ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ

ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ, การศึกษา, 83 ถนนบำรุงเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม, Nakhon Phanom.

ศูนย์การเรียน CYF สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงศักยภาพ ความสนใจ และบริบทชีวิตของผู้เรียนเป็นสำคัญ • การศึกษาโดยประชาชน เพื่อประชาชน

📌📌22 กันยายน 69 ปักหมุดชวนเตรียมอ่าน📌📌บทสัมภาษณ์สั้น ๆ (ขนาดยาว) ของ “ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ” แห่ง "กองโจรสนิมวินเทจ จ.สกล...
20/09/2026

📌📌22 กันยายน 69 ปักหมุดชวนเตรียมอ่าน📌📌
บทสัมภาษณ์สั้น ๆ (ขนาดยาว) ของ “ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ” แห่ง "กองโจรสนิมวินเทจ จ.สกลนคร" กลุ่มคนธรรมดา ๆ ที่ไม่รอให้ใครมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เมือง เพราะพวกเขาเลือกออกไป “ปล้น” พื้นที่รกร้าง ว่างเปล่า เงียบเหงา และน่ากลัว พื้นที่ ๆ เมืองอาจเคยมองข้าม แต่พวกเขาเอากลับมา "คืนชีวิต" ให้มันอีกครั้ง
จากพื้นที่ร้าง กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ จากพื้นที่ ๆ ไม่มีใครอยากเข้าไปกลายเป็นพื้นที่ที่เด็ก ๆ ผู้คน และชุมชนอยากเข้ามาใช้เวลาอยู่ร่วมกัน และทำกิจกรรมด้วยกัน
นี่อาจไม่ใช่เรื่องของการสร้างอะไรใหม่ แต่อาจเป็นเรื่องของการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ถูกทิ้งแล้วลงมือทำให้มันกลับมามีความหมายอีกครั้ง
เพราะศิลปะของการร่วมเปลี่ยนเมือง บางครั้งไม่ได้เริ่มจากงบประมาณก้อนใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากคนพิเศษ แต่มันเริ่มจากคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอำนาจหรือตำแหน่งแห่งหนใด ๆ แต่เป็นคนธรรมดา ๆ ที่มองพื้นที่ว่างเปล่าแล้วเชื่อว่า
"มันยังมีชีวิตรออยู่ข้างใน"
บทสัมภาษณ์เผยแพร่ทาง FB ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ และ FB : Flexible Learning มาตรา12-การศึกษาในมือคุณ และ FB ภาคีเครือข่าย
#กองโจรสนิมวินเทจสกลนคร #ฅคม #ฅนเคลื่อนเมือง #ซีวายเอฟ #มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน #การศึกษาที่ยืดหยุ่น #การศึกษามาตรา12 #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #กสศ

‘ครูปุ๋ย – ดวงใจ ไพโรจน์วราการ’ ครูที่ออกจากโรงเรียนในระบบการศึกษา เพื่อกลับมาเจอ “การเรียนรู้” ในชีวิตจริงครั้งนี้เราชว...
19/09/2026

‘ครูปุ๋ย – ดวงใจ ไพโรจน์วราการ’ ครูที่ออกจากโรงเรียนในระบบการศึกษา เพื่อกลับมาเจอ “การเรียนรู้” ในชีวิตจริง
ครั้งนี้เราชวนมานั่งคุยกับ ‘ปุ๋ย - ดวงใจ ไพโรจน์วราการ’ หรือ “ครูปุ๋ย” ถึงตัวตน การตั้งคำถาม การออกจากกรอบ ความหมายของการเป็นครูและการใช้เรื่อง “ความห่วย” เป็นจุดเริ่มต้นของการชวนเด็ก ๆ เริ่มต้นทำในสิ่งที่ "ห่วย" ก่อนก็ได้ไม่เห็นจะเป็นไรเลย
นี่เรื่องราวที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ครูคนหนึ่งที่เคยอยู่ในระบบการศึกษาและตัดสินใจลาออกจากข้าราชการครู” แต่ชวนเรากลับมาถามกับตัวเองได้เช่นกันว่า
“เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน และห้องเรียนที่แท้จริงของเราคืออะไร”
จากอาชีพข้าราชการครู 7 ปี สู่ผู้ก่อตั้ง "Fox space" พื้นที่ ๆ อนุญาตให้เด็กได้ลองผิด ลองถูก และแม้แต่ “ห่วย” ได้อย่างเต็มที่ เพราะสำหรับครูปุ๋ยแล้ว การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การสอบให้ได้คะแนนดี แต่คือการทำให้คนคนหนึ่ง “อยู่ได้จริง” ในชีวิต
“ปุ๋ยคิดว่ามันต้องทำให้คนคนหนึ่งเขาอยู่ได้ ซึ่งอยู่ได้จริง ๆ ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่การสอบได้ หรือเรียนได้คะแนนดี เพราะโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่การลงสนามสอบแข่งขัน แต่นี่คือการใช้ชีวิตจริง”
สำหรับ “ครูปุ๋ย” การลาออกจากการเป็นข้าราชการครูหลังทำงานอยู่ในระบบการศึกษา 7 ปี ไม่ได้หมายถึงการเลิกเป็นครู ตรงกันข้าม มันอาจเป็นช่วงเวลาที่เธอได้ค้นพบความหมายของคำว่า “ครู” ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
จากครูสังคมศาสตร์ในโรงเรียน ครูปุ๋ยก้าวออกมาสู่โลกที่ไม่มีตารางสอน ไม่มีข้อสอบปลายภาค และไม่มีกรอบชัดเจนว่าคนคนหนึ่งควรต้องเป็นอะไร เธอก่อตั้ง Fox space พื้นที่เรียนรู้ที่เปิดให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเล่นบอร์ดเกม ทำกิจกรรม เขียนบท แสดง ทำหนังสั้น และเต้น หรือเรียนรู้เรื่องอื่นใดก็ได้ที่เด็ก ๆ สนใจ ขณะเดียวกันเธอก็ทำงานเป็นวิทยากร พบปะผู้คนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กประถม เด็กมหาวิทยาลัย คนทำงาน ไปจนถึงผู้ใหญ่ในองค์กรต่าง ๆ
และในอีกบทบาทหนึ่ง เธอยังทำงานด้านการตลาดและคอนเทนต์ให้กับ ‘นครพนมฟาร์มปลา’ ธุรกิจที่เลี้ยงปลาในแม่น้ำโขงที่ติดอันดับฟาร์มปลาที่มีคุณภาพในระดับสากล
โลกของครูปุ๋ยจึงไม่ได้มี “เด็กนักเรียน” เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป แต่เป็น “ผู้คน” ผู้คนที่ต่างวัย ต่างประสบการณ์ และต่างกำลังพยายามหาคำตอบให้กับชีวิตของตัวเอง
ย้อนกลับไปในวันที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา ครูปุ๋ยเป็นครูสังคมศาสตร์ และเป็นครูที่เชื่อในการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำกิจกรรม การเล่าเรื่อง ภาพยนตร์ ละครเวที ล้วนถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน เธอพยายามทำให้การเรียนรู้มีชีวิต และในหลายครั้งสิ่งที่ทำให้เธอได้รับการยอมรับก็คือการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ “แตกต่าง” แต่ลึกลงไป เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังว่ายทวนน้ำ

