HBW Youth Counselor

HBW Youth Counselor

แชร์

โครงการเพื่อนที่ปรึกษา YC

02/09/2024

7 สิ่งพื้นฐานทำให้เด็กๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายใจ

คุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้เท่ากับการเป็นคนที่เก่งที่สุด ร่ำรวยที่สุด เป็นที่สุดในด้านใด หรือ มีความพิเศษโดดเด่น แต่หมายถึงการมีชีวิตที่ปกติ ทำสิ่งธรรมดาๆ ในทุกวันได้อย่างพอดีสมดุล ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป
กินอิ่ม นอนหลับ มีร่างกายที่แข็งแรง มีจิตใจที่ปกติสุข เพื่อพัฒนาเติบโตตามวัย เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด

ดังนั้นในความธรรมดาเหล่านี้ จึงเริ่มต้นจาก 7 สิ่งพื้นฐานทางกายใจ ดังนี้

(1) อาหาร
กินอาหารครบหมู่ หลากหลาย และปริมาณที่เหมาะสม
อาหารคือพลังงานที่แสนสำคัญที่ทำให้เด็กๆ มีแรงทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต
อาหารที่ดีและพอดีจะทำให้เราแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
กินได้น้อย ไม่กินหลากหลาย ไม่กินเลย
เปลี่ยนแปลงได้ในมื้ออาหารบนโต๊ะอาหาร
สำหรับบ้านไหน เด็กๆ ไม่ยอมกิน กินยาก ถ้าหากเราลองจัดสภาพแวดล้อมให้อบอุ่น ไม่กดดัน
⦿ ขอแค่มีเวลากำหนดชัดเจนประมาณ 30 นาที
⦿ กินบนโต๊ะร่วมกัน ลูกนั่งเก้าอี้เด็กของลูก เรานั่งเก้าอี้ของเรา
⦿ มีอาหารวางตรงหน้า อาหารที่เหมือนกัน อาจจะต่างเพียงการปรุงรสตามวัย (ใส่พริกทีหลัง)
⦿ ปิดหน้าจอ บนโต๊ะมีเพียงอาหาร ไม่มีสิ่งอื่น และหันหน้าเข้าหากัน
⦿ กินมาก กินน้อยไม่ว่ากัน ชวนกันชิม ชวนกันกิน อย่ากดดัน อย่าคาดหวัง แต่ให้ลูกกินเอง
ทำเช่นนี้ทุกวัน สม่ำเสมอ เด็กๆ อาจจะค่อยๆ กินได้เอง
นอกจากอาหารการดื่มน้ำระหว่างวันก็จำเป็นไม่แพ้กัน
⦿ น้ำเปล่าและนมจืดดีที่สุด
⦿ น้ำหวานเทียบเท่าขนม ดังนั้นไม่ควรกินน้ำหวานแทนน้ำเปล่า

***

(2) นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ
⦿ เด็กๆ ควรนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง
เด็กเล็กควรนอนเยอะกว่าเด็กโต
แต่ปริมาณการนอนยังไม่สำคัญเท่าคุณภาพ
⦿ การนอนก่อนเวลา 20:30-21:00 น. จำเป็นมาก
เพราะ Growth hormone จะหลั่งได้เต็มที่ถ้าเด็กหลับสนิทก่อน 22:00 น. ส่วนสูงของเด็ก อารมณ์ที่มั่นคง และการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอยู่กับคุณภาพการนอนของเด็กๆ
⦿ ก่อนนอนควรงดหน้าจอ 30-60 นาที เพื่อให้สมองพร้อมนอน เปลี่ยนเป็นหนังสือนิทานและเสียงคุณพ่อคุณแม่แสนสงบจะดีที่สุด หรี่ไฟสลัว กอดกัน บอกรัก และบอกฝันดี

นอกจากการนอนหลับแล้ว การพักผ่อนที่เพียงพอก็จำเป็นเช่นกัน
⦿ เราควรมีเวลาว่าง ที่เป็นเวลาว่างจริงๆ ให้เด็กๆ ได้ทำสิ่งที่ตนเองสนใจบ้าง เพื่อทำความรู้จักตัวเอง
⦿ ความเบื่อจะทำให้เด็กๆ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ หาอะไรทำด้วยตัวเอง แม้ช่วงแรกจะมาถามเราว่าต้องทำอะไรดี ขอให้เราแนะนำแต่พอดี ไม่คิดแทน ได้แก่การแนะนำว่าที่บ้านมีอุปกรณ์หรืองานอะไรที่ทำได้บ้าง เช่น งานครัว งานบ้าน งานประดิษฐ์ และงานช่าง
⦿ เวลาว่างของเด็กบางคนอาจจะพัฒนาไปสู่สิ่งที่เขาทำได้ดี เป็นสิ่งที่อยากเรียน หรือ อาชีพอนาคตได้
⦿ แม้จะไม่ได้พัฒนาไปสู่สิ่งที่จริงจัง แต่เวลาว่างทำให้เด็กๆ ได้พักใจและผ่อนคลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตไม่แพ้การทำงาน เพราะเด็กที่ผ่อนคลายไม่เป็น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

***

(3) ออกกำลังกาย และเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ
โดยปกติแล้ว เด็กๆ ควรได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือ วิ่งเล่นจนหัวเปียกชุ่มประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน (Baumgartner, Jackson, Mahar, & Rowe, 2015) ซึ่งสามารถแบ่งเวลาวิ่งเล่นออกเป็นช่วงๆ ได้ เช่น ช่วงระยะเวลา 1 ชั่วโมงเช้าเย็น และช่วงระยะเวลา 30 นาทีย่อยๆ ระหว่างวัน เราไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง

เด็กที่ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอจะใช้พลังงานที่มีอยู่ล้นเหลือออกไปอย่างเหมาะสม

⦿ มีสมาธิจดจ่อเรียนรู้ได้ดี และมีสมองที่เรียนรู้ได้ไว
⦿ มีกล้ามเนื้อแข็งแรงและทนทาน ทรงท่าต่างๆ ได้นาน ทั้งนั่งเรียน และทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต
⦿ เด็กจะมีความอดทนและเหนื่อยช้ากว่าเด็กที่ไม่ออกกำลังกาย
⦿ ร่างกายที่ดีจะพาเราไปได้ไกล และไปได้ถึงจุดหมาย

***

(4) รักษาความสะอาดของร่างกาย
เข้าห้องน้ำ ล้างก้น ล้างมือ อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน ใส่เสื้อผ้าสะอาด ตัดเล็บ
เด็กที่ดูแลรักษาความสุขอนามัยของตัวเองได้ดี จะเจ็บป่วยน้อยลง และมีความมั่นใจในตัวเองเวลาไปโรงเรียนหรือที่ไหนๆ เพราะเขาจะสามารถเข้าห้องน้ำได้เอง

***

(5) ออกจาก Comfort zone เพื่อทำสิ่งที่ดีท้าทาย หรือ ทำสิ่งใหม่ๆ บ้าง
⦿ Comfort zone หมายถึง พื้นที่ที่เด็กๆ คุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัย ซึ่งพื้นที่ไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่อย่างเดียว แต่หมายรวมถึงบุคคลที่เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยที่อยู่ใกล้ได้เช่นกัน เช่น พ่อแม่เป็น comfort zone ของลูก คุณครูที่เชื่อมั่นในตัวเด็กๆ

