Thailand Safe Youth Program

Thailand Safe Youth Program

แชร์

"Thailand Safe Youth Program"
คือ รูปแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตและบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุทางถนนในระดับสถานศึกษา ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด

Photos from Thailand Safe Youth Program's post 27/04/2026

Alive ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

ครูรัชฎา ปัททุม ครูชำนาญการพิเศษ ผู้ขับเคลื่อนการจัดการความปลอดภัยทางถนน โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร จังหวัดกาฬสินธฺ์ ขอส่งความห่วงใยสู่ลูกศิษย์ทุกคน

23/04/2026

📝บทเรียนจากคราบน้ำตา: เมื่อความตายของเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ตอกย้ำว่า "ถนนต้องไม่ใช่ที่เสี่ยงตาย"

ในงานศพที่เมือง Ulsan เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บรรยากาศไม่ได้มีเพียงความโศกเศร้า แต่รอบข้างกายของเด็กหญิงวัย 7 ขวบ เต็มไปด้วยขนม ของเล่น และจดหมายที่เขียนด้วยลายมือโย้เย้ของเพื่อนร่วมชั้น ทุกข้อความล้วนเป็นการบอกลาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นใน "พื้นที่อพาร์ตเมนต์" ที่หลายคนคิดว่าปลอดภัยที่สุด เด็กหญิงเพิ่งลงจากรถรับส่งหลังเลิกเรียนเทควันโดและกำลังข้ามทางม้าลาย แต่กลับถูกรถ SUV พุ่งชนจนเสียชีวิต เพียงเพราะคนขับอ้างว่า "เหยียบคันเร่งผิด" นี่ไม่ใช่แค่ "อุบัติเหตุ" แต่มันคือ "ช่องโหว่" ที่แลกมาด้วยชีวิต

จาก "มินชิก" ถึง "อุลซาน" ...

📌เกาหลีใต้30 กม./ชม. ยังเป็นตัวหลัก แต่หากเลี้ยวเข้าซอยแคบหน้าโรงเรียนที่ไม่มีทางเท้าแยกชัดเจน ให้เตรียมถอนคันเร่ง เหลือเพียง 20 กม./ชม. (โดยขึ้นอยู่กับพื้นที่และช่วงเวลา)

📌กฎ 1 นาทีที่เปลี่ยนวินัย ไม่มีการจอดรอ 5 นาทีเหมือนเมื่อก่อน หากจอดรถทิ้งไว้เกิน 1 นาทีในเขตคุ้มครองเด็ก คือการทำผิดกฎหมายทันทีด้วยค่าปรับสูงถึง 120,000 วอน (ประมาณ 3, # # # บาท) หยุดนิ่งคือล้อต้องหยุดหมุน
📌 เมื่อเจอทางม้าลายในเขตโรงเรียนที่ไม่มีไฟแดง รถต้องหยุดให้นิ่งสนิท 100% แม้จะไม่มีเด็กข้ามอยู่ก็ตาม พลังอยู่ในมือทุกคน
📌 ใครเห็นความประมาท สามารถถ่ายรูปแจ้งผ่านแอปฯ Safety Report เพื่อส่งตรงถึงตำรวจได้ทันที

เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?
กฎหมายที่เข้มงวดไม่ใช่การกลั่นแกล้งคนขับรถ แต่คือการปกป้อง "ความหวัง" ของครอบครัว เพราะในวันที่เด็กเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ ทุกชีวิตที่เสียไปบนถนนคือความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ อย่ารอให้ความสูญเสียต้องมากลายเป็น "ชื่อกฎหมาย" ในบ้านเรา
มาเริ่มต้นที่ "ใจ" และ "วินัย" ของเราเองตั้งแต่วันนี้ #กฎหมายมินชิก

ที่มา: https://www.news1.kr/local/ulsan/6122604

https://creatrip.com/th/blog/6793

#ความปลอดภัยทางถนน

Photos from Thailand Safe Youth Program's post 20/04/2026

| ถึงที่หมาย…อย่างปลอดภัย

อุบัติเหตุจาก “โทรแล้วขับ” และ “หลับใน” ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตบนท้องถนนไทย