“ถ้าย้อนความทรงจำกลับไปในช่วงทำงานในระบบราชการตั้งแต่ตอนแรก ปุ๋ยก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนปลาที่ว่ายทวนน้ำ เพราะในระบบมีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ มีการสอบ ก็ต้องทำให้เด็กสอบได้ มีการแข่งขัน ก็ต้องพาเด็กไปแข่งขัน มีการประเมิน ก็ต้องทำให้ผลงานออกมาดี ซึ่งปุ๋ยก็ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นนะ ก็พยายามต่อสู้กับมันอย่างเต็มที่แหละ”
"และเมื่อวันหนึ่งที่ปุ๋ยตัดสินใจเดินออกจากระบบ สิ่งที่พบกลับเป็นสนามที่ยากกว่าเดิมค่ะ เพราะสนามนั้นไม่มีข้อสอบ ไม่มีคะแนน และไม่มีเฉลย มันคือสนามของ ชีวิตจริง วันที่ไม่มีใครบอกว่า 'ต้องเป็นอะไร' การลาออกไม่ได้ทำให้ปุ๋ยเป็นอิสระในทันทีนะคะ ในช่วง 5–6 เดือนแรกกลับเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำงานกับตัวเองอย่างหนักมาก ๆ เพราะตั้งแต่เรียนจบปุ๋ยก็เข้าสู่ระบบการศึกษาและเป็นครูทันที ชีวิตจึงเคยชินกับกรอบที่ชัดเจน ต้องตื่นกี่โมง ต้องไปโรงเรียนกี่โมง วันนี้ต้องสอนอะไร ต้องทำงานอะไร บทบาทของเราคืออะไร แต่เมื่อออกมา กรอบทั้งหมดหายไปเลย”
คำถามที่เคยอยู่ข้างนอกจึงย้ายเข้ามาอยู่ข้างใน ถ้าไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีโรงเรียน แล้วเราเป็นใคร? “เราเป็นใครวะเนี่ย เรายังไงดีกับชีวิต ช่วงนั้นปุ๋ยจึงเลือกใช้วิธีหนึ่งในการผ่านความสับสนคือ ทำไปก่อน เราอยากทำอะไรก็ลองทำ เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด ก็เลยลงมือทำๆๆๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรกับมันเยอะ ทำไปก่อน ซึ่งในระหว่างที่ลงมือทำปุ๋ยก็พบว่าคำว่า “ครู” ไม่ได้หายไปไหนเลย เพราะเด็ก ๆ ก็ยังเรียกเราว่าครู ลูกศิษย์ใหม่ยังเรียกว่าครู คนที่พบเจอยังทักว่า “สวัสดีค่ะครูปุ๋ย” คือบางทีตำแหน่งอาจหายไปแล้ว แต่มันทำให้เราพบว่า ความเป็นครูยังอยู่”
"Fox space ที่ปุ๋ยเปิดขึ้นมา จึงเป็นพื้นที่ ๆ ไม่จำเป็นต้องมี ‘ปัญหา’ ก่อนถึงจะเข้ามาได้ จุดเริ่มต้นของ Fox space ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้ขนาดใหญ่ค่ะ มันเริ่มจากคำถามเล็ก ๆ ของครูคนหนึ่งที่หลังจากลาออกจากระบบการศึกษาแล้ว จะทำอย่างไรให้เด็กยังสามารถเข้ามาเจอเราได้ง่าย ๆ? ซึ่งเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องมีปัญหาก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องมีความต้องการพิเศษอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับชีวิตก่อนแล้วถึงแวะมา เด็ก ๆ แค่มาเจอกันก็ได้ อยากมานั่งเล่น อยากมาร้องไห้ อยากมาชวนกันทำอะไรสนุก ๆ Fox space จึงเริ่มต้นจากพื้นที่เล่นบอร์ดเกม ซึ่งตอนนั้นปุ๋ยเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องบอร์ดเกมมากนักหรอกนะคะ ก็ทำไปก่อน”
ต่อมาพื้นที่นี้ก็ค่อย ๆ เติบโตไปตามความสนใจของเด็กและผู้คนที่สนใจการเขียนบท การแสดง การทำหนังสั้น การเต้น การทำหนัง ทำโปรดักชั่น หรืออยากทดลองทำอะไรก็ได้ แค่มาบอกมาเล่าและชวนกันทดลองทำไปด้วยกัน พื้นที่นี้จึงค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ ๆ เปิดโอกาสให้คนได้ทดลองเป็นตัวเองในรูปแบบต่าง ๆ
“ปุ๋ยว่าสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่าท้ายที่สุดเด็ก ๆ จะค้นพบว่าฉันเก่งอะไร แต่อาจเป็นการค้นพบว่า ฉันกล้าลองอะไรได้บ้าง เด็กที่มาที่นี่จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากความเก่ง”
ครูปุ๋ยมีความผูกพันกับภาพยนตร์มานาน เธอจบสังคมศาสตร์ แม้จะไม่ได้เรียนด้านนิเทศศาสตร์ แต่ค้นพบว่าตัวเองมีความสุขกับการเล่าเรื่อง จึงนำภาพยนตร์เข้ามาในห้องเรียน ทำชุมชนการทำหนังกับเด็ก ๆ และสร้างโปรเจกต์ “ไหลเรือฟิล์ม” ชวนเด็กและเยาวชนมาทำหนังสั้นด้วยกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคำถามหนึ่งที่เธอมักได้รับคือ “ถ้าชอบหนัง ทำไมไม่เรียนนิเทศศาสตร์?”
ปุ๋ยตอบว่า “ตอนเด็ก ๆ ปุ๋ยเองก็คงเหมือนกับเด็กอีกหลายคนที่ก็ไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองมากนัก ว่าเราอยากเป็นอะไร ปุ๋ยแค่รู้ว่าทำสิ่งนี้แล้วสนุกนะ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วรู้สึกท้าทาย ซึ่งปุ๋ยคิดว่ากว่าเราจะค้นพบว่าแท้จริงแล้วตัวเองชอบอะไร เช่นปุ๋ยชอบการเล่าเรื่องเราต้องลองผ่านหลายสิ่ง และที่สำคัญ ต้องผ่านความล้มเหลวมากมายเช่นกัน เพราะกว่าปุ๋ยจะค้นพบว่าสไตล์การเล่าเรื่องหรือการทำงานเราเป็นยังไง มันผ่านการห่วยแล้วห่วยอีก ห่วยแล้วห่วยอีก มานับครั้งไม่ถ้วน ปุ๋ยแพ้มาแล้วหลายครั้ง และไม่เคยทำหนังได้ที่หนึ่งของประเทศ”
แต่ความจริงข้อนี้ไม่ได้ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าล้มเหลว เพราะในระหว่างที่ห่วย เธอได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่อยากเล่า อะไรคือสิ่งที่อยากทำ และตัวเองอยากทำงานแบบไหน
