล้ว ธมฺเมน ด้วยธัมม์คือว่าสุจริตธัมม์ (อมฺเหหิ) อภิสงฺขตํ อันผู้ข้าทังหลายหากตกแต่งดายิ่งแล้ว ธมฺเมน ด้วยธัมม์คือว่าสุจริตธัมม์ สงฺฆสฺส แก่พระสังฆะเจ้า สุปฺปฏิปนฺนตาทิคุณยุตฺตสฺส ผู้ประกอบด้วยสุปฏิปันนคุณเปนต้น. ....ทุติยมฺปิ แม้นครบถ้วน ๒ ที... ฯปฯ ....ตติยมฺปิ แม้นครบถ้วย ๓ ที... ฯปฯ
***โอกาสมยมฺภนฺเต ตัดบทเป็น โอกาโส อยํ ภนฺเต, ลง มฺ อาคม ด้วยสูตรว่า "ยวมทนตรลา จาคมา" (กจฺ. ๓๕) ลบ โอ ท้าย โอกาโส แล้วลง อ อาคมแทนในที่ลบนั้น ด้วยสูตรว่า "โลปญฺจ ตตฺรากาโร" (กจฺ. ๒๗), แปลงนิคคหิตที่ อยํ เป็น มฺ ในเพราะพยัญชนะ ภ ของ ภนฺเต ที่อยู่ในปวรรค ด้วย "วคฺคนฺตํ วา วคฺเค" (กจฺ. ๓๑) กจฺ. = กจฺจายนพฺยากรณํ
[10] อิทํ โน มหากถินทานํ อเภชฺชอสาธารณสพฺพโลกิยโลกุตฺตรสมฺปตฺตีนํ, ทีฆา อายุวณฺณสุขพลปฏิภาณอาโรคฺยอาธิปเตยฺยสิริเตชานุภาวา, มา จหํ, ฌานมคฺคผลนิพฺพานานํ สพฺพสมฺปตฺตีนญฺจ ปจฺจโย โหตุ โน.
แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....อิทํ มหากถินทานํ อันว่ามหากถินทาน อันนี้ โน ของผู้ข้าทังหลาย (ปจฺจโย โหตุ) ขอจุ่งเปนประไจย อเภชฺชอสาธารณสพฺพโลกิยโลกุตฺตรสมฺปตฺตีนํ แก่สัมปัตติอันเปนโลกิยะแลโลกุตตระทังมวลอันบ่มล้างได้แลบ่เปนอันทั่วไพแก่คนทังหลาย. ....อายุวณฺณสุขพลปฏิภาณอาโรคฺยอาธิปเตยฺยสิริเตชานุภาวา อันว่าอายุ วัณณะ สุขะ พละ ปฏิภาณะประหยา ความหาพยาธิบ่ได้ ความเป็นใหญ่ สรี แล เตชานุภาพ ทีฆา (โหนฺตุ) ขอจุ่งมียาวนาน. ....จหํ=จหนฺโต (ปุคฺคโล) อันว่าปุคคละ ผู้จุล่าย (มา โหตุ) ขอจุ่งอย่ามี. ....ปจฺจโย อันว่าประไจย ฌานมคฺคผลนิพฺพานานํ แก่ฌานมัคคะผละแลนิพพานทังหลาย จ แล สพฺพสมฺปตฺตีนํ แก่สัมปัตติทังหลายมวล โหตุ ขอจุ่งมี โน แก่ผู้ข้าทังหลาย.
[11] คำว่า "แผ่ปู" (แผ่ปูผ้ากถิน) เป็นการแปลตามอรรถของ ถร ธาตุ (สนฺถรเณ ในอันปูลาด) สำนวนไทยกลางนิยมแปลทับศัพท์ภาษาเขมรว่า "กราน" (ข.กฺราล) ซึ่งเป็นบทที่เกี่ยวกับวินัยกรรมการกรานผ้ากฐิน เช่น บทอาขยาตว่า "อตฺถรามิ" (อา+ถร+อ+มิ) แปลว่า อ.กระผม ย่อมกราน. ในประโยคเป็นต้นว่า "อิมาย สงฺฆาฏิยา กถินํ อตฺถรามิ" แปลว่า อ.กระผม ย่อมกราน ซึ่งกถิน ด้วยผ้าสังฆาฏิ ผืนนี้. ....การแผ่ปูผ้ากถิน (กรานกฐิน) นี้ เป็นวินัยกรรมขั้นตอนหนึ่งถัดจาก ญัตติกรรมในสีมา การตัดเย็บซักย้อม การถอนผ้าผืนเก่าของตน ทำกัปปพินทุ และอธิษฐานผ้าผืนใหม่ ผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาผ้า ๓ ผืนมีผ้าสังฆาฏิเป็นต้น ด้วยวาจาว่า "อิมาย สงฺฆาฏิยา กถินํ อตฺถรามิ" (อ.กระผม ย่อมกราน ซึ่งกถิน ด้วยผ้าสังฆาฏิ ผืนนี้) (หากกรานด้วยผ้าอุตตราสงค์ กล่าวว่า อิมินา อุตฺตราสงฺเคน, หากกรานด้วยผ้าอันตรวาสก กล่าวว่า อิมินา อนฺตรวาสเกน) จากนั้น ภิกษุผู้ครองกฐินนั่งกระโหย่ง ประนมมือ ประกาศให้สงฆ์ คณะ หรือบุคคลอนุโมทนาต่อไป....ดูเพิ่มเติม ขั้นตอนการกรานกฐิน จากพระวินัยปิฏก ปริวารแปล ข้อ ๑๑๔๗ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=8&A=10313
[12] จีวรที่จะกรานสามารถเลือกเอาผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาไตรจีวร ดูเพิ่มเติมในพระวินัยปิฏก ปริวารแปล ข้อ ๑๑๔๗ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=8&A=10313
[13] ข้อความนี้ สามารถเปลี่ยนไปตามชื่อภิกษุที่ครองผ้ากฐิน ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ "ว่าด้วยผู้ได้กรานกฐิน" และ "ผู้ควรกรานกฐิน" จากอรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรคแปล https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=5&i=95
[14] สาธุ โอกาสมยมฺภนฺเต, สพฺเพ มยํ, เยน อมฺหากํ กถินํ อตฺถตํ ปฏิคฺคหิตํ, อิมานิ กถินสพฺพปริวารานิ มุจลินฺทาสนาทิเก ตสฺเสว สกฺกจฺจํ เทม.
แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....ภนฺเต ข้าแก่เจ้าคู สาธุ มักว่า อยํ (กาโล) อันว่ากาละ นี้ โอกาโส (โหตุ) ขอจุ่งเปนโอกาส. ....กถินํ อันว่ากถิน อมฺหากํ ของผู้ข้าทังหลาย เยน ภิกฺขุนา อันภิกขุ ตนใด อตฺถตํ หากแผ่ปูแล้ว ปฏิคฺคหิตํ หากรับเอาแล้ว, สพฺเพ มยํ อันว่าผู้ข้าทังหลาย มวล เทม ค็ถวาย อิมานิ กถินสพฺพปริวารานิ ยังปริวารทังมวลแห่งกถินทังหลาย ฝูงนี้ มุจลินฺทาสนาทิเก อันมีต้นว่าชองมุจจลินท์ ตสฺส ภิกฺขุโน แก่ภิกขุ ตนนั้น เอว สิ่งเดียวแล.
[15] อิทํ โน มหากถินสพฺพปริวารทานํ อาทินา เมตฺเตยฺยสฺเสว พุทฺธสฺส, ภารญฺจ มหสฺเสว ยาวานุปชฺชเต, พุทฺโธ เมตฺเตยฺโย เทวปูชิโต, สํสาเร สํสรนฺโตปิ อปาเย น คมามเส, นิพฺพานปจฺจโย โหตุ โน.
แปลนิไสร (สำนวนล้านนา)
....อิทํ มหากถินสพฺพปริวารทานํ อันว่ามหากถินทานแลปริวารทานทังมวล นี้ (อนุปชฺชเต) ค็ทวยตาม โน ยังผู้ข้าทังหลาย ยาว ตราบต่อเท้า อาทินา แต่แรกเคล้า พุทฺธสฺส แห่งพระพุทธะเจ้า อริยเมตฺเตยฺยสฺส ตนชื่อว่าอริยเมตไตย เอว สิ่งเดียว. ....อิทํ มหากถินสพฺพปริวารทานํ อันว่ามหากถินทานแลปริวารทานทังมวล นี้ อนุปชฺชเต ค็ทวยตาม ภารํ ยังภาระ พุทฺธสฺส แห่งพระพุทธะเจ้า อริยเมตฺเตยฺยสฺส ตนชื่อว่าอริยเมตไตย มหสฺส ตนประเสิฏฐ์ เอว สิ่งเดียว ยาว ตราบต่อเท้า อาทินา แต่แรกเคล้า.....พุทฺโธ อันว่าพระพุทธะเจ้า เมตฺเตยฺโย ตนชื่อว่าเมตไตย เทวปูชิโต ตนอันเทวดาหากปูชาแล้ว (โหติ) ค็มีแล.....(มยํ) อันว่าผู้ข้าทังหลาย สํสรนฺโตปิ แม้นทวนเทียวไพมา สํสาเร ในสงสาร น คมามเส ขอจุ่งอย่าได้ไพ อปาเย สู่อบายทังหลาย.....นิพฺพานปจฺจโย อันว่าประไจยแก่นิพพาน โหตุ ขอจุ่งมี โน แก่ผู้ข้าทังหลาย...เทิอะ.
----------------------------
***ดูความหมายศัพท์ล้านนาเบื้องต้นได้ที่ "พจนานุกรมภาษาล้านนา The Lanna-Dictionary" สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พิมพ์ครั้งแรก 2539 (ดาวน์โหลดไม่ได้)
https://pubhtml5.com/wgtk/nrtf?fbclid=IwAR1LNX3mBaaWTXqE1o0ZsgIsOMWmTXRACGOxqxGGQItoTx6ghPfN0qkKv9o