Happiness Art สอนศิลปะเพื่อความสุขด้านจิตใจ

Happiness Art  สอนศิลปะเพื่อความสุขด้านจิตใจ

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Happiness Art สอนศิลปะเพื่อความสุขด้านจิตใจ, ครูสอนพิเศษ/ครู, Nakhon Pathom.

Photos 23/03/2015

"อย่าลืมพัฒนา “ฮาร์ดแวร์” และ “ซอฟท์แวร์”กันด้วยนะครับ :)
"...รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว"
นำเสนอ เรื่องที่ ๔-๕ : เรื่องที่ ๔ เด็กแรกเกิดนั้นอ่อนแอแต่มี “ศักยภาพ” มหาศาล และเรื่องที่๕ เส้นสายของเซลล์สมองก่อรูปภายใน ๓ขวบ

Photos 20/03/2015

" ค้นหาความสามารถอันมหาศาลของเด็ก ศิลปะก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะครับ" :)
"...รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว"
นำเสนอ เรื่องที่ ๓ : การศึกษาในวัยเด็กเล็ก ไม่ใช่การผลิตอัจฉริยบุคคล

Photos 19/03/2015

"...รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว"
นำเสนอ ตอนที่ ๑ ศักยภาพความ (สามารถเป็นไปได้) ของเด็กเล็ก
เรื่องที่ ๒ : ไม่ว่าเด็กคนไหนก็เลี้ยงให้ดีได้

Photos 19/03/2015

"...รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว"
นำเสนอ ตอนที่ ๑ ศักยภาพความ (สามารถเป็นไปได้) ของเด็กเล็ก
เรื่องที่ ๑ : รอให้เข้าโรงเรียนอนุบาลก่อนก็สายเสียแล้ว

Photos 15/03/2015

"แนวทางการสอนศิลปะของเรานั้นก็เพื่อให้เด็กๆได้ระบายความคิดฝันออกมา ให้ผู้ใหญ่ได้รู้ถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของเด็กๆ เราจะเตรียมกิจกรรมและอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ต่างๆเอาไว้ และปล่อยให้เด็กๆได้ลงมือสนุกกันอย่างเต็มที่
....และสิ่งที่ได้จากการสร้างสรรค์นั้นก็คือ การสร้างเสริม CQ (creativity Quotient) หรือความฉลาดในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์แก่เด็กๆ และปลูกฝังจิตใจที่สดใส เพื่อเตรียมความพร้อมทางจิตใจให้แก่เด็กในวันข้างหน้า
....ช่วงเวลาที่หนูๆว่างนี้ เรามาสนุกกับการเรียนรู้และสร้างสรรค์กันนะครับ" :)

Photos 12/03/2015

มาอ่านต่อเรื่อง "วงจรแห่งความภาคภูมิใจ" ในตอนที่2กันครับ

#วงจรแห่งความภาคภูมิใจ_ตอนที่2

ต่อจากบทความ #วงจรแห่งความภาคภูมิใจ_ตอนที่1 ที่พูดถึงการพัฒนาความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกด้วยความสำเร็จและคำชม

แต่ความภาคภูมิในใจตนเองของคนเรานั้น เปรียบได้ดั่ง เงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ที่มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงเป็นรายวันครับ

โดยสิ่งที่จะมีผลทำให้คนเรานั้นสูญเสียความมั่นใจในตนเองจนเกิดเป็นความรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่มีความสามารถ หรือถึงขนาด ไร้ค่า มีดังนี้ครับ

1.เริ่มต้นด้วยความล้มเหลว และ พ่ายแพ้

เมื่อความสำเร็จและชัยชนะนั้นเป็นวัตถุดิบในการสร้างความภาคภูมิใจ ก็แน่นอนว่าความล้มเหลวและความพ่ายแพ้ก็เป็นวัตถุดิบในการทำลายความภาคภูมิใจของมนุษย์เช่นกัน