“ปุ๋ยคิดว่าเด็กคนไหนก็เริ่มจากความห่วยได้ ห่วยแล้วห่วยอีกก็ได้ หลายครั้งที่โลกมักบอกกับพวกเราว่า ต้องเก่งก่อนจึงจะมีสิทธิ์ทำ ต้องทำให้ดีจึงจะกล้าแสดงออก ต้องมีผลงานจึงจะได้รับการยอมรับ แต่สำหรับปุ๋ยขอให้เขาได้ลองก่อน ให้ทำก่อน ให้ห่วยก่อน แล้วค่อย ๆ เรียนรู้ว่าตัวเองอยากไปทางไหน ปุ๋ยจึงชวนให้เด็ก ๆ ในนครพนมเราได้มีพื้นที่นำหนังที่อาจยังไม่สมบูรณ์มาฉาย มันไม่ใช่หนังที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังที่เด็กคนนั้นอยากเล่าแล้วมานั่งดูด้วยกัน แลกเปลี่ยนกัน หัวเราะด้วยกัน และจำมันไว้ เพราะวันหนึ่งเมื่อเขาเติบโตขึ้น หนังเรื่องนั้นอาจกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่ารางวัล เพราะมันจะเป็นหลักฐานว่า ‘ครั้งหนึ่งเราเคยกล้าลอง”
“ความห่วยเป็นหนึ่งในความทรงจำนะคะ ปุ๋ยไม่ได้มองความผิดพลาดว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกับความสำเร็จแต่มองว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวตน คนเราอาจต้องทำงานที่ไม่ดีหลายครั้ง เขียนเรื่องที่ยังไม่ดี ทำหนังที่ยังไม่ดี พูดผิด คิดผิด ตัดสินใจผิด ก่อนที่จะค่อย ๆ รู้ว่าเราเป็นใครและอยากเดินไปทางไหน ปุ๋ยจึงอยากสร้างพื้นที่ ๆ เด็กไม่ต้องกลัวคำว่า ‘ห่วย’ เพราะบางทีสิ่งที่เรามองว่าไม่ดีในวันนี้ อาจเป็นสิ่งที่เรากลับมาขอบคุณในวันข้างหน้าก็ได้”
การได้พบและทำงานกับเด็กที่หลากหลายกว่าเดิม ทั้งเด็กนอกระบบการศึกษา เด็กสายอาชีพ เด็กมหาวิทยาลัย เด็กประถม และผู้ใหญ่ในวัยทำงาน สิ่งที่เธอค้นพบคือ “ทุกคนยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และมีเรื่องที่อยากเรียนรู้” และคำถามของชีวิตจริงนั้นซับซ้อนกว่าข้อสอบมาก
“สำหรับปุ๋ยการที่เราจะค้นพบตัวเองอย่างไร? เราทำอะไรแล้วมีความสุข? เราถนัดอะไร? เราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร? เราจะรับมือกับครอบครัวอย่างไร? เราจะเดินไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างไร? ซึ่งคำถามเหล่านี้ไม่มีคะแนนเต็ม ไม่มีเกณฑ์ผ่าน และไม่มีคำตอบเดียว ซึ่งปุ๋ยไม่ได้สู้อยู่กับกรอบของการสอบได้แล้ว แต่ปุ๋ยสู้อยู่กับการใช้ชีวิตจริง ๆ ของคนคนหนึ่ง”
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคำว่า “การศึกษา” สำหรับครูปุ๋ย ครูที่พลังงานล้นเหลือสำหรับเด็ก ๆ จากการทำให้เด็กพร้อมสำหรับการสอบ ไปสู่การทำให้คนคนหนึ่งพร้อมสำหรับชีวิต และเพราะผู้ใหญ่เองก็ยังต้องการห้องเรียน การออกมานอกโรงเรียนทำให้ครูปุ๋ยค้นพบว่า คำว่า “ผู้เรียน” กว้างกว่าที่เคยคิด และเราเป็นครูที่กำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกศิษย์
“ปุ๋ยว่าได้การลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นเครื่องมือในการทำให้ใครบางคนได้เห็นอะไรบางอย่างในตัวเองชัดขึ้น ซึ่งและเมื่อเขาเห็นแล้วเขาอาจเลือกเดินต่อด้วยตัวเอง เราจะไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าแล้วบอกว่า คำตอบคืออะไร จะแต่เป็นคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ แล้วถามว่า “แล้วเธอล่ะ คิดว่าอยากไปทางไหนล่ะ?”
วันนี้คำตอบที่เราได้มองครูปุ๋ยคือ การเดินออกจากระบบไม่ได้ทำให้ครูปุ๋ยหยุดเป็นครู แต่มันกลับทำให้เธอเห็นว่า โลกทั้งใบสามารถเป็นห้องเรียนได้ โต๊ะบอร์ดเกมก็เป็นห้องเรียน กองถ่ายหนังของเด็ก ๆ ก็เป็นห้องเรียน เวทีละครก็เป็นห้องเรียน สตูดิโอเต้นก็เป็นห้องเรียน วงสนทนาของผู้ใหญ่ก็เป็นห้องเรียน หรือแม้แต่ความล้มเหลวของชีวิตก็อาจเป็นห้องเรียน
และครูเองก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่รู้ทุกอย่าง บางทีครูอาจเป็นเพียงคนที่เคยลองมาก่อน เคยห่วยมาก่อน เคยแพ้มาก่อนก็ไม่เห็นแปลก และพร้อมจะบอกกับคนที่กำลังเริ่มต้นว่า “ไม่เป็นไร ลองดู” เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตไม่ได้มีสนามสอบเพียงสนามเดียว เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสอบให้ได้คะแนนเต็ม ไม่ได้จำเป็นต้องชนะทุกการแข่งขัน และไม่จำเป็นต้องเก่งตั้งแต่ครั้งแรก สิ่งสำคัญกว่าคือ เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้นหรือยัง ยังกล้าลองอยู่หรือเปล่า ยังมีพื้นที่ให้ตัวเองผิดพลาดหรือไม่ และเรากำลังสร้างชีวิตที่เรา “อยู่ได้จริง” หรือเปล่า
วันนี้ครูปุ๋ยอาจไม่ได้อยู่หน้ากระดานดำอีกแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่เดิม คือเปิดพื้นที่ให้ใครสักคนได้เข้าเรียนรู้ ทดลอง ลงมือทำไปด้วยกัน
🌼ปักหมุดเตรียมฟังพอดแคสต์ “The Educate ฉัน - บอกฉันหน่อยชีวิตคุณเรียนรู้อะไรมา” ของ “ครูปุ๋ย - ดวงใจ ไพโรจน์วราการ” ได้ในวันที่ 15 ตุลาคม 69 ทาง FB : The Educate ฉัน/ FB : ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ / FB : Flexible Learning มาตรา12-การศึกษาในมือคุณ
สัมภาษณ์ : สุภรา ปราบใหญ่
เรียบเรียง : ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี
ถ่ายภาพ : ภูมิพงศ์ คุ้มวงษ์
#ฅคม #ฅนเคลื่อนเมือง #ซีวายเอฟ #มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน #การศึกษาที่ยืดหยุ่น #การศึกษามาตรา12 #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #กสศ

