13/08/2026
มาร่วมคิดทิศทางเมืองนครพนมภายใต้สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) กับโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructure) เพื่อบรรเทาน้ำท่วมสำหรับเมือง โดยคอลัมน์พิเศษสัมภาษณ์อาจารย์ณธายุ ชวพัฒนโยธา จากสาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม
ชวนคิดโจทย์ใหม่ จาก Rain Bomb กับการออกแบบเมืองด้วยธรรมชาติที่ยืดหยุ่น
เหตุการณ์น้ำท่วมในเขตชุมชนเมืองนครพนม เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชวนทุกคนตั้งคำถามโจทย์ใหม่ว่า เมืองนครพนมพร้อมแค่ไหนสำหรับสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง และเราจะออกแบบเมืองให้สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างไร
ณธายุ ชวพัฒนโยธา อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม อธิบายว่า การเติบโตของเมืองโดยเฉพาะเมืองที่ขยายตัวตามแนวแม่น้ำโขง ย่อมมาพร้อมกับการก่อสร้างและการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ดาดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นถนน อาคาร หรือลานคอนกรีต พื้นที่เหล่านี้ทำให้น้ำฝนไม่สามารถซึมลงดินได้ตามกระบวนการธรรมชาติ เมื่อฝนตกลงมาจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Runoff หรือน้ำไหลบ่า ซึ่งจะไหลไปตามพื้นผิวและเข้าสู่ระบบระบายน้ำในที่สุด
"สังเกตง่าย ๆ ระหว่างฝนที่ตกลงบนพื้นหญ้ากับฝนที่ตกลงบนพื้นคอนกรีต พื้นหญ้าสามารถช่วยซึมซับและจัดการน้ำได้ ขณะที่พื้นคอนกรีตแทบไม่เปิดโอกาสให้น้ำซึมลงดิน น้ำจึงไหลรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว"
ในพื้นที่ธรรมชาติ ระบบนิเวศสามารถช่วยจัดการน้ำฝนผ่านการซึมลงดินและการระเหยได้ในสัดส่วนสูง แต่เมื่อพื้นที่เหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างเมือง กระบวนการตามธรรมชาติก็ถูกลดทอนลง
เหตุการณ์วันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้คำว่า Rain Bomb หรือ “ระเบิดฝน” กลายเป็นอีกหนึ่งคำที่ถูกพูดถึงในบริบทของนครพนม ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกระแสลมเย็นที่พุ่งลงมาจากฐานเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง ก่อนกระแทกพื้นและกระจายออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ฝนจำนวนมากเทลงมาในพื้นที่จำกัด
"สำหรับนครพนมเหตุการณ์ลักษณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วกลับสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อระบบระบายน้ำของเมือง เมืองอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับกับเหตุการณ์นี้โดยเฉพาะ” อาจารย์ณธายุ อธิบาย
ที่ผ่านมาเมืองจำนวนมากพึ่งพา Gray Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานสีเทา เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำ ถนน ระบบระบายน้ำ หรือโครงสร้างทางวิศวกรรมต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมและระบายน้ำออกจากพื้นที่เมือง ระบบเหล่านี้ยังมีความจำเป็น แต่คำถามสำคัญคือเมื่อปริมาณน้ำมากเกินกว่าศักยภาพของระบบจะรับได้ เมืองจะมีพื้นที่สำรองให้กับน้ำหรือไม่ เมื่อเกิด Rain Bomb ระบบระบายน้ำเดิมอาจไม่สามารถระบายได้ทัน ขณะที่พื้นที่ธรรมชาติซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำก็มีน้อยลง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ท่อระบายน้ำไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นปัญหาของการออกแบบเมืองที่ต้องกลับมาทบทวนว่า เราควรให้น้ำอยู่ตรงไหน ก่อนที่จะพยายามระบายน้ำออกจากเมืองทั้งหมด
หนึ่งในแนวทางที่อาจารย์ณธายุมองว่าสามารถนำมาปรับใช้กับนครพนมได้ คือการทำงานร่วมกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานสีเทาที่มีอยู่เดิมกับ Green Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว
Green Infrastructure คือ แนวคิดการนำธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวกลับเข้ามาทำงานร่วมกับระบบวิศวกรรม เพื่อช่วยจัดการน้ำฝน ลดน้ำท่วม และเพิ่มความยั่งยืนให้กับเมือง ไม่ใช่การทิ้งระบบเดิมแล้วสร้างระบบใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการทำให้ เมืองกับธรรมชาติช่วยกันจัดการน้ำ
ในส่วนของ Gray Infrastructure ยังคงต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกำจัดขยะ ตะกอน และสิ่งกีดขวางภายในระบบระบายน้ำ เพราะแม้ท่อที่ออกแบบมาดี หากไม่มีการดูแล ประสิทธิภาพในการระบายน้ำก็สามารถลดลงตามเวลาได้ ขณะเดียวกัน Green Infrastructure จะเข้ามาช่วยเพิ่มพื้นที่ให้น้ำสามารถซึม ชะลอ หรือกักเก็บได้ตามธรรมชาติ
แนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่พื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ พื้นที่รับน้ำ ไปจนถึงระบบจัดการน้ำที่ออกแบบให้สอดคล้องกับภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ และสิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทั้งเมือง แต่ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละจุด
สำหรับนครพนม เมืองที่มีพื้นที่ริมโขงและสวนสาธารณะอยู่หลายแห่ง พื้นที่เหล่านี้สามารถถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นพื้นที่นันทนาการ สวนสาธารณะบางแห่งสามารถออกแบบให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงฝนตกหนัก และกลับมาเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของประชาชนได้เมื่อระดับน้ำลดลง
เช่นเดียวกับพื้นที่ริมโขงหรือพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หากมีการวางผังและออกแบบภูมิทัศน์อย่างเหมาะสม พื้นที่เหล่านี้สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำของเมืองได้ แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่สาธารณะเท่านั้น แต่สามารถขยายไปถึงระดับอาคาร
หนึ่งในตัวอย่าง คือ Green Roof หรือหลังคาสีเขียว ซึ่งนำพืชพรรณและดินปลูกมาอยู่บนระบบหลังคาที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสม นอกจากช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดความร้อนเข้าสู่อาคาร และช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังสามารถช่วยกักเก็บน้ำฝนและชะลอการไหลบ่าของน้ำได้อีกด้วย
ดังนั้น Green Infrastructure จึงไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่มีหลากหลายวิธีและหลากหลายฟังก์ชัน การเลือกใช้ต้องพิจารณาจากบริบทของพื้นที่ ทั้งลักษณะภูมิประเทศ อาคาร ระบบระบายน้ำ พฤติกรรมการใช้งาน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ
อาจารย์ณธายุ มองว่า ประเด็นสำคัญของการขยายตัวเมืองนครพนมในอนาคต ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การวางผังเมือง โดยเฉพาะการรักษาพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติ
"พื้นที่บางแห่งอาจเคยเป็นพื้นที่ที่น้ำเข้าถึงหรือท่วมเป็นประจำ แต่เมื่อเมืองขยายตัวกลับมีการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างลงไปบนพื้นที่เหล่านั้น เมื่อฝนตก น้ำที่เคยมีพื้นที่รองรับจึงไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน"
นี่เป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาเมืองว่า ก่อนจะก่อสร้างสิ่งใดลงไปต้องถามให้ได้ก่อนว่า พื้นที่นี้เคยทำหน้าที่อะไรให้กับระบบน้ำของเมือง หากเป็นพื้นที่รับน้ำ การรักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้ อาจมีความสำคัญไม่แพ้การสร้างท่อระบายน้ำเพิ่ม