การส่งข้อความขณะขับรถ เพิ่มความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าปกติถึง 23 เท่า ขณะที่การใช้โทรศัพท์แบบถือด้วยมือ เพิ่มความเสี่ยงประมาณ 5 เท่า และทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินช้าลงกว่าเดิมถึง 20%

ส่วน “หลับใน” แม้จะคิดเป็นเพียงประมาณ 3.83% ของอุบัติเหตุทั้งหมด แต่กลับมีความรุนแรงสูงมาก โดยในทุก 100 ครั้งของอุบัติเหตุจากการหลับใน จะมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยถึง 22 ราย

กลุ่มยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุจากการหลับในมากที่สุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ รถปิกอัพ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ขณะที่ผู้ขับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะกว่า 75% เคยมีประสบการณ์หลับในระหว่างปฏิบัติงาน และมากกว่า 1 ใน 3 ของอุบัติเหตุในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับความเหนื่อยล้าหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ

วันนี้ Gen Z อาสาจราจร โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร จังหวัดกาฬสินธฺ์ และโรงเรียนพนมไพรวิทยาคาร จังหวัดร้อยเอ็ด จึงส่งความห่วงใย "ง่วงไม่ขับ" โทร.ไม่ขับ" เพื่อความปลอดภัยทั้งของตัวเอง ครอบครัวและผู้ร่วมเดินทาง เพราะไม่กี่วินาทีของการละสายตา อาจหมายถึงการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับ

17/04/2026

7 วันอันตราย: 242 ชีวิตที่ไม่กลับบ้าน
ตัวเลขผู้เสียชีวิต 242 รายในช่วงสงกรานต์ ปี 2569 (10-16 เม.ย.) ไม่ใช่แค่สถิติบนหน้าข่าว แต่คือการสูญเสีย “เสาหลัก” ของหลายครอบครัว
ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือคนวัยทำงาน อายุ 24-40 ปี และจำนวนมากเป็นผู้นำครอบครัว เมื่อคนหาเลี้ยงบ้านจากไป สิ่งที่เหลืออยู่คือภาระของคนข้างหลัง ทั้งพ่อแม่ ลูก และหนี้สินที่ยังต้องรับผิดชอบต่อ
พาหนะที่คร่าชีวิตมากที่สุดคือรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักของคนทำงาน ขณะที่สาเหตุสำคัญมาจากการไม่สวมหมวกกันน็อก และการขับรถเร็วเกินกำหนด ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ป้องกันได้
อุบัติเหตุ 1 ครั้ง ไม่ได้จบแค่บนท้องถนน แต่มันทิ้งผลกระทบไว้กับทั้งครอบครัว
ใครจะส่งลูกเรียน
ใครจะดูแลพ่อแม่
ใครจะรับภาระทั้งหมดต่อจากนี้
หลายครั้งเราคิดว่า “ไปแค่นี้เอง” หรือ “รีบอีกนิดคงไม่เป็นไร” แต่ความประมาทเพียงไม่กี่วินาที อาจทำให้ไม่มีโอกาสกลับมาแก้ตัวได้อีก
ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง ลดความเร็วลงอีกนิด
เพราะของฝากที่ดีที่สุด ไม่ใช่สิ่งของจากการเดินทาง แต่คือการกลับบ้านอย่างปลอดภัย

🚨 ถอดบทเรียน 7 วันอันตราย 242 ชีวิตที่จากไป...
มีกี่ครอบครัวที่ต้องเสีย "เสาหลัก" ไปตลอดกาล?

ตัวเลขผู้เสียชีวิต 242 รายจากช่วงเทศกาลสงกรานต์
ปี 2569 (10-16 เม.ย.) อาจดูเป็นเพียงสถิติบรรทัดหนึ่งบนหน้าข่าว แต่มองลึกลงไปในข้อมูลชุดนี้ ศวปถ. พบความจริงที่น่าสะเทือนใจ... เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้กลับบ้าน คือ "คนหาเลี้ยงครอบครัว"

📊 เจาะอินไซต์: ทำไมอุบัติเหตุถึงพรากอนาคตของครอบครัว?
• 36% ของผู้เสียชีวิตคือ "วัยทำงาน" (อายุ 24-40 ปี) และ 38% คือ "ผู้นำครอบครัว" เมื่อเสาหลักจากไป จึงส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของคนข้างหลัง ซึ่งในสังคมไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ชาย คือกำลังหลักในการหารายได้และดูแลจุนเจือครอบครัว

• พาหนะที่พรากชีวิตมากที่สุด คือ พาหนะทำกิน (64.55%): รถจักรยานยนต์คือพาหนะหลักที่คนวัยทำงานใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน

• สาเหตุแห่งการจากลา (ที่ป้องกันได้): กว่า 60.71% ของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรุนแรง เกิดจากการ "ไม่สวมหมวกกันน็อก" และ 40.65% เกิดจาก "การขับรถเร็วเกินกำหนด"

💥 โดมิโน่แห่งความสูญเสีย
อุบัติเหตุ 1 ครั้ง... ไม่ได้จบลงแค่บนท้องถนน
แต่มันคือโดมิโน่ที่ล้มทับคนข้างหลัง
เมื่อเสาหลักหักโค่น... ใครจะดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า?
ใครจะส่งเสียค่าเทอมให้ลูก?
และใครจะรับภาระหนี้สินของครอบครัวต่อไป?

💡 บทเรียนราคาแพงที่เราต้องเปลี่ยน
หลายครั้งเรามักคิดว่า "ไปแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก" หรือ "รีบหน่อย ถนนโล่ง" แต่ความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีบนความเร็วสูง คือตัวตัดสินที่ทำให้คุณไม่มีโอกาสได้แก้ตัว

ศวปถ. ขอฝากความห่วงใยถึงทุกคนที่เป็น "เสาหลัก"
และทุกคนที่มีคนที่รักรออยู่... ชีวิตของคุณมีค่าเกินกว่าจะฝากไว้กับความเร็วและความประมาท

สงกรานต์จบลงแล้ว แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกวัน
"ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง ลดความเร็วลงอีกนิด...
เพราะของฝากที่ดีที่สุด คือการที่คุณกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย"

ที่มา : ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ พ.ศ.2569 และ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

#ศวปถ #ความปลอดภัยทางถนน #ลดความเร็วลดอุบัติเหตุ #ขับขี่ปลอดภัย #สงกรานต์2569 #ใส่หมวกกันน็อก #เสาหลักครอบครัว

15/04/2026

เพจ TSY ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของน้อง ๆ นักฟุตบอลเยาวชนทั้ง 4 คน จากเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ อ.เชียงคาน จ.เลย

จากรายงานเบื้องต้น รถกระบะได้พุ่งชนรถจักรยานยนต์บนถนนเลย-เชียงคาน ช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ ด.ช.ภัทรพงษ์ หรือน้องออกัส, ด.ช.พงศ์พิพัฒน์ หรือน้องไอซ์, ด.ช.ชวนากร หรือน้องดีอาร์ และด.ช.กิตติคุณ หรือน้องสตางค์เสียชีวิต

การจากไปของน้องออกัส น้องไอซ์ น้องดีอาร์ และน้องสตางค์ คือความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของครอบครัว โรงเรียน เพื่อนร่วมทีม และคนในชุมชน ทุกความฝัน รอยยิ้ม และความตั้งใจของน้อง ๆ จะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

นี่คือเหตุผลที่เรารณรงค์ “เมาไม่ขับ ดื่มไม่ขับ” อย่างต่อเนื่อง เพราะ "เมาแล้วขับ" อาจนำไปสู่การสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ดังเช่นกรณีนี้

Photos from Thailand Safe Youth Program's post 15/04/2026

| ถึงที่หมาย…อย่างปลอดภัย

“การถึงบ้านอย่างปลอดภัย” ไม่ใช่เรื่องของโชค
แต่เริ่มจากการเตรียมตัว รู้เท่าทันความเสี่ยง และคาดการณ์อุบัติเหตุได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกเดินทาง

ช่วงสงกรานต์ 4 วันแรก (10–13 เม.ย. 2569) ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุสะสมถึง 755 ครั้ง บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน

หนึ่งในสาเหตุหลักของการสูญเสีย คือ “ดื่มแล้วขับ” ซึ่งคิดเป็น 27.43% ของอุบัติเหตุทั้งหมด รองจากการขับรถเร็วที่สูงถึง 41.77%

เพราะอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ ไม่ได้พรากแค่ชีวิตของผู้ขับ
แต่พรากทั้งครอบครัว ความฝัน และอนาคตของใครอีกหลายคน…ในพริบตา

เพจ TSY ขอส่งต่อความห่วงใยจากเยาวชน 2 โรงเรียน “ตำรวจนักเรียน” โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา "อาสาจราจร"โรงเรียนพนมไพรวิทยาคาร

🚫 เมาแล้วไม่ขับ = คุณเลือกมีชีวิตกลับบ้าน
🚫 ดื่มแล้วไม่ขับ = คุณเคารพชีวิตของผู้อื่น

Arrive Alive ไม่ใช่แค่กฎจราจร…แต่คือ “การรักษาชีวิต” ที่เราทุกคนทำได้

📲 คอมเมนต์และแชร์ต่อ เพราะบางครั้ง…แค่การ “ไม่ขับในวันที่ดื่ม” สามารถช่วยให้ทุกคนได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

13/04/2026
08/04/2026

หมวกกันน็อค “ของแท้” vs “1:1”: ความต่างที่ตัดสินระหว่าง “บาดเจ็บ” กับ “รอดชีวิต”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การแพร่หลายของหมวกกันน็อคเลียนแบบ หรือที่เรียกกันว่า “งาน 1:1” ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่ต้องการ “ดีไซน์ระดับแบรนด์” ในราคาที่เข้าถึงได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในมุมของวิศวกรรมความปลอดภัยและเวชศาสตร์การบาดเจ็บ (Injury Biomechanics) หมวกกันน็อคไม่ใช่เพียง “อุปกรณ์แฟชั่น” แต่เป็น “ระบบป้องกันการบาดเจ็บของสมอง” ที่มีการออกแบบเชิงวิทยาศาสตร์อย่างซับซ้อน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เหมือนแค่ไหน” แต่คือ “ปกป้องคุณได้จริงหรือไม่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ?”

🧠 หลักการทำงานของหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐาน

หมวกกันน็อคที่ผ่านมาตรฐาน เช่น Economic Commission for Europe (มาตรฐาน ECE 22.05 / 22.06) Snell Memorial Foundation (Snell)
Department of Land Transport Thailand (มอก.) ถูกออกแบบให้ลดความรุนแรงของแรงกระแทกผ่าน 3 กลไกหลัก:
กระจายแรง (Impact Distribution)
ดูดซับพลังงาน (Energy Absorption)
ป้องกันการทะลุ (Pe*******on Resistance)
⚠️ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของหมวก “1:1”
แม้ภายนอกจะเลียนแบบได้ใกล้เคียง แต่จากข้อมูลการทดสอบในหลายประเทศพบว่า หมวกที่ไม่ได้มาตรฐานมีจุดอ่อนสำคัญ:
1. เปลือกหมวก (Shell) ไม่มีคุณสมบัติป้องกันจริง

หมวกมาตรฐานใช้วัสดุ เช่น Polycarbonate, Fiberglass หรือ Carbon Composite
ขณะที่หมวกเลียนแบบมักใช้พลาสติกเกรดต่ำ
➡️ ผลลัพธ์: แตกกระจายง่าย และไม่สามารถกระจายแรงกระแทกได้

2. โฟม EPS ไม่ทำหน้าที่ดูดซับแรง
หมวกแท้ใช้ Expanded Polystyrene (EPS) ที่ออกแบบให้ “ยุบตัวแบบควบคุมได้”

แต่หมวกปลอมมักใช้โฟมทั่วไป
➡️ ผลลัพธ์:
แรงกระแทกถูกส่งตรงเข้าสู่สมอง เพิ่มความเสี่ยงต่อ

Traumatic Brain Injury (TBI)
การเสียชีวิตทันที
3. ชิลด์หน้า (Visor) ไม่ปลอดภัย
หมวกมาตรฐานใช้วัสดุ Polycarbonate ที่ “แตกแล้วไม่เป็นคม”

➡️ หมวกปลอม:
แตกเป็นเศษแหลม → เสี่ยงทำลายดวงตาและใบหน้า

4. สายรัดคาง (Retention System) ไม่ผ่านการทดสอบแรงดึง
ระบบล็อกของหมวกมาตรฐานต้องผ่านการทดสอบแรงกระชากหลายร้อยนิวตัน

➡️ หมวก 1:1:
ใช้วัสดุราคาถูก → หมวกหลุดทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

📊 ข้อมูลเชิงประจักษ์: หมวกคุณภาพลดความเสี่ยงได้จริง
องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า
การสวมหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐาน
👉 ลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้ ~42%
👉 ลดการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ ~69%

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หมวกกันน็อค = เทคโนโลยีช่วยชีวิต (Life-saving technology)
ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ตามกฎหมาย

💰 “ประหยัด” หรือ “เพิ่มความเสี่ยง”?
การเลือกหมวก 1:1 อาจดูเหมือน “ประหยัดหลักหมื่น” แต่ในมุมวิชาการด้านความเสี่ยง (Risk Analysis): ค่าใช้จ่ายที่ลดลง = เพิ่ม “ความน่าจะเป็นของการบาดเจ็บรุนแรง” และเมื่อเกิดเหตุ → ค่าเสียหาย (ชีวิต/สุขภาพ) “สูงกว่าอย่างมหาศาล”
🏛️ มิติระดับระบบ: ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องผู้บริโภค
การแก้ปัญหาไม่สามารถโยนภาระให้ผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย:
1. การควบคุมตลาด
ควบคุมสินค้าปลอม
ตรวจสอบมาตรฐานจริง
2. การเข้าถึง (Accessibility)
ทำให้หมวกมาตรฐาน “ราคาจับต้องได้”
3. การสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication)
ให้ประชาชนเข้าใจว่า “ความเหมือน ≠ ความปลอดภัย”
🧩 บทสรุป หมวกกันน็อค “ของแท้” กับ “1:1” อาจดูเหมือนต่างกันแค่ราคา
แต่ในความเป็นจริงคือความต่างระหว่าง “แรงกระแทกถูกดูดซับ” กับ
“สมองรับแรงเต็ม ๆ”

🗣️ คำถามสู่สังคม
เราจะทำอย่างไรให้ “หมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐาน” ไม่ใช่แค่ตัวเลือกของบางคน
แต่เป็น “มาตรฐานพื้นฐานของทุกคน”?

🚨 ดราม่า ของแท้ VS 1:1 : จ่ายหลักพันเพื่อวัดดวง หรือจ่ายหลักหมื่นเพื่อ "โอกาสรอด"?

เห็นภาพเปรียบเทียบนี้แล้ว คงไม่ต้องเดาเลยครับว่าใบไหนคือ “ของแท้” และใบไหนคือ “งานก๊อป 1:1”

หลายคนอาจจะบอกว่า “ก็เงินผม ผมจะซื้ออะไรก็ได้ ได้ทรงสวยๆ เหมือนแบรนด์ดังในราคาที่ถูกกว่า” ใช่ครับ… เงินคุณ คุณเลือกได้ แต่ในเสี้ยววินาทีที่เกิดอุบัติเหตุ “ความปลอดภัย” ไม่เคยเลือกคน ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ก๊อปปี้มาจนเป๊ะ สิ่งที่หมวกปลอมให้คุณไม่ได้เลยคือ "การปกป้องชีวิต"

💥 เปลือกหมวก (Shell) เปราะบาง: ใช้พลาสติกเกรดต่ำ แตกละเอียดเมื่อกระแทก ป้องกันการเจาะทะลุไม่ได้
💥 โฟมซับแรง (EPS) ไม่ทำงาน: เป็นแค่โฟมธรรมดา ไม่ยุบตัวเพื่อช่วยซับแรง กระแทกปุ๊บ แรงทั้งหมดพุ่งตรงเข้าสู่สมองโดยตรง
💥 ชิลด์หน้า (Visor) อันตราย: เมื่อแตกปุ๊บ จะกลายเป็นเศษคมเหมือนปากฉลาม เสี่ยงที่จะทิ่มแทงใบหน้าและดวงตา
💥 สายรัดคาง (Chinstrap) ไม่ได้มาตรฐาน: ของปลอมมักใช้กริ๊ปล็อกพลาสติกธรรมดาหรือเหล็กชุบที่บางมาก หากเกิดแรงกระชาก หมวกจะหลุดออกจากศีรษะทันที ทำให้ไม่ได้รับการปกป้องเลยในจังหวะที่ล้ม

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหานี้อาจจะไม่ได้จบลงแค่การตักเตือนผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว...