📌📌18 กันยายน 69 เวลา 21.00 น. ปักหมุดชวนเตรียมอ่าน📌📌สกู๊ปบทสัมภาษณ์พูดคุยอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ...
17/09/2026

📌📌18 กันยายน 69 เวลา 21.00 น. ปักหมุดชวนเตรียมอ่าน📌📌
สกู๊ปบทสัมภาษณ์พูดคุยอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความมุ่งมั่น ความหวัง ความหมายของชีวิต และพลังล้นเหลือของคนที่มักจะพูดเสมอ ๆ เวลามีคนชื่นชมว่า "ปุ๋ยเป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งค่ะ" ก่อนการรอฟังพอดแคสต์แบบยาว ๆ ในเดือนตุลาคม 69 นี้ ของ "ปุ๋ย - ดวงใจ ไพโรจน์วรการ" อดีตข้าราชการครูสู่ผู้สร้าง "FOX SPACE" พื้นที่เรียนรู้และพื้นที่ปล่อยของให้กับเด็กและเยาวชนทั้งในระบบและนอกระบบในนครพนม / หนึ่งในคณะ "ฅนเคลื่อนเมือง" (ฅคม.) เรามาอ่านบทสัมภาษณ์เป็นน้ำจิ้มกันก่อนดีกว่า
18 กันยายน 69 เวลา 21.00 น. เผยแพร่ทาง FB ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ และ FB : Flexible Learning มาตรา12-การศึกษาในมือคุณ
#ฅคม #ฅนเคลื่อนเมือง #ซีวายเอฟ #มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน #การศึกษาที่ยืดหยุ่น #การศึกษามาตรา12 #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #กสศ ดูน้อยลง

“ชีวิตผมเคยผ่านความตายมาแล้ว”ประโยคสั้น ๆ ที่ได้ยิน เมื่อเราพูดขึ้นมาว่า "อยากรู้จักชีวิตลุงหน่องในมุมอื่น ๆ บ้าง" นั่นเ...
17/09/2026

“ชีวิตผมเคยผ่านความตายมาแล้ว”
ประโยคสั้น ๆ ที่ได้ยิน เมื่อเราพูดขึ้นมาว่า "อยากรู้จักชีวิตลุงหน่องในมุมอื่น ๆ บ้าง" นั่นเพราะที่ผ่านมาคนในแวดวงสายการศึกษาที่ยืดหยุ่น แวดวงผู้ที่ทำงานกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา น่าจะเคยได้ยินได้ฟังจากบทสัมภาษณ์ตามหน้าสื่อต่าง ๆ ของ "ลุงหน่อง-วิทิต เติมผลบุญ" ผู้ที่ใช้ชีวิตมาทั้งชีวิตเพื่อเปิดประตูการเรียนรู้ และสร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน ที่ครั้งหนึ่งอาจถูกมองว่า “หลุดออกจากระบบ” มานักต่อนักแล้ว
ซึ่งสำหรับ “วิทิต เติมผลบุญ” หรือ “ลุงหน่องของเด็ก ๆ” เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเหล่านั้น ไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้น "หลุดจากการต้องมีอนาคต"
ลุงหน่องเชื่อว่า…บางครั้งสิ่งที่เด็กคนหนึ่งต้องการ อาจไม่ใช่การถูกบอกว่า “ต้องเดินอย่างไร” แต่คือการมีใครสักคนเดินไปข้าง ๆ และบอกว่า
“ไม่เป็นไรนะ เราจะหาทางไปด้วยกัน”
ณ วันนี้ชื่อของ “ครูหน่อง” "ลุงหน่อง" หรือ "วิทิต เติมผลบุญ" ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียน CYF ศูนย์การเรียนในมาตรา 12 / ผู้ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน CYF Thailand และปัจจุบันกับบทบาทเลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน และเป็นที่ปรึกษาให้กับอีกหลายหน่วยงานและหลายโครงการ
ชื่อและผลงานของลุงหน่อง เป็นที่รู้จักและเป็นที่ประจักษ์ในฐานะผู้บุกเบิกงานด้านเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และการศึกษาที่ยืดหยุ่นในจังหวัดนครพนม ผู้ริเริ่มแนวคิด “นครพนมโมเดล” และ “โรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School)” รวมถึงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ออกแบบให้เข้ากับชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน
และปี 2569 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ ลุงหน่องยังได้รับรางวัล "Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) Awards ประเภทบุคคลผู้ขับเคลื่อน TZD+ ดีเด่น" จัดโดย กสศ. มอบรางวัลโดย "นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล" ซึ่งเป็นรางวัลที่ลุงหน่องเคยปฏิเสธการขึ้นรับด้วยซ้ำ
เพราะหากถามว่าอะไรคือรางวัลที่มีความหมายที่สุดสำหรับลุงหน่องคนนี้ บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่บนเวที ... แต่อยู่ในสายตาของเด็กคนหนึ่งที่วันนี้ชีวิตยังมีความหวัง ... ยังมีโอกาส ... และยังเชื่อว่าชีวิตของตัวเองสามารถไปต่อได้
จาก “กำแพงขวางหน้า” สู่ “ประตูแห่งโอกาส”
เส้นทางชีวิตของลุงหน่อง ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักการศึกษาที่มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากการเป็นนักออกแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นแต่ไหนแต่ไรมา ตรงกันข้าม…ลุงหน่องเคยเป็นเพียงเด็กช่างยนต์ที่สนใจเครื่องยนต์กลไกธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ชอบรถ ชอบมอเตอร์ไซค์ ขับโฟร์วีลล์ และใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป ที่มีความกล้าและบ้าบิ่น
จนกระทั่งวันหนึ่ง อุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ ที่ได้เปลี่ยนชีวิตลุงหน่องไปตลอดกาล เรื่องนี้แหละที่เราอยากถาม อยากคุย อยากรู้ มุมชีวิตอื่น ๆ ของลุงหน่องบ้าง ซึ่งลุงหน่องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่พลิกชีวิตครั้งสำคัญเลย
"ตายไปแล้วเราจะทิ้งอะไรไว้ให้ลูกหลานล่ะ สำหรับผมคิดว่า มันคือมรดกทางภูมิปัญญา และการศึกษาที่ชุมชนเขาจะออกแบบได้เอง" ลุงหน่องกล่าว
นั่นเพราะลุงหน่องได้ผ่านการเฉียด "ความตาย" มาแล้ว
หัวใจของลุงหน่องเคยหยุดเต้นในช่วงหนึ่ง จากอุบัติทางรถจักรยานยนต์ และนอนหลับสนิทชนิดไม่ฟื้นเป็นระยะเวลาร่วมสองเดือน ร่างกายเสียเลือดจำนวนมาก และต้องใช้เลือดทดแทนจำนวนมาก ซึ่งขณะที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่ในโรงพยาบาลนั้น อีกฟากหนึ่ง เลือดจำนวนมากได้ถูกบริจาคโดยเพื่อนฝูงที่รักใคร่ลุงหน่อง จนเลือดเหลือเฟือพอที่จะแบ่งปันให้กับคนไข้รายอื่น ๆ
ลุงหน่องเล่าว่า ตอนนั้นร่างกายเหมือนดับลงไปแล้ว ไม่มีความรู้สึก ไม่มีอะไรเลย แต่ความทรงจำในสมองกลับยังทำงาน ภาพต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตย้อนกลับมาในความคิดอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ เหมือนม้วนฟิลม์ของหนังที่เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันชีวิต ไม่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจากคนที่ใกล้ความตายทุกคนหรือไม่?
และหนึ่งในภาพที่ย้อนกลับมานั้น กลับไม่ใช่ภาพความสำเร็จหรือความสุข แต่มันคือภาพของตัวเองในอดีต ทั้งภาพของความรุนแรง, ภาพของการใช้อารมณ์ที่รุนแรง ภาพสิ่งที่เคยทำไม่ดีไว้กับคนอื่นไว้ และอีกหลาย ๆ ภาพที่ทำให้รู้สึกผิด ฯลฯ
ในช่วงเวลาที่อยู่ใกล้ความตายนั้นเอง ลุงหน่องเล่าว่า พอได้เห็นชีวิตของตัวเองจากอีกมุมหนึ่ง ก็เกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า
“ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราอยากให้ภาพสุดท้ายของเราคืออะไร?" คำถามนั้นอาจไม่มีคำตอบในวันเดียว แต่ดูเหมือนว่ามันได้เปลี่ยนทิศทางชีวิตของลุงหน่องไปแล้ว
"บางครั้ง ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนเพราะเรา 'รู้มากขึ้น' แต่มันเปลี่ยนเพราะเรา 'เห็นตัวเองชัดขึ้น' " ลุงหน่องเล่าเหมือนกำลังทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้นไปด้วย ลุงหน่องบอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นคนมีอุดมการณ์ในการทำงานที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่แรกหรอก แต่มีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตลอด เมื่อเห็นสิ่งที่รู้สึกว่า “ไม่ถูกต้อง" จะไม่สามารถเดินผ่านมันไปเฉย ๆ ได้
เพราะคำว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของเรา” อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนหนึ่งเดินผ่านปัญหาไปได้ แต่สำหรับลุงหน่องแล้ว หากเห็นแล้วรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง ก็อยากจะมีส่วนทำอะไรสักอย่างให้มันดีขึ้น “ทำให้มันถูกต้องเสีย ให้มันจบที่เรา”
บางทีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็ไม่ได้เริ่มจากคนที่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนโลก แต่มาจากคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ยอมปล่อยให้ความไม่ถูกต้องผ่านไปต่อหน้าต่อตาแบบเฉย ๆ ชีวิตไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ จึงจะมีความหมาย
เรื่องราวในมุมหนึ่งของลุงหน่องทำให้เห็นว่า คนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็น “คนดีพร้อม” เราอาจเป็นคนที่เคยเดินผิดพลาด เคยหลงทาง เคยทำบางสิ่งที่วันนี้ย้อนกลับไปแล้วไม่ภูมิใจและไม่อาจให้อภัยตัวเองได้
"ผมว่าความผิดพลาดไม่ได้จำเป็นต้องเป็นจุดจบ มันสามารถกลายเป็นบทเรียน และบทเรียนนี้ก็สามารถกลายเป็นแรงผลักดันให้เราเลือกเดินไปอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน"
ซึ่งเมื่อลุงหน่องได้มีโอกาสกลับมามี "มีชีวิต" และมีโอกาสได้ "ใช้ชีวิต" อีกครั้ง จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตเพื่อให้คนอื่นได้มี “โอกาสในชีวิต”
ลุงหน่องบอกว่า "บางทีชีวิตจึงไม่ได้ถามเราว่า ที่ผ่านมาเราเคยผิดพลาดแค่ไหน? แต่อาจกำลังถามว่า เมื่อเราเห็นความหมายของชีวิตแล้ว เราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำอะไร?”
จากคนหนึ่งคน
สู่เด็กอีกหนึ่งคน
จากเด็กหนึ่งคน
สู่ชุมชน
จากชุมชน
สู่ระบบการศึกษาของประเทศไทย
และจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ อาจกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เดินทางไปไกลกว่าชีวิตของเราเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว…ลุงหน่องบอกว่า "การศึกษาที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การสอนให้เด็กทุกคนเดินไปในเส้นทางเดียวกัน แต่อาจคือการทำให้เด็กทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะพาเธอมาไกลแค่ไหน เธอยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะเดินไปทางไหนต่อ”
"และสำหรับคนที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งเหมือนผม การมีชีวิตอยู่จึงไม่ใช่เพียงการหายใจต่อไป แต่คือการทำให้เวลาที่เหลืออยู่มีความหมายกับชีวิตของคนอื่นด้วย"
ผู้ที่ชื่อว่า การให้โอกาสทางการศึกษาและสิทธิทางการศึกษาที่เด็กคนหนึ่งพึงได้รับ ทำให้เด็ก ๆ ได้รู้ว่า “ฉันยังมีคุณค่า และชีวิตของฉันยังมีทางเลือก”
ลุงหน่องปิดท้ายถึง CYF ไว้ว่า “สำหรับผม CYF ไม่ใช่แค่ชื่อมูลนิธิ หรือศูนย์การเรียน แต่คือการเดินทางและผู้คนที่มีหัวใจเดียวกัน”
ความหมายที่แท้จริงของการสร้างการเปลี่ยนแปลง เราไม่จำเป็นต้องเป็น “ฮีโร่” ไม่จำเป็นต้องเดินอยู่ข้างหน้าเพียงคนเดียว แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่ง ที่พร้อมจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน และสิ่งเล็ก ๆ ที่แต่ละคนทำเมื่อมารวมกันอาจกลายเป็นเส้นทางสายใหม่ให้กับชีวิตของใครอีกหลายคน
และวันนี้ ลุงหน่องก็มีเพื่อนร่วมทางจำนวนมากที่พร้อมจะเดินไปในเส้นทางนี้ด้วยกัน ทั้งครู นักจัดการศึกษา ชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีอื่น ๆ อีกมากมาย ที่มีบทบาทแตกต่างกัน แต่มีหัวใจเดียวกัน
นั่นคือการเชื่อว่า
เด็กทุกคนควรได้รับโอกาส
นี่คือเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตลุงหน่องที่ "เคยผ่านความตายมาแล้ว"
สัมภาษณ์ : สุภรา ปราบใหญ่
เรียบเรียง : ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี
ถ่ายภาพ : วิรุฬห์ หนูห่วง
#การศึกษาที่ยืดหยุ่น #การศึกษามาตรา12 #การศึกษาโดยประชาชนเพื่อประชาชน #ศูนย์การเรียนCYF #มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน

📌PodCast EP1 l The Educate ฉัน "บอกฉันหน่อยชีวิตคุณเรียนรู้อะไรมา"ตอน : วิธีปั้นชีวิตผ่านศิลปะและการสร้างเมืองสู่พื้นที่...
16/09/2026

📌PodCast EP1 l The Educate ฉัน "บอกฉันหน่อยชีวิตคุณเรียนรู้อะไรมา"
ตอน : วิธีปั้นชีวิตผ่านศิลปะและการสร้างเมืองสู่พื้นที่เรียนรู้ของเด็กและเยาวชนและผู้คน
โดย "ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี" ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ (CYF)/ ผู้ก่อตั้งกลุ่มนครเรืองแสงนครพนม/ ผู้ก่อตั้งกลุ่มฅนเคลื่อนเมือง (ฅคม.)
ชวนฟังกันแบบยาว ๆ ถึงวิธีคิดและรูปแบบการทำงานของคนที่อยู่เบื้องหลังการจัดการศึกษาที่ยืดหยุุ่น ผู้นำความเป็นศิลปิน ศิลปะ สู่การพัฒนาเมือง การศึกษา การสร้างทีม การทำงาน การตอบคำถามชีวิต และอีกหลายมิติที่ถูกร้อยเรียงผ่าน The Educate ฉัน EP.1
ฟังเสียงของคนธรรมดา ๆ ที่ทำงานสายนักข่าวบันเทิง - นักเขียน - คนเขียนบท - ผู้กำกับสารคดี - ครีเอทีฟ และโปรดิวเซอร์สายโปรดักส์ชั่นและอีเว้นท์มาทั้งชีวิต ผู้ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะโดดลงมาทำงานด้านการศึกษาที่ยืดหยุ่นกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา
"อะไรที่ทำให้เปลี่ยนชีวิต และวิธีคิด" และเราเชื่อว่า บทเรียนชีวิตของคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ก็สามารถเป็นบทเรียนชีวิตให้กับคนอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน
ร่วมถอดบทเรียน - วิชา 'การรวมคน' ที่ทำให้เห็นว่า "คีย์แมนในการขับเคลื่อนเมือง ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่ต้องใช้ศิลปะในการเชื่อมโยงผู้คน เพื่อเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้เป็นห้องเรียน (Area-based Education)"
พร้อมตกตะกอนความคิดเรื่อง 'ชีวิต' ที่เปรียบเสมือนงานประติมากรรมที่ไม่มีวันปั้นเสร็จ และ 'การเรียนรู้' ที่เริ่มต้นจากการยอมรับว่า "ยังมีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมาก"
สนับสนุนโดย : "ABE" กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ัน ัน #บอกฉันหน่อย #การศึกษาที่ยืดหยุ่น #บทเรียนของคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาทำการศึกษา #ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ #มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนCYF #นครเรืองแสง #ฅนเคลื่อนเมือง #ฅคม #นครพนม

"บอกฉันหน่อย ชีวิตคุณเรียนรู้อะไรมา?"ศิลปิน ศิลปะ การพัฒนาเมือง ก...

การเรียนรู้และการสร้่างสุขภาวะที่ดีแบบไร้กรอบ 🥰💪🏻😎🤎
16/09/2026

การเรียนรู้และการสร้่างสุขภาวะที่ดีแบบไร้กรอบ 🥰💪🏻😎🤎

คำตอบของการศึกษาและการเรียนรู้ในรูปแบบมาตรา 12 ที่ตอบโจทย์กับชีวิตมนุษย์ทุกคน CYF ลุยกันมา ลุยกันอยู่ และจะลุยกันต่อไป เ...
16/09/2026

คำตอบของการศึกษาและการเรียนรู้ในรูปแบบมาตรา 12 ที่ตอบโจทย์กับชีวิตมนุษย์ทุกคน CYF ลุยกันมา ลุยกันอยู่ และจะลุยกันต่อไป เพื่อให้การเรียนรู้ การศึกษา เป็นประตูที่เปิดรับเด็กและเยาวชนทุกคนอยู่เสมอ 🥰🤩

เรานำเสนอโรงเรียนทางเลือกเจ๋ง ๆ จากทั่วโลกมามากมาย ทั้งโรงเรียนที่ตามใจผู้เรียน โรงเรียนที่ใช้ป่าเป็นห้องเรียน กระทั่งโรงเรียนที่ไม่มีข้อสอบ จนหลายคนมีคำถามว่า ในบ้านเรามีแบบนี้บ้างไหม

คอลัมน์โรงเรียนทางเลือกครั้งนี้ เราเลยขอพาทุกคนขึ้นเหนือไปดูศูนย์การเรียนของเด็กชาติพันธุ์ มีป่าเป็นห้องเรียน มีคนเฒ่าคนแก่เป็นครู มีภาษาแม่เป็นความรู้ แล้วลงใต้ไปหาโรงเรียนที่สอนการใช้ชีวิต สังคม ความเชื่อ วิถีปฏิบัติ โดยไม่ทิ้งวิถีศรัทธาของชุมชน และไม่ปล่อยให้เด็กหลุดจากระบบศึกษา

และนี่คือผลลัพธ์ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 ซึ่งเชื่อว่าการศึกษาไม่ควรเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ และเด็กไม่ควรต้องย่อชีวิตของตัวเองให้พอดีกับระบบการศึกษา ตามไปอ่านเรื่องราวการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในหนังสือ ห้องเรียน หรือครู ได้ที่ https://readthecloud.com/art-and-culture/alternative-school/section-12-national-education/

พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com

#โรงเรียนทางเลือก #การศึกษาทางเลือก #พรบการศึกษาแห่งชาติ #มาตรา12 #การศึกษา #การเรียนรู้ #การศึกษานอกระบบ #การศึกษาไทย

การเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้: กลไกเชื่อมโลกการศึกษากับโลกการทำงาน ระหว่างวันที่ 9–12 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการ...
16/09/2026

การเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้: กลไกเชื่อมโลกการศึกษากับโลกการทำงาน
ระหว่างวันที่ 9–12 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนา “คู่มือสถานศึกษาในการเทียบโอนผลการเรียนและสะสมผลลัพธ์การเรียนรู้ เพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ”
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยสำนักกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เข้าร่วมนำเสนอแนวทางการสะสม การประเมิน และการรับรองผลลัพธ์การเรียนรู้และสมรรถนะที่เกิดจากการศึกษา ประสบการณ์ชีวิต และการทำงาน ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิตของกระทรวงศึกษาธิการ
สาระสำคัญของการพัฒนาคู่มือดังกล่าว คือการจัดทำแนวปฏิบัติให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถประเมินและเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งโรงเรียนทั่วไป โรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรม โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” และศูนย์การเรียนตามมาตรา 12
แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการ Recognition of Prior Learning: RPL หรือการรับรองการเรียนรู้เดิม ซึ่งพิจารณาว่าบุคคล “รู้อะไรและทำอะไรได้” โดยไม่จำกัดว่าการเรียนรู้นั้นเกิดจากห้องเรียน การทำงาน การฝึกอาชีพ ครอบครัว หรือชุมชน
การเทียบโอนจึงเป็นการนำระยะเวลาการทำงานมาเปลี่ยนเป็นหน่วยกิต โดยผ่านกระบวนการสำคัญ ได้แก่
🔸️วิเคราะห์ประสบการณ์และภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบัติจริง
🔸วิเคราะห์องค์ประกอบด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ หรือ K–S–A
🔸กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ หรือ Learning Outcomes: LO
🔸จัดทำหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น ชิ้นงาน การสาธิต การสัมภาษณ์ และบันทึกการทำงาน
🔸ประเมินความสอดคล้องกับผลลัพธ์ตามหลักสูตรหรือมาตรฐานอาชีพ
🔸รับรองและเทียบโอนผลตามหลักเกณฑ์ของสถานศึกษา หรือรับรองตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพโดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
ในระดับพื้นที่ แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาใช้พัฒนา “สถานีเรียนรู้” จากฐานทรัพยากร อาชีพ และภูมิปัญญาของชุมชน เช่น ประมงพื้นบ้าน เกษตรกรรม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ งานบริการ การท่องเที่ยว และวิสาหกิจชุมชน
การพัฒนาสถานีเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงการนำผู้เรียนไปฝึกอาชีพ แต่ต้องวิเคราะห์ว่างานนั้นประกอบด้วยความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และระดับความรับผิดชอบใด จากนั้นจึงออกแบบเป็นหน่วยเรียนรู้ที่มีผลลัพธ์ ภาระงาน หลักฐาน และเกณฑ์ประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนตามระดับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ
ในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับ 1 เท่ากับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับ 2 เท่ากับมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อพัฒนาสถานีเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพและได้รับการรับรองจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแล้ว สามารถนำผลไปเทียบโอนและรับรองเข้าสู่สถานศึกษา เรียนแบบเก็บหน่วยกิต และสะสมผลเพื่ออนุมัติจบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้
🌱แนวคิดนี้นำมาเชื่อมกับการพัฒนาการเรียนรู้ในชุมชน โดยทำงานร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและภาคีในพื้นที่ อาทิ
• จังหวัดสตูล ขับเคลื่อนโดยสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์การชุมชนและองค์กรเอกชน ร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสตูล และเครือข่ายองค์กรบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง
• จังหวัดนครพนม ขับเคลื่อนโดยศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ ร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม เครือข่ายองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น กลุ่มคนเคลื่อนเมือง และมหาวิทยาลัยนครพนม
• จังหวัดเชียงใหม่ ขับเคลื่อนโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 และเครือข่าย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”
พื้นที่ดำเนินงานจะร่วมกันสำรวจและจัดทำแผนที่แหล่งเรียนรู้ วิเคราะห์ฐานอาชีพ พัฒนาหน่วยเรียนรู้ และออกแบบเส้นทาง Walking Learning เพื่อให้ผู้เรียนนอกระบบการศึกษาได้หมุนเวียนเรียนรู้ตามสถานีต่าง ๆ ตามความสนใจและเป้าหมายรายบุคคล
🫆Mobile School ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ทั้งการรวบรวมแหล่งเรียนรู้ การวางแผนรายบุคคล การบันทึกกิจกรรมและหลักฐาน ตลอดจนการส่งต่อข้อมูลให้สถานศึกษาพิจารณาประเมินและเทียบโอน
ระบบนี้ประกอบด้วยบทบาทที่สัมพันธ์กัน 3 ส่วน ได้แก่
• ชุมชนและสถานประกอบการ เป็นพื้นที่เกิดการเรียนรู้และสมรรถนะจากงานจริง
• Mobile School เป็นเครื่องมือเชื่อมแหล่งเรียนรู้ ผู้เรียน หลักฐาน และเส้นทางรายบุคคล
• สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นหน่วยรับรองเทียบกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ และสถานศึกษา ประเมินเทียบโอนรับรองผลการศึกษา
การพัฒนาคู่มือเทียบโอนของ สพฐ. จึงมีความสำคัญต่อการทำให้การเรียนรู้จากชีวิตและการทำงานสามารถเชื่อมเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างมีมาตรฐาน เป็นฐานสำคัญของระบบธนาคารหน่วยกิต และช่วยให้การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนทั้งในระดับสถานศึกษาและระดับพื้นที่
Credit 🙏ภาพถ่าย จากทีมชมรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบภาคเหนือ และสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1

14/09/2026

นครพนม 🥰😍

Send a message to learn more

ที่อยู่

83 ถนนบำรุงเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม
Nakhon Phanom
48000

เบอร์โทรศัพท์

+66843190134

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์การเรียนซีวายเอฟผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ:

ทางลัด

แชร์

ประเภท