19/06/2026
#ผลการปฏิบัติต้องมุ่งตัดสังโยชน์
#หลวงพ่อฤาษีอธิบายธรรม
สมาธินี่ถ้าทำเฉยๆ ก็ไม่ไปไหนนะ มันก็อยู่แค่ฌาน ถึงฌานหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่ากลัวจะไม่ถึงฌาน น่ากลัวตะเกียกตะกายอยู่ข้างฌาน มันขึ้นฌานไม่ไหว ไต่บันไดแกร๊กๆ แต่ความจริงถ้าเรื่องสมาธิจริงๆ นะ ถ้าหากได้จริงๆ ก็อยู่แค่ฌาน ๔ ฌาน ๔ แล้วก็ไม่ไปไหนละ ก็ทรงตัวบ้าง เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ไปข้างหน้า ๑ ก้าว ถอยหลัง ๕ ก้าว ทีนี้ผลการปฏิบัติจริงๆ เขาไม่ได้มุ่งสมาธิ "ต้องหวังตัดสังโยชน์" ถ้าจะบอกว่าวิปัสสนาญาณก็จะมากเกินไป
ความจริงถ้ามุ่งตัดสังโยชน์ "ก็ต้องดูอารมณ์ใจตัวตัด ไม่ใช่ดูสมาธิ" อันดับแรก ความโลภ อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมีในเราหรือเปล่า เบาลงไปไหม ประการที่ ๒ ความโกรธ เบาไหม ประการที่ ๓ ความหลง เบาลงไหม สิ่งที่มีความสำคัญ
๑. ลืมความตายหรือเปล่า
๒. เคารพพระไตรสรณาคมน์จริงจังไหม
๓. มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม
๔. หวังพระนิพพานจริงจังหรือเปล่า
เขาดูตรงนี้นะ มุ่งเอาสมาธิ กลุ้มใจตาย มันไม่มีการทรงตัว เวลาใดร่างกายดีไม่มีอารมณ์กลุ้ม สมาธิก็ทรงตัวใช่ไหม ร่างกายอ่อนเพลียหน่อย สมาธิก็ทรุดตัว เอาแค่สมาธิไปไม่รอด .."
ที่มา : หนังสือโอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๔. อธิบายธรรมในพระพุทธศาสนาโดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี.
19/06/2026
#กรณีศึกษา คดีพิพาทเกี่ยวกับผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียน ต. ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ในโครงการสอบราคาจ้างติดตั้งปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในโรงเรียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 #ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้จัดทำรายงานผลการรับซองเสนอราคาที่เป็นเท็จ โดยระบุว่ามีผู้มายื่นซองเสนอราคา 2 ราย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. และห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ทั้งที่ในความเป็นจริง ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ไม่เคยมาขอรับหรือยื่นซองเสนอราคาในโครงการดังกล่าวเลย
" ชนใดประพฤติธรรม ในธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักข้ามแดนมฤตยูที่ข้ามได้ยาก" (พุทธภาษิต)
#ข้อเท็จจริง
#ผู้ฟ้องคดี นาง ณ. ขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียน ต. และได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)
1. #ผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียน ต. ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ในโครงการสอบราคาจ้างติดตั้งปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในโรงเรียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549
2. #ผู้ฟ้องคดีได้จัดทำรายงานผลการรับซองเสนอราคาที่เป็นเท็จ โดยระบุว่ามีผู้มายื่นซองเสนอราคา 2 ราย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. และห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ทั้งที่ในความเป็นจริง ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ไม่เคยมาขอรับหรือยื่นซองเสนอราคาในโครงการดังกล่าวเลย
3. #ผู้ฟ้องคดีนำเอกสารการเสนอราคาที่มีเพียง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. เป็นผู้ยื่นจริงเพียงรายเดียว ไปให้คณะกรรมการเปิดซองสอบราคาพิจารณา เพื่อให้ดูเสมือนว่ามีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และมุ่งหมายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ได้เป็นคู่สัญญากับทางโรงเรียน
4. #มีหลักฐานเชื่อได้ว่ามีการจัดทำและลงนามในสัญญาจ้างไว้ล่วงหน้า เนื่องจากสัญญาจ้างระบุว่าทำที่จังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2549 แต่ในวันเดียวกันนั้น ผู้รับจ้างได้นำสัญญาฉบับจริงไปเสียค่าอากรแสตมป์ที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ด้วยระยะทางและการเดินทางภายในวันเดียว
5. #ในการตรวจสอบไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดส่งประกาศสอบราคาให้แก่ผู้มีอาชีพหรือปิดประกาศตามสถานที่ต่าง ๆ ตามระเบียบพัสดุ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
6. #คณะกรรมการ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้ไต่สวนและมีมติว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จนนำไปสู่คำสั่งของศึกษาธิการจังหวัดสงขลา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ
#บทวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.5/2569
1. #การใช้อำนาจของ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
2. #ความถูกต้องของคำสั่งลงโทษ
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งของศึกษาธิการจังหวัดสงขลา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามมติชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. นั้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการพิจารณาโทษตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช. ได้มีมติไว้ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยซ้ำอีก
3. #การรับฟังพยานหลักฐาน
#ศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริง จากการไต่สวนที่ปรากฏว่ามีการจัดทำเอกสารการสอบราคาจ้างเป็นเท็จ และมีการลงนามในสัญญาจ้างล่วงหน้าซึ่งขัดกับสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับระยะทางและการชำระค่าอากรแสตมป์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีเจตนารู้เห็นและมีส่วนร่วมในการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้างบางราย
4. #ข้ออ้างเรื่องความไม่รู้กฎหมาย
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยกเหตุความไม่รู้ระเบียบกฎหมายว่าด้วยการพัสดุ หรืออ้างว่ามีหน้าที่หลักด้านการสอนมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อพ้นความรับผิดได้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายโดยวิสัยและพฤติการณ์
5. #สถานะของมติ ป.ป.ช.