โดยสิ่งที่ต้องระวังมากๆคือ หากเรานั้นคาดหวังในตัวของลูกสูงเกินไป สิ่งที่ลูกคิดว่าคือความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นความล้มเหลวได้ เมื่อถูกเราประเมินความสำเร็จนั้นว่า "ไม่ผ่าน(เกณฑ์ของเรา)" หรือ "ยังไม่ดีพอ(ที่จะได้คำชมจากเรา)"

ดั่งเช่นที่ ด.ญ.มานี(ในบทความตอนที่แล้ว)ได้รับคำตอบจากคุณแม่ว่าเกรด 3.85 ของเธอนั้นมันยังดีไม่พอครับ

และก็อีกเช่นเคยว่า ลำพังด้วยตัวของมันเอง แค่เพียงคนเราล้มเหลวหรือไปพ่ายแพ้อะไรมาสักอย่าง ก็ยังจะไม่ได้เสีย self ในทันทีนะครับ หรืออาจจะรู้สึกบ้างหากเจ้าตัวคาดหวังไว้มาก แต่ที่จะเจ็บสุดๆก็ต่อเมื่อมีข้อ 2 ตามมาครับ

2.โดนดูถูกหรือถูกตำหนิ

เพราะคำพูดที่ทำลายความพยายามอย่าง

"บอกแล้วว่าทำไม่ได้หรอก"

"พอแล้ว อยู่เฉยๆเถอะ ยิ่งช่วยยิ่งเละ"

หรือ คำตำหนิที่รุนแรง เช่น

"ถ้าทำได้แค่นี้ ก็ไปขายเต้าฮวยเถอะ"

"แค่นี้ทำไม่ได้ แล้วชาตินี้จะไปทำอะไรกิน"

จะส่งผลให้สภาพจิตใจของลูกนั้น "เหี่ยว" เหมือนต้นไม้โดนราดด้วยน้ำร้อน ซึ่งความรู้สึกห่อ "เหี่ยว" นี่ละครับที่จะทำให้คนเรานั้นขาดความกระตือรือร้น หรือ รู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงในการที่จะแก้ปัญหาหรือปรับปรุงตัว

ซึ่งก็จะยิ่งทำให้โอกาสที่จะทำอะไรผิดพลาด หรือล้มเหลวนั้นเพิ่มขึ้นซึ่งก็จะยิ่งไปตอกย้ำความเชื่อเดิมของเขาที่ว่าเขานั้น "ไม่เอาไหน" "ไม่ได้เรื่อง" วนเวียนเป็นวงจรอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

แต่ก็มีบางทีนะครับที่การพูดจาดูถูกหรือท้าทายความสามารถนั้นกระตุ้นให้คนเรามีลูกฮึดได้ ซึ่งหมอก้อยได้เคยบอกไว้ในบทความ #ได้ดีเพราะโดนดูถูก ว่าคำพูดเหล่านั้นควรจะมาจากคนอื่นที่ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่

และ คำพูดที่ใช้ก็ควรที่จะเป็นคำท้าทาย (challenge) เช่น

"จริงๆแล้วสิ่งที่ลูกคิดจะทำนี่ยากมากเลยนะ พ่อยังไม่เคยเห็นว่ามีใครทำสำเร็จมาก่อนเลย"

มากกว่าที่จะเป็นคำดูถูก (insult) เช่น

"น้ำหน้าอย่างเอ็งคงทำไม่ได้หรอก"

3.ระวังลูกจะไปแสวงหาความภาคภูมิใจด้วยตัวเอง

เพราะมีเด็กจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่เมื่อไม่สามารถหาความภาคภูมิใจจากชีวิตประจำวันและคนใกล้ตัวได้ แต่เขาเหล่านั้นก็ยังคงต้องการที่จะมีความมั่นใจในตนเองอยู่

