22/06/2026
ห้องไทยศึกษานิทัศน์และวัฒนธรรมอาเซียน มทส.
ห้องจัดแสดงวัสดุทางวัฒนธรรมอีสาน แ ห้องจัดแสดงนิทรรศการผ่านวัสดุทางวัฒนธรรมอีสานและวัฒนธรรมอาเซียน มทส.
22/06/2026
18/06/2026
ทำไมบนหลังคาสถาปัตยกรรมไทยถึงต้องมี “สรรพสัตว์” เป็นส่วนหนึ่งในอาคาร
“สรรพสัตว์” บนหลังคาสถาปัตย์ไทย ร่องรอยสิงสาราสัตว์ที่ค้ำชูความงามให้หลังคาอาคารไทยประเพณี
อาคารสถาปัตยกรรมไทยประเพณีถือว่า “หลังคา” คือส่วนสำคัญที่สุดประการหนึ่ง จึงมักประดับตกแต่งลวดลายต่าง ๆ ที่หลังคาอย่างวิจิตรงดงาม เพื่อส่งเสริมให้อาคารโดดเด่นเป็นสง่า
คติดังกล่าวปรากฏเด่นชัดมากในกลุ่มอาคารเนื่องในศาสนาและราชสำนัก ซึ่งเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านงานช่างและสถาปัตยกรรมชั้นสูงของไทยมาแต่โบราณ โดยสิ่งน่าสนใจไม่แพ้ความประณีตงดงามในการประดับตกแต่ง ก็คือศัพท์ช่างที่เป็นคำเรียกองค์ประกอบของ “เครื่องบน” หรือส่วนของหลังคาอาคารไทยประเพณี ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับสัตว์ต่าง ๆ
นามของสรรพสัตว์ในสถาปัตยกรรมไทยเป็นภูมิปัญญาที่คิดค้นขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่ล้ำลึก เพราะเมื่อช่างไทยเห็นว่าองค์ประกอบของงานสถาปัตยกรรมส่วนไหนมีความคล้ายคลึง สามารถเชื่อมโยงกับรูปลักษณ์ หรือลักษณะอาการของสัตว์อะไร ก็จะตั้งชื่อเลียนแบบ หรือเลียนอากัปกิริยาของสัตว์นั้น
เครื่องประกอบของหลังคาในอาคารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ วิหาร พระที่นั่ง หรือปราสาทราชมณเฑียร จึงมีความเกี่ยวข้องกับสัตว์อยู่หลายส่วนด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความสำคัญช่วยค้ำจุนโครงสร้างหลังคาเอาไว้ นอกจาก “อกไก่” โครงสร้างคานด้านบนสุดของหลังคาซึ่งมีอยู่ในบ้านเรือนไทยเหมือนกันแล้ว ยังมีส่วนอื่น ๆ อีก ดังนี้
ครุฑยุดนาค-นารายณ์ทรงครุฑ ลวดลายบน “หน้าบัน” โครงสร้างรูปสามเหลี่ยมปิดโพรงหลังคาด้านสกัด เป็นงานสลักไม้รูปพญาครุฑจับนาคชูไว้ข้างตัว กับพระนารายณ์ (พระวิษณุ) ทรงครุฑเป็นพาหนะ นิยมทำเป็นลายหน้าบัน เป็นประเพณีนิยมของสถาปัตยกรรมไทยชั้นสูง
ปากครุฑ ชื่อเรียก “ช่อฟ้า” แบบหนึ่ง ช่อฟ้าคือไม้ส่วนที่อยู่สูงสุดของหน้าจั่วหลังคา ปลายยอดของหน้าบัน สองข้างคือนาครวยและนาคสะดุ้งที่ทอดยาวขึ้นมาบรรจบ บางครั้งเรียกช่อฟ้าปากครุฑว่า “ปากนก” ด้วยลักษณะปากงองุ้มเข้าเหมือนปากนกแก้ว เป็นช่อฟ้าแบบที่นิยมมากสุดในสถาปัตยกรรมไทยประเพณี
ช่อฟ้ามีหลายรูปแบบ นอกจากปากครุฑ ยังมีช่อฟ้า “ปากหงส์” หรือปากปลา รูปร่างเป็นนกคอยาว ยื่นไปด้านหน้า จะงอยปากงอเชิดออก เชื่อว่าจำลองมาจากปากของหงส์ พาหนะของพระพรหม และช่อฟ้า “นกเจ่า” ที่เป็นรูปนกคอสั้น มักเป็นช่อฟ้าของศาลาพุทธสถาน
นาครวย ขื่อไม้ส่วนประกอบของหน้าจั่ว มีลักษณะคล้ายพญานาค งูใหญ่มีหงอนในตำนาน เลื้อยลงมาจากช่อฟ้าถึงหางหงส์ ทั้งสองข้างประกบกันเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ทำหน้าที่เหมือนปั้นลมของเรือนไทย