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มติชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช. ยังไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีโดยตรง แต่เป็นขั้นตอนการไต่สวนเพื่อส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษ ศาลจึงไม่จำต้องเพิกถอนมติดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดี
6. #คำพิพากษาสรุป
#ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงมีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้อง ส่งผลให้คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไป
#ข้อสังเกตหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.5/2569
1. #อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการชี้มูลความผิดวินัย
#คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันได้ หากมูลความผิดทางอาญาที่ไต่สวนอยู่ในขอบอำนาจ (เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ) ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบและประพั่วชั่วอย่างร้ายแรง ไปในคราวเดียวกันได้
2. #สถานะทางกฎหมายของมติชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.
#มติชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช. ยังไม่มีลักษณะเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ที่กระทบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง แต่เป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและมีความเห็นส่งให้ผู้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม มตินี้มีผลผูกพันให้ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาลงโทษตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช. ระบุ โดยถือว่าสำนวนของ ป.ป.ช. คือสำนวนการสอบสวนทางวินัย และไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนซ้ำอีก
3. #การไม่สามารถอ้างความไม่รู้กฎหมายหรือภาระงานอื่นเพื่อพ้นผิด
#ข้าราชการที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะด้าน (เช่น หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ) ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบตามตำแหน่งนั้นโดยวิสัยและพฤติการณ์ ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถอ้างว่ามีหน้าที่หลักด้านการสอน หรือไม่เคยผ่านการอบรมเรื่องระเบียบพัสดุมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อพ้นความรับผิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้
4. #ความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
#แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ตามหลักกฎหมาย การปฏิบัติตามคำสั่งต้องเป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย หากเห็นว่าคำสั่งไม่ชอบ ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ต้องทักท้วงเพื่อให้ทบทวน การดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นโดยไม่ทักท้วงย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนารู้เห็นและมีส่วนร่วมในการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
5. #ความซ้ำซ้อนของการดำเนินการทางวินัย
#การที่หน่วยงานต้นสังกัดเคยสอบสวนวินัยและสั่งยุติเรื่องไปแล้ว ไม่ตัดอำนาจ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและชี้มูลความผิดในเรื่องเดียวกัน เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายคนละฉบับ และมติของ ป.ป.ช. ให้ถือเป็นการเพิ่มโทษหรือดำเนินการใหม่ตามกฎหมายพิเศษ ซึ่งไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำสองครั้ง
6. #หลักเกณฑ์การกันบุคคลไว้เป็นพยาน
#ป.ป.ช. มีดุลพินิจตามกฎหมายในการกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี หากบุคคลนั้นให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ต่อสำนวนคดีและไม่ใช่ตัวการสำคัญ เพื่อใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการลงโทษตัวการสำคัญรายอื่นต่อไป ซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ
7. #ความล่าช้าในการไต่สวนกับสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
#แม้กระบวนการไต่สวนจะใช้เวลานาน (ในคดีนี้กว่า 7 ปี) แต่หากความล่าช้านั้นเกิดจากเหตุจำเป็น เช่น มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากและมีพยานเอกสารซับซ้อน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็ไม่ทำให้กระบวนการไต่สวนเสียไป โดยผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิอ้างพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาได้ตลอดกระบวนการ
ที่มา : คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.5/2569
https://drive.google.com/file/d/1tyxOYM_uD2dGDaSFg3ntx8RYuhTg3qAC/view?usp=drivesdk
ผู้เรียบเรียง รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้รับจากการเผยแพร่บทความวิชาการทุกบทความอันเป็นวิทยาทานและธรรมทานให้แด่ดวงจิตคุณพ่อศักดา โชควรกุล (บิดาผู้ล่วงลับของผู้เรียบเรียง)
18/06/2026
#อานิสงส์การทรงพรหมวิหาร ๔
#หลวงพ่อฤาษีอธิบายธรรม
#พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม
คำว่า "พรหม " แปลว่า " #ประเสริฐ "
เป็นอันได้ความว่า คุณธรรม ๔ อย่างนี้
#เป็นคุณธรรมที่ทำผู้ประพฤติปฏิบัติให้เป็นผู้ประเสริฐ คือ เป็นมนุษย์ประพฤติธรรม ๔ ประการนี้
#ก็เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐโดยคุณธรรม
ถ้าตายจากมนุษย์ก็เป็นเทวดาผู้ประเสริฐโดยบุญญาธิการ คือ " #ไปเกิดบนชั้นพรหม "
นอกจากความประเสริฐโดยธรรมในสมัยที่เป็นมนุษย์แล้ว ท่านว่าคุณธรรม ๔ ประการนี้
#ยังให้อานิสงส์เป็นความสุขแก่ผู้ปฏิบัติถึง ๑๑ ประการ ตามที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค ดังต่อไปนี้
๑.สุขัง สุปฏิ นอนหลับเป็นสุข เหมือนนอนหลับในสมาบัติ
๒.ตื่นขึ้นก็มีความสุข มีอารมณ์แช่มชื่นหรรษา
ไม่มีความขุ่นมัวในใจ
๓.นอนฝันก็ฝันเป็นมงคล มิฝันเห็นสิ่งลามก
๔.เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูตผีทั้งปวง
๕.เทวดาและพรหม จะรักษาให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
๖.จะไม่มีอันตรายจากเพลิง ไม่มีอันตรายจากสรรพาวุธ และยาพิษ
๗.จิตจะตั้งมั่นในอารมณ์สมาธิเป็นปกติ
สมาธิที่ได้ไว้แล้วจะไม่เสื่อมจะเจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น
๘.มีดวงหน้าผุดผ่องเป็นปกติ
๙.เมื่อจะตาย จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สติมิฟั่นเฟือน
๑๐.ถ้ามิได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้
เพราะทรงพรหมวิหาร ๔ นี้
#ก็จะส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลก
๑๑.มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง ทรงสมาบัติ วิปัสสนา และทรงศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นปกติ
#รวมอานิสงส์การทรงพรหมวิหาร ๔ มี ๑๑ ประการด้วยกัน
ที่มา : หนังสือ พรหมวิหาร ๔ หน้า ๙๑-๙๒. อธิบายธรรมในพระพุทธศาสนาโดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี.
