17/08/2026
บทความนี้ยาว แต่อยากให้อ่านกันนะคะ
เราทราบดีว่า Social media มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ถ้าใช้อย่างไม่ถูกวิธี ไม่รู้เท่าทัน ก็อาจมีผลกระทบทางลบตามมาได้
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายๆ ประเทศเริ่มเห็นว่า ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ฝ่ายเดียวในการดูแลเด็กๆ คงจะยาก เพราะ Social media ถูกออกแบบให้มีเทคนิคมากมายในการดึงให้ผู้ใช้อยู่กับแอพฯ ให้นานที่สุด เช่น เราคงเคยนั่งไถจอดูคลิปสั้นใน Tiktok ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไปหลายชั่วโมง เพราะแอพฯ พวกนี้มีระบบอัลกอริทึมที่คอยนำเสนอเนื้อหาให้ตรงใจ
แถมเด็กและวัยรุ่นนั้น สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเอง การยับยั้งชั่งใจ ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นการที่ให้พ่อแม่บอกว่า “ลูกจ๋า ใช้มือถือน้อยๆ หน่อย ไปทำอย่างอื่นบ้างนะลูก หนูต้องรู้จักควบคุมตัวเองนะลูก” อาจไม่เพียงพอ
เราจึงเห็นหลายประเทศเริ่มออกกฎหมายเพื่อจำกัดอายุการมีบัญชี Social media ในเด็ก
ยกตัวอย่างประเทศที่มีกฎหมายบังคับใช้แล้ว
1. ออสเตรเลีย เป็นประเทศแรกของโลกที่กำหนดให้ Social media ต้องใช้มาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มี Social media (Facebook, Instagram, TikTok, Snapchat, X, YouTube, Reddit, Threads และ Twitch) โดยกฎหมายไม่ได้ลงโทษเด็กหรือพ่อแม่ แต่ลงโทษแพลตฟอร์ม Social media นั้นๆ หากไม่ดำเนินการอย่างเหมาะสม กฎหมายไม่ได้ห้ามเด็กใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด เด็กยังสามารถใช้งานเพื่อค้นคว้าข้อมูล เรียนออนไลน์ เล่นเกม ส่งข้อความต่างๆ ตามที่ได้รับการยกเว้นได้
2. อินโดนีเซีย จำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชี Social media ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox ถือเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำมาตรการนี้มาใช้
3. มาเลเซีย เริ่มบังคับไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิด Social media ของตนเอง พร้อมกำหนดให้ Social media ตรวจสอบอายุผู้ใช้งานด้วย
4. อังกฤษ ประกาศว่าจะใช้กฎหมายเหมือนออสเตรเลียกับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี คาดว่าจะมีผลในปี 2570 แต่ปัจจุบันเน้นให้ตรวจสอบอายุ และป้องกันเด็กจากสื่อลามกอนาจาร สื่อที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเอง และความผิดปกติเกี่ยวกับการกิน
5. นอร์เวย์ สเปน เดนมาร์ก และประเทศยุโรปอีกหลายประเทศ อยู่ระหว่างเสนอกฎหมายจำกัดอายุ โดยส่วนใหญ่พิจารณาที่อายุประมาณ 15–16 ปี
6. ฝรั่งเศส เคยผ่านกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย แต่ไม่กี่วันก่อน ศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสไม่รับรองกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากกังวลเรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รัฐบาลจึงต้องกลับไปแก้ไขกฎหมายใหม่
สำหรับประเทศไทย ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำในการมีบัญชี Social media แม้จะมี พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการขอความยินยอมในการเก็บและใช้ข้อมูลของผู้เยาว์ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แต่ไม่ได้ห้ามเด็กมีบัญชี Social media
