14/08/2026
อาจารย์สาขาวิชา #วิศวกรรมโยธา ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับ สถานการณ์ฤดูน้ำหลาก พื้นที่นครพนม
นครพนม-น้ำ-ฝนหลาก-น้ำโขงหนุน และการออกแบบเมืองเพื่อรับมือภัยน้ำท่วม
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในจังหวัดนครพนมที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าน้ำท่วมไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำโขงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ทั้งปริมาณฝน น้ำสะสมในพื้นที่ ระบบระบายน้ำ สภาพภูมิประเทศ และระดับน้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนรับมือ เพื่อให้เมืองนครพนมสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างปลอดภัย
ผศ.ดร.วรมิญช์ พันธุรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า กลไกการเกิดน้ำท่วมและน้ำหลากในนครพนม โดยทั่วไปมีความสัมพันธ์กับฤดูฝน โดยเฉพาะปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ในพื้นที่ทางตอนเหนือของลุ่มน้ำก่อนถึงนครพนม เมื่อมีฝนตกหนัก มวลน้ำจะไหลลงมาตามลำน้ำและส่งผลต่อระดับน้ำโขงในพื้นที่นครพนม ขณะเดียวกันยังมีน้ำจากพื้นที่ฝั่ง สปป.ลาว โดยเฉพาะบริเวณแขวง คำม่วน บอลิคำไซและเวียงจันทน์ รวมถึงลุ่มน้ำสงครามในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญที่มีส่วนต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง ใกล้กับนครพนม
สำหรับนครพนม ระดับน้ำโขงประมาณ 11 เมตร ถือเป็นระดับเตือนภัย ขณะที่ประมาณ 12 เมตร เป็นระดับวิกฤติ ซึ่งจะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำโดยทั่วไป โดยเฉพาะพื้นที่รอบเมือง เช่น บริเวณบ้านหนองจันทร์ บ้านท่าค้อ และบ้านอาจสามารถ อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่เขตเมืองนครพนม มีเขื่อนป้องกันน้ำริมถนนสุนทรวิจิตรที่ก่อสร้างในระดับค่อนข้างสูง จึงสามารถช่วยป้องกันไม่ให้น้ำโขงไหลเข้าสู่พื้นที่เมืองโดยตรงได้
แม้ระดับพื้นที่ภายในเมืองจะมีจุดต่ำ โดยเฉพาะบริเวณถนนอภิบาลบัญชา แต่การที่น้ำโขงจะไหลเข้าท่วมเมืองโดยตรงจำเป็นต้องเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงมาก โดยระดับน้ำโขงอาจต้องสูงถึงประมาณ 15–16 เมตร จึงจะมีโอกาสส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ติดตามอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระดับน้ำโขงมีช่วงที่สูงเกินระดับวิกฤติ แต่ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่ทำให้น้ำโขงไหลเข้าท่วมพื้นที่ใจกลางเมืองโดยตรง
เหตุการณ์ วันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นกรณีที่ช่วยให้เห็นกลไกของน้ำท่วมในเขตเมืองได้อย่างชัดเจน โดย ผศ.ดร.วรมิญช์ อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญเกิดจากฝนที่ตกหนักและตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยสถานีอุตุนิยมวิทยานครพนมตรวจวัดปริมาณฝนได้ประมาณ 107.9 มิลลิเมตร และก่อนเกิดน้ำท่วมยังมีฝนตกต่อเนื่องสะสมมานานประมาณ 2 สัปดาห์
เมื่อฝนตกสะสมเป็นเวลานาน คลองและแหล่งน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่จึงมีปริมาณน้ำเต็ม ขณะที่ระดับน้ำโขงก็เพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้ว ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาใหม่ไม่สามารถระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับดินมีความชื้นสะสมสูงจนความสามารถในการดูดซึมน้ำลดลง น้ำจึงต้องไหลไปตามเส้นทางที่เหลืออยู่และสะสมในพื้นที่ต่ำ จนเกิดเป็นน้ำท่วมขังในหลายจุด
เมื่อฝนเริ่มลดลงและไม่มีน้ำฝนเข้ามาเติมเพิ่มเติม ระบบระบายน้ำก็สามารถทยอยระบายน้ำออกได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองที่มีการสูบน้ำและบริหารจัดการสถานการณ์อย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น น้ำท่วมในเขตเมืองนครพนมจึงควรมองเป็นระบบน้ำทั้งพื้นที่ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะระดับน้ำโขง เพราะเมื่อฝนตกหนัก น้ำในพื้นที่มีปริมาณมาก และระดับน้ำโขงสูงจนเกิดภาวะหนุน น้ำก็จะระบายออกได้ช้าลงและทำให้จุดต่ำต่าง ๆ มีโอกาสเกิดน้ำท่วมมากขึ้น
หากพิจารณาจากภูมิประเทศและเส้นทางการระบายน้ำของเมืองนครพนม จะสามารถมองเห็นจุดสูง จุดต่ำ และแนวทางการไหลของน้ำได้ค่อนข้างชัดเจน โดยแนวสันเนินบริเวณตั้งแต่โรงเรียนปิยะมหาราชาลัยตามถนนกลางเมืองจนถึงหลังโรงพยาบาล จะมีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดลงสู่ถนนอภิบาลบัญชา ซึ่งบริเวณหน้าตลาดสดจนถึงหน้าโรงพยาบาลเป็นลักษณะพื้นที่แอ่ง ก่อนที่จะลาดสูงขึ้นไปทางแนวเขื่อนริมแม่น้ำโขง
เมื่อมีน้ำฝนจำนวนมากในพื้นที่ตั้งแต่บริเวณโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ตลาดโต้รุ่ง และพื้นที่โดยรอบ น้ำจึงมีแนวโน้มไหลลงมารวมกันบริเวณถนนอภิบาลบัญชา ขณะที่น้ำจากบริเวณดอนเมืองก็สามารถไหลลงสู่พื้นที่ทุ่งนาหลังถนนเลี่ยงเมือง หรือถนนพนมนาคราชได้
พื้นที่ดังกล่าวยังมีระบบคูคลองและพื้นที่รองรับน้ำที่มีการปรับปรุงโดยหน่วยงานด้านชลประทาน รวมถึงการทำพื้นที่ลักษณะ “แก้มลิง” เพื่อช่วยชะลอและรองรับน้ำ หากปริมาณฝนไม่มากจนเกินขีดความสามารถของระบบ น้ำก็จะสามารถทยอยระบายออกไปทางบ้านน้อยใต้ ผ่านบริเวณถนนทัศนปทุม และเข้าสู่พื้นที่รองรับน้ำตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม หากเกิดฝนตกหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ประกอบกับระดับน้ำโขงสูงจนเกิดน้ำหนุน ระบบดังกล่าวก็อาจรองรับน้ำได้ไม่ทัน ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบางจุดเกิดน้ำท่วมขังได้ ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ที่มีระดับสูงกว่าในเขตเมือง เช่น บริเวณสวนชมโขง เทศบาลเมืองนครพนม สนามกีฬากลาง ไปจนถึงพื้นที่ด้านหลังโรงพยาบาลนครพนม มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมขังน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่แอ่งต่ำ
เมื่อถามว่านครพนมจำเป็นต้องอยู่กับสถานการณ์น้ำหลากและน้ำท่วมเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ คำตอบคือ เมืองริมโขงย่อมต้องอยู่กับน้ำ แต่สิ่งสำคัญคือการออกแบบพื้นที่และระบบเมืองให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้คือการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับเส้นทางน้ำ รวมถึงการนำแนวคิด “Green Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวมาใช้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ที่สามารถซึมซับและชะลอน้ำได้ แทนการใช้พื้นผิวคอนกรีตหรือวัสดุที่ไม่สามารถให้น้ำซึมผ่านได้ทั้งหมด
"ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบริเวณทางโค้งเข้าสู่คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งในอดีตเคยเป็นคลองน้ำขนาดใหญ่ที่รับน้ำจากบริเวณดอนโมงและภูกระแต แต่เมื่อมีการยกระดับถนนนิตโย ทำให้เส้นทางน้ำเดิมถูกปิดกั้น น้ำจึงเหลือช่องทางระบายผ่านระบบท่อและฝาท่อระบายน้ำเป็นหลัก เมื่อเกิดฝนตกหนักและต่อเนื่อง ปริมาณน้ำจึงเกินความสามารถของระบบและเกิดน้ำท่วมขัง"
กรณีนี้สะท้อนว่า เมื่อเมืองขยายตัวและมีสิ่งปลูกสร้างเข้าไปทับพื้นที่ที่เคยทำหน้าที่รับน้ำหรือซึมน้ำ หากไม่มีการวางแผนรองรับอย่างเหมาะสม ปัญหาน้ำท่วมก็อาจเกิดซ้ำได้ในอนาคต โดยการออกแบบเมืองจึงควรคำนึงถึงพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ซึมน้ำในสัดส่วนที่เหมาะสม ควบคู่กับการออกแบบท่อระบายน้ำและโครงสร้างทางวิศวกรรมให้สามารถรองรับปริมาณน้ำตามลักษณะความเสี่ยงของพื้นที่
ขณะเดียวกัน การจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการดูแลระบบระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน เช่น การขุดลอกคลอง ท่อระบายน้ำ การกำจัดตะกอน ขยะ วัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงการจัดทีมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่ฝนหนักจะเข้ามา
"อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับน้ำท่วม คือ ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัย ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถประเมินได้ในระดับหนึ่งว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนัก ระดับน้ำอาจเพิ่มสูงบริเวณใด และจุดใดมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เมื่อมีการพยากรณ์ว่ามีโอกาสเกิดฝนตกหนัก หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานด้านการป้องกันภัยควรเร่งประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เปราะบาง พร้อมระบุให้ชัดเจนว่าพื้นที่ใดควรเฝ้าระวัง พื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยง และต้องเตรียมการอย่างไร และจัดเตรียมจุดอพยพประชาชน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์จริง"
นอกจากนี้ แต่ละพื้นที่ควรมีข้อมูลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่พื้นที่เสี่ยง จุดที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำ เส้นทางน้ำ พื้นที่ต่ำ จุดที่มีปัญหาขยะหรือวัชพืชขวางทางน้ำ รวมถึงจุดที่จำเป็นต้องมีเครื่องสูบน้ำ ตัวอย่างเช่น พื้นที่บริเวณทางเลี่ยงเมืองบ้านน้อยใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีแนวโน้มรองรับน้ำ จำเป็นต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่โดยเฉพาะ
การรับมือจึงควรแบ่งทั้งพื้นที่เขตชุมชนเมืองและพื้นที่รอบนอก พร้อมกำหนดแนวทางจัดการที่แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศและความเสี่ยง การรับมือกับน้ำท่วมของนครพนมไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเป็นการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรู้จักภูมิประเทศของตนเอง การวางผังเมือง การออกแบบระบบระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ซึมน้ำ การดูแลคูคลอง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อพยากรณ์และแจ้งเตือนภัย
ปก/ข่าว/บทความ : พัฒนะ พิมพ์แน่น
#น้ำท่วม #การจัดการน้ำ #ระบบผังเมือง #ออกแบบผังเมือง #รับมือน้ำท่วม #นครพนม #มหาวิทยาลัยนครพนม ้อ