⦿ Comfort zone จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่เด็กๆ เพราะ comfort zone เป็นเสมือนที่พักกายใจยามเหนื่อยล้า ทุกครั้งที่เราต้องเผชิญปัญหา หรือ ความท้าทายใหม่ๆ การมี comfort zone ถือเป็นแหล่งพลังงานให้เรากลับมาเติมพลังแล้วกลับไปสู้ใหม่

⦿ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราอยู่ใน comfort zone นานเกินไป เราอาจจะพลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้และรู้จักตัวเองในด้านอื่นๆ หรือ ได้รู้จักกับโลกกว้าง

ดังนั้นการได้ลองก้าวออกมาจาก comfort zone
แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร
แต่อย่างน้อยเราได้เริ่มแล้ว ก้าวอื่นๆ จะค่อยๆ ตามมาเอง
สำหรับเด็กๆ แล้วการได้ออกจากบ้านไปลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง
- กล้าเดินเข้าไปในโรงเรียนด้วยตัวเอง
- กล้าสั่งอาหารเอง
- กล้าไปซื้อไอศกรีมเอง
- กล้าเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อเอง
- กล้าเข้าไปเล่นกับเพื่อนใหม่เอง

⦿ แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ที่ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อะไร
แต่สำหรับเด็กๆ แล้วการทำอะไรด้วยตัวเอง
โดยที่ไม่มีเราคอยช่วย หรือ ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาภาคภูมิใจในตัวเองไม่น้อย

***

(6) ทำเต็มที่ สุดความสามารถ
⦿ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร เราจะทำเต็มที่ และสุดความสามารถเสมอ เพื่อว่าเราจะไม่ค้างคากับสิ่งที่เราทำ หรือ ไม่สงสัยในความสามารถของตัวเราเอง

⦿ ผู้ใหญ่สามารถส่งเสริมเด็กๆ ในด้านนี้ได้ ด้วยการชื่นชมเด็กที่ความพยายามและความตั้งใจของเขามากกว่าผลลัพธ์ เพื่อให้เด็กๆ รับรู้ว่าทุกความพยายามและความตั้งใจมีความหมายเสมอ แม้ว่าวันนี้จะไม่สำเร็จ วันนี้จะพ่ายแพ้ แต่เขาพัฒนาต่อไปได้ ตราบใดที่เขาไม่ยอมแพ้

⦿ ถึงแม้ว่าเขาทำเต็มที่แล้ว เส้นทางนั้นอาจจะไม่ได้เหมาะกับเขา เด็กจำเป็นต้องเปลี่ยนทางเดิน การเปลี่ยนครั้งนี้จะเกิดขึ้นโดยที่เด็กจะไม่รู้สึกติดค้างกับเส้นทางเดิม เพราะเขาได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วนั่นเอง

***

(7) ทุกวันคือโอกาส
⦿ ตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้ ทุกวันใหม่ เราเริ่มต้นใหม่อีกครั้งได้
⦿ เราสามารถมีวันดีและไม่ดีได้ แต่วันที่ไม่ดีไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป
⦿ เราอาจจะทำผิดพลาดในวันนี้ ขอให้เรียนรู้เป็นบทเรียน
⦿ วันพรุ่งนี้คือโอกาสสำหรับเราเสมอ

⦿ ในเด็กเล็ก เขาต้องการการเคียงข้างในวันที่ดีและไม่ดี
บางวันเขาอาจจะทำตัวดื้อไม่น่ารัก ขอเพียงพ่อแม่เข้าใจแต่ไม่ตามใจ
เคียงข้างรออย่างสงบและอดทน เพื่อรอสอนให้เขาทำสิ่งที่ถูกต้อง
เพราะเป็นเด็ก ชีวิตของเขาจึงเพิ่งเริ่มต้นและต้องเรียนรู้อีกมาก

*****

เราพบว่าความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อตัวเด็กๆ
ทำให้พ่อแม่ต่างแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
กินอาหารที่ดี นมที่ดีที่สุด อาหารเสริมไม่ขาด
เรียนที่ๆ ดีที่สุด โรงเรียนที่ค่าเทอมสูง และมีชื่อเสียง
ส่งเสริมความสามารถรอบด้าน เรียนพิเศษ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ภาษา วิชาการครบเครื่อง

สิ่งเหล่านี้ทำให้เราหลงลืมสิ่งธรรมดาๆ ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็กๆ ไป
เด็กทุกคนต้องการความสนใจ และความรักจากเรา
เขาต้องการเวลาเล่น การพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ดังนั้นการที่เด็กทุกคนได้เป็นเด็ก มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง สิ่งนี้เป็นความธรรมดาที่พิเศษที่สุดแล้ว

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

27/08/2024

15 วิธีบริหารความสุขแบบง่าย ๆ

1. ฝึกขอบคุณ
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการขอบคุณสิ่งดี ๆ
ที่มีในชีวิต ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน
ก็ช่วยสร้างความรู้สึกบวกได้

2. ยิ้มและหัวเราะ
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเป็นยาใจชั้นดี
ช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขได้ง่ายๆ

3. ใช้เวลากับคนที่คุณรัก
ครอบครัวและเพื่อนคือแหล่งพลังบวกที่สำคัญ
ใช้เวลากับพวกเขาให้มากขึ้น

4. ดูแลสุขภาพ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
กินอาหารที่มีประโยชน์
และพักผ่อนให้เพียงพอ
เพื่อสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง

5. ทำในสิ่งที่รัก
หาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบ
และมีความสุขกับมัน

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เปิดใจรับความรู้
และประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ
เพื่อเติมเต็มชีวิตให้มีสีสัน

7. ช่วยเหลือผู้อื่น
การแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น
จะทำให้รู้สึกดีและมีความสุขมากขึ้น

8. อยู่กับปัจจุบัน
ฝึกสติและสมาธิ
เพื่อให้จิตใจสงบและอยู่กับปัจจุบัน

9. ปล่อยวาง
เรียนรู้ที่จะปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
และให้อภัยตัวเองและผู้อื่น

10. มองโลกในแง่ดี
ฝึกมองหาแง่บวกในทุกสถานการณ์
แม้ในวันที่เลวร้าย

11. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
การวาดรูป เขียนหนังสือ หรือทำอาหาร
ช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง
และค้นพบความสุขในสิ่งที่สร้างสรรค์

12. เดินทางท่องเที่ยว
การออกไปสัมผัสโลกกว้าง
จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ
และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ

13. หาเวลาอยู่กับธรรมชาติ
ธรรมชาติช่วยเยียวยาจิตใจ
และสร้างความสงบ
ลองออกไปเดินเล่น
ในสวนสาธารณะ หรือไปเที่ยวทะเล

14. ฟังเพลงที่ชอบ
เพลงสามารถช่วยปรับอารมณ์
และสร้างความสุขได้

15. ลดการใช้โซเชียลมีเดีย
การใช้เวลากับโลกออนไลน์มากเกินไป
อาจทำให้เกิดความเครียดและเปรียบเทียบ
ลองลดการใช้งานลงและใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น

