ศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภู?

กรรมการศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้รับการเชื้อเชิญจาก "พนมนครรามา" เข้าร่วมแลกเปลี่ยนกับพี่น้องกล...
12/08/2025

กรรมการศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้รับการเชื้อเชิญจาก "พนมนครรามา" เข้าร่วมแลกเปลี่ยนกับพี่น้องกลุ่มเล็กๆประกอบการดูหนังสารคดี “When my father was a Communist"- เมื่อพ่อผมเป็นคอมมิวนิสต์ โดย วิชาติ สมแก้ว หนังยาวราว 1.45 ชม. จัดฉายที่ลานสามัคคีชุมนุม นครพนม

กิจกรรมดังกล่าวนี้มุ่งหวังเปิดพื้นที่ในการพูดความจริงที่ถูกทำให้เงียบลงเรื่อย ๆ รวมทั้งการทดลองลงมือทำและเสพงานสร้างสรรค์ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง และการทำงานศิลปะ ผ่านการ"ปะ-ติด-รูป" หรือ collage art ภายใต้คีย์เวิร์ด "ความหวัง ความฝัน และจินตนาการ"

กิจกรรมนี้ได้ดำเนินพร้อมกันทั่วประเทศ 9 พื้นที่
- A BOOK with NO NAME (กรุงเทพ)
- dot.b (สงขลา)
- PLACEBo CLUB, (เชียงใหม่, on tour)
- ลานยิ้มการละคร x สวนอัญญา (เชียงใหม่)
- 𝗔𝗥𝗧𝗖𝗔𝗗𝗘 x อย่าเห็นแก่ตัวสถาน (พะเยา)
- หอสิน กธม x Block Round Collective (มหาสารคาม)
- ร้านสหายกัญ (สกลนคร)
- MUN CHA NA x NOIR ROW ART SPACE (อุดรธานี)
- พนมนครรามา x สามัคคีชุมนุม (นครพนม)

หลังการเสวนา ได้มีการจัดฉายหนังสารคดี ซึ่งดำเนินเรื่องโดยไล่เรียงภูมิหลังความเป็นมาและการแพร่กระจายของแนวคิดคอมมิวนิสม์ประกอบภาพฟุตเทจ แล้วค่อยโฟกัสลงมาเรื่อยๆ มีการสัมภาษณ์อดีตสหายที่เคยปฏิบัติงานในเขต 3 แถบพัทลุง ตรัง สตูลและใกล้เคียง รวมทั้งญาติและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ราว 5 เคส

ที่น่าสนใจคือตอนท้ายเรื่อง ได้มีการขึ้นรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ปรากฏในอนุสาวรีย์ถังแดง อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง มีจำนวนกว่า 195 คน (เป็นตัวเลขเท่าที่สำรวจได้)

เหตุการณ์ "ถีบลงเขา เผาลงถังแดง" เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นทศวรรษ 2510 เมื่อมีทหารเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อกวาดล้างผู้ต้องสงสัยว่าฝักใฝ่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หลายคนที่ถูกสอบสวน ได้รับการทารุณ และจับยัดลงถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จุดไฟเผา เพื่อทำลายหลักฐาน

นโยบาย "ตัดไฟแต่ต้นลม" โดยใช้วิธีการแบบแข็งกร้าวของรัฐไทยและกองทัพในยุคนั้น ได้ทำการจับกุม ปราบปราม และใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องสงสัย ยิ่งทำให้ชาวบ้านหลายคนสูญเสียความไว้วางใจต่อรัฐ และหลายคนได้หันไปร่วมมือกับ พคท. และพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (CPM)

แม้ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายลง แต่ก็ทิ้งรอย “บาดแผลทางความทรงจำ” ที่ยังถูกพูดถึงจนปัจจุบัน

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ "วันเสียงปืนแตก" 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ที่ได้ทิ้งร่องรอยของประวัติศาสตร์บาดแผลให้คนร่วมสมัยและรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้

คณะกรรมการศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรงานเสวนาวิชาการ  “FLAS Inspire: เสวนาสร...
09/08/2025

คณะกรรมการศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรงานเสวนาวิชาการ “FLAS Inspire: เสวนาสร้างสรรค์ปัญญา” Ep.1: จะชาติไหนก็รัก: ชาตินิยม การเมือง วัฒนธรรม
จัดโดยคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

เมื่อวันพุธที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 13:00 – 16:00 น. ณ ห้องเรียนรวม 2 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ร่วมเสวนา ได้แก่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ในหัวข้อ “ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวานและขมขื่น: วาทกรรมว่าด้วย ‘ความแท้’ (Authenticity), ความเป็นอื่น (Otherness), และการยาดแย่ง (Contestation) ทางวัฒนธรรม จากเรื่องเล่าของนักมานุษยวิทยาในระหว่างการฝังตัวในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา”

ดร.สุริยา คำหว่าน อาจารย์ประจำสาขาวิชาพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ในหัวข้อ “เขตแดนกัมพูชา-เวียดนาม จากการแบ่งแยกเพื่อปกครองในยุคอาณานิคม สู่เส้นเขตแดนรัฐชาติปัจจุบัน”

อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี อาจารย์ประจำสาขาวิชาพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ในหัวข้อ “วิวาทะ ‘ชาติ’: ชาติเป็นธรรมชาติ ของแท้แต่ดั้งเดิม หรือเพิ่งถูกสร้างขึ้นมา?”