18/06/2026
#กรณีศึกษา คดีพิพาทเกี่ยวกับผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งครูชำนาญการ โรงเรียน ต. ได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งโรงเรียนที่ 43/2549 ให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาจ้างติดตั้งและปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในโรงเรียน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 #ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 1 รวม 8 แห่ง และพบว่ากระบวนการสอบราคาจ้างมิได้มีการดำเนินการจริงตามระเบียบ
" ชนใดประพฤติธรรม ในธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักข้ามแดนมฤตยูที่ข้ามได้ยาก" (พุทธภาษิต)
#ข้อเท็จจริง
#ผู้ฟ้องคดี นาง ธ. ขณะเกิดเหตุรับราชการตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียน ต. และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเปิดซองสอบราคา
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
1. #ผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งครูชำนาญการ โรงเรียน ต. ได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งโรงเรียนที่ 43/2549 ให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาจ้างติดตั้งและปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในโรงเรียน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549
2. #สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 1 รวม 8 แห่ง และพบว่ากระบวนการสอบราคาจ้างมิได้มีการดำเนินการจริงตามระเบียบ
3. #มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่พัสดุได้จัดทำรายงานผลการรับซองและยื่นซองเสนอราคาอันเป็นเท็จ โดยปรากฏชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พรหมภัทรธุรกิจ เข้าร่วมแข่งขัน ทั้งที่ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการไฟฟ้าและยืนยันว่าไม่เคยยื่นซองในโครงการนี้
4. #คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าผู้ฟ้องคดีในฐานะกรรมการเปิดซองฯ ล่วงรู้ว่ามีการจัดทำเอกสารเท็จแต่ยังร่วมลงนามรับรองผลพิจารณา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยนครรุ่งเรืองกิจ เป็นคู่สัญญา จึงชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและผิดอาญา
5. #ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ออกคำสั่งที่ 135/2562 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2562 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามมติชี้มูลของ ป.ป.ช.
6. #ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบพัสดุฯ โดยตรวจสอบเอกสารที่ได้รับมอบจากฝ่ายพัสดุแล้ว และไม่มีส่วนรู้เห็นกับการจัดทำเอกสารเท็จหรือขั้นตอนการรับซองซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกรรมการเปิดซอง
7. #มีหลักฐานพบว่าสัญญาจ้างระบุว่าทำที่จังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2549 แต่ในวันเดียวกันนั้นกลับมีการนำสัญญาฉบับจริงไปเสียอากรแสตมป์ที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ในวันเดียวกันเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลกันมาก
#บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.12/2569
1. #อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดหลัก และเมื่อเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจชี้มูลความผิดฐานอื่น ๆ เช่น การปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงร่วมด้วยได้
2. #การพิจารณาพฤติการณ์และการกระทำของผู้ฟ้องคดี
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การจะถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ จะต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้กระทำมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้
3. #ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ถ้อยคำของนาง ก. (เจ้าหน้าที่พัสดุที่ถูกกันเป็นพยาน) ที่ซัดทอดว่าเอกสารทั้งหมดถูกจัดทำโดยหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเพียงผู้เดียวนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานเอกสารได้
4. #ขอบเขตหน้าที่ของกรรมการเปิดซองสอบราคา
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบพัสดุฯ ข้อ 42 วรรคหนึ่ง ในการเปิดซองและตรวจสอบเอกสารตามที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่พัสดุเท่านั้น ผู้ฟ้องคดีมิใช่เจ้าหน้าที่พัสดุที่มีหน้าที่จัดทำเอกสารสอบราคาตามข้อ 40 จึงเชื่อได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการจัดทำเอกสารเท็จ
5. #ความผิดปกติเรื่องการเสียอากรแสตมป์
#กรณีที่มีการนำสัญญาไปเสียอากรแสตมป์ที่จังหวัดสระแก้วในวันเดียวกับที่ทำสัญญาที่จังหวัดสงขลา ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้ฟ้องคดีจะทราบได้
6. #สรุปมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
#จากพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่ายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีล่วงรู้ว่ามีการจัดทำเอกสารเท็จ หรือมีเจตนาทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับจ้าง การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. และคำสั่งลงโทษของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
7. #ผลการพิพากษา
#ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ "เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ" โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คำสั่งมีผลบังคับ (1 ตุลาคม 2555) และให้คืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่ผู้ฟ้องคดีเสมือนไม่เคยถูกลงโทษปลดออก
8. #การเพิกถอนมติ ป.ป.ช.