ศวปถ. ชวนสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถอดบทเรียนและตั้งข้อสังเกต ถึงการมีอยู่ของหมวกกันน็อก "งานก๊อปปี้" หรือที่เรียกกันว่า "งาน 1:1"

เราเชื่อว่าความปลอดภัยทางถนนจะเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ระมัดระวังที่ตัวบุคคล แต่ต้องเกิดจาก "ระบบ" ที่ช่วยคัดกรองสินค้าที่ปลอดภัยและเป็นธรรมให้กับประชาชน

🗣 ทุกท่านคิดเห็นอย่างไร? เราจะทำอย่างไรให้หมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐาน กลายเป็นทางเลือกแรกที่ทุกคนเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน... คอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ 👇

#ศวปถ #ความปลอดภัยทางถนน #หมวกกันน็อก #ของแท้VSงานก๊อป #หมวก1ต่อ1 #มาตรฐานความปลอดภัย

07/04/2026

| ถึงที่หมาย…อย่างปลอดภัย

“การกลับบ้าน” เริ่มจาก “การตัดสินใจ” ของเราตั้งแต่วินาทีที่ออกเดินทาง

เพราะอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ…ไม่เคยพรากเพียงชีวิตเดียว
แต่ทำลายทั้งครอบครัว ความฝัน และอนาคต…ในเสี้ยววินาที

และนี่คือ “ความจริง” ที่เราต้องเผชิญ

📊 ตัวเลขที่สะท้อนความสูญเสีย
• อุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลของไทย มากกว่า 25% เกิดจาก “การดื่มแล้วขับ”
• สงกรานต์ 2568 (7 วันอันตราย 11–17 เม.ย.) มีคดีเมาแล้วขับถึง 6,100 คดี
• แม้ลดลงจากปี 2567 (7,131 คดี) ถึง 14.46% แต่จำนวนยังคง “สูงมาก”
• เพียง 3 วันแรกของการรณรงค์ มียอดจับกุมพุ่งถึง 11,801 ราย
• กรุงเทพมหานครมีคดีสูงสุด 406 คดี รองลงมาคือ สมุทรปราการ 351 คดี และเชียงใหม่ 302 คดี
• พบผู้กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี อย่างน้อย 63 ราย
• มีการสั่งติดกำไล EM เพื่อติดตามพฤติกรรมผู้กระทำผิดแล้ว 52 ราย

ตัวเลขเหล่านี้…ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือ “ชีวิตจริง” ของใครบางคนที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน

และนั่นคือเหตุผลที่ อาสาจราจร นักเรียนโรงเรียนพนมไพรวิทยาคาร จังหวัดร้อยเอ็ด เลือกจะไม่อยู่เฉย
👮‍♂️ พวกเขาออกมายืนเตือน สื่อสาร และรณรงค์ เพื่อหยุด “ความสูญเสีย” ที่ยังคงเกิดขึ้นทุกปี

ทุกคำเตือน…คือ “ความห่วงใย”
ทุกการลงมือทำ…คือ “ความตั้งใจ” ที่อยากเห็นทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย

🚫 เมาแล้วไม่ขับ = คุณเลือก “มีชีวิตกลับบ้าน”
🚫 ดื่มแล้วไม่ขับ = คุณเคารพ “ชีวิตของผู้อื่น”
🚫 ไม่ประมาท = คุณปกป้อง “คนที่คุณรัก”

Arrive Alive ไม่ใช่แค่กฎจราจร
แต่คือ “ความรับผิดชอบต่อชีวิต” ที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง

📲 แชร์ต่อวันนี้ เพราะบางครั้ง…แค่การ “ไม่ขับในวันที่ดื่ม” อาจเปลี่ยนสถิติหนึ่งตัวเลข…ให้กลายเป็น “หนึ่งชีวิตที่รอด”
#เมาไม่ขับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nonthaburi?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค
Nonthaburi