นาคสะดุ้ง หรือตัวลำยอง ส่วนของไม้ที่ทำหน้าที่เดียวกับนาครวย แต่วกตวัดเข้าหาหน้าบัน เป็นรูปแบบเฉพาะที่สร้างกับโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และพระที่นั่งเท่านั้น
ตลอดแนวของนาครวยและนาคสะดุ้งยังมี “ใบระกา” ไม้ที่ติดเป็นครีบของนาครวยและนาคสะดุ้งสำหรับประกอบกับช่อฟ้าและหางหงส์ ทำเป็นใบคล้ายครีบหลังของพญานาค
ครุฑ และนาค เป็นสัตว์หิมพานต์ หรือสัตว์ในจินตนาการจากเทวตำนานพราหมณ์-ฮินดู พุทธศาสนา ตลอดจนความเชื่อท้องถิ่น มีสัญญะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทรงอานุภาพมาก รวมถึงการที่ครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ที่เป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ และนาคก็มีตำนานเชื่อมโยงกับพุทธศาสนามากมาย โดยเฉพาะการปกป้องคุ้มครองพระศาสนา ดังนั้น จึงมักปรากฏสัตว์ทั้งสองชนิดอยู่ในศิลปกรรมไทยประเพณีเสมอ
งวง บ้างเรียก “งวงไอยรา” เป็นส่วนที่เกี่ยวตวัดถัดจากนาคสะดุ้ง ลักษณะงอโค้งเหมือนงวงช้าง มีปลายแหลมคล้อง “แป” ซึ่งแปในตำแหน่งที่งวงคล้องนี้จะเรียกว่า “แปงวง” เป็นไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัสพาดยาวเหมือนแปหัวเสา
หางหงส์ ส่วนประดับรูปคล้ายหางหงส์ที่ปลายนาครวยและนาคสะดุ้ง วางเหนือแปหัวเสา มีรูปเป็นเศียรนาค 3 เศียรเรียงซ้อนกัน เปรียบเสมือนหัวของนาค บางแห่งก็ทำให้เป็นหัวนาคเลย หากหันหน้าออกมาด้านหน้าอาคารจะเรียก “นาคเบือน” เทียบได้กับตัวเหงาของเรือนไทย
“หงส์” ยังปรากฏอยู่ในโครงสร้างสำคัญอีกส่วนคือ “คันทวย” ไม้ค้ำยันรับชายคากันสาด แกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ ให้อ่อนช้อยงดงาม ส่วนมากเป็นรูปหงส์ กับรูปหัวนาค
บังนก หรือหน้าอุด คือแผ่นไม้อุดช่องหลังคาที่ต่อซ้อนกันเป็นชั้น ไม่ให้นกหรือสัตว์อื่นเข้าไปภายในหลังคา จึงได้ชื่อว่า “บังนก” ส่วนมากไม่มีลวดลาย มักทาสีแดง
นอกจากบังนกแล้ว ยังมีหลังคา “ปีกนก” คือส่วนของหลังคาด้านหน้าสกัด อยู่ถัดลงมาจากหน้าบัน แต่อยู่เหนือหลังคากันสาด “ขื่อปีกนก” ที่คอยรองรับหลังคาตับที่ 2 นี้ด้วย
ตะเข้-ตะเข้ราง มาจากจระเข้ เป็นรอยต่อระหว่างมุมหลังคาปีกนกสองด้านที่บรรจบกัน เกิดเป็นช่องยาว ฉาบปูนปิดทับเพื่อปิดรอย กันน้ำเข้า มักทาสีขาว หากอยู่บนหลังคาเครื่องยอดปราสาท มณฑป หรือบุษบกย่อมุมไม้ เรียกว่า “ตะเข้รุม”
ตะเข้สัน จันทันตรงที่หลังคา 2 ผืนมาบรรจบกันเป็นสันหลังคา มีวัสดุปิดทับเพื่อกันฝน โดยมากเป็นสังกะสี กระเบื้อง หรือปูนโบกทับ แนวของวัสดุปิดทับเหล่านี้เรียกว่า “สันตะเข้”
ผีเสื้อ ลายปูนปั้นตรงมุมหลังคา ปั้นปิดมุมตกแต่งคล้ายปีกผีเสื้อ
ส่วนประกอบเหล่านี้คือส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้โครงสร้างหลังคาของอาคารสถาปัตยกรรมไทยประเพณีมั่นคง แข็งแรง และส่งเสริมความงามให้ตัวอาคาร โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยชูความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ยิ่งขึ้นไปอีกคือ “กระเบื้องหลังคา” ที่มักมีสีสันสดใส ส่องประกายสะท้อนแสงแดดอย่างสวยงาม
โดยเฉพาะกระเบื้องเคลือบรวมถึงกระเบื้องเซรามิกที่มีส่วนอย่างยิ่งในการชูความงามของหลังคาวัดและวัง แบบอย่างของสถาปัตยกรรมไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน และยังเป็นปราการด่านแรกที่คอยปกป้องโครงสร้างและบรรดา “สรรพสัตว์” บนหลังคาให้ผ่านพ้นสภาพอากาศในทุกฤดูกาลไปได้
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กระเบื้องหลังคาของ SCG ที่มีวัสดุหลากหลายประเภท เหมาะกับหลังคาทุกรูปทรง พร้อมเฉดสีที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความงามที่ลงตัวให้กับอาคารสถาปัตยกรรมไทยทุกรูปแบบ ย่อมเป็นทางเลือกอันยอดเยี่ยม
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อย่าง หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่น เอ็กซ์เซลล่า ที่สะท้อนความงามของหลังคาอย่างเหนือระดับ ด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูง คงเอกลักษณ์ผิวเคลือบเซรามิกสุดประณีต สีสันคงทนไม่ซีดจางแม้เผชิญแดด ลม ฝน แข็งแกร่งทนทานพร้อมรับมือกับทุกสภาพอากาศ
การเลือกใช้กระเบื้องหลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่น เอ็กซ์เซลล่า จึงเป็นมากกว่าวัสดุมุงหลังคา แต่เป็นการลงทุนเพิ่มความงามที่ยืนยาวเหนือกาลเวลาของสถาปัตยกรรมไทยที่ทรงคุณค่าทั้งหลาย
คุณภาพอัดแน่นของกระเบื้องหลังคา SCG จึงเป็นสิ่งที่มั่นใจได้ว่าจะทำหน้าที่พิทักษ์รักษาหลังคา ดุจปราการที่ปกป้องตัวอาคาร ส่งเสริมความวิจิตรงดงามให้อาคารสถาปัตยกรรมไทยประเพณียืนหยัดเชิดชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยไปอีกนานแสนนาน
ติดตาม วิจิตร ❖ ปราการ เรื่องราวสุดพิเศษจาก SCG และศิลปวัฒนธรรม ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/SCGBrand
Facebook : www.facebook.com/SilpaWattanatham
YouTube : www.youtube.com/
Website : www.silpa-mag.com
#ศิลปวัฒนธรรม #หลังคาเอสซีจี #หลังคาเซรามิก
12/06/2026
ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา สิ้นพระชนม์
27/05/2026
ปรับปรุงใหม่ น่าไปชมนัก
ใครกำลังมองหาแหล่งเรียนรู้หรือพิพิธภัณฑ์ใหม่ ๆ ไปเช็กอิน Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์กลางการเก็บรักษาโบราณวัตถุของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กลับมาเปิดประตูต้อนรับทุกคนอีกครั้ง หลังจากปิดปรับปรุงนิทรรศการครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี
พิพิธภัณฑ์มาพร้อมนิทรรศการใหม่ เล่าความเป็นมาของการอยู่อาศัยของผู้คนบนแอ่งโคราชตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันที่สะท้องถึงความรุ่งเรืองของเมืองพิมายในแต่ละยุคสมัย ผ่านการจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ เช่น กระดูกไก่เลี้ยงก่อนประวัติศาสตร์ที่เก่าที่สุดในไทย ใบเสมาทวารวดีอีสาน ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ทับหลังจากปราสาทหินพิมาย และชิ้นไฮไลต์ ประติมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พบเพียงองค์เดียวในไทย ผสานเข้ากับสื่อทันสมัยที่ชวนผู้ชมทุกคนมีส่วนร่วม ทั้งสนุกและได้ความรู้
อาคารจัดแสดงหลักแบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น 9 ห้อง ได้แก่
1. ภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคอีสาน
2. ความเชื่อและพิธีกรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราช
3. จากชุมชนสู่รัฐ : ยุคประวัติศาสตร์แรกเริ่มในวัฒนธรรมทวารวดี
4. วัฒนธรรมเขมรโบราณในแอ่งโคราชระยะแรกเริ่ม
5. แอ่งโคราช : ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 18
6. อารยธรรมอันรุ่งเรืองของเมืองพิมาย
7. ศาสนาในเมืองพิมาย
8. เมืองพิมายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 - 23
และ 9. พิมาย : ศูนย์กลางความยิ่งใหญ่
นอกจากอาคารจัดแสดงหลัก ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ยังมีอาคารศิลาจำหลัก คลังเก็บโบราณวัตถุประเภทองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ได้มาจากการดำเนินงานโบราณคดีในอีสานล่าง แถมการปรับปรุงรอบนี้ยังเพิ่มพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชน อาทิ ห้อง Co-working Space พื้นที่จัดแสดงผลงานและนิทรรศการหมุนเวียนที่ยินดีให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ มาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00 - 16.00 น.
ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
อ่านเรื่องพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย โฉมใหม่ คลังโบราณวัตถุในอีสานล่าง ที่ออกแบบให้เด็กสนุก คนกลับมาซ้ำ ได้ที่ https://readthecloud.com/travel/share-location/national-museum-phimai/
พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ที่น่าสนใจต่อได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com
#พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย #พิพิธภัณฑ์ #พิมาย #นครราชสีมา #โคราช
20/05/2026
28 ธันวาคม 2469 “พระยากำธรพายัพทิศ (ดิศ อินทโสฬส)”
17/05/2026
พิมาย: วิวัฒนาการนครรัฐสมัยลพบุรีแห่งลุ่มน้ำมูลตอนต้น
…
บทความโดย: ศรีศักร วัลลิโภดม
เมืองพิมาย มิได้เป็นเพียงเมืองโบราณที่มีความสำคัญในเชิงสถาปัตยกรรมเท่านั้น หากแต่เป็น "นครรัฐ" ที่มีรากฐานการพัฒนาทางสังคมมาอย่างยาวนานและมีอิทธิพลต่อรูปแบบผังเมืองของรัฐในยุคต่อมาอย่างมีนัยสำคัญ สรุปสาระสำคัญของเมืองพิมายในฐานะศูนย์กลางอารยธรรมลพบุรีในอีสานใต้ได้ดังนี้ :
🧱 ผังเมืองสี่เหลี่ยมด้านเท่า: อิทธิพลและการส่งต่ออารยธรรม
เมืองพิมายมีรูปแบบผังเมืองเป็น รูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ซึ่งเป็นรูปแบบสังคมเมือง (Urban Centre) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองยโสธรปุระหรือเมืองพระนครในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ก่อนจะพัฒนาขึ้นอย่างเต็มตัวในพื้นที่อีสานใต้สมัยลพบุรีราวพุทธศตวรรษที่ 17 รูปแบบผังเมืองดังกล่าวได้กลายเป็นต้นแบบและส่งอิทธิพลต่อการสร้างเมืองสำคัญในพุทธศตวรรษที่ 18 อีกหลายแห่ง ได้แก่:
: สุโขทัย, เพชรบุรี, ราชบุรี
: สุพรรณภูมิ, พระเวียง (นครศรีธรรมราช)
: อโยธยา และเชียงใหม่
⏳ ลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์กว่า 3,500 ปี
แม้จะมีความโดดเด่นในสมัยลพบุรี แต่เมืองพิมายมีรากฐานย้อนไปไกลถึงยุคโลหะเมื่อราว 3,500 ปีที่แล้ว โดยผ่านการพัฒนาตามลำดับขั้น ดังนี้ :
ยุคสำริดและยุคเหล็ก : มีการแลกเปลี่ยน "สินค้าเกียรติภูมิ" (Prestige goods) เช่น กลองมโหระทึก เครื่องประดับหินมีค่า และเครื่องมือเหล็กรูปแบบสากลจากยูนนาน
สมัยสุวรรณภูมิ : ยุคแห่งการเกิด "รัฐแรกเริ่ม" (Early State) ที่ร่วมสมัยกับฟูนันและทวารวดี
ยุคนครรัฐ (City State) และสหพันธรัฐ : จนเข้าสู่สมัยลพบุรีที่เป็นยุคทองของนครรัฐพิมาย
🌊 ภูมิศาสตร์และชัยภูมิที่ตั้งอันเป็นเอกลักษณ์
เมืองพิมายตั้งอยู่ในแอ่งโคราช บริเวณต้นแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นจุดรวมของลำน้ำหลายสายที่ไหลมาจากเทือกเขาดงพญาเย็นและพนมดงรัก ความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์มีดังนี้:
: จุดยุทธศาสตร์ลำน้ำ : เป็นบริเวณที่ลำตะคอง, ลำจักราช, ลำเชียงไกร และลำธารปราสาท ไหลมารวมกับแม่น้ำมูล
: เมืองริมแม่น้ำใหญ่ : พิมายเป็นเมืองเดียวในกลุ่มลุ่มน้ำมูลตอนต้นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลโดยตรง ในขณะที่ชุมชนอื่นมักตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำสายเล็ก
: ระบบชลประทานโบราณ: มีการขุดคลองชลประทาน เชื่อมโยงชุมชนด้วยคูน้ำล้อมรอบ (Moated Settlements) คูคลอง คันดิน และแนวถนนที่เด่นชัด
🌾 ความแตกต่างระหว่าง "เมืองทุ่ง" และ "เมืองหนอง"
เมื่อเปรียบเทียบกับนครรัฐหนองหารสกลนครในแอ่งสกลนครที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำหนองบึง :
เมืองพิมาย มีลักษณะเป็น "เมืองทุ่ง" ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มกว้างขวาง
ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญ เช่น ทุ่งสัมฤทธิ์ และบริเวณบ้านปราสาท ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มชุ่มน้ำและมีเนินเกลืออันเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ
มีการจัดการทรัพยากรน้ำผ่านทำนบและการขุดคลองที่ซับซ้อนกว่าพื้นที่อื่นในแอ่งโคราช
📜 เมืองพิมายจึงเป็นตัวแทนของความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมที่ปรับเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมยุคโลหะ สู่รัฐแรกเริ่ม จนกลายเป็นนครรัฐที่มีระนาบผังเมืองเป็นระบบและเป็นศูนย์กลางอำนาจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
…
#เมืองพิมาย #ประวัติศาสตร์ไทย #สมัยลพบุรี #นครรัฐโบราณ #อีสานใต้ #โบราณคดี #ศรีศักรวัลลิโภดม #สยามเทศะ
16/05/2026
16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 แถลงการพบภาพเขียนสีผาแต้มสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก
ภาพเขียนสีผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี คือภาพวาดบนหน้าผาหินทรายริมฝั่งแม่น้ำโขง (หันหน้าไปฝั่งลาว) จากฝีมือของมนุษย์โบราณ เป็นภาพเขียนสีกลุ่มใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในดินแดนไทย ด้วยความยาวกว่า 200 เมตร สูงจากระดับแม่น้ำโขงราว 50 เมตร
ภาพเขียนเหล่านี้ประกอบด้วยภาพมนุษย์ ฝ่ามือ และสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น ช้าง ปลา กวาง ฯลฯ ด้วยการใช้สีแดง น้ำตาลเข้ม และดำ รวมกันจำนวนนับร้อย ๆ ภาพ และคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 5,000-6,000 ปี
ชาวบ้านทุ่ม ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม รู้จักและคุ้นเคยกับภาพเขียนสีบนผาแต้มมาช้านาน ทั้งมีความเชื่อท้องถิ่นว่า พื้นที่ละแวกผาแต้มเป็นเขตต้องห้าม ใครล่วงล้ำเข้าไปมักมีอันตราย อาจเจ็บไข้ได้ป่วยหรือถึงแก่ชีวิต อย่างไรก็ตาม ร่องรอยที่ผาแต้มก็ไม่เคยโด่งดังจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
กระทั่งคณะอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม และ ดร. พรชัย สุจิตต์ มาลงพื้นที่สำรวจบริเวณนี้ นำมาสู่การประกาศต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 ถึงการมีอยู่ของภาพเขียนสีผาแต้ม ก่อนกรมศิลปากรจะประกาศขึ้นทะเบียนเนื้อที่โดยรอบประมาณ 575 ไร่ เป็นโบราณสถานใน พ.ศ. 2525
แนวหน้าผาหินทรายที่ตั้งของผาแต้มเป็นภูเขาหินทรายที่ทอดยาวต่อมาจากเทือกเขาภูพาน เลียบริมแม่น้ำโขง เรียกกันว่า “ภูผาขาม” ด้านบนเป็นลานหินกว้าง สูงจากพื้นราบริมโขงประมาณ 160 เมตร และเป็นส่วนหนึ่งของเขตวนอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
สำหรับถ้ำที่ตั้งของภาพเขียนสีเป็นแนวหน้าผาอีกชั้นด้านล่างที่ยาวติดต่อกัน และมีทางเดินแคบ ๆ ใต้เพิงผาหินนั้น
จริง ๆ แล้วกลุ่มภาพเขียนสีซึ่งเรียกว่าภาพเขียนสีผาแต้มนั้นแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ผาขาม ผาแต้ม ผาหมอนน้อย และผาหมอน โดยภาพเขียนที่ผาแต้มเป็นส่วนที่มีแนวยาวติดต่อกันและมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ร่องรอยที่ปรากฏของกลุ่มต่าง ๆ มีดังนี้
1. ผาขาม ภาพปลาขนาดใหญ่ 4 ตัว ยาวประมาณ 0.35-1 เมตร เขียนด้วยสีแดง แบบเห็นโครงสร้างภายใน (ก้างปลา / X-ray) และช้าง 1 ตัว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปลามาก คือแค่ประมาณ 13 เซนติเมตรเท่านั้น กับสัตว์สี่เท้าไม่ทราบชนิดอีก 1 ตัว
2. ผาแต้ม มีภาพเขียนตลอดแนวหน้าผายาว 180 เมตร และอยู่สูงจากพื้นประมาณ 4-5 เมตร เป็นภาพลงสีมากกว่า 300 รูป กับลายเส้นที่เกิดจากฝนเซาะร่องเนื้อหิน (Abrading) เรียงเป็นทั้งแนวตรง เฉียง และแนวนอน
ภาพเขียนสีผาแต้มส่วนใหญ่เขียนด้วยสีแดง มีสีดำและสีขาวบ้าง แบ่งเป็น ภาพคนซึ่งมีขนาดเล็ก 10 ภาพ ภาพสัตว์ เช่น ช้าง ปลา เต่าหรือตะพาบน้ำ สุนัข วัว ไก่หรือนก เป็นต้น มักทำเป็นภาพขนาดใหญ่เท่าของจริง โดยเฉพาะช้างและปลาที่มีขนาดยาวถึง 4 เมตร สูงประมาณ 3 เมตร รวมภาพสัตว์ทั้งหมดประมาณ 30 ภาพ และอยู่ในลักษณาการเคลื่อนไหว
นอกจากนี้ยังมีภาพสิ่งของเครื่องใช้ สันนิษฐานว่าเป็นสุ่มดักปลา หน้าไม้ หรือคันธนูที่คนกำลังถือใช้งาน สัญลักษณ์ที่เป็นลายเส้นแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะเส้นหยัก ลูกคลื่น หรือฟันปลา ซึ่งอาจสื่อถึงสายน้ำ และรูปทรงเรขาคณิต กับลายเส้นขนานคล้ายท้องทุ่งนา เป็นต้น
และที่พบจำนวนมากกว่า 200 ภาพ คือภาพฝ่ามือ มีทั้งมือผู้ใหญ่ เด็ก ทั้งสีแดง สีดำ และสีขาว โดยภาพทุกประเภทจะเขียนอยู่ร่วมกันเสมอ โดยเฉพาะมือที่ปรากฏสอดแทรกอยู่ร่วมกับภาพอื่น ๆ เสมอ
ภาพเขียนส่วนใหญ่ที่ผาแต้มเขียนแบบรูปเงาทึบ หรือภาพเงา (silhouette) นอกนั้นเป็นภาพโครงร่างรอบนอก (outline) และกิ่งไม้ (stick man) ส่วนภาพมือมีหลายเทคนิค นอกจากโคร่งร่างรอบนอกแล้วยังมีแบบพ่น (stencil) และทาบ (imprint)
3. ผาหมอนน้อย ภาพคนสูงประมาณ 1.6 เมตร เหนี่ยวคันธนูเล็งไปยังสัตว์สี่ขา อาจเป็นวัวท้อง ลำตัวยาวประมาณ 6.4 เมตร ภาพคนสูงประมาณ 1.2 เมตร กำลังไล่สัตว์สี่ขามีเขา อาจเป็นกวางที่รุกพื้นที่ไร่นา รอบ ๆ ภาพกลุ่มนี้มีภาพมือทั้ง 2 ข้างประมาณ 20 มือ
ถัดมาเป็นภาพสัตว์สี่ขาท้องป่อง 3 ตัว กับลายเส้นคล้ายตาข่ายดักสัตว์ กับลายเส้นคู่ขนาดต่อกัน และภาพมือเหมือนกลุ่มแรกอีก 15 มือ เรียงเป็นแถวยาวกับลายเส้นหยักขึ้นลงวกไปมา ภาพคนและสัตว์ระบายสีแดงแบบเงาทึบ
4. ผาหมอน ภาพทั้งหมดเป็นเงาทึบเขียนด้วยสีแดง ประกอบด้วยภาพคนและสัตว์ กลุ่มแรกมีภาพคนเดียงคนเดียวกับภาพสัตว์สี่ขา 11 ตัว อาจเป็นช้าง วัว สุนัข และหมู หรือเกะ-แพะ เดินตามกันไปทิศทางเดียวกัน ยกเว้นสุนัขที่หันหน้าเข้าหาฝูงสัตว์
กลุ่มที่สองเป็นภาพคนประมาณ 10 คน เขียนแบบระบายเงาทึบกับกิ่งไม้ ลักษณะค่อนข้างเหมือนจริง แสดงกล้ามเนื้อน่องโป่งพอง มีภาพคนนุ่งกระโปร่งยาวครึ่งน่อง ยืนท้าวสะเอว ขนาดใหญ่กว่าคนอื่น ๆ แต่ไม่สามารถระบุเพศที่แน่ชัดได้ กับภาพมืออีก 6 มือ
ภาพที่ผาแต้มและผาหมอนน้อยมีจุดน่าสังเกตคือมีความสัมพันธ์เป็นเรื่องราวเดียวกัน และทั้งหมดจะมีภาพมือรวมอยู่ด้วยเสมอ อาจสื่อถึงความร่วมมือร่วมแรงกันทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ร่วมกันจับปลา เพาะปลูก เลี้ยงหรือล่าสัตว์ แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สร้างผลงานเหล่านี้ หรือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของสังคมเกษตรในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั่นเอง
ภาพเขียนสีผาแต้มจึงเป็นร่องรอยอันทรงคุณค่า ที่ช่วยยืนยันความเก่าแก่และสืบเนื่องของผู้คนในพื้นที่ประเทศไทยมาแต่อดีตกาล ณ ริมฝั่งโขง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
ภาพจาก : อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ
#ภาพเขียนสี #ผาแต้ม #ศิลปวัฒนธรรม
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Nakhon Ratchasima
30000