จึงทำให้เด็กๆกลุ่มนี้ออกค้นหากิจกรรมอะไรก็ตามที่จะทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเองและได้รับการยอมรับจากผู้อื่นบ้าง เช่น ใช้ยาเสพย์ติด ติดเกมออนไลน์ กินเหล้าแข่งกับเพื่อน ซิ่งมอเตอร์ไซค์ยกล้อ เป็นหัวโจกในการทะเลาะวิวาท หรือ มีเพศสัมพันธ์เพื่อล่าแต้มในเด็กผู้หญิงครับ

ซึ่งก็แน่นอนว่า การแก้ปัญหาที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นด้วยการสอน หรือ ห้ามลูกว่าอย่าทำนั้นจึงยากที่จะสำเร็จ ตราบใดที่เขายังต้องการความภาคภูมิใจในตนเอง และ ยิ่งสิ่งที่คุณห้ามเขานั้นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเอง เขาย่อมต้องรักษามันไว้ด้วยชีวิตครับ

และสำหรับใครที่ลูกกำลังมีปัญหาในเรื่องนี้อยู่ วิธีช่วยเหลือจะอยู่ในตอนถัดไปครับ : หมอตั้ม

Photos 12/03/2015

"แม่! แม่! มานี่ มาดูเร็ว ไอ้หนูมันได้ตั้ง 2.8 สงสัยเย็นนี้ต้องพาไปเลี้ยงสุกี้แล้ว"
...แค่ได้ยินอย่างนี้ คราวหน้า เด็กคนนี้คงอยากทำให้ดีกว่า 2.8 แล้วล่ะ (ฮ่าๆ)
คำชมมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เด็กอยากทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น แม้จะยากขึ้นก็ตาม ทำสิ่งนั้นๆให้ประสบความสำเร็จ เคล็ดลับในการใช้คำชมนี้ ผมเองก็ใช้บ่อยๆในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กๆในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของพวกเขา งั้นเรามาเรียนรู้กันต่อครับ กับวงจรแห่งความภาคภูมิใจ_ตอนที่1

#วงจรแห่งความภาคภูมิใจ_ตอนที่1

ถึงเพจนี้จะเคยกล่าวถึงการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกบ่อยครั้งแล้ว แต่ผมยังไม่เคยเอา "วงจร" ในการเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งผมมักจะใช้ในการบรรยายตามที่ต่างๆ มาให้ดูเลย จึงอยากที่จะนำมาเล่าให้ทุกท่านได้ฟังในวันนี้ครับ

อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ในหลายๆบทความครับว่า ความภาคภูมิใจในตนเองนั้นเป็นคุณสมบัติ สำคัญที่ซู้ดดดดดดด ที่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และ ผู้สูงอายุ ทุกคนควรมี (พูดง่ายๆว่าควรมีทุกคน) เพราะ จะมีผลต่อความมุ่งมั่นอดทน การกำหนดเป้าหมายในชีวิต และ ช่วยป้องกันสารพัดปัญหาชีวิต ดั่งที่ผมได้เคยกล่าวไว้ในบทความ #ความภาคภูมิใจในตนเอง_รากฐานสำคัญของชีวิต ครับ

โดยกระบวนการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกนั้นสามารถทำได้ดังนี้ครับ

1.เริ่มต้นด้วยความสำเร็จ
ไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องเล็กน้อย เช่น ตักข้าวกินเองได้โดยไม่หกเลอะ หรือ ติดกระดุมเสื้อได้เอง ไปจนถึง เรื่องใหญ่ๆ เช่น ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งหมากเก็บชิงแชมป์โลก หรือ ได้แชมป์กินราเม็งเร็วที่สุดในโลก เป็นต้น

ความสำเร็จ และ การได้ชัยชนะจากการแข่งขัน (ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรือ ทั้งที่แข่งกับคนอื่นและแข่งกับตัวเอง)เหล่านี้ คือ วัตถุดิบชั้นหนึ่งในการสร้างความภาคภูมิใจของมนุษย์เราครับ

แต่แค่ความสำเร็จนั้น ก็ไม่ได้ทำให้คนเราภูมิใจในตนเองได้ทันทีหรอกนะครับ ต้องมีข้อที่ 2 ด้วย