เมื่อยังไม่มีกฎหมาย (หรือแม้จะมีในอนาคตก็ตาม) พ่อแม่ควรดูแลเด็กๆ อย่างไร ในเรื่องการใช้งาน Social media
1. พ่อแม่ควรพิจารณาว่าลูกพร้อมมี Social media หรือยัง
แม้ตอนนี้ จะมีเกณฑ์อายุ 13 ปีที่ Social media ส่วนใหญ่กำหนด อาจไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนพร้อมใช้โซเชียลมีเดียเมื่ออายุ 13 ปี (หรือแม้กระทั่งที่กฎหมายหลายประเทศกำหนดที่ 16 ปี)
พ่อแม่ควรพิจารณาความพร้อมของลูกแต่ละคน เช่น
-ลูกควบคุมเวลาและหยุดใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่
-ลูกสามารถแยกแยะว่าอะไรเป็น โฆษณา ข่าวปลอม คนไหนเป็นมิจฉาชีพ บุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจได้แค่ไหน
-รับมือได้ไหมเมื่อถูก cyberbullying เช่น ล้อเลียน ถูกปฏิเสธ จัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้หรือไม่
-ลูกจะกล้าบอกพ่อแม่ไหม ถ้าเจอเรื่องไม่ดีหรือถ้าเขาทำผิดพลาดใน Social media
-ลูกมีปัญหาเรื่องภาวะอารมณ์ การนอน สมาธิสั้น อยู่เดิม ที่ไม่ได้รักษาให้ดี หรือมีความเสี่ยงว่าจะเป็นมากขึ้นถ้าใช้งาน Social media หรือไม่
ถ้าดูแล้ว ลูกยังไม่น่าจะพร้อม ก็อาจจะต้องปลูกฝังให้ลูกพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่โลก Social media
2. ถ้าจะให้ลูกใช้ พ่อแม่ควรเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ตอนแรก ให้ลูกมีบัญชีที่ใช้ร่วมกันกับพ่อแม่ก่อน พ่อแม่จะได้รู้ว่าลูกใช้งานอย่างไร มีความพร้อมหรือยัง ไม่ใช่ว่า ซื้อมือถือให้ลูกแล้วให้ลูกมี Social media ทุกแอพฯ ตรงนั้นก็เปรียบเหมือนให้เด็กขับรถออกถนนโดยยังไม่ได้ฝึกก่อน
3. ช่วงแรกที่เริ่มใช้ สอนให้ลูกตั้งค่าเป็นส่วนตัว จำกัดผู้ติดตาม ไม่ต้องเป็นสาธารณะทั้งหมด ปิดการระบุตำแหน่งโลเคชั่น ปิดข้อความจากคนแปลกหน้า และปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น พ่อแม่ควรช่วยตั้งค่าความปลอดภัยร่วมกับลูก ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกไปจัดการเอง
4. มีกติกาการใช้งานให้ชัดเจนก่อนให้ลูกใช้ Social media เช่น
-ไม่ใช้ระหว่างกินข้าว เรียน หรือทำการบ้าน
-ไม่ใช้ในห้องนอนหลังเวลาที่กำหนด
-วางโทรศัพท์และอุปกรณ์หน้าจอไว้นอกห้องนอนตอนกลางคืน เช่น เอามาชาร์จที่ห้องพ่อแม่
-ไม่ควรโพสต์ข้อมูลส่วนตัว โรงเรียน ที่อยู่ หรือสถานที่ที่กำลังอยู่ (เคยมีเด็กถูกลักพาตัวจากการเปิดโลเคชั่น)
-ไม่รับเพื่อนที่ไม่รู้จักหรือนัดพบคนในออนไลน์โดยไม่ปรึกษาพ่อแม่
-ก่อนโพสต์ภาพของผู้อื่นต้องขออนุญาตเจ้าตัวก่อน เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
-หากมีคนส่งภาพโป๊ ข่มขู่ ชักชวนทางเพศ หรือบอกให้โอนเงิน อะไรที่แปลกๆ น่าสงสัย ต้องบอกผู้ใหญ่ทันที
หมอคิดว่ากติกาเดียวกันควรใช้กับผู้ใหญ่ในบ้านด้วย เพราะเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมากกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สอน
5. พ่อแม่ควรรู้ว่าลูกดูอะไรในจอ ไม่ใช่แค่จำกัดว่า ดูกี่นาที กี่ชั่วโมง
เด็กที่ใช้เวลาใน Social media 1 ชั่วโมงเพื่อคุยกับเพื่อนหรือทำงาน ไม่น่าห่วงเท่าเด็กที่ใช้เวลาไม่กี่นาที ดูคลิปเกี่ยวกับรูปร่าง การลดน้ำหนัก ความรุนแรง หรือการทำร้ายตัวเอง
พ่อแม่จึงควรดูด้วยว่า
-ลูกดูอะไร คุยอะไรกับใครบ้าง
-ดูแล้วรู้สึกอย่างไร
-การใช้นั้นมีผลกับการนอน การเรียน การออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ในชีวิตจริงหรือไม่