ดร.อนุชิต สิงห์สุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมการพัฒนา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้เปิดประเด็นในหัวข้อ “อีสาน: พื้นที่สอง-สามฝ่ายฟ้าในทางประวัติศาสตร์”

“FLAS Inspire” คือเวทีเสวนาทางวิชาการที่จัดขึ้นโดยคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหลากหลายประเด็น ทั้งด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม ภาษา และเรื่องร่วมสมัยในสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

งานนี้มุ่งหวังให้เกิดการสร้างสรรค์องค์ความรู้ผ่านการสนทนาและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เวทีนี้เปิดกว้างสำหรับ คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา รวมถึง ประชาชนทั่วไปที่สนใจ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์

คณะกรรมการศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าร่วมงานพิธีรำลึกเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ครั...
09/08/2025

คณะกรรมการศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าร่วมงานพิธีรำลึกเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ครั้งที่ 21 ณ บ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

"พรรคคอมมิวนิสต์สยาม" เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นเมื่อราวทศวรรษ 2470 จากนั้นในปี 2495 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.)

ในยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการปราบปรามฝ่ายก้าวหน้าและปัญญาชนในเมืองอย่างหนัก ทำให้พคท. เน้นชนบทมากขึ้น โดยเฉพาะแถบภูพาน อีสานเหนือ เพื่อเผยแผ่แนวคิดและแสวงหาแนวร่วมกับมวลชนในชนบท

จนกระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม 2508 เกิดการปะทะด้วยอาวุธครั้งแรกระหว่าง พคท. และรัฐไทย ที่บ้านนาบัว ต.เรณูนคร (ภายหลังเรณูนครถูกยกเป็นกิ่งอำเภอปี 2513) อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

ผลสืบเนื่องจากการปะทะครั้งนั้น ได้กลายเป็นมติให้ พคท.ประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันเสียงปืนแตก” อันเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชนในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันจะมีนักวิชาการและบุคคลร่วมสมัยหลายฝ่ายได้ออกมาโต้แย้งถึงสถานที่และวันเวลาที่เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ "วันเสียงปืนแตก" นั้น แตกต่างกันไป แต่บ้านนาบัวยังได้รับการยอมรับโดยผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการปะทะกันด้วยอาวุธครั้งแรกระหว่างกองทัพประชาชนภายใต้การนำของ พคท.กับรัฐไทย และได้มีการจัดงานรำลึกต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นปีที่ 21 แล้ว

Cr. ภาพ อ.สุริยันต์ สุรเกรียงไกร

15/07/2025
15/07/2025

● เวียดนามยุบรวมจังหวัด ปฏิรูปราชการครั้งประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 สมัชชาแห่งชาติเวียดนามผ่านมติปรับโครงสร้างหน่วยงานบริหารระดับจังหวัด ด้วยคะแนนเห็นชอบ 461 ต่อ 1 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง คิดเป็นร้อยละ 96.44 ของจำนวนผู้แทน

มติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีนับตั้งแต่วันที่ให้ความเห็นชอบ หน่วยงานบริหารใหม่สามารถเริ่มปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการตามแผนของรัฐบาลกลางตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568

แผนการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการครั้งนี้ ดำเนินการปรับโครงสร้างระบบราชการ เพื่อจัดตั้งหน่วยงานบริหารระดับจังหวัดขึ้นใหม่ ประกอบด้วยจังหวัดที่ยุบรวม 19 จังหวัด 4 นคร และอีก 11 จังหวัดจากโครงสร้างเดิม

เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูประบบราชการ เพื่อสร้างระบบการเมืองที่กะทัดรัด แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวมถึงเปลี่ยนจากการบริหารจัดการเชิงรับเป็นการบริการเชิงรุก โดยเน้นสร้างแรงขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสามารถวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมคล่องตัวยิ่งขึ้น และสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และมีรายได้สูงภายในปี 2588

ทั้งนี้ หลังจากการรวมจังหวัดและเมืองเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 79,339 คน จะต้องลาออกหรือยื่นคำร้องขอเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณได้กว่า 190 ล้านล้านดอง หรือประมาณ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2569-2573

“ช่วงเวลานี้คือโอกาสที่เหมาะสม หากเราต้องการพัฒนาจำต้องปรับลดโครงสร้างให้เบาลงเพื่อที่จะโบกบินขึ้นสู่ห้วงเวหา นี่คือพันธกิจอันแสนยากเข็ญเพราะมันส่งผลต่อจิตใจ ความรู้สึก สิทธิประโยชน์ ผลประโยชน์ และชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการ และสมาชิกพรรคฯ”
— โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (3 ธันวาคม 2567)