จำไว้ว่าความสุขเป็นเรื่องส่วนบุคคล ลองค้นหาวิธีที่เหมาะกับเรา และทำสิ่งเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับชีวิตในทุกๆ วัน

แนะนำ หนังสือ ช่างมันเถอะอีกไม่กี่ปี
เราก็เป็นเถ้าธุลีกันหมดแล้ว
📙s.shopee.co.th/6ARCHokFua

หนังสือ ผ่อนคลายกับชีวิตบ้าง
แล้วเธอจะชอบตัวเองมากขึ้น
📙 https://s.shopee.co.th/8f8knZboin

20/08/2024

20 วิธีเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข

1. ยอมรับในความธรรมดาของตัวเอง
ความสุขไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนพิเศษ
แต่คือการยอมรับและรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น

2. มองหาความสุขในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นการจิบกาแฟยามเช้า
อ่านหนังสือเล่มโปรด
หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ

3. ฝึกขอบคุณ
มองหาสิ่งดีๆ รอบตัว
และขอบคุณในสิ่งที่คุณมี

4. อย่าโทษตัวเองหรือโทษคนอื่น
การให้อภัยจะช่วยปลดปล่อย
ความทุกข์และความโกรธ

5. อยู่กับปัจจุบัน
ไม่จมอยู่กับอดีตหรือกังวลกับอนาคตมากเกินไป
แต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำในปัจจุบัน

6. ทำในสิ่งที่รัก
ใช้เวลาทำในสิ่งที่ทำให้เรา
มีความสุขและเติมเต็มชีวิต

7. กลับไปชาร์จแบตที่บ้าน
ครอบครัวและเพื่อนคือกำลังใจสำคัญ

8. ดูแลสุขภาพ รักตัวเองมากๆ
ร่างกายที่แข็งแรงคือพื้นฐาน
ของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

9. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เปิดใจรับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

10. แบ่งปันความสุขให้คนอื่น
การแบ่งปันความสุขและช่วยเหลือผู้อื่น
จะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมายมากขึ้น

11. อย่าไปเปรียบเทียบเรากับคนอื่น
ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง
อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

12. ปล่อยวางความคาดหวัง
อย่าคาดหวังว่าทุกอย่าง
ต้องเป็นไปตามที่คุณต้องการ

13. ยิ้มและหัวเราะ
เสียงหัวเราะคือสิ่งธรรมดาที่พิเศษ
ที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุข

14. หาเวลาอยู่กับธรรมชาติ
ธรรมชาติช่วยเยียวยาจิตใจและสร้างความสงบ

15. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป
เขียนหนังสือ หรือทำอาหาร
การสร้างสรรค์จะช่วยให้คุณรู้สึกดีกับตัวเอง

16. พอใจในสิ่งที่เรามี แต่อย่าหยุดที่จะเดิน
ความสุขที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการมีสิ่งของมากมาย
แต่มาจากการรู้จักพอใจในสิ่งที่มี

17. ฝึกสมาธิ
การทำสมาธิช่วยให้จิตใจสงบและมีสติมากขึ้น

18. ออกไปใช้ชีวิตบ้าง
การออกไปสัมผัสโลกกว้างจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ

19. อย่ากลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง
ยอมรับในความแตกต่าง
และไม่ต้องพยายามเป็นเหมือนใคร

20. จำไว้ว่าความสุขคือการเดินทาง
ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
สนุกไปกับทุกช่วงเวลาของชีวิต
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

ความสุขเป็นเรื่องง่ายๆ
เพียงแค่เราเปิดใจและมองหาสิ่งดีๆ รอบตัว

หนังสือ ผ่อนคลายกับชีวิตบ้าง
แล้วเธอจะชอบตัวเองมากขึ้น
https://s.shopee.co.th/8f8knZboin

35 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจที่จะช่วยให้ชีวิตคุณเบาสบายขึ้นได้ทันทีตึงมามากก็ถึงเวลาผ่อนบ้าง~โยนความคาดหวังและความกดดันทิ้งไปชั่วคราวพักเบรกจากปัญหาตรงหน้า แล้วหาเวลาให้ตัวเองได้ผ่อนคลายจิตใจที่อ่อนล้าจะได้พองโตและนุ่มฟูเหมือนขนมปังอบใหม่ค้นพบพื้นที่สบายใจที่คุณจะได้เป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากที่สุดด้วยคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชชื่อดังของญี่ปุ่นแล้วเมื่อจิตใจเบาสบายชีวิตคุณก็จะเต็มไปด้วยเรื่องดี ๆ ในทุกวัน

13/08/2024

วิธีเผชิญหน้ากับความทุกข์แบบสโตอิก

1. ยอมรับ
ยอมรับว่าความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
และเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้

2. วิเคราะห์
ใช้เหตุผลในการวิเคราะห์สาเหตุของความทุกข์
และสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้

3. ปรับมุมมอง
มองความทุกข์เป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต

4. โฟกัสที่สิ่งที่ควบคุมได้
แทนที่จะจมอยู่กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
ให้โฟกัสที่สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงสถานการณ์

5. ใช้ชีวิตแบบไม่เบียดเบียนใคร
การทำสิ่งที่ถูกต้องและไม่เบียดเบียนคนอื่น
จะช่วยให้เรามีความสงบสุขภายใน
แม้จะเผชิญกับความทุกข์ภายนอก

6. ฝึกสติ
การมีสติจะช่วยให้เรารับรู้ความคิด
และความรู้สึกของตัวเอง
และไม่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ

ปรัชญาสโตอิก ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนเย็นชาหรือไร้ความรู้สึก
แต่มันสอนให้เรามีวิธีรับมือกับความทุกข์อย่างมีสติและสง่างาม
เพื่อที่เราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
และมีความหมาย แม้ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ

หนังสือ ช่างมันเถอะอีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเถ้าธุลีกันหมดแล้ว s.shopee.co.th/6ARCHokFua

หนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อคนที่เป็นเดอะแบกมาทั้งชีวิต คนที่พยายามเพื่อคนอื่นมากเกินไปจนลืมสนใจความรู้สึกของตัวเอง คนที่เป็น People Pleaser ข้างนอกสดใส ข้างในแตกสลายไม่ใช่เรื่องผิดที่จะใจดีกับตัวเองบ้าง หากการทำเพื่อคนอื่นทำให้รู้ว่าทุกวันนี้คุณอยู่เพื่อใคร ทำเพื่อใคร และเพราะอะไร การปล่อยมือจากภาระที่แบกไว้ชั่วคราวแล้วใช้เวลาอยู่กับตัวเอง โอบกอดตัวเอง และชื่นชมตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัปลดปล่อยตัวเองด้วยการคิดแบบนี้บ้างก็ได้ว่า ฉันไม่ได้ละเลยหน้าที่ แต่แค่กำลังชาร์จพลัง ชีวิตจะไร้ความหมาย ถ้ามัวแต่ทำงานของวันพรุ่งนี้ในวันนี้ ส่วนใหญ่เรื่องที่กังวลมักไม่เกิดขึ้นจริง เพราะคุณไม่ใช่ผู้วิเศษที่หยั่งรู้อนาคตสักหน่อยถ้ารักตัวเองเป็น ชีวิตจะเข้าสู่โหมดง่าย ยังงั้นมาใช้ชีวิตในโหมดง่ายกันดีกว่าถึงจะไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้เป็นคนสำคัญ แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยเพราะนี่คือกระบวนการที่จำเป็นในการฟื้นตัวและใช้ชีวิตที่มีเพียงแค่ครั้งเดียวนี้อย่างมีความสุข

#เสียงที่ไม่ได้ยิน

06/08/2024

เด็กๆ มองไปที่เส้นชัยข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น
ทุกคนต่างอยากไปให้ถึงคนแรก
เด็กชายตัวเล็กที่สุดในแถวมองไปข้างหน้าไม่ต่างอะไรกับเพื่อนๆ แต่เขามองข้ามเส้นชัยไปที่แม่ของเขาที่รออยู่ปลายทาง

ทันทีที่สัญญาณดัง
เด็กทุกคนออกตัววิ่งสุดแรง
เด็กชายพยายามถีบตัวเองสุดแรงเช่นกัน

แต่อย่างที่คาดไว้
แม้จะทำเต็มที่แล้ว
เด็กชายก็ยังเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสี่
เขาผิดหวังกับผลลัพธ์ที่ออกมา

เด็กชายมองไปที่แม่ของเขา
แม่ยิ้มให้เขาและเข้ามากอดเขาทันที

แม่ “เก่งมากลูกแม่ เมื่อกี้ลูกเท่ห์มากเลยนะ”
เด็กชาย “ผมได้ที่สี่เลยนะแม่ อดได้เหรียญเลย”
แม่ “นี่ลูกแม่เก่งขนาดที่ได้ที่สี่เลยนะ”
เด็กชายทำท่าจะร้องไห้ “แม่ไม่เสียใจเหรอ”
แม่ “เอาอะไรมาเสียใจฮะเด็กน้อย แม่ดีใจจะแย่แล้ว แค่ลูกกล้าลงแข่งวันนี้ แม่ดีใจมากรู้มั้ย เพราะแต่ก่อนเราบอกแค่ว่า ไม่มีทางจะวิ่งแข่งหรอก”

เด็กชายยิ้มออกในที่สุด เพราะความจริงแล้ว สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการทำให้แม่เสียใจและผิดหวังในตัวเขา แต่เมื่อแม่ไม่ได้เสียใจและในทางตรงข้ามแม่ภูมิใจในตัวเขา ทำให้เด็กชายโล่งอกในที่สุด

แม่ “ครั้งหน้าเอาใหม่ ถ้าลูกยังอยากแข่งอีก”
เด็กชาย “ครับ”
แม่ "ไม่เป็นไรค่อยๆ เติบโตต่อไปนะลูก"

เด็กชาย "แม่แล้ววันนี้เรายังไปกินเลี้ยงฉลองได้มั้ย"
แม่ “แน่นอน อยากกินไร แม่เลี้ยง”
เด็กชาย “ไก่ทอด”
แม่ “ไปกัน”

***

“การที่มีใครสักคนที่ไม่วันยอมแพ้ในตัวเรา
ทำให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริง
เราจะเชื่อมั่นและโบยบินอย่างเต็มที่”

การที่มีคนที่เชื่อมั่นในตัวเรา
ทำให้เรามีความเชื่อมั่นที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่าง
เราจะไม่กลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ
ไม่กลัวทำพลาด และไม่กลัวที่จะเริ่มต้นอีกครั้ง
เพราะความเชื่อมั่นที่ใครสักคนที่รักเรามอบให้
ทำให้เรารับรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง
และสามารถที่จะสร้างคุณค่าภายในตัวเองต่อไป

เด็กทุกคนมีจังหวะในการก้าวเดินของตัวเอง
เร็วไปก็ไม่ได้แปลว่า "ดี" เสมอไป
ช้าไปก็ไม่ได้แปลว่า "แย่" เช่นกัน
ดังนั้น เหนือสิ่งอื่นใดขอให้เราเชื่อมั่นว่า
"เด็กทุกคนเติบโตได้"

ถึงจะช้าบ้าง เร็วบ้าง
แต่ผู้ใหญ่มีหน้าที่เชื่อมั่นในตัวเขาต่อไป
ได้โปรดอย่าหมดหวังในตัวเขา

ในวันที่เราหลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ใช่ว่าคนที่เดินเร็วกว่าจะมีความสุขและประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะตัวชี้วัดความสุขและความสำเร็จที่แท้จริง คือ ‘ตัวเราเอง’ ต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ เราไม่ควรเปรียบเทียบตัวเรากับใคร
เช่นเดียวกันเราไม่ควรเปรียบเทียบลูกกับใคร
รวมทั้งเปรียบเทียบลูกกับตัวเราเองด้วย
เพราะเราต่างเป็นคนละคนกัน
เราต่างมีคุณค่าและมีความต้องการที่แตกต่างกัน
แต่สิ่งที่เราสามารถมอบให้แก่กันได้คือ
"ความรัก" "ความเชื่อมั่น" และ “การเคียงข้าง"

เคียงข้างในวันที่เขาเผชิญขวากหนาม
เคียงข้างในวันที่เขาเหนื่อยล้า
เชื่อมั่นว่าเขาจะทำมันอย่างเต็มที่
เชื่อมั่นว่าเขาจะผ่านไปได้
และไม่ว่าผลลัพธ์ปลายทางจะเป็นเช่นไร
เราพร้อมจะรักและให้กำลังใจผ่านอ้อมกอดแน่นๆ อันอบอุ่นเสมอ

สุดท้าย...
ทุกผลลัพธ์ของการแข่งขัน
ไม่ว่าจะชนะหรือพ่ายแพ่
ไม่ว่าจะได้ที่หนึ่งหรือที่เท่าไหร่
ไม่มีอะไรน่าผิดหวัง
เพราะทุกครั้งที่ผ่านการแข่งขันไปได้
ทุกครั้งคือการเติบโตขึ้นของเด็กทุกคน
รวมทั้งผู้ใหญ่อย่างเราด้วย

เป็นกำลังใจให้ทุกคนในทุกๆ สนามของชีวิต
เชื่อมั่นและเติบโตต่อไป...
เพื่อสักวันจะได้กางปีกโบยบินในแบบของเรา

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

29/07/2024

📣📣ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567 "คลื่นลูกใหม่ (S-Curve) สร้างสุขภาพจิตไทยสู่อนาคต (The New S-Curve of Mental Health)"🌟

PUBLIC SPEAKING "พื้นที่ปลอดภัย" Heal ใจ ได้เสมอ
👉วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 11.00-12.00 น.
📍ณ True ICON HALL ชั้น 7

Special Guest
-คุณนที เอกวิจิตร (คุณอุ๋ย บุดด้าเบลส)
-ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต รองผู้อำนวยการกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต
-แพทย์หญิงอภิชญา พลรักษ์ นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์

วิทยากร
- นายวีระพงษ์ เรียนพร นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 8
- นางสาวมัณฑิกา ประชากิจ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 8
- นายธิติภูมิ ปัญญาธีระ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 1
- นายเจษฎา โนนชัยยา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7
- นายเอกวิทย์ นิยมสุข นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10

📌Update📌
▶️ลงทะเบียนได้ที่ :https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdT4dwtfUg3Z-ZwNF8b-Z2htjJMRpWfoS9r73Desj1M4u_0xg/viewform

▶️สอบถามเพิ่มเติม
*คุณชนสินันท์ ธนาพัฒน์ธนนท์
โทรศัพท์ 02-442-2500 ต่อ 59120 , 0863176718
*คุณวาสนา วงษ์กำภู โทรศัพท์ 024422500 59281-2,
06-2553-5397

#ประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ #กรมสุขภาพจิต

25/07/2024

“เด็กที่มี Self-esteem”

ไม่อยากให้ลูกถูกแกล้ง
ไม่อยากให้ใครเอาเปรียบลูก
ถ้าถูกแกล้งก็อยากให้เขายืนหยัดปกป้องตัวเองได้
หรือ กล้าขอความช่วยเหลือ ไม่ยอมโดนกระทำฝ่ายเดียว

เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ ตราบใดที่ลูกยังต้องอยู่ในสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการปลูกฝังให้ลูกมี Self-esteem ที่ดี เพื่อทำให้เขาแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ

เด็กที่มี Self-esteem จะสามารถยืนหยัดและปกป้องตัวเองได้ เพราะเขารับรู้ถึงคุณค่าภายในตัวเอง และเชื่อมั่นในคุณค่านั้น

“คุณค่าภายใน” เริ่มต้นสร้างตั้งแต่แรกเกิด พ่อแม่มอบความรักให้ และพัฒนาไปสู่วัยที่เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตัวเขาพึ่งพาตัวเองได้ ต่อมาเด็กสามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น ความสุขใจจึงเกิดขึ้น

ดังนั้นถ้ามีใครมาบอกเด็กที่มี Self-esteem ที่ดีว่า “ตัวเขาแย่อย่างไร” เขาจะไม่หวั่นไหว เพราะเขารู้ว่าตัวเองมีดีอย่างไร แม้จะไม่ดีที่สุด แต่เขาภูมิใจในสิ่งนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ยอมรับคำวิจารณ์ หรือ จะหยุดพัฒนาตัวเอง เด็กที่มี Self-esteem ที่ดีจะพร้อมเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และพร้อมจะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

"เด็กที่มี Self-esteem ที่ดีเรียนรู้ที่จะรักตัวเองในแบบที่ตัวเองและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นต่อไป"


***

“Self-esteem” ต้องสร้างตั้งแต่วัยเยาว์
เริ่มตั้งแต่...

บันไดขั้นที่ 1 บันไดขั้นแรกสุดที่จะนำไปสู่ความมั่นใจในตนเองคือ "พ่อแม่มีอยู่จริง"

เพราะพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คอยตอบสนองในวัยแรกเกิดในช่วงที่ลูกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อุ้ม กอด บอกรัก อ่านนิทาน เล่นกับลูก

การมีเวลาคุณภาพให้กับลูกจะรับรู้ได้ถึงความรัก เมื่อรับรู้ว่าตนเองเป็นที่รัก ลูกรับรู้ได้ว่าตนเองก็มีอยู่จริงสำหรับพ่อแม่ และตนเองมีคุณค่าและเป็นที่รัก

ความรักจากพ่อแม่สร้างฐานที่แข็งแรงทางใจให้กับลูกได้

***

บันไดขั้นที่ 2 คือ "สอนลูกให้ช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)"

เมื่อเด็กเริ่มเดิน เริ่มสื่อสาร เริ่มเอาของกินเข้าปากได้ ความมั่นใจในตนเองเริ่ม ณ ตอนนั้น พ่อแม่ที่ให้ลูกได้ทำอะไรตามวัยของเขา เช่น กินข้าวเอง อาบน้ำเอง แต่งตัวเอง ใส่รองเท้าเอง เก็บของเล่นเอง และอื่นๆ เด็กจะรับรู้ได้ถึงความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง ซึ่งนำไปสู่การมีความมั่นใจในตัวเอง เมื่อไปโรงเรียน หรือ ไปที่ไหนๆ

ในทางกลับกัน ถ้าพ่อแม่ช่วยเหลือเขาทุกอย่าง ไม่ให้เด็กทำอะไรเองเลย เด็กจะรับรู้ว่า “ฉันต้องพึ่งพาพ่อแม่ และเมื่อฉันไม่มีพ่อแม่ ฉันจะทำเองไม่เป็น”

ตัวอย่างเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย
⦿ เด็กที่ไปโรงเรียนแล้ว แต่ตักข้าวกินเองไม่ได้ ต้องรอให้คนมาป้อนเขา
⦿ เด็กที่แต่งตัวไม่ได้ เมื่อต้องไปเข้าห้องน้ำก็อาจจะไม่ทันเพราะถอดกระดุมหรือซิปไม่เป็น
ความมั่นใจของเด็กๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็จะถดถอย เพราะเพื่อนๆ ของเขาทำได้ แต่ตัวเขาเองทำไม่ได้ ต้องรอให้ผู้ใหญ่มาช่วย

นอกจากนี้เด็กบางคนไม่สื่อสารได้ตามวัย กล่าวคือพูดสื่อสารบอกความต้องการหรือปฏิเสธไม่ได้ เพราะการเลี้ยงดูพ่อแม่รู้ใจลูกมากและให้ความช่วยเหลือทันที หรือ ตัวเด็กเองมีพัฒนาการล่าช้า

ตัวอย่างเด็กที่บอกความต้องการหรือบอกปฏิเสธไม่ได้
⦿ เพื่อนให้ทำอะไรจะยอมทำ แม้จะไม่ชอบ เพราะไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง
⦿ เพื่อนเอาของของเขาไปเขากลับไม่กล้ายืนหยัดปกป้องของของเขา
⦿ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ ก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

ดังนั้นในบันไดขั้นที่ 2 สำคัญมากๆ เด็กหลายคนกลายเป็นเป้าของการโดนกลั่นแกล้ง เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่กล้ายืนหยัดปกป้องตัวเอง

ยิ่งช่วยเหลือตัวเองได้มาก ร่างกายยิ่งได้ใช้งาน ก็ยิ่งแข็งแรง จิตใจยิ่งต้องอดทนต่อความท้าทาย ก็ยิ่งมั่นคงและแข็งแกร่ง

***

บันไดขั้นที่ 3 คือ "สอนให้ลูกเคารพกติกาส่วนรวม"

ก่อนเด็กจะเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือสังคมภายนอก ที่บ้านควรมีกติกาภายในบ้าน เพื่อสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะเคารพกติกาดังกล่าว กติกาจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กควบคุมตัวเองด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่ใครมาควบคุมเขา เมื่อเข้าสู่สังคมไป เขาจะไม่รู้สึกอึดอัดกับการต้องทำตามกติกาของสถานที่นั้นๆ

ตารางเวลาก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เด็กปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามั่นใจเวลาทำอะไร เปรียบเทียบง่ายๆ ระหว่างเด็กที่รู้ตารางเวลา เขาจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำได้ดีกว่าเด็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร เวลาไหน ที่ไหน อย่างไร

เด็กที่ทำตามกติกาได้จะยอมรับกติกา และเคารพผู้อื่น ที่สำคัญเขาจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบตัวเอง เพราะเขารู้ว่ากติกาที่ดีควรเป็นอย่างไร

***

บันไดขั้นที่ 4 คือ "สอนให้ลูกลงมือทำ โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด"

พ่อแม่ต้องบอกลูกเสมอว่า “แค่ลูกลงมือทำ ลูกก็พัฒนาไปหนึ่งก้าวแล้ว แม้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ลูกได้ลงมือทำหรือยัง”
เด็กที่รับรู้ว่า พ่อแม่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์ จะทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และไม่กลัวผิดพลาด

แม้แรกๆ อาจจะมีกลัวบ้าง แต่เมื่อลงมือทำบ่อยๆ เขาจะเเข็งแกร่งขึ้น
“ผู้ที่ไม่เคยผิดพลาดคือผู้ที่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลยต่างหาก”

***

บันไดขั้นที่ 5 “สอนลูกให้ทำงานบ้านหรือทำงานส่วนรวม”

เมื่อลูกดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เขาควรเรียนรู้ที่จะดูแลส่วนกลางผ่านการทำงานบ้านตามวัยหรือช่วยเหลือผู้อื่นตามพละกำลังที่เขามี เพราะการทำเช่นนี้นอกจากเป็นการทำให้ตัวเขาเองได้รับผิดชอบต่อส่วนรวมแล้ว ข้อสำคัญอีกประการคือเขาได้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง และผู้อื่นมองเห็นคุณค่าในตัวเขานั่นเอง

การได้รับคำชื่นชมอาจจะเป็นผลพลอยได้ แต่เด็กได้เรียนรู้ว่า เขาได้ลงมือทำเพื่อสร้างการยอมรับให้กับตนเองอย่างแท้จริง ลองสังเกตเด็กเล็กๆ เวลาเขาได้มาช่วยเราทำงานบ้าน งานครัว งานของที่บ้าน เขาจะเกิดความภาคภูมิใจ และพูดถึงสิ่งที่เขาได้ทำให้คนอื่นฟัง

“เราไม่ควรเรียกร้องให้คนอื่นมายอมรับเรา เราควรสร้างคุณค่าในตัวเราเองจนเป็นที่ยอมรับต่างหาก และแม้นว่า สิ่งที่เราทำจะไม่มีใครเห็น ขอเราจงภาคภูมิใจในสิ่งที่เราทำ ความสุขใจนั้นจะเกิดกับตัวเราเอง ไม่ใช่ผู้ใด"

***

บันไดขั้นที่ 6 "สอนให้ลูกมองเห็นและชื่นชมผู้อื่น"

เป็นขั้นที่พ่อแม่อาจจะคาดไม่ถึงว่า "การให้ลูกชื่นชมผู้อื่น" จะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองได้อย่างไร

คำตอบคือการสอนให้ลูกมองออกไป และเห็นคุณค่าของผู้อื่น ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะมองย้อนกลับมาที่ตนเองเช่นกันว่า “ตัวเขามีสิ่งนั้นหรือไม่ ถ้าเขามีเช่นเดียวกับคนที่เขาชื่นชม เขาก็จะมองเห็นคุณค่าในตัวเองเช่นกัน”

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มองเห็นคนอื่นนอกจากตัวเอง เป็นพัฒนาการอีกขั้นของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะในเด็กเล็กที่มีการมองเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางนั้นมีสูงมาก (Egocentrism) การที่เขามองเห็นผู้อื่น เขาจะมองเห็นตัวเองชัดขึ้นด้วยเช่นกัน

***

บันไดขั้นที่ 7 “สอนลูกว่าอย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว"

แม้ในวันนี้ ลูกจะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม แต่เขาควรตระหนักอยู่เสมอว่า “ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ เราควรเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองทุกวัน ที่สำคัญคนทุกคนมีคุณค่า เราไม่ควรดูถูกใคร และตัวเราเองควรอ่อนน้อมอยู่เสมอ”

**********

จากบันไดทั้ง 7 ขั้นที่ได้สรุปทางเดินไปสู่การมีความมั่นใจในตัวเองของมนุษย์คนหนึ่ง ต้องเรียนคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านมาถึงตรงนี้ตามตรงว่า “ไม่มีทางลัดสำหรับการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกเรา แต่พ่อแม่ทุกคนสร้างได้ ถ้ามีความรัก ความตั้งใจแน่วแน่ ความอดทน และความเข้าใจเพียงพอ”

จะเห็นได้ว่า บันไดขั้นที่ 1 เริ่มด้วยความรักและเวลาคุณภาพ หากเลือกที่จะลงทุนกับลูกแล้ว ไม่ใช่แค่ความมั่นใจในตัวเองที่ลูกจะได้มา แต่อีกหลายๆ สิ่งที่ทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขก็เริ่มจากการลงทุนครั้งนี้เช่นกัน

สุดท้าย ในวันนี้ที่ลูกเราอาจจะยังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง สิ่งที่พ่อแม่อย่างเราสามารถทำได้คือเราเชื่อมั่นในตัวเขาก่อน และพาเขาขึ้นบันไดไปทีละขั้น จนวันหนึ่งเขาสามารถก้าวต่อไปด้วยตัวเขาเอง

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

20/07/2024

"ทำไมเด็กถึงต้องแกล้งเพื่อน?"

สาเหตุที่ทำให้เด็กคนหนึ่งแกล้งเพื่อน อาจจะมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่

1) ต้องการความสนใจ อยากเข้าหาเพื่อน แต่สื่อสารและเข้าหาเพื่อนไม่เป็น

เด็กทุกคนต้องการความสนใจ อยากเล่นกับเพื่อน
อยากได้รับการยอมรับ แต่เด็กบางคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ได้รับความสนใจนั้น
จึงเลือกทำในวิธีที่เขารู้ แทนการสื่อสารบอกความต้องการตรงไปตรงมา
เช่น
การแกล้งให้เพื่อนโกรธแล้ววิ่งไล่
การทำเสียงตลกล้อเลียนเพื่อน เพื่อให้ทุกคนสนใจ
การแกล้งเอาของเพื่อนไปซ่อน เพื่อให้เพื่อนมาเล่นหาของกับตัวเอง

สำหรับกรณีนี้ผู้ใหญ่ควรให้การสอนเด็กๆ ถึงวิธีการเข้าหาและสื่อสารกับเพื่อนอย่างเหมาะสม
เช่น สอนการทักทายและแนะนำตัวเอง
“Hi!” “เราชื่อ…นายชื่ออะไร…”
“ขอเล่นด้วยคนได้ไหม”
“มาเล่นด้วยกันไหม”

ถ้าเพื่อนยังไม่พร้อมเล่นกับเขาก็สอนเขาให้รอ
“เรารอนายนะ”
“ตาหน้าเล่นด้วยได้ไหม”
ถ้าเด็กๆ เลือกทำในิส่งที่ไม่เหมาะสมควรสอนให้เขา “ขอโทษ” เพื่อนทันที
และเลือกที่จะเล่นในสิ่งที่เหมาะสมก่อน
โดยผู้ใหญ่อาจจะเป็นตัวกลางในการชวนเด็กๆ เล่น
เช่น
การเล่นบอร์ดเกมด้วยกัน
การเล่นกีฬาด้วยกัน
การเล่นที่มีกติกาที่เด็กๆ ทุกคนทำตามได้

***

2) ต้องการการยอมรับจากเพื่อนในกลุ่มที่แกล้งคนอื่น หรือ ถูกเพื่อนควบคุมให้ไปแกล้งคนอื่น

เด็กบางคนอยากให้เพื่อนในกลุ่มยอมรับ ซึ่งเพื่อนบางกลุ่มอาจจะมีนิสัยควบคุมหรือแกล้งคนอื่น
ดังนั้นเด็กอาจจะไปแกล้งเพื่อนตามที่กลุ่มบอกให้ทำ หรือ โดนบังคับจากเพื่อนให้แกล้งคนอื่น

ในกรณีนี้ผู้ใหญ่ควรให้การสังเกต
และสอนเด็กๆ ทุกคนถึงกฎ 3 ข้อ
เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
กฎ 3 ข้อ
ได้แก่
(1) ไม่ทำร้ายตัวเอง หรือ ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
(2) ไม่ทำร้ายผู้อื่น หรือ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
(3) ไม่ทำลายข้าวของ หรือ ใช้ของผิดประเภท (ผิด Function)
ถ้าเด็กๆ ทำผิดกฎดังกล่าวควรได้รับการสอนให้รับผิดชอบต่อการกระทำด้วย
เช่น
ถ้าพูดไม่ดีกับเพื่อน เราจะให้เขาเขียนจดหมายขอโทษเพื่อน
ถ้าเขาทำไม่ดีกับเพื่อน เราจะให้เขาช่วยเหลือเพื่อนคนดังกล่าว
ถ้าเขาทำให้ข้าวของเสียหาย เราจะให้เขาซ่อมเท่าที่จะทำได้ ถ้าของพังไปแล้ว ให้เขาช่วยงานเราเพื่อนำเงินไปซื้อของใหม่
บ้านและโรงเรียนต้องให้การสอดส่องดูแล และช่วยรักษากติกาดังกล่าว

สำหรับเด็กๆ ที่ทำตามที่เพื่อนบอกเพราะอยากเข้ากลุ่มหรือโดนเพื่อนบังคับให้ทำอะไร
เราควรสอนให้เด็กๆ มั่นคงในตัวเอง ผ่านการฝึกฝนให้เขาช่วยเหลือตัวเอง มอบหมายหน้าที่ตามวัย และไม่ช่วยเหลือในสิ่งที่เขาทำได้ เพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเอง

ที่สำคัญสอนเด็กๆ ว่า “เพื่อนที่ดีไม่ทำร้ายกัน ไม่ทำผิดกฎ 3 ข้อ”
ถ้าเด็กๆ ยังเลือกทำตามและคบเพื่อนๆ กลุ่มดังกล่าวแสดงว่าคุณค่าและความมั่นใจในตัวของเด็กๆ ยังไม่แข็งแรงพอ ขอให้เรามั่นคง และสอนเขาต่อไป

***

3) เพราะไม่มั่นใจในตัวเอง จึงแกล้งคนอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความไม่มั่นใจนั้น

เด็กบางคนไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เพราะ...
ตัวเขาอาจจะไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองตามวัย
ตัวเขารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ หรือ ไม่ดีพอ
ตัวเขากดดันจากการถูกเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ เสมอ

ยิ่งเด็กไม่มั่นใจ เขายิ่งเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
เด็กบางคนพยายามเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนที่เก่งน้อยกว่าเขา เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น
เด็กบางคนแกล้งคนอื่น เพื่อให้ตัวเองทำได้ดีกว่า
เด็กบางคนไม่ทำตามกติกา เพราะอยากชนะ
การทำได้ดีกว่า กับ การชนะ สำคัญกับเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเองมากเป็นพิเศษ
ตัวเขากระหายการยอมรับจากภายนอกมากๆ เพราะตัวเองไม่สามารถยอมรับตัวเองจากภายใน

ในกรณีนี้ บ้านต้องสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ ตั้งแต่รากฐาน
เริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายที่สุด ด
(1) ดูแลช่วยเหลือตัวเองตามวัย
สิ่งใดเด็กทำได้ อย่าทำให้ ทำไม่ได้ สอนเขา (ทำให้ดู จับมือทำ ทำด้วยกัน ปล่อยเขาทำเอง ฝึกฝนซ้ำ)
(2) ดูแลข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง
กระเป๋านักเรียนให้เขาถือเอง
รองเท้าให้เขาเก็บเข้าชั้น
ของเล่นให้เขาเก็บเอง
(3) มอบหมายหน้าที่ตามวัย
งานบ้านง่ายๆ ไปจนถึงงานที่ยากขึ้น
(4) ให้เขาเรียนรู้ว่าผิดพลาดไม่เป็นไร แต่ต้องแก้ไข และไม่ทำผิดซ้ำสอง
(5) ให้เขาเจอประสบการณ์ที่หลากหลาย โดยมีเราเคียงข้าง แนะนำ และเผชิญไปกับเขาจนผ่านพ้นไป
(6) พ่อแม่ ผู้ใหญ่ชื่นชมในสิ่งที่เด็กทำได้ดี เพื่อให้เขารับรู้และพัฒนาต่อไป
(7) พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ยอมรับในสิ่งที่เด็กเป็น ไม่คาดหวังให้เขาต้องดีเหมือนใคร หรือ ดีกว่าใคร

ถ้าเด็กมีความวิตกกังวลสูงและมีแนวโน้มไม่ยอมรับในตัวเองถึงขั้นซึมเศร้าหรือไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แนะนำควรปรึกษาจิตแพทย์ เพราะเด็กบางคนไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ด้วยตัวเอง

***

4) เพราะพัฒนาการไม่ตรงตามวัย หรือ มีปัญหาด้านสมาธิสั้น ออทิสติก

เด็กที่มีพัฒนาการไม่ตรงตามวัยอาจจะบกพร่องในด้านทักษะต่างๆ
เช่น
การควบคุมร่างกาย: กะแรงไม่ได้ จับเพื่อนแรงเกินไป จับของพัง ทำของตก ชนเพื่อน กลายเป็นคนอื่นเข้าใจว่าเขาแกล้ง
ทักษะในการจัดการอารมณ์: เมื่อควบคุมร่างกายที่เป็นรูปธรรมไม่ได้ตามวัย การจัดการอารมณ์ที่เป็นนามธรรมย่อมมีปัญหาตามมา
ทักษะในการแก้ปัญหา: เมื่อเจอปัญหา ขัดแย้งกับเพื่อน เขาไม่รู้ต้องรับมืออย่างไรดี
ทักษะทางสังคม: เขาไม่รู้ว่าต้องเข้าหาเพื่อนอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าจะสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจอย่างไรดี

นอกจากนี้เด็กที่มีปัญหาในบางโรค
เช่น
สมาธิสั้น: เด็กจะมีปัญหาในการควบคุมยับยั้งชั่งใจ ทำให้รอคอยไม่ได้ ไม่อยากทำตามกติกา เพราะตัวเองไม่ได้
ออทิสติก: เด็กจะมีปัญหาในการเข้าใจผู้อื่น ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดหรือทำ ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอย่างไร เพราะเขาอ่านสถานการณ์ไม่ออก ทำให้สิ่งที่ทำกลายเป็นตั้งใจแกล้งเพื่อนโดยไม่ได้ตั้งใจได้