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง ดูว่าลูกใช้ Social media นานแค่ไหน แต่คือ ใช้อย่างไร และหลังใช้แล้วลูกเป็นอย่างไร
6. พ่อแม่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ให้ลูกกล้าพูด กล้าบอก หรือขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ได้
เด็กบางคนไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออนไลน์ เพราะกลัวถูกดุหรือถูกยึดมือถือ พ่อแม่จึงควรทำให้ลูกไว้ใจ ควรบอกลูกตั้งแต่ต้นว่า “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น ลูกเผลอส่งรูปไม่เหมาะสม ถูกหลอก ถูกขู่ หรือทำอะไรผิดพลาดไป บอกพ่อแม่ได้ เราจะช่วยแก้ปัญหากัน ไม่ต้องกลัวว่าพ่อแม่จะทำโทษ แต่สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยของลูก”
ต้องตั้งสติ เมื่อเด็กมาบอก ขอบคุณที่ลูกไว้ใจเรา เก็บหลักฐาน บล็อกและรายงานบัญชีที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงค่อยหาทางจัดการดูแล ป้องกันปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ
6. พ่อแม่ควรสังเกตสัญญาณว่าการใช้ Social media มีผลเสียกับลูก เช่น
-นอนดึก ไม่รักษาเวลา
-หงุดหงิดรุนแรงเมื่อถูกจำกัดการใช้งาน
-ผลการเรียนลดลงหรือสมาธิแย่ลง
-แยกตัวจากครอบครัวและกิจกรรมอื่นๆ ที่เคยชอบ
-รู้สึกเปรียบเทียบตัวเองกับคนใน Social media เช่น รูปร่าง อาจเริ่มบอกว่าจะลดน้ำหนักให้เหมือนคนใน Social media มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ
-อารมณ์ไม่ดี อาจเศร้า หดหู่ หลังใช้ Social media
-มีภาวะการถูกคุกคาม ถูกแบล็กเมล
-เริ่มพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ความตาย หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่
ถ้ามีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญ
หมอคิดว่า ข้อดีที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งของการมีกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำคือ อาจช่วยลดแรงกดดันของพ่อแม่ เพราะเด็กคงไม่สามารถพูดกดดันพ่อแม่ได้ง่ายๆ (อย่างประโยคที่พ่อแม่เจอบ่อยมาก คือ “ทำไมไม่ให้หนูมีอ่ะ เพื่อนทุกคนก็ยังมี ทำไมหนูยังไม่มี หนูตามเพื่อนไม่ทันแล้วนะ” อะไรประมาณนี้ ฟังลูกพูดแล้วพ่อแม่บางคนก็ใจอ่อน)
แต่ต้องยอมรับว่ากฎหมายเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถป้องกันเด็กจากทุกความเสี่ยง เด็กอาจหลบเลี่ยง แอบใช้ กรอกอายุแบบหลอกๆ หรือถึงมีอายุตามที่กฎหมายอนุญาต เราคงเคยเห็นกรณีวัยรุ่น(หรือผู้ใหญ่หลายคน)ก็ยังขาดทักษะในการดูแลตัวเองเวลาใช้ Social media
ทางแก้ปัญหาเรื่องพิษภัยจาก Social media คงไม่ได้ทำได้ง่ายๆ แค่มีกฎหมาย ให้เด็กไม่มีโซเชียลมีเดีย
หมอคิดว่าเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การช่วยให้เด็กเติบโตไปเป็นคนที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี Social media ควบคุมตนเองได้ คิดก่อนพูด ก่อนทำ เคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของตัวเองและผู้อื่น และมีทักษะการแก้ปัญหาที่เหมาะสม
ดังนั้นแม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำ แต่พ่อแม่ก็สามารถมีหลักการและวิธีดูแลลูกๆ ในเรื่องนี้ได้ ตามที่หมอได้เขียนมา
บทความนี้ยาวสักหน่อย แต่เชื่อว่าถ้าได้อ่านจนจบจะมีประโยชน์กับทุกๆ ครอบครัวค่ะ
#หมอมินบานเย็น
13/08/2026
12/08/2026
12/08/2026
07/08/2026
07/08/2026
07/08/2026
07/08/2026
07/08/2026