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ยกคำขอในส่วนที่ให้เพิกถอนมติของ ป.ป.ช. เนื่องจากมติชี้มูลความผิดยังไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีโดยตรง (เป็นเพียงขั้นตอนภายในก่อนการออกคำสั่งลงโทษ)
#ข้อสังเกตหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.12/2569
1. #ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการชี้มูลความผิดที่เกี่ยวข้องกัน
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย วางหลักการว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดในฐานความผิดหลัก (เช่น ฐานทุจริตต่อหน้าที่) ย่อมมีอำนาจชี้มูลความผิดวินัยในฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกันจากการกระทำอันเดียวกันได้ด้วย (เช่น ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง) เพื่อความรวดเร็วและไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางวินัย
2. #องค์ประกอบของ "การทุจริตต่อหน้าที่ราชการ"
#หลักกฎหมายระบุว่าการจะผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ ต้องครบองค์ประกอบ 4 ประการ คือ (1) มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ (2) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (3) มีเจตนาเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ และ (4) มีเจตนาทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย
3. #การพิจารณาเจตนาทุจริตจากพฤติการณ์
#การวินิจฉัยว่าข้าราชการมีเจตนาทุจริตหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่แจ้งชัดหรือมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันเพียงพอ และต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แวดล้อมรวมถึงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามระเบียบประกอบกัน
4. #น้ำหนักของพยานหลักฐานที่เป็นการ "ซัดทอด"
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของพยาน โดยเห็นว่าถ้อยคำพยานที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในความผิดและได้รับประโยชน์จากการถูกกันตัวเป็นพยาน (พยานซัดทอด) หากเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และขัดกับพยานเอกสาร ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำมาใช้รับฟังเพื่อลงโทษบุคคลอื่น
5. #ความแตกต่างระหว่างหน้าที่ของ "เจ้าหน้าที่พัสดุ" และ "กรรมการเปิดซอง"
#หลักการแบ่งแยกหน้าที่ตามระเบียบพัสดุฯ เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาความรับผิด กรรมการเปิดซองมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารตามที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่พัสดุเท่านั้น หากไม่มีหลักฐานว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่พัสดุ กรรมการเปิดซองย่อมไม่ต้องรับผิดในขั้นตอนการจัดทำเอกสารสอบราคาที่เป็นเท็จซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตหน้าที่ของตน
6. #อำนาจของศาลปกครองในการตรวจสอบมติ ป.ป.ช.
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย วางแนวทางว่าแม้มาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ป.ป.ช. จะกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษทางวินัยตามมติ ป.ป.ช. โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนอีก แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ผูกพันศาลปกครองในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของพยานหลักฐานและดุลพินิจในการชี้มูลความผิดนั้น
7. #สถานะทางกฎหมายของมติชี้มูล ป.ป.ช.
#มติชี้มูลความผิดวินัยของ ป.ป.ช. ยังไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่กระทบต่อสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง แต่เป็นเพียงขั้นตอนเตรียมการภายในก่อนที่ผู้บังคับบัญชาจะออกคำสั่งทางปกครอง (คำสั่งลงโทษ) ดังนั้นผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนมติ ป.ป.ช. ต่อศาลปกครอง
ที่มา : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.12/2569
https://drive.google.com/file/d/1-ZyQbRpoWZKi8Zt6tq70QJg7w4S1U54B/view?usp=drivesdk
ผู้เรียบเรียง รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้รับจากการเผยแพร่บทความวิชาการทุกบทความอันเป็นวิทยาทานและธรรมทานให้แด่ดวงจิตคุณพ่อศักดา โชควรกุล (บิดาผู้ล่วงลับของผู้เรียบเรียง)
17/06/2026
#ผู้เข้าถึงพระโสดาบัน
#หลวงพ่อฤาษีอธิบายธรรม
บรรดาท่านพุทธบริษัทจะสังเกตได้ว่า เวลานั้น
อารมณ์ใจต้องการพระนิพพานตรง ความหมายที่
ต้องการจะเป็นมนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี ไม่มี
สำหรับเราแน่นอน แต่ว่าถ้าจิตถึงพระโสดาบันจริงๆ
ตอนนี้อารมณ์ลด ต้องดูอารมณ์ลดนะ การปฏิบัติ
พระกรรมฐานดูตัวภาวนาไม่ได้ ภาวนานี่ไม่แน่นอน
ถ้าร่างกายดี สมาธิทรงตัวดี ถ้าร่างกายไม่ดีสมาธิก็
ทรงตัวไม่ดี อันนี้เอาแน่นอนไม่ได้ ต้องดูตัวลด พอ
เป็นพระโสดาบันจริงๆ อารมณ์แห่งความโลภจะ
บรรเทาตัวลง
คำว่า โลภ ในที่นี้ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทโปรด
ทราบ ไม่ใช่ความขยันหมั่นเพียรเป็นความโลภ
ความขยันหมั่นเพียรในการทำมาหากินในทางสุจริต
พระพุทธเจ้าไม่ทรงเรียกว่า โลภ เรียกว่า สัมมาอาชีวะ
คำว่าโลภในที่นี้ก็หมายถึงว่าอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น
โดยไม่ชอบธรรม อยากจะโกงเขาบ้าง อยากจะลัก
ขโมยเขาบ้าง ยื้อแย่งเขาบ้าง อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้
เป็นตัวโลภ เอากันเบื้องต้นนะ เอากันขั้นพระโสดาบัน
กับพระสกิทาคามี
ถ้าจิตเราไม่ต้องการทรัพย์สินของบุคคลอื่นใด ด้วย
การทุจริต คิดอย่างเดียวว่าจะทำมาหากินด้วยความ
สุจริตให้มันร่ำรวยขึ้น มันร่ำรวยเท่าไรก็ตาม ไม่ถือว่า
เป็นความโลภ ถือว่าเป็นสัมมาอาชีวะ จิตอยากได้
ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นจะถูกตัดไปจากจิตของเรา
หรือบางครั้งมันอยากได้ มันอยากได้นิดแต่ทิ้งมาก
กว่า อย่างท่านสุภาพสตรีเดินไปเจอะแหวนเพชรตาม
ร้าน มันก็อยากได้ แต่ไม่อยากขโมย ใช่ไหม อยากได้
อยากจะซื้อเขาอย่างนี้ไม่เป็นความโลภ ถ้าหากว่า
เผอิญเจ้าของเผลอเมื่อไรกูเอาเมื่อนั้น อย่างนี้ไม่เป็น
พระโสดาบันแน่ ถ้าพระโสดาบันต้องการ ราคามัน
เท่าไร ทำไมจึงจะได้เพชรจำนวนนี้ เราต้องไปทำ
ความขยันหมั่นเพียร หาเงินซื้อให้ได้มา ไม่ใช่ความ
โลภ เป็นสัมมาอาชีวะฟังเข้าใจง่ายนะ
มาด้านของ ความโกรธ การเจริญกรรมฐานต้อง
สังเกตอาการของจิต อย่าสังเกตสมาธิ สมาธิสังเกตุ
ไม่ได้ ความโกรธก็สังเกตุ พระโสดาบันยังมีความ
โกรธ แต่ความโกรธของท่านมี ท่านคิดแต่ไม่ลงมือ
ทำ ด่าคนยังด่าเป็น ตีก็ยังตีเป็น แต่ไม่ฆ่าให้ตาย
ไม่ตีให้ตาย ใช่ไหม เป็นการลงโทษเป็นการสั่งสอน
ยังมีสำหรับคนภายใน แต่ว่าเจตนาในการฆ่าไม่มี
นี่ความโกรธเราจะสังเกตได้ว่ามันจะบรรเทาลง
เราเคยถูกเขาว่าแบบนี้ เขาด่าแบบนี้เคยโกรธหนัก
แต่โกรธเบาลง หรือมิฉะนั้นความโกรธเท่าเดิม แต่
หายเร็วกว่า นี่อาการของพระโสดาบันเป็นอย่างนี้
มาถึง ความหลง ในร่างกายยังมีอยู่ หลงในทรัพย์สิน
ยังมีอยู่ แต่ก็ไม่หลงเกินไป คือไม่ลืมความตายร่างกาย
ก็ยังรักร่างกายอยู่ เพราะร่างกายมันยังเป็นเรา เป็น
ของเรา แต่คิดว่าร่างกายมันต้องตาย ถ้าร่างกายจะ
พึงตายเมื่อไร ก็คิดว่าเมื่อตายเมื่อไรขอไปนิพพาน
เมื่อนั้น อารมณ์อย่างนี้มี รวมความว่าพระโสดาบันนี่
ไม่มีอะไรมาก มากไหม มี 5 เท่านั้นเอง
1.เคารพพระพุทธเจ้า
2.เคารพพระธรรม
3.เคารพพระอริยสงฆ์
4.มีศีล 5 บริสุทธิ์
5.จิตต้องการพระนิพานเป็นอารมณ์
ที่มา : หนังสือธรรมปฏิบัติ
เล่มที่ 41 หน้าที่ 92-96. อธิบายธรรมในพุทธศาสนาโดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี.
17/06/2026
#กรณีศึกษา คดีพิพาทเกี่ยวกับเทศบาล บ. ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโครงการวางท่อระบายน้ำ หมู่ที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2553 วงเงิน 480,480 บาท โดยกำหนดให้ใช้ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) และได้แต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนักวิชาการศึกษา 5) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจการจ้าง #ในระหว่างก่อสร้าง ช่างผู้ควบคุมงานได้มีบันทึกแจ้งประธานกรรมการตรวจการจ้างว่า วัสดุที่ผู้รับจ้างนำมาใช้อาจไม่ใช่ท่อระบายน้ำ ค.ส.ล. ตามแบบ และเสนอให้ชะลอโครงการเพื่อแก้ไข ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับทราบในบันทึกดังกล่าวด้วย #เมื่อผู้รับจ้างส่งมอบงาน คณะกรรมการตรวจการจ้าง (รวมถึงผู้ฟ้องคดี) ได้จัดทำใบตรวจรับงานจ้างระบุว่าผู้รับจ้างแก้ไขงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าท่อที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นท่อคอนกรีตไม่เสริมเหล็ก ซึ่งไม่เป็นไปตามสัญญา
" ชนใดประพฤติธรรม ในธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักข้ามแดนมฤตยูที่ข้ามได้ยาก" (พุทธภาษิต)
#ข้อเท็จจริง
#ผู้ฟ้องคดี นางสาว ท. อดีตข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู โรงเรียน บ. ซึ่งในขณะเกิดเหตุพิพาทดำรงตำแหน่งนักวิชาการศึกษา 5 สังกัดเทศบาลตำบล บ. และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจการจ้างโครงการวางท่อระบายน้ำ
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ หรือ กศจ.บุรีรัมย์
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4)
1. #เทศบาลตำบลบ้านด่านทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโครงการวางท่อระบายน้ำ หมู่ที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2553 วงเงิน 480,480 บาท โดยกำหนดให้ใช้ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) และได้แต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนักวิชาการศึกษา 5) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจการจ้าง
2. #ในระหว่างก่อสร้าง ช่างผู้ควบคุมงานได้มีบันทึกแจ้งประธานกรรมการตรวจการจ้างว่า วัสดุที่ผู้รับจ้างนำมาใช้อาจไม่ใช่ท่อระบายน้ำ ค.ส.ล. ตามแบบ และเสนอให้ชะลอโครงการเพื่อแก้ไข ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับทราบในบันทึกดังกล่าวด้วย
3. #เมื่อผู้รับจ้างส่งมอบงาน คณะกรรมการตรวจการจ้าง (รวมถึงผู้ฟ้องคดี) ได้จัดทำใบตรวจรับงานจ้างระบุว่าผู้รับจ้างแก้ไขงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าท่อที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นท่อคอนกรีตไม่เสริมเหล็ก ซึ่งไม่เป็นไปตามสัญญา
4. #ต่อมามีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ซึ่งได้มีการไต่สวนและมีมติชี้มูลความผิดว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และมีมูลความผิดทางอาญาจากการร่วมกันตรวจรับงานจ้างอันเป็นเท็จ
5. #จากมติชี้มูลของ ป.ป.ช. ทำให้ศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการในปี พ.ศ. 2560
6. #ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนไม่มีความรู้ทางวิชาช่าง จึงเชื่อโดยสุจริตตามที่ผู้รับจ้างรับรองและตามที่กรรมการคนอื่นลงนามก่อนหน้า อีกทั้งศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคนรวมถึงผู้ฟ้องคดี โดยเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดบกพร่องแต่ไม่มีเจตนาทุจริต
#บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.118/2568
1. #พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น
#ศาลปกครองสูงสุด ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง จึงมีคำพิพากษากลับ
2. #เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ที่สั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ทั้งฉบับเดิมและฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม
3. #เพิกถอนมติยกอุทธรณ์
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกับคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
4. #ให้ผลการเพิกถอนมีผลย้อนหลัง
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การเพิกถอนคำสั่งและมติดังกล่าวให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ออกคำสั่งและมตินั้น ๆ
5. #พฤติการณ์ยังไม่ถือเป็นการทุจริต
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดียังฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่ราชการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
6. #ความผิดไม่ถึงขั้นร้ายแรง
#แม้ผู้ฟ้องคดีจะจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุในการตรวจรับงานจ้าง แต่เมื่อพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีขาดความรู้ทางช่างและไม่มีช่างผู้ควบคุมงานคอยแนะนำ พฤติการณ์จึงยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
7. #กำหนดข้อสังเกตให้พิจารณาโทษใหม่
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย กำหนดข้อสังเกตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีใหม่ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับระดับความผิดที่เกิดขึ้นจริงต่อไป
#ข้อสังเกตหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.118/2568
1. #องค์ประกอบของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
#การจะถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น จะต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ (1) มีหน้าที่ราชการต้องปฏิบัติ (2) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยมิชอบ (3) เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ และ (4) ต้องมี "เจตนาทุจริต" คือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
2. #ดุลพินิจในการลงโทษต้องสอดคล้องกับพฤติการณ์จริง
#แม้กฎหมายจะกำหนดว่าการทุจริตต่อหน้าที่ราชการควรลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นมาตรฐานหลัก แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริตหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง การใช้ดุลพินิจสั่งลงโทษสถานหนักที่สุด (ไล่ออก) ย่อมถือเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3. #ความอิสระของคดีวินัยต่อคดีอาญา
#การดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่จำต้องผูกพันตามผลของคดีอาญาเสมอไป เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมความประพฤติและระเบียบแบบแผนของราชการซึ่งมีความเข้มข้นต่างกัน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ศาลยุติธรรมวินิจฉัยในคดีอาญาเรื่อง "เจตนา" สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาทางวินัยได้
4. #ความผิดพลาดจากความบกพร่องของหน่วยงาน
#หากความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องของหน่วยงานเอง เช่น การไม่แต่งตั้งช่างผู้ควบคุมงานมาปฏิบัติหน้าที่แทนคนเดิมที่ย้ายไป หรือการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง (เช่น แต่งตั้งนักวิชาการศึกษามาตรวจงานช่าง) ความบกพร่องนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
5. #ความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ
#คณะกรรมการตรวจการจ้างมีหน้าที่โดยตรงตามระเบียบพัสดุ (ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 65) ในการตรวจสอบผลงานให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา การตรวจรับเพียงรูปลักษณะภายนอกโดยไม่ตรวจสอบเชิงลึกตามที่ช่างเคยทักท้วง ถือเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
6. #การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองมีผลย้อนหลัง
#เมื่อศาลปกครองพิพากษาว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอน ย่อมมีผลให้คำสั่งนั้นสิ้นผลไปย้อนหลังนับแต่วันที่ออกคำสั่ง และหน่วยงานต้องคืนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่เสมือนว่าไม่เคยถูกลงโทษมาก่อน
7. #อำนาจศาลปกครองเหนือมติ ป.ป.ช.
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ยืนยันอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ออกตามมติชี้มูลของ ป.ป.ช. โดยศาลสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกลงโทษได้ หากเห็นว่าพฤติการณ์จริงไม่สอดคล้องกับฐานความผิดที่ชี้มูลมา
ที่มา : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.118/2568
https://drive.google.com/file/d/1luHySIffR2ZSL1JVcxyMvk1xjw2BjyBR/view?usp=drivesdk
ผู้เรียบเรียง รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้รับจากการเผยแพร่บทความวิชาการทุกบทความอันเป็นวิทยาทานและธรรมทานให้แด่ดวงจิตคุณพ่อศักดา โชควรกุล (บิดาผู้ล่วงลับของผู้เรียบเรียง)
16/06/2026
#ปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ
#หลวงพ่อฤาษีอธิบายธรรม
ผู้ถาม : บางคนเขาก็มาปรารภว่า
มาครั้งแรกทำไมจึงฝึกไม่ได้
หลวงพ่อ : พวกที่ไม่ได้มันยังตั้งอารมณ์ไม่ถูก
เขามีสิทธิ์ได้มาถึงปุ๊บเดียวจะให้มันได้
ความเข้าใจมันยังไม่ดี ที่เรียกว่ายังไม่เข้าใจ
บางคนก็ใช้ตาดูบ้าง
บางคนก็ใช้ฌานหนักเกินไป มันก็ไม่ถูกจุด
สูงเกินไปนิด ต่ำเกินไปนิดก็ไม่ได้
ต้องพอดี ๆ คือว่าตอนจับที่แรก
มันต้องอยู่แค่ " #อารมณ์อุปจารสมาธิ "
#เพราะอันนี้เป็นวิชชาสาม
พอจับภาพได้ปุ๊บ บังเกิดความมั่นใจ #จิตเป็นฌาน
ผู้ถาม : ดิฉันก็เหมือนกันค่ะ
เวลามีครูมาสอบถาม ว่าเห็นอะไรบ้างหรือยัง
ก็ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเลย ตอบก็ตอบไม่ได้
เพราะไม่เห็นอะไร ไม่เจออะไร ไม่ทราบว่าจะทำยังไงดี
หลวงพ่อ : อันนี้มันเป็นอย่างนี้ โยม มันเป็นอารมณ์ที่ไม่ชินนะ ทีนี้ที่เห็นนั้นเราไม่ใช้ตา
#มันเป็นกำลังของทิพจักขุญาณ
ทิพจักขุญาณเบื้องต้นมันมัวเต็มที
แล้วเราก็เห็นว่าเราจะต้องเห็นทางตา
คำว่า #ทิพจักขุญาณ แปลว่า
" มีความรู้คล้ายตาทิพย์ มันเกิดเฉพาะความรู้สึก
ไม่ใช่ลูกตาเห็น "
นั่นมันเป็นอันดับก่อนที่จะก้าวขึ้น
ถ้าตอนนี้เราจับอารมณ์นั้นได้ เมื่อเราจับได้แล้ว
ครูเขาสนับสนุนโดยการพิจารณาตัดขันธ์ ๕ บ้าง
นึกถึงบารมีของพระพุทธเจ้าบ้าง
และทำความรู้สึกเข้าไปหาพระจุฬามณี
#ตอนนี้จิตมันจะเริ่มเป็นฌาน
ความรู้สึกที่ว่าเห็น มันจะมีความใสขึ้นดีขึ้น
ยิ่งกว่าเดิมหน่อยหนึ่งหรือบางคนก็ดีมาก
ทีนี้ถ้าหากว่าความรู้สึกว่าเห็น
ที่เราเรียกว่า " #ทิพจักขุญาณ "
#จะดีมากดีน้อยขนาดไหนมันขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของจิตในเวลานั้น
ถ้าในเวลานั้นความรู้สึกของจิตมันล้างกิเลสไปได้มาก เทียบเท่ากับพระสกิทาคามี
หรือพระอนาคามี #เฉพาะในเวลานั้นนะ
ไม่ได้หมายความว่าเป็นเสียจริง ๆ เลยนะ
คือเวลานั้นจิตมันสะอาด
เทียบเท่ากับพระสกิทาคามี หรือพระอนาคามี
#ความรู้สึกที่เห็นมันชัดมากการเคลื่อนไหวเร็วมาก
ที่มา : หนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรมฉบับพิเศษ เล่มที่ ๒ หน้า ๑๗-๑๘. อธิบายธรรมในพระพุทธศาสนาโดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี
16/06/2026
#กรณีศึกษา คดีพิพาทเกี่ยวกับสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด ข. ตรวจพบว่างานก่อสร้างของโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบล ท. ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการที่กำหนดในสัญญา
" ชนใดประพฤติธรรม ในธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักข้ามแดนมฤตยูที่ข้ามได้ยาก" (พุทธภาษิต)
#ข้อเท็จจริง
#ผู้ฟ้องคดี นาย ว. อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบล ท.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท.