2.การยอมรับและคำชม
เพราะสิ่งต่างๆที่คนเราทำนั้น จะ "ดี" หรือ "ไม่ดี" ส่วนหนึ่งขึ้นกับมุมมองของเรา แต่สำหรับเด็กๆนั้น มุมมองของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคนที่สำคัญกับเขามากๆ (เช่น คุณพ่อคุณแม่ คุณครู ญาติพี่น้อง เพื่อน แฟน) ก็มีผลต่อความภาคภูมิใจของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

สมมุติว่า ด.ญ. มานี ปกติจะสอบได้ 4.00 มาตลอด แต่คราวนี้ดันสอบได้ 3.85 เพราะครูพละให้เกรด 3 เนื่องจากเดาะลูกปิงปองได้ไม่ครบ 50 ครั้ง พอกลับมาถึงบ้าน คุณแม่ของเธอก็บอกว่า

"มานี 4.00 แค่นี้ทำไมทำไม่ได้ละลูก ปล่อยให้เกรดตกแบบนี้ได้ยังไง "

กับ ด.ช.มานะ ปกติ สอบได้ 2.50 แต่คราวนี้ดันสอบได้ 2.80 เพราะครูพละให้เกรด 4 เนื่องจากเดาะลูกปิงปองได้เกิน 50 ครั้ง
พอกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อของเขาก็บอกว่า

"โอ้โห คราวนี้ได้ตั้ง 2.8 สุดยอดเลยลูก ตอนพ่อเรียนพ่อยังไม่เคยได้เยอะขนาดนี้เลย แม่! แม่! มานี่ มาดูเร็ว ไอ้หนูมันได้ตั้ง 2.8 สงสัยเย็นนี้ต้องพาไปเลี้ยงสุกี้แล้ว"

คุณว่าเด็ก 2 คนนี้ ใครจะรู้สึกภูมิใจในตนเองมากกว่ากันครับ

จะเห็นว่า แค่ 2 อย่างเท่านั้นเองที่ใช้ในการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูก (ความสำเร็จ + คำชม) ซึ่งเมื่อลูกเกิดความเชื่อและความรู้สึกที่ดีกับตนเองแล้ว เมื่อมีความท้าทาย หรือ ปัญหาต่างๆเข้ามาในชีวิต เขาก็มักจะมีความกระตือรือล้นที่อยากจะแก้ อยากจะเอาชนะมันด้วยตนเอง ด้วยความที่ "มั่นใจ" ในความสามารถและศักยภาพของตนเองนั่นเองครับ

ซึ่งยิ่งได้ลองทำอะไรที่ยากขึ้น แล้วประสบความสำเร็จอีก ก็จะยิ่งทำให้เขานั้นเกิดความภาคภูมิใจมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เขามีความพร้อมที่จะเผชิญอุปสรรคและความท้าทายต่างๆในชีวิตที่ยากขึ้นเป็นวงจรอย่างนี้ไปเรื่อยๆครับ

อ่านดูเหมือนง่าย แต่แล้วทำไมประเทศเรายังคงมีคนที่ขาดความภาคภูมิใจในตนเองอยู่เต็มไปหมด

ผมเข้าใจว่านั่นเป็นเพราะ ความภาคภูมิใจนั้น "ถูกสร้างขึ้นได้ ก็ถูกทำลายลงได้" เช่นเดียวกันครับ

ตอนหน้าจึงจะขอพูดถึงวงจรแห่งการสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเองของลูกครับ : หมอตั้ม

Photos 12/03/2015

เรียนรู้เรื่องดีๆกันต่อครับ
"บันได5ขั้นสู่ความภาคภูมิใจในตนเอง"

#บันได5ขั้นสู่ความภาคภูมิใจในตนเอง

เมื่อวาน หมอตั้มได้พูดถึงนิยามและข้อดีของความภาคภูมิใจในตนเองไปแล้ว ในวันนี้หมอจะเล่าถึงประเด็นที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านกำลังอยากรู้ค่ะ นั้นคือ วิธีสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง

เมื่อครั้งที่หมอเรียนต่อเฉพาะทางจิตเวชเด็ก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาจารย์ที่เคารพของหมอท่านหนึ่งมักจะเน้นย้ำบ่อยๆ เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญในการเติบโตเป็นผู้มีสุขภาพจิตที่ดี และหากความภาคภูมิใจในตนเองนี้ถูกสร้างมาไม่ดี ก็มักพบปัญหาตามมาอีกมากมายค่ะ

บันได5ขั้นที่จะนำไปสู่ความภาคภูมิใจในตนเอง ประกอบด้วย

1.ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย

คือการที่ชีวิตของเด็กมีความมั่นคง ปลอดภัย คาดเดาได้ มีผู้ดูแลเป็นตัวเป็นตน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ เมื่อยังเด็กไม่ต้องถูกปล่อยทิ้งอยู่คนเดียว สภาพครอบครัวสงบ ไม่เต็มไปด้วยความรุนแรง เช่น พ่อแม่ทะเลาะกันเสียงดังทุกวัน พ่อทำร้ายแม่ แม่ขู่จะหนีออกจากบ้าน เป็นต้น

ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยนี้เป็นสิ่งที่สร้างได้ตั้งแต่ช่วง1ปีแรกของชีวิต และจะเป็นรากฐานของการพัฒนาความไว้วางใจผู้อื่นต่อไป

2.ความสามารถในการยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น

คือการที่เด็กรู้จักข้อดีและข้อเสียของตนเอง และสามารถยอมรับตัวตนของตนเองได้ รู้ว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งภาพที่เด็กๆจะมีต่อตัวเองนั้น ขึ้นกับการที่คนสำคัญในชีวิต เช่นพ่อแม่ มองว่าเค้าเป็นอย่างไร เช่น เค้าก็แค่ไม่ถนัดในเรื่องการเรียน หรือ เค้าเป็นคนโง่ สอนไม่จำ

3.การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสม

คือการที่เด็กมีเพื่อน คนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ ที่สามารถพูดคุย ปรึกษา เล่าความทุกข์ อวดความสำเร็จ ขอความช่วยเหลือได้เสมอ เมื่อเค้าต้องการ

4.ความสามารถในการรับผิดชอบสิ่งต่างๆได้สำเร็จ

คือการที่เด็กได้มีโอกาสรับผิดชอบงานใดๆได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานบ้านที่แม่มอบหมาย หรือสามารถรับผิดชอบทำการบ้านส่งครูทุกวันได้ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่เด็กเล็กที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือตัวเองในสิ่งง่ายๆ

เมื่อรับผิดชอบงานสำเร็จบ่อยๆ สิ่งที่จะค่อยๆเกิดขึ้นในใจเด็กก็คือ "ฉันเป็นผู้มีความรับผิดชอบ" ซึ่งจะตามมาด้วยความรู้สึกดีต่อตัวเองค่ะ

5.ความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถ

จะเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กสามารถทำบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กได้สำเร็จ สามารถไปเล่าหรือไปอวดให้ใครๆฟังได้ เช่น เล่นดนตรีในงานสังสรรค์ของครอบครัว เพาะปลากัดไปขายได้เงินค่าขนม ไปแข่งต่อlego ไปแข่งเรียงแก้ว(speed stack) ศึกษาเรื่องนกจนรู้จักนกทุกประเภท

บันไดทั้ง 5ขั้นนี้ จะหล่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว จนเกิดความรู้สึกว่า "ฉันก็มีดี" "ฉันเป็นคนได้เรื่อง" "ฉันเจ๋ง"

สรุปก็คือ วิธีสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูก ได้แก่

1.ต้องสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้เค้าก่อน ทำให้บ้านเป็นที่ๆปลอดภัยทั้งกายและใจ ลดความรุนแรงในบ้าน

2.ยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กแต่ละคนมีความถนัดและจุดอ่อนไม่เหมือนกัน โดยสอนให้ลูกชื่นชมในจุดดี และ ยอมรับในจุดอ่อนของตนเอง

3.ส่งเสริมให้เค้ามีทักษะทางสังคมที่เหมาะสม มีเพื่อนสนิท มีญาติผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ เพื่อเป็นที่พึ่งเมื่อมีปัญหาในอนาคต

4.เปิดโอกาสให้ลูกได้รับผิดชอบสิ่งต่างๆที่เหมาะสมตามวัยและศักยภาพ ไม่เลี้ยงดูแบบปกป้องจนลูกไม่มีโอกาสแสดงความสามารถที่มี เช่น เมื่อ2ขวบลูกควรกินข้าวเองได้ เมื่อ4ขวบลูกควรแต่งตัวเองได้ เป็นต้น

5.ช่วยมองหาและส่งเสริมความสามารถพิเศษของเด็ก ถ้าสามารถไปถึงขั้นเข้าแข่งกันในเวทีต่างๆได้ก็ยิ่งดีค่ะ

ข้อนี้หมอมีตัวอย่างเด็กที่ขาดความมั่นใจในตนเองเนื่องจากเรียนไม่เก่ง แต่อยู่มาวันหนึ่ง ครูส่งเด็กไปหัดตีกลองสะบัดชัย หลังจากนั้นเด็กได้ไปตีกลองตามงานต่างๆ ได้ค่าขนมมานิดๆหน่อยๆ เด็กเลือกที่จะนำเงินทั้งหมดไปให้แม่

หลังจากนั้นเมื่อเด็กกลับมาหาหมอ เด็กเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากค่ะ เค้ามีความสุขในชีวิตมากขึ้น ร่าเริง พูดเก่งขึ้น รวมทั้งสิ่งที่เป็นผลพลอยได้ก็คือ เด็กตั้งใจเรียนมากขึ้นและผลการเรียนดีขึ้นด้วยค่ะ

แล้วอะไรที่จะทำลายความภาคภูมิใจในตนเองบ้าง

1.สภาพครอบครัวที่วุ่นวาย ไม่มีผู้ดูแลเด็กเป็นตัวเป็นตน พ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูกบ่อย มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว การไม่มีแผนการเลี้ยงดูลูกที่ชัดเจนในกรณีครอบครัวหย่าร้าง

2.การถูกตำหนิบ่อยๆ ถูกดูถูกและตอกย้ำซ้ำๆว่าตนเองไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง โดยเฉพาะหากคนที่ดูถูกเป็นคนสำคัญในชีวิต เช่น พ่อแม่ ก็จะมีความสามารถในการทำลายล้างความภาคภูมิใจในตนเองของลูกได้อย่างมหาศาลค่ะ

3.การเข้าสังคมไม่ได้ ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนสนิท เมื่อมีปัญหาไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร

4.เมื่อเค้ารู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ทำเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่เสมอ เช่น เด็กที่ทำอะไรช้า เมื่อไม่ทันใจพ่อแม่ พ่อแม่จึงทำแทนหมด

5.เมื่อพ่อแม่บอกว่าสิ่งที่เค้าชอบทำและทำได้ดีนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เช่น เด็กไปแข่งเรียงแก้วได้รางวัล แต่พ่อแม่บอกว่า "ไร้สาระ ทำไปก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เลิกเถอะ" (สิ่งที่เหมาะสมกว่า คือ ชื่นชมยินดีกับสิ่งที่ลูกทำได้ดี แต่คอยกำกับและสอนให้ลูกรู้จักแบ่งเวลา ไม่ให้กิจกรรมเสริมนี้มารบกวนหน้าที่หลัก คือการเรียน ค่ะ)

ความภาคภูมิใจในตนเอง ก็เหมือนการก่ออิฐสร้างบ้าน หากตั้งใจก่ออิฐให้รากฐานมั่นคงมาตั้งแต่แรก แม้ว่าจะโดนลมโดนพายุพัดกระหน่ำเพียงใด ก็เป็นการยากที่บ้านจะพัง

แต่หากไม่ได้พิถีพิถันในการก่ออิฐตั้งแต่แรก เมื่อพายุพัด บ้านย่อมได้รับความเสียหาย ก็คงต้องค่อยๆมองหาล่ะค่ะ ว่าอิฐก้อนไหนบริเวณไหนที่มีปัญหา และจัดการรื้อเสียใหม่ ซึ่งแน่นอนการซ่อมนั้นมันต้องยากและใช้เวลานาน

และที่สำคัญที่สุดคือ ในฐานะที่คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ในการก่ออิฐสร้างบ้านน้อยหลังนี้ โปรดอย่าเป็นพายุเสียเองนะคะ

หมอก้อย

หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากคำสอนของอาจารย์ผู้เป็นที่รักและเคารพของหมอ รศ.นพ.อัมพล สูอำพัน ผู้เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองผ่านทั้งคำพูดและการกระทำ หากบทความเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ที่ได้อ่าน หมอขอยกความดีทั้งหมดนี้ให้อาจารย์ค่ะ

Photos 12/03/2015

เป็นอีกบทความดีๆที่ผู้ปกครองควรอ่านครับ :)
"ความภาคภูมิใจในตนเอง คือรากฐานสำคัญของชีวิต"

#ความภาคภูมิใจในตนเอง_รากฐานสำคัญของชีวิต

สำหรับเรื่องของความสำคัญในการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องแรกๆที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่าอย่างไรก็ “ต้องเขียน”

เนื่องจากว่า ในความเห็นของผม ความภาคภูมิใจในตนเอง นี่ล่ะครับ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะสร้างให้กับลูก เพราะนอกจากจะทำให้ลูกรู้สึกดี มีความสุข และ มีความมั่นใจในตนเองแล้ว ความภาคภูมิใจในตนเองยังเป็นรากฐานของวิธีคิดและการมองโลกของเขา มีผลต่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆในชีวิต อีกทั้งยังมีผลต่อการเลือกคบเพื่อนและคู่ครองเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย

เริ่มเห็นแล้วใช่มั้ยครับว่ามันสำคัญแค่ไหน

สำหรับคำว่า “ความภาคภูมิใจในตนเอง” นั้นเนื่องจากว่ามีคนให้นิยามของมันไว้มากมาย ดังนั้นสำหรับในบทความนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ผมจะขอใช้นิยามแบบง่ายๆของผมเอง ซึ่งหมายถึง ความเชื่อ และ ความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเราเอง ว่าเรานั้น

1.เป็นคนเก่ง
2.เป็นคนดี
3.เป็นที่รัก ที่ต้องการของผู้อื่น

ดังนั้น ใครก็ตามที่รู้สึกว่า ตัวเองนั้นเป็นคนเก่ง เป็นคนดี เป็นที่รักและที่ต้องการของผู้อื่น ก็แปลว่าเขานั้นเป็นคนที่มี “ความภาคภูมิใจในตนเอง” ตามนิยามของผม

โดยข้อดีของการเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองนั้นมีมากมาย แต่วันนี้ขอยกมาเฉพาะตัวอย่างที่สำคัญๆดังนี้ครับ

1.บุคลิกภาพดี

ผมมักจะสังเกตได้ตั้งแต่แรกเห็นว่าเด็กๆแต่ละคนนั้นมีความภาคภูมิใจในตนเองมากน้อยเพียงใดโดยดูจากบุคลิกภาพของเขา ซึ่งลักษณะของเด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเองสูงนั้นก็มักจะมี ความมั่นใจ อกผาย ไหล่ผึ่ง กล้ามองหน้า สบตาผู้อื่น พูดจาฉะฉาน อยากได้อะไรจากผู้อื่นก็กล้าถามด้วยตัวเองโดยไม่ต้องง้อพ่อแม่ เป็นต้น

ซึ่งก็จะต่างจากเด็กที่ขาดความภาคภูมิใจในตนเองที่มักจะ คอยหลบหน้าหลบตา นั่งหลังโกง ไหล่ห่อ พูดเสียงเบา จนคุณพ่อคุณแม่ต้องคอย จับลูกให้นั่งหลังตรงๆ หรือ เตือนให้ลูกพูดดังๆอยู่บ่อยๆ ซึ่งในกรณีนี้บอกได้เลยครับว่า ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่หลัง หรือ เสียงของเขา แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ “ใจ” ของเขา

นอกจากนี้ก็ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาโดยขาดความภาคภูมิใจในตนเอง แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแล้วเขาเหล่านั้นพยายามที่จะแสวงหา ความภาคภูมิใจด้วยการทำอะไรบางอย่างให้เป็นที่สนอกสนใจและได้รับการยอมรับจากผู้อื่น (โดยเฉพาะเพื่อน)

ซึ่งบ่อยครั้งที่ “บางอย่าง”ที่เด็กๆเลือกทำนั้น จะเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ใหญ่ปวดหัว เช่น การ สูบบุหรี่ กินเหล้า เจาะลิ้น เจาะจมูก สักตามตัว แข่งมอเตอร์ไซค์ตามท้องถนน หาเรื่องชกต่อยกับผู้อื่น หรือ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็อาจจะแต่งตัวแบบ โชว์ร่องอก สะดือ ขาอ่อน หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบล่าแต้ม เป็นต้น

1.2 กล้าทำสิ่งที่ยากลำบาก ท้าทาย

เพราะเด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเองสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเชื่อฝังแน่นว่า “ฉันเก่ง” นั้นเมื่อเวลาเจองานที่ท้ายทายความสามารถ และต้องอาศัยความอดทน เช่น โจทย์เลขที่ยากๆ ฐานออกกำลังสุดหิน หรือ การขึ้นไปแสดงบนเวที เด็กกลุ่มนี้ก็มักจะอยากลอง เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเอง

ตรงกันข้ามกับเด็กที่ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ที่เมื่อเวลาเจองานลักษณะเดียวกัน ความคิดที่จะผุดขึ้นในหัวของเขาอย่างรวดเร็วคือ “ตายแน่” “ฉันทำไม่ได้หรอก” และส่งผลให้เด็กๆเหล่านี้มักจะพยายามหนี หรือ หลีกเลี่ยงที่จะทำงานกิจกรรมต่างๆ เพราะความเชื่อที่ว่า “ฉันไม่เก่ง” บวกกับความที่กลัวว่าจะเสียหน้า หรือ กลัวถูกตำหนิเมื่อมีความล้มเหลวเกิดขึ้น

1.3 กล้าปฏิเสธคน หรือ สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง

ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก โดยเฉพาอย่างยิ่งกับเด็กวัยรุ่น เนื่องจากว่าในวัยดังกล่าวมักจะมีเพื่อน (ที่ไม่ดี) มาเสนอสิ่งที่เป็นความเสี่ยงต่างๆให้ลอง เช่น เหล้า บุหรี่ ยาเสพย์ติด เพศสัมพันธ์ ซึ่งก็มักจะมีเด็กจำนวนมากที่ยอมตามเนื่องจาก “ไม่กล้าปฏิเสธ”

ซึ่งเมื่อได้ลองพูดคุยกับเด็กกลุ่มนี้ ผมพบว่าสาเหตุที่เด็กหลายคนไม่กล้าปฏิเสธเพื่อนนั้น ไม่ได้เกิดมาจากว่าไม่มีความรู้ หรือ พูดไม่เป็น แต่มักเกิดจาก เพราะกลัวว่า “เพื่อนจะไม่รัก เพื่อนจะเลิกคบ” ซึ่งความคิดแบบนี้มักเกิดจากการที่เด็กๆมีความเชื่อว่าตัวเองนั้นเป็นคน “ไม่เก่ง ไม่ดี ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ต้องการ” ดังนั้นหากไม่