วันโอวันชวนย้อนอ่าน ‘เวียดนามหลังรวมชาติ 50 ปี: จากยุคโด่ยเหมยสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของชาติ?’ โดย สุริยา คำหว่าน ชวนดูวิสัยทัศน์ของเวียดนามหลังผ่านพ้นการฉลองครบรอบ 50 ปีการรวมชาติ และกำลังตั้งเป้าเดินหน้าสู่ ‘ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของชาติ’

อ่านได้ที่: https://www.the101.world/vietnam-after-50-years-of-reunification

ภาพประกอบ: จิราภรณ์ บุญเย็น

#เวียดนาม #ปฏิรูปราชการ #วันโอวัน

15/07/2025

“คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ชาติ’ ได้รุกล้ำและโอบล้อมตัวเราทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว จนบางครั้งอาจสลายพื้นที่ส่วนตัว ควบคุมเราทั้งในแง่จิตสำนึกและการกระทำ ทั้งทางตรงและทางอ้อม”
ในห้วงเวลาที่แนวคิดชาตินิยมกำลังเป็นที่กล่าวถึง ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลีชวนสำรวจกรอบคิดและข้อถกเถียงสำคัญว่าด้วย ‘ชาติ’ ตั้งคำถามว่าชาติเป็นสิ่งที่มีมาโดยธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ตลอดจนสำรวจว่าแนวคิดเรื่อง ‘ความเป็นชาติ’ และ ‘ชาตินิยม’ ทรงอิทธิพลอย่างไรต่อจิตสำนึกของผู้คนและความเป็นไปของสังคม
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/debates-on-nation/
“ความแตกต่างของมุมมองที่เห็นว่า ชาติในฐานะอัตลักษณ์ทางสังคม (social identity) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่มีความเป็นดั้งเดิมใดรองรับนั้น มาจากฐานแนวคิด ‘การสร้างนิยม’ (constructivism) ที่มองว่า ‘ชาติ’ อาจจะไม่มีความเป็นของแท้ดั้งเดิม (authenticity) รองรับอยู่เลยก็ได้ หากแต่ผ่านกระบวนการผลิตใหม่และผลิตซ้ำอย่างประณีตซับซ้อนต่อเนื่อง”
“ส่วนแนวคิดที่มองเชิงประจักษ์ว่า ชาติมีความเป็นของแท้ดั้งเดิมนั้น ก็เกิดจากพื้นฐานของแนวคิดสัจนิยม (realism) ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดสารัตถะนิยม (essentialism) โดยมองว่าอัตลักษณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม [...] ชาติเองก็เป็นอัตลักษณ์/วัฒนธรรมที่ไม่ใช่ได้รับการประดิษฐ์สร้างขึ้นมาอย่างเทียมๆ โดยมนุษย์ ดังนั้น ถ้ามองจากมุมนี้จะเห็นว่ามนุษย์เป็นแต่เพียงร่างทรงของวัฒนธรรม (autonomy culture) หาใช่มนุษย์ผู้มีเจตจำนงเสรี”
“เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson)[16] แม้จะไม่แสดงมุมมองแบบ constructivist อย่างชัดเจน แต่ยังมองว่า “ชาติเป็นผลผลิตของวาทกรรมเชิงจินตนาการ” [...] แม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว ชุมชนชาติที่ถูกจินตนาการขึ้นมานี้จะยังมีความไม่เท่าเทียม มีการขูดรีด เอารัดเอาเปรียบดำรงอยู่ก็ตาม แต่ก็ซ่อนเร้นผ่านการสร้างความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในชาติที่ผูกพันสมานฉันท์ดังพงศ์เผ่าต้นตระกูลเดียวกัน (fraternity) เปี่ยมล้นด้วยมิตรภาพ (comradeship) อย่างเท่าเทียม ซึ่งจินตนาการดังกล่าวสามารถทำให้คนในชาติเห็นว่าคุ้มค่าและพร้อมยอมพลีชีพเพื่อมันได้”
“ชุมชนจินตนาการของชาติเป็นผลผลิตมาจากกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรมและการสร้างรัฐ-ชาติ หากแต่ในปัจจุบันหรือสังคมหลังอุตสาหกรรมหรือหลังสมัยใหม่นั้น ชาติกลับเป็นผลผลิตของสังคมผู้บริโภคที่กลมกลืนไปกับวัฒนธรรมป๊อปในฐานะ ‘ชาตินิยมหลังประวัติศาสตร์’ (post-historical nationalism) หรือชาตินิยมใหม่ (neo-nationalism)”
“ถึงแม้ว่า ‘ชาติ’ จะดูทรงฤทธานุภาพและพันลึกอย่างแนบเนียน แต่ก็ไม่ได้ถูกแช่แข็ง หยุดนิ่ง มั่นคง ตายตัว หากสามารถปรับเปลี่ยน ช่วงชิง และตีความโดยผู้กระทำทางสังคมฝ่ายต่างๆ (ทั้งสนับสนุนและวิพากษ์) อยู่ตลอดเวลาในบริบทที่แตกต่างกันไป โดยนัยนี้ความหมายของตัวบทและวาทกรรมชาติจึงไม่ควรถูกผูกขาด หากแต่สามารถที่จะได้รับการให้ความหมาย ถอดรื้อ เขียนและอ่านใหม่ (re-read) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม”
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย

15/07/2025

ในห้วงเวลาที่สายตาของทั้งสังคมกำลังจับจ้องไปยังชายแดนไทย-กัมพูชา สุริยา คำหว่าน ชวนเหลือบแลไปยังชายแดนเบื้องบูรพาทิศของกัมพูชา ไล่เรียงประวัติศาสตร์เรื่องการปักปันเขตแดนระหว่างเวียดนามและกัมพูชา ตั้งแต่ยุครัฐจารีตจนถึงปัจจุบัน
“แม้ว่าการเจรจาเพื่อปักปันเขตแดนทางบกระหว่างเวียดนามและกัมพูชาจะดำเนินไปท่ามกลางความซับซ้อนของสภาพพื้นที่ และแรงเสียดทานทางการเมือง โดยเฉพาะในบริบทของประเทศที่มีความหลากหลายทางการเมืองและความคิดเห็นของสาธารณชนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม มีความชัดเจนในเชิงข้อเท็จจริงว่าการดำเนินการปักปันเขตแดนระหว่างเวียดนาม-กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการเจรจาเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา”
“ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี (ค.ศ. 1999-2019) ทั้งสองประเทศสามารถดำเนินการปักปันเขตแดนได้แล้วเสร็จเป็นระยะทางประมาณ 1,045 กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 84 ของความยาวแนวเขตแดนทั้งหมด โดยได้ติดตั้งหลักเขตแดนจำนวน 2,047 หลัก ณ 1,553 ตำแหน่ง (ไม่รวมหลักเขตแดนที่ไม่มีหมายเลข ซึ่งปักไว้ ณ จุดบรรจบของพรมแดนสามประเทศ ได้แก่ เวียดนาม-กัมพูชา-ลาว) "

“ทั้งสองฝ่ายยังจัดทำกรอบเอกสารทางกฎหมายร่วมกันเพื่อรับรองผลสำเร็จของการปักปันเขตแดนที่ได้ดำเนินการมา ซึ่งนับเป็นพัฒนาการสำคัญในการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน”
อ่านบทความได้ที่ https://www.the101.world/cambodia-vietnam-border-negotiations-history/

ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด

15/07/2025

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ชายแดน : มุมมองต่อแรงงานข้ามชาติจากนักวิจัยลุ่มน้ำโขง

ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม นักวิจัยผู้ศึกษาเรื่องแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ได้กล่าวถึงภาพรวมของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ชายแดนของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม, อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย และอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งพบว่าในแต่ละพื้นที่มีกลุ่มแรงงานและลักษณะงานที่แตกต่างกัน

อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พบว่าแรงงานส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุเริ่มตั้งแต่ 13–40 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด แรงงานที่เข้ามาทำงานในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเกษตรกรรม เช่น การปลูกยาสูบ มะเขือเทศ โดยเฉพาะบ้านแพงมีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก และเป็นพื้นที่สะสมตะกอนจากน้ำหลาก มีพื้นที่ทำการเกษตรกว่า 4,000 ไร่ ซึ่งทำให้นายทุนจำเป็นต้องหาแรงงานจำนวนมากมารองรับความต้องการดังกล่าว แต่แรงงานไทยกลับไม่ทำงานเหล่านี้ จึงต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากประเทศลาว

นอกจากประเด็นเรื่องการขาดแคลนแรงงานไทย อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาในเชิงสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ยังอยู่ในช่วงเติบโตและมีความเสี่ยงด้านพฤติกรรมทางเพศ ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการใช้แรงงานเด็ก และประเด็นทางกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจนพอในการจัดการ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากจีนที่เข้ามาในพื้นที่ชายแดนของไทย ยังส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มักจะทำงานได้ไม่นานและย้ายถิ่นฐานไปยังที่อื่นหากมีโอกาสหรือมีศักยภาพสูงขึ้น

อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ยังกล่าวถึงข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดว่า จำนวนแรงงานข้ามชาติจากกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ระหว่าง 3.3-3.7 ล้านคน ซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว (GDP per capita) ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 6.2% แต่ในทางกลับกัน แรงงานเหล่านี้กลับเผชิญกับการถูกมองว่าเป็น “แรงงานชั้นล่าง” ภายใต้แนวคิดชาตินิยม ทั้งที่แรงงานกลุ่มนี้เข้ามาทำงานในส่วนที่แรงงานไทยไม่ทำ และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยิ่งส่งผลให้แรงงานในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

“เราควรเปลี่ยนวิธีคิดว่า เมื่อแรงงานเหล่านี้เข้ามาแล้ว เราจะบริหารจัดการอย่างไร ให้เขาอยู่ในระบบและช่วยพัฒนาประเทศของเรา ไม่ใช่แค่ใช้แรงงานเขาแล้วปล่อยปละละเลย ภาครัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะเรื่องของสวัสดิการและการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน"

จำนวนแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบบริการสุขภาพไทยล่าสุด (ปี 2568) ดังนี้
1.กองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ท.99) ประมาณ 730,000 คน

2.ระบบประกันสังคม ประมาณ 1,430,000 คน

3.กองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว (ซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข) ประมาณ 309,000 คน

ส่วนแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาผิดกฎหมาย ไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพกับกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวของกระทรวงสาธารณสุขได้โดยตรง เพราะการขึ้นทะเบียนซื้อประกันสุขภาพต้องมีเอกสารยืนยันสถานะ เช่น บัตรประจำตัวบุคคล หนังสือเดินทาง หรือใบอนุญาตทำงานตามที่กองทุนกำหนด

อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ไม่มีเอกสารหรือสถานะถูกกฎหมายจริง ๆ หากเข้ารับบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ จะต้องชำระค่ารักษาเองเต็มจำนวน แต่ในกรณีที่ไม่มีความสามารถชำระ หน่วยบริการอาจพิจารณาช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนในการรองรับแรงงานข้ามชาติในด้านสิ่งแวดล้อมหรืออาชีวอนามัย ตัวอย่างเช่น แรงงานที่บ้านแพงซึ่งต้องทำงานกลางแจ้งท่ามกลางอุณหภูมิสูงและแสงแดดรุนแรง พวกเขาเก็บเกี่ยวใบยาสูบในสภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่มีแม้แต่พัดลม หลบแดดเพียงในเพิงเถียงนา และได้รับค่าจ้างร้อยใบยาสูบขนาด 30 ซม. จำนวน 100 ไม้ ถึงจะได้ค่าจ้างในราคา 35 บาท ซึ่งไม่เพียงสะท้อนปัญหาความไม่เท่าเทียมในสวัสดิการ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อทั้งแรงงาน การใช้สารเคมี และระบบเกษตรโดยรวม
-----------------------------------
#นครพนมโฟกัส #สร้างสรรค์พื้นที่สื่อโฟกัสตรงประเด็น #บทความ #สื่อสร้างสรรค์ #ข่าวนครพนม #ข่าวท้องถิ่น #ข่าวอีสาน #สื่ออีสาน #นครพนม #แรงงาน #เสวนาแรงงาน #พนมนครรามา #เหงื่อแล้งและแรงงาน #ดูหนังฟังทอล์กสัญจรถิ่นอีสาน

15/07/2025

แรงงานยังไร้สิทธิ เหงื่อแล้งกลางความเหลื่อมล้ำ เสียงสะท้อนจากอีสานสู่เวทีสาธารณะ

เมื่อระบบเศรษฐกิจโลกหมุนเร็ว ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และเทคโนโลยีรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ปรากฏการณ์หนึ่งที่ชัดเจนในยุคปัจจุบันคือการ “เคลื่อนย้ายแรงงาน” ทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน กิจกรรม "ดูหนัง ฟังทอล์ก สัญจรถิ่นอีสาน" ที่จัดโดยพนมนครรามา ได้หยิบยกประเด็นแรงงานมาเปิดพื้นที่พูดคุยในเวทีเสวนา “เคลื่อนย้ายหวังตั้งมั่นเมืองบ่มั่นคง : การเคลื่อนย้ายแรงงานกับการเผชิญความเสี่ยงจากการทำงานท่ามกลางสภาวะโลกรวน” เพื่อสะท้อนมุมมองและเสียงจริงของแรงงานจากหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ แรงงานไทยในต่างแดน ไปจนถึงนักวิชาการ และนักสื่อสารสาธารณะ

“ไรเดอร์” ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่ไร้หลักประกัน
“เราทำได้แค่ส่งให้ทัน เพื่อให้ได้เงินมากที่สุดในแต่ละวัน” คือเสียงสะท้อนจากไรเดอร์หนุ่มในนครพนม ที่เล่าถึงความกดดันของอาชีพซึ่งหลายคนมองว่า “อิสระ” และ “มีรายได้ดี” แต่ในความจริงกลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด ระบบให้คะแนนลูกค้า กติกาของแอปฯ การแข่งขันเพื่อไม่ให้ตกอันดับ และสภาพอากาศที่ไม่อาจควบคุมได้ ล้วนเป็นปัจจัยที่บีบให้แรงงานไรเดอร์ต้อง “วิ่ง” ทั้งวันโดยไร้ความมั่นคง

หลายคนขับรถตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ได้เงินเพียง 600-700 บาท หักต้นทุนค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพของรถจักรยานยนต์แล้วแทบไม่เหลือ ยิ่งวันใดเจอลูกค้าให้คะแนนต่ำหรือร้องเรียน แม้ไรเดอร์จะพยายามอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม ก็อาจถูกตัดสิทธิ์รับงานในวันถัดไป “ไม่มีใครอยากเป็นไรเดอร์ตลอดชีวิต แต่มันไม่มีงานอื่นให้เลือกแล้ว” พวกเขาไม่ขออะไรมากไปกว่าการได้รับการคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน ความมั่นคงขั้นต่ำที่แรงงานกลุ่มนี้สมควรได้รับ