1. #คดีเกิดจากการจัดจ้าง 2 โครงการขององค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้แก่
#โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า (สัญญาเลขที่ 6/2555) วงเงิน 8,898,000 บาท
#โครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า (สัญญาเลขที่ 1/2556) วงเงิน 3,800,000 บาท
2. #สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด ข. ตรวจพบว่างานก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการที่กำหนดในสัญญา
#ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
#สัญญาเลขที่ 6/2555 ก่อสร้างไม่ครบตามแบบ เช่น งานเสาตอม่อ งานเสาเข็ม และงานทรายถมอัดแน่นรองพื้นท่อส่งน้ำ ความเสียหายรวม 542,132 บาท
#สัญญาเลขที่ 1/2556 ประมาณการราคาผิดพลาดเนื่องจากไม่ได้สำรวจพื้นที่จริง คำนวณค่างานเพิ่ม-ลดผิด และก่อสร้างไม่ตรงตามแบบในส่วนของเหล็กยึดคาน สายไฟฟ้า และท่อเหล็กพร้อมหน้าแปลน ความเสียหายรวม 608,313.60 บาท
3. #พฤติการณ์ความบกพร่องของผู้ฟ้องคดี
#ในฐานะนายก อบต. และผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงิน ผู้ฟ้องคดีลงนามสั่งจ่ายเงินโดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้องของการตรวจรับงาน
#หากใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เพียงเล็กน้อยในการตรวจสอบ ย่อมพบว่าการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ
#ถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
4. #การออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหม
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายก อบต. คนต่อมา) มีคำสั่งที่ 062/2559 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 10 ของความเสียหายแต่ละกรณี
#ยอดเงินรวมที่เรียกให้ชดใช้คือ 115,044.20 บาท (จากยอดรวมความเสียหายทั้งสองสัญญารวม 1,150,445.60 บาท)
#บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 4/2569
1. #ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา "ยืน" ตามศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
2. #การพิสูจน์ความรับผิดทางละเมิด
#พฤติการณ์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในฐานะนายก อบต. ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่กลับลงนามอนุมัติเบิกจ่ายเงินโดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้องของการตรวจรับงาน
#การใช้ความระมัดระวัง ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าหากผู้ฟ้องคดีใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ "สักเพียงเล็กน้อย" ในการตรวจสอบ ก็ย่อมจะพบว่าการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ การละเลยนี้จึงถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
#การกำหนดค่าสินไหมทดแทน
#สัดส่วนความรับผิด ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเห็นพ้องกับการกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าความเสียหายในแต่ละกรณี ตามแนวทางของกระทรวงการคลัง
#มูลค่าที่ต้องชดใช้ สัญญาเลขที่ 6/2555 รับผิด 54,213.20 บาท และสัญญาเลขที่ 1/2556 รับผิด 60,831.40 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 115,044.60 บาท
#ประเด็นความบกพร่องของหน่วยงาน ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าความเสียหายเกิดจากความบกพร่องส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ไม่ได้เกิดจากระบบการดำเนินงานส่วนรวม จึงไม่มีเหตุให้ต้องหักส่วนความรับผิดของหน่วยงานออกร้อยละ 50 ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้าง
#ความชอบด้วยกฎหมายของขั้นตอน แม้การส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังจะเกินกำหนดเวลา 7 วันตามระเบียบ แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่ามิใช่เหตุที่ทำให้คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ยังอยู่ในกรอบอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้ต้องรับผิด
#ข้อสังเกตหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 4/2569
1. #มาตรฐานความระมัดระวังและการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
#การที่เจ้าหน้าที่ระดับบริหาร เช่น นายก อบต. อนุมัติเบิกจ่ายเงินโดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของการตรวจรับงาน หากการตรวจสอบนั้นทำได้ง่ายและหากใช้ความระมัดระวัง "เพียงเล็กน้อย" ก็จะพบข้อบกพร่องตามวิสัยและพฤติการณ์ การละเลยไม่ทำเช่นนั้นถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
#อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามตำแหน่ง ตามมาตรา 59 และ 60 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 กำหนดให้นายก อบต. มีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการ การอ้างว่าไม่มีหน้าที่ตรวจทานงานจ้างที่ผ่านการรับรองจากช่างหรือคณะกรรมการมาแล้วจึงฟังไม่ขึ้น
2. #การแบ่งสัดส่วนความรับผิด ในกรณีการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ แต่ให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนรับผิดเฉพาะส่วนของตนตามระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรม โดยศาลปกครองยอมรับแนวทางการกำหนดสัดส่วนตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ให้ผู้อนุมัติรับผิดอัตราร้อยละ 10 ของความเสียหาย
3. #เงื่อนไขการหักส่วนความรับผิดของหน่วยงาน การจะหักส่วนความรับผิดของหน่วยงานออกร้อยละ 50 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จะทำได้ต่อเมื่อความเสียหายนั้นเกิดจาก "ความบกพร่องของระบบการดำเนินงานส่วนรวม" หากเป็นความบกพร่องส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ย่อมไม่มีเหตุให้ต้องหักส่วนความรับผิดของหน่วยงานออก
4. #ขั้นตอนการส่งสำนวนให้กระทรวงการคลัง แม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ จะกำหนดให้ส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบภายใน 7 วัน แต่หากส่งเกินกำหนดเวลานี้ ศาลถือว่า "มิใช่เหตุที่ทำให้คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ตราบใดที่ยังออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ภายในอายุความ 2 ปี
5. #อายุความการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เริ่มนับตั้งแต่วันที่หน่วยงาน "รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน" ซึ่งในคดีนี้คือวันที่ผู้มีอำนาจลงนามเห็นชอบในรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง
ที่มา : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 4/2569
https://drive.google.com/file/d/1y-ap1DU76UYvsFpT0MOhJupUSQZORHmg/view?usp=drivesdk
ผู้เรียบเรียง รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้รับจากการเผยแพร่บทความวิชาการทุกบทความอันเป็นวิทยาทานและธรรมทานให้แด่ดวงจิตคุณพ่อศักดา โชควรกุล (บิดาผู้ล่วงลับของผู้เรียบเรียง)