แนวคิดดังกล่าว ถูกนำมาทดลองในพื้นที่จริงภายในคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม เขตพื้นที่พนมบุรินทร์ (ภูกระแต) ได้ติดตั้งระบบ Bioretention จำนวน 1 จุด เพื่อทดลองจัดการน้ำฝนที่ไหลบ่าบนพื้นผิวถนน (Bioretention เป็นหนึ่งในรูปแบบของ Green Infrastructure ที่ใช้ดิน พืช และกระบวนการทางชีวภาพเข้ามาช่วยกรองและดูดซับน้ำ รวมถึงสารปนเปื้อนบางส่วนที่มากับน้ำฝน ก่อนที่น้ำจะซึมลงดินหรือถูกระบายออกไป)
ระบบดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จในช่วงเดือนมกราคม 2569 และเริ่มมีการติดตามประสิทธิภาพหลังเกิดฝนจากพายุในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งจากการสังเกตเบื้องต้นพบว่า เมื่อฝนไม่ได้ตกหนักมาก ระบบสามารถรองรับและจัดการน้ำได้เกือบทั้งหมด ขณะที่เมื่อเกิดฝนตกหนักมาก ระบบยังสามารถจัดการน้ำได้ประมาณ 70–80 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีน้ำบางส่วนไหลล้นออกสู่ถนน
พื้นที่ทดลองแห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่เรียนรู้ของนักศึกษา และเมื่อไม่มีน้ำขัง พื้นที่ Bioretention หรือ Rain Garden ยังสามารถกลายเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับทำกิจกรรมทั่วไปได้ นี่คือแนวคิดของ Resilience หรือความยืดหยุ่นของพื้นที่ ที่ทำให้พื้นที่หนึ่งสามารถรองรับสถานการณ์ปกติและสถานการณ์วิกฤตได้ในเวลาเดียวกัน
การจัดการน้ำฝนรูปแบบใหม่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายศาสตร์ ทั้งวิศวกร สถาปนิก นักผังเมือง ภูมิสถาปนิก ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านพืชและระบบนิเวศ ในมุมนี้ มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่สำหรับทดลององค์ความรู้ก่อนนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่จริง
"พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เสมือน “ห้องทดลองเมือง” ที่นักศึกษาและนักวิจัยได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ทดลองระบบจริง เก็บข้อมูลจริง และนำผลที่ได้กลับมาพัฒนาองค์ความรู้"
จาก Bioretention ในมหาวิทยาลัย สามารถต่อยอดไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า หากระบบลักษณะนี้ถูกนำไปวางในสวนสาธารณะ พื้นที่ริมโขง พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือพื้นที่ชุมชน จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับฝนสุดขั้วได้มากเพียงใด
อาจารย์ณธายุ อธิบายเพิ่มเติมว่า ภายใต้ภาวะโลกร้อน เหตุการณ์ฝนตกหนักมีแนวโน้มกลายเป็นโจทย์ที่เมืองต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ประกอบกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์อย่างลานีญา ซึ่งสามารถส่งผลต่อปริมาณฝนในภูมิภาค ซึ่งหากมองนครพนม เมืองที่มีแม่น้ำโขงเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวิถีชีวิต คำตอบคือการทำให้เมืองสามารถอยู่กับน้ำได้อย่างปลอดภัยและยืดหยุ่น
Rain Bomb ที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณให้เมืองกลับมาทบทวนการออกแบบครั้งใหญ่ ตั้งแต่ท่อระบายน้ำ พื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ พื้นที่แก้มลิง อาคาร ไปจนถึงการวางผังเมือง และในบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนม การสร้างองค์ความรู้ ทดลองนวัตกรรม และนำบทเรียนจากพื้นที่จริงมาสู่สังคม คืออีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการร่วมออกแบบอนาคตของเมือง
ปก/ข่าว/บทความ : พัฒนะ พิมพ์แน่น
#น้ำท่วม #การจัดการน้ำ #ออกแบบผังเมือง #รับมือน้ำท่วมเมือง #นครพนม #มหาวิทยาลัยนครพนม ้อ