“ชีวิตบนเรือสำราญ” ความฝันที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ
กิจจาพร เชื้อดวงผุย แรงงานไทยที่เคยทำงานบนเรือสำราญ ได้บอกเล่าประสบการณ์ที่สวนทางกับภาพฝันของหลายคน “คนเห็นเราทำงานบนเรือ คิดว่าได้เงินเยอะ ได้เที่ยวรอบโลก แต่เราไม่มีวันหยุด ทำวันละ 12-13 ชั่วโมง แบกถาดอาหาร 12 จานจนเส้นเลือดขอด” สุขภาพที่ทรุดโทรม คำพูดดูแคลนจากลูกค้า และความกดดันจากระบบบริการ “ลูกค้าคือพระเจ้า” กลายเป็นกรอบบังคับให้ต้องยิ้มแม้จะเจ็บป่วย

ถึงแม้จะได้ค่าแรงสูงและมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศ แต่การทำงานบนเรือสำราญก็แลกมาด้วยการห่างครอบครัวนานนับเดือน ความเหนื่อยล้าสะสม และภาวะที่ใกล้เคียงกับ “หมดไฟ” ในชีวิตการทำงาน “เราทำต่อไม่ไหว เพราะร่างกายเราไม่ไหวแล้ว”

“แรงงานข้ามชาติ” กลไกที่ถูกหลงลืมในระบบเศรษฐกิจไทย
อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวถึงแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในพื้นที่ชายแดนไทยว่า ส่วนใหญ่เป็นแรงงานวัยรุ่นจากประเทศลาว ที่มาทำงานในภาคเกษตรกรรม เช่น การปลูกยาสูบ และมะเขือเทศ ในอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เพราะแรงงานไทยไม่ต้องการทำงานดังกล่าว “แต่เรายังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการและดูแลแรงงานเหล่านี้”

แรงงานข้ามชาติจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีส่วนช่วยเพิ่ม GDP ไทยถึง 6.2% แต่ในทางกลับกัน พวกเขากลับยังถูกมองเป็นแรงงานชั้นล่าง และขาดการคุ้มครองในระบบที่เพียงพอ ตัวเลขปี 2568 ชี้ว่า มีแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมและสุขภาพ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ท.99) ประมาณ 730,000 คน, กลุ่มระบบประกันสังคม ประมาณ 1,430,000 คน และกลุ่มกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว (ซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข) ประมาณ 309,000 คน แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่อยู่ในระบบผิดกฎหมาย ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการใด ๆ ได้

แรงงานข้ามชาติที่ทำงานกลางแจ้งต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูง ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน หรือแม้แต่ร่มเงา พวกเขาได้ค่าแรงเพียง 35 บาท ต่อการร้อยใบยาสูบ 100 ไม้ (ในกรณี อ.บ้านแพง จ.นครพนม) สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมและผลกระทบจากสภาวะโลกรวนที่ส่งตรงถึงร่างกายของแรงงาน

“แรงงานไทยในต่างแดน” เมื่อบ้านเกิดไม่อาจรองรับการกลับมา
ภัทราภรณ์ ศรีทองแท้ บรรณาธิการ Decode Thai PBS ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่แรงงานข้ามชาติเข้ามาไทย แรงงานไทยจำนวนมากกลับไหลออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานอีสานที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอลและฟินแลนด์ ในอิสราเอลพวกเขาได้ค่าจ้างราว 50,000–60,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม ส่วนในฟินแลนด์แรงงานหลายคนเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวเพื่อเก็บผลเบอร์รี่ แม้ไม่มีสถานะถูกกฎหมาย ก็ยอมแลกเพราะต้องการรายได้มาจุนเจือครอบครัว

ที่น่าสนใจ คือแรงงานจำนวนหนึ่งได้นำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด เช่น ระบบน้ำหยดจากอิสราเอล หรือเทคโนโลยีการปลูกพืชในสภาพอากาศแปรปรวน แต่เมื่อกลับมาพวกเขากลับไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างเต็มที่ “เรามีระบบรองรับแรงงานที่กลับมาหรือยัง?” ภัทราภรณ์ ตั้งคำถาม

แรงงานคือรากฐานไม่ใช่เพียงแรงขับ บทสนทนาบนเวทีในนครพนมไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนเรื่องงาน แต่สะท้อนถึง “ชีวิต” ของแรงงานในหลายมิติ ทั้งไรเดอร์ผู้ไร้หลักประกัน แรงงานหญิงบนเรือสำราญที่ต้องแลกสุขภาพเพื่อเงินตรา แรงงานข้ามชาติที่เผชิญกับความเปราะบาง และแรงงานไทยในต่างแดนที่แบกรับความเสี่ยงเพื่อครอบครัว ในยุคที่โลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนย้ายแรงงานไม่ใช่เพียงการโยกย้ายทางภูมิศาสตร์ แต่สะท้อนถึงช่องว่างของระบบโครงสร้าง เศรษฐกิจ และสวัสดิการที่ยังต้องได้รับการทบทวนอย่างจริงจัง เพื่อให้แรงงานทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในห่วงโซ่การผลิต ได้รับการเคารพในฐานะมนุษย์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต

ข่าว/บทความ : นครพนมโฟกัส
-----------------------------------
#นครพนมโฟกัส #สร้างสรรค์พื้นที่สื่อโฟกัสตรงประเด็น #บทความ #สื่อสร้างสรรค์ #ข่าวนครพนม #ข่าวท้องถิ่น #ข่าวอีสาน #สื่ออีสาน #นครพนม #แรงงาน #เสวนาแรงงาน #พนมนครรามา #เหงื่อแล้งและแรงงาน #ดูหนังฟังทอล์กสัญจรถิ่นอีสาน

15/07/2025

“รัฐธรรมนูญของเฮา” เมื่อคนอีสานลุกขึ้นมาเขียนอนาคตของตัวเอง

“รัฐธรรมนูญ” คำที่มักถูกมองว่าไกลตัว กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับพี่น้องชาวอีสาน เมื่อเสียงของประชาชนเริ่มดังก้องขึ้นผ่านเวที “การอบรมเชิงปฏิบัติการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ของคนอีสานระดับจังหวัด” จัดขึ้นโดย ขบวนการประชาธิปไตยอีสาน (Isan Democracy Movement - IDM) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายประชาชน ภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชนในภาคอีสาน ที่มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร) ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม

กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงเวทีพูดคุย แต่เป็นเวทีสร้างพลังทางความคิด เพื่อออกแบบรัฐธรรมนูญจากประชาชน สู่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยใช้กระบวนการ World Café แบ่งการพูดคุยเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่

“รัฐธรรมนูญมีความสำคัญกับชีวิตอย่างไร”
“ผลกระทบของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีต่อชีวิตเรา”
“รัฐธรรมนูญของคนอีสานควรเป็นแบบไหน”

เสียงจากเวทีสะท้อนถึงความผิดหวังและคับข้องใจที่ประชาชนจำนวนมากเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่พวกเขาหวังว่าจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับความล้มเหลวและอุปสรรคจากกลไกรัฐ เช่น วุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำให้เสียงของประชาชนถูกเบียดบังและไร้น้ำหนัก

หนึ่งในผู้ร่วมเวทีสะท้อนว่า เราเคยมีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนในปี 2540 เพราะประชาชนลุกขึ้นมาผลักดันเอง พรรคการเมืองก็ไม่ได้อยากเปลี่ยน แต่ต้านพลังประชาชนไม่ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิดสำคัญในวันนี้ที่ประชาชนต้องไม่รออีกต่อไป

ปี 2568 เป็นปีที่ IDM และเครือข่ายภาคอีสานได้กำหนดทิศทางใหม่ ด้วยการลงพื้นที่จัดเวที “เขียนรัฐธรรมนูญคนอีสาน” ทั้งหมด 20 จังหวัด โดยจังหวัดนครพนม เป็นเวทีที่ 11 และในเดือนกรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้ จะมีการรวบรวมข้อเสนอจากทุกจังหวัด มาวิเคราะห์ร่วมกับนักวิชาการ และร่างเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ก่อนเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2568

เสียงของผู้เข้าร่วมสะท้อนภาพปัญหาที่รัฐธรรมนูญควรเข้าไปแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ปากท้อง การศึกษา สิทธิเด็ก หรือแม้แต่การเปิดพื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชน

พงษ์พันธุ์ สีสุทร จากโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญควรเป็นหลักประกันความอยู่ดีกินดีของประชาชน ไม่ใช่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา และในส่วนของการศึกษาต้องมีการปฏิวัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นตั้งแต่หลักสูตรกระทรวง

วิรัช คำมงคุณ ชาว อ.นาแก อยากให้ร่างฉบับใหม่ เน้นถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่รัฐธรรมนูญควรมีบทบาท “การค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรมกำลังทำลายเศรษฐกิจชุมชน เราต้องการรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองคนตัวเล็ก ไม่ใช่นายทุนต่างชาติ”

ขณะที่ กลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น ปิยาพัชร บัวชุม และ เบญจพร ยาทองไชย จาก อ.เรณูนคร ให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชน โดยหวังว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นฐานให้เยาวชนมีโอกาสออกแบบชีวิตและชุมชนของตนเองอย่างแท้จริง

ณัฐวุฒิ กรมภักดี จาก IDM เน้นว่า รัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่เอกสารที่ประชาชนอ่านไม่เข้าใจและไม่มีสิทธิแตะต้อง มันควรเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งแต่เกิดจนตาย เราต้องเริ่มจากให้ประชาชนรู้ว่าเขามีสิทธิเขียนมันด้วยตัวเอง