ในกรณีนี้ผู้ใหญ่ควรให้การช่วยเหลือ ให้เด็กๆ ไปพบจิตแพทย์ แพทย์พัฒนาการ และไปฝึกฝนในทักษะที่เขาขาดไป เช่น ฝึกกิจกรรมบำบัด ปรับพฤติกรรมกับนักจิตวิทยา ฝึกการพูดกับนักอรรถบำบัด

***

5) เพราะที่บ้านใช้การแกล้งกัน การแหย่กัน การแซว เพื่อปฏิสัมพันธ์กัน

ผู้ใหญ่หลายคนเลือกใช้การแกล้ง แหย่ และแซวเด็กเพื่อเข้าหาเด็ก เพราะอาจจะไม่รู้ว่าต้องเริ่มเข้าหาเด็กยังไง ไม่รู้ต้องเล่นอะไร หรือ คุยแบบไหน

ในกรณีนี้ต้องเปลี่ยนที่ผู้ใหญ่
เริ่มต้นจากไม่ทำในสิ่งที่เด็กไม่ชอบ
ถ้าเด็กบอกแล้วว่าไม่ชอบควรหยุดทำทันที
ไม่หัวเราะเยาะในสิ่งที่เด็กทำ
ไม่แซวในสิ่งที่เด็กเป็น
เด็กไม่ได้รู้สึกดีกับสิ่งที่เราทำ
แต่เขาเลือกไม่ได้ว่าต้องให้ผู้ใหญ่ทำอย่างไรกับเขา
เมื่อเด็กไปโรงเรียนเด็กอาจเลือกใช้วิธีเดียวกันในการปฎิสัมพันธ์กับเพื่อน

วิธีที่ดีที่สุดในการปฏิสัมพันธ์กับเด็กคือการนั่งลงในบริเวณที่เขาอยู่
สังเกตสิ่งทึ่เด็กเล่น ถามเขาว่า “ขอเล่นด้วยได้ไหม”
เด็กทุกคนต้องการความสนใจอยู่แล้ว
ยิ่งผู้ใหญ่อยากเล่นในสิ่งที่เขาชอบ
เขายินดีอย่างยิ่ง

ถ้าไม่รู้จะคุยอะไรกับเด็กๆ ถามคำถามปลายเปิดกับเขา
“เขาชอบอะไร”
“อยากทำอะไร”
“อยากให้อยู่เป็นเพื่อนไหม”
เด็กๆ จะค่อยๆ เปิดใจกับเราเอง
แม้ว่าเด็กบางคนอาจจะปฏิเสธเราในช่วงแรก
แต่ไม่นาน เมื่อเรามั่นคงและสงบ เป็นพื้นที่ปลอดภัย
เด็กจะไว้ใจและยินดีให้เราเข้ามาหาเขา

***

6) เพราะที่บ้านใช้ความรุนแรง

บางบ้านใช้ความรุนแรงต่อกัน เวลาทะเลาะกัน
ลงไม้ลงมือจนบาดเจ็บ
ตะคอกใส่กันตลอดเวลา
พูดจาด้วยคำหยาบคายรุนแรง
ทำร้ายกันทั้งทางกายและทางใจ
เด็กที่มาจากบ้านที่ใช้ความรุนแรงอาจจะไม่กล้าแสดงออกที่บ้าน
แต่เมื่อเขาอยู่กับเพื่อนๆ หรือ คนที่อ่อนแอกว่า
เด็กเลือกที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา เพราะนั่นคือวิธีที่เขาเรียนรู้มา
เด็กคุ้นเคยและชินชากับความรุนแรง เลยมองว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
และเด็กบางคนเลือกที่จะแกล้งคนอื่นก่อน เพราะเขาต้องการระบายสิ่งที่เขาได้รับมาจากบ้าน

ในกรณีนี้ผู้ใหญ่ควรให้การช่วยเหลือก่อนที่เด็กจะบอบช้ำทั้งทางกายและทางใจไปมากกว่านี้
ให้การสัมผัสอย่างอ่อนโยนด้วยความรัก กอด และเล่นอย่างอ่อนโยน
และใช้น้ำเสียงที่สงบเพื่อคุยกับเขา

เมื่อเด็กทำร้ายคนอื่น พาเขาออกมาสงบที่มุมปลอดภัย
อย่าให้เขาทำร้ายเราได้ ให้เขารู้ว่าเราเคียงข้างเขา แต่ไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์

เมื่อเด็กสงบ คุยกับเขาว่า “เกิดอะไรขึ้น” และยืนยันว่า “เราต้องการรู้เพื่อจะได้ช่วยเขาได้ ไม่ใช่รู้เพื่อลงโทษเขา”

สุดท้ายพาเขาไปขอโทษอีกฝ่าย และรับผิดชอบเท่าที่จะทำอะไรเพื่อชดเชยความรู้สึกของอีกฝ่าย

ความรุนแรงจะไม่หายไปถ้าเด็กยังอยู่ในวงจรของความรุนแรง ครอบครัว พ่อแม่ลูกควรไปพบจิตแพทย์ด้วยกันเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ถ้าทางบ้านไม่ให้ความร่วมมือผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็กควรแจ้งหน่วยงานเพื่อขอความช่วยเหลือก่อนจะสายเกินไป

***

7) ที่บ้านให้การตามใจและปกป้องในทางที่ผิด

เด็กถูกตามใจ
พ่อแม่ ผู้ใหญ่ปล่อยให้เด็กทำตามใจตัวเอง
แม้ว่าจะเดือดร้อนตัวเองและผู้อื่น
เมื่อไปโรงเรียน เพื่อนไม่ตามใจเขา เด็กอาจไม่พอใจและทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพื่อน

เมื่อเด็กทำผิด พ่อแม่ ผู้ใหญ่ปกป้องในทางที่ผิด
แก้ตัวแทน และไม่ให้เด็กรับผิดชอบใดๆ
เด็กเรียนรู้ในทางที่ผิด และทำผิดซ้ำเดิม ไปจนถึงทำผิดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

**********

“บางครั้งเวลาที่เด็กทำพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเอง แต่เกิดจากการเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่”
เด็กทุกคนเวลาเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้
ปัญหาที่เกิดจากสภาพแวดล้อม
ปัญหาที่เกิดขึ้นในใจ
ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะแก้ได้เอง
เด็กจะพยายามเก็บเอาไว้ แล้วรับมือในแบบเด็กๆ
ซึ่งบ่อยครั้งปัญหาเหล่านั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรู้สึกทางลบมากมายในใจดวงน้อยๆ ของพวกเขา สุดท้ายก็เอ่อล้นมาเป็นพฤติกรรมที่เราเจอ
ทั้งการทำร้ายผู้อื่น
การทำร้ายตัวเอง
และการทำลายข้าวของ

ดังนั้นก่อนจะมองว่าเด็กเป็นปัญหา เราต้องมองให้ออกก่อนว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไร
เมื่อเรามองเห็น เราจะช่วยเด็กๆ ได้ และถึงแม้ในท้ายที่สุดเกิดจากตัวเด็กจริงๆ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการแก้ด้วยความรัก ความเข้าใจ และเหตุผล ไม่ใช่การลงโทษ และการใช้ความรุนแรง

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nakhon Ratchasima?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


159 หมู่ 11 บ้านหนองทุ่ม ต. ท่าลาด อ. ชุมพวง
Nakhon Ratchasima
30270