16/06/2026
#กรณีศึกษา คดีพิพาทเกี่ยวกับสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด ข. ตรวจพบว่างานก่อสร้างของโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบล ท. ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการที่กำหนดในสัญญา
" ชนใดประพฤติธรรม ในธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักข้ามแดนมฤตยูที่ข้ามได้ยาก" (พุทธภาษิต)
#ข้อเท็จจริง
#ผู้ฟ้องคดี นาย ว. อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบล ท.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท.
1. #คดีเกิดจากการจัดจ้าง 2 โครงการขององค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้แก่
#โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า (สัญญาเลขที่ 6/2555) วงเงิน 8,898,000 บาท
#โครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า (สัญญาเลขที่ 1/2556) วงเงิน 3,800,000 บาท
2. #สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด ข. ตรวจพบว่างานก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการที่กำหนดในสัญญา
#ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
#สัญญาเลขที่ 6/2555 ก่อสร้างไม่ครบตามแบบ เช่น งานเสาตอม่อ งานเสาเข็ม และงานทรายถมอัดแน่นรองพื้นท่อส่งน้ำ ความเสียหายรวม 542,132 บาท
#สัญญาเลขที่ 1/2556 ประมาณการราคาผิดพลาดเนื่องจากไม่ได้สำรวจพื้นที่จริง คำนวณค่างานเพิ่ม-ลดผิด และก่อสร้างไม่ตรงตามแบบในส่วนของเหล็กยึดคาน สายไฟฟ้า และท่อเหล็กพร้อมหน้าแปลน ความเสียหายรวม 608,313.60 บาท
3. #พฤติการณ์ความบกพร่องของผู้ฟ้องคดี
#ในฐานะนายก อบต. และผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงิน ผู้ฟ้องคดีลงนามสั่งจ่ายเงินโดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้องของการตรวจรับงาน
#หากใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เพียงเล็กน้อยในการตรวจสอบ ย่อมพบว่าการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ
#ถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
4. #การออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหม
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายก อบต. คนต่อมา) มีคำสั่งที่ 062/2559 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 10 ของความเสียหายแต่ละกรณี
#ยอดเงินรวมที่เรียกให้ชดใช้คือ 115,044.20 บาท (จากยอดรวมความเสียหายทั้งสองสัญญารวม 1,150,445.60 บาท)
#บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 4/2569
1. #ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา "ยืน" ตามศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
2. #การพิสูจน์ความรับผิดทางละเมิด
#พฤติการณ์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในฐานะนายก อบต. ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่กลับลงนามอนุมัติเบิกจ่ายเงินโดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้องของการตรวจรับงาน
#การใช้ความระมัดระวัง ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าหากผู้ฟ้องคดีใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ "สักเพียงเล็กน้อย" ในการตรวจสอบ ก็ย่อมจะพบว่าการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ การละเลยนี้จึงถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
#การกำหนดค่าสินไหมทดแทน
#สัดส่วนความรับผิด ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเห็นพ้องกับการกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าความเสียหายในแต่ละกรณี ตามแนวทางของกระทรวงการคลัง
#มูลค่าที่ต้องชดใช้ สัญญาเลขที่ 6/2555 รับผิด 54,213.20 บาท และสัญญาเลขที่ 1/2556 รับผิด 60,831.40 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 115,044.60 บาท
#ประเด็นความบกพร่องของหน่วยงาน ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าความเสียหายเกิดจากความบกพร่องส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ไม่ได้เกิดจากระบบการดำเนินงานส่วนรวม จึงไม่มีเหตุให้ต้องหักส่วนความรับผิดของหน่วยงานออกร้อยละ 50 ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้าง
#ความชอบด้วยกฎหมายของขั้นตอน แม้การส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังจะเกินกำหนดเวลา 7 วันตามระเบียบ แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่ามิใช่เหตุที่ทำให้คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ยังอยู่ในกรอบอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้ต้องรับผิด
#ข้อสังเกตหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 4/2569
1. #มาตรฐานความระมัดระวังและการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
#การที่เจ้าหน้าที่ระดับบริหาร เช่น นายก อบต. อนุมัติเบิกจ่ายเงินโดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของการตรวจรับงาน หากการตรวจสอบนั้นทำได้ง่ายและหากใช้ความระมัดระวัง "เพียงเล็กน้อย" ก็จะพบข้อบกพร่องตามวิสัยและพฤติการณ์ การละเลยไม่ทำเช่นนั้นถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
#อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามตำแหน่ง ตามมาตรา 59 และ 60 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 กำหนดให้นายก อบต. มีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการ การอ้างว่าไม่มีหน้าที่ตรวจทานงานจ้างที่ผ่านการรับรองจากช่างหรือคณะกรรมการมาแล้วจึงฟังไม่ขึ้น
2. #การแบ่งสัดส่วนความรับผิด ในกรณีการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ แต่ให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนรับผิดเฉพาะส่วนของตนตามระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรม โดยศาลปกครองยอมรับแนวทางการกำหนดสัดส่วนตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ให้ผู้อนุมัติรับผิดอัตราร้อยละ 10 ของความเสียหาย
3. #เงื่อนไขการหักส่วนความรับผิดของหน่วยงาน การจะหักส่วนความรับผิดของหน่วยงานออกร้อยละ 50 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จะทำได้ต่อเมื่อความเสียหายนั้นเกิดจาก "ความบกพร่องของระบบการดำเนินงานส่วนรวม" หากเป็นความบกพร่องส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ย่อมไม่มีเหตุให้ต้องหักส่วนความรับผิดของหน่วยงานออก
4. #ขั้นตอนการส่งสำนวนให้กระทรวงการคลัง แม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ จะกำหนดให้ส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบภายใน 7 วัน แต่หากส่งเกินกำหนดเวลานี้ ศาลถือว่า "มิใช่เหตุที่ทำให้คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ตราบใดที่ยังออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ภายในอายุความ 2 ปี
5. #อายุความการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เริ่มนับตั้งแต่วันที่หน่วยงาน "รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน" ซึ่งในคดีนี้คือวันที่ผู้มีอำนาจลงนามเห็นชอบในรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง
ที่มา : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 4/2569
https://drive.google.com/file/d/1y-ap1DU76UYvsFpT0MOhJupUSQZORHmg/view?usp=drivesdk
ผู้เรียบเรียง รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้รับจากการเผยแพร่บทความวิชาการทุกบทความอันเป็นวิทยาทานและธรรมทานให้แด่ดวงจิตคุณพ่อศักดา โชควรกุล (บิดาผู้ล่วงลับของผู้เรียบเรียง)