ประชาชนลุกขึ้นมาร่างอนาคตของตัวเอง
แนวทาง “เขียนรัฐธรรมนูญเอง” นี้ อาจดูท้าทายเมื่อเทียบกับโครงสร้างการเมืองไทยที่ยังยึดโยงกับอำนาจแบบรวมศูนย์ แต่ความเชื่อของ IDM และภาคีเครือข่าย คือ หากประชาชนลุกขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง และเข้าใจในสิทธิของตนเอง วันนั้นจะไม่มีใครหยุดการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป

“รัฐธรรมนูญของคนอีสานจะไม่ใช่แค่กระดาษ แต่จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้คำว่า “ประชาธิปไตย” กลับมามีน้ำหนักและความหมายอีกครั้ง”

และคำถามสุดท้าย คือ เมื่อเรานึกถึง “รัฐธรรมนูญ” วันนี้... เรานึกถึงอะไร? คำตอบของชาวอีสาน คือ เรานึกถึงสิทธิ นึกถึงคุณภาพชีวิต นึกถึงบ้านเกิด และอนาคตของลูกหลานเฮา

ภาพ/บทความ : นครพนมโฟกัส
------------------------------
#นครพนมโฟกัส #สร้างสรรค์พื้นที่สื่อโฟกัสตรงประเด็น #บทความ #สื่อสร้างสรรค์ #ข่าวนครพนม #ข่าวท้องถิ่น #ข่าวอีสาน #สื่ออีสาน #นครพนม #รัฐธรรมนูญ #แก้ไขรัฐธรรมนูญ #รัฐธรรมนูญอีสาน #ขบวนการประชาธิปไตยอีสาน

ชวนอ่านบทความดี ๆ โดย ดร.คชษิณ สุวิชา มรภ.ร้อยเอ็ด หัวหน้าโครงการ "พัฒนาระบบและกลไกเพื่อการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภา...
15/07/2025

ชวนอ่านบทความดี ๆ โดย ดร.คชษิณ สุวิชา มรภ.ร้อยเอ็ด หัวหน้าโครงการ "พัฒนาระบบและกลไกเพื่อการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับประชากรข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนไทย -ลาว" ทุนสนับสนุนจาก สสส. ที่ดูแล 3 พื้นที่ (อ.ท่าลี่ จ.เลย, อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย และอ.บ้านแพง จ.นครพนม)

บทความได้เล่าถึงสถานการณ์การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพและการพัฒนาอสช. หรือ อาสาสมัครสุขภาพชายแดน ในกรณีพื้นที่ อ. บ้านแพง

"อสช.(อาสาสมัครสุขภาพชายแดน) เป็นความพยายามหนึ่งในการขับเคลื่อนการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของชุมชนชายแดนไทย-ลาว ที่มี “ความเป็นธรรม”..
.การสมัครใจเข้ามาเป็น "อสช." ที่ประกอบด้วยพี่น้องลาวและอสม. คนไทยในชุมชน อาจเป็นหนทางสำคัญที่จะนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐได้ และเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยให้ “คนทุกคน” หลังเส้นเขตแดนมีสุขภาพที่ดี ซึ่งหากทุกคนมีสุขภาพดีแข็งแรง นั่นก็หมายถึงสังคมและประเทศไทยมีความเข้มแข็งและมั่นคงด้วยเช่นเดียวกัน"

📌กลไกเล็กที่ลดอคติ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสุขภาพชายแดน
สิ่งที่ทีม อาสาสมัครสุขภาพชายแดน (อสช.) กำลังทำไม่เพียงแค่ช่วยให้คนทุกคนมีความรู้เรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่ยังช่วย “ลดภาระ” ของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาวได้จริง เพราะการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน ย่อมลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้บริการรักษาพยาบาลซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ทีม อสช. ยังช่วยทลายกำแพงอคติในชุมชน ทำให้คนไทยเห็นว่าผู้มีปัญหาสถานะบุคคล หรือคนลาวที่อาศัยอยู่ฝั่งไทย ก็มีบทบาทในการช่วยดูแลชุมชนได้ด้วยเช่นกัน
“ทุกวันนี้คนลาวที่อยู่ในชุมชนเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น ชาวลาวเองก็เริ่มเปิดเผยตัวเองมากขึ้น เต็มใจร่วมกิจกรรมในชุมชนมากขึ้น รวมถึงกิจกรรมสุขภาพ ที่ทางสาธารณสุขจัดด้วย ก็ทำให้การทำงานด้านสาธารณสุขในพื้นโดยเฉพาะงานด้านการส่งเสริมป้องกัน ทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน” ประธาน อสม.อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม
ภาพ : อาสาสมัครสุขภาพชายแดน
บทความ : ดร.คชษิณ สุวิชา
อ่านเพิ่มเติมที่ : https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/gjobu8awdao80wzl9yvoc236-อาสาสมัครสุขภาพชายแดน-ไทย-ลาว-กับภารกิจสร้างสุขภาวะ-อยู่ดี-มีแฮง-กินแซ่บ-นอนหลับ
#ประชากรข้ามชาติ #อยู่ดีมีแฮง

ที่อยู่

Nakhon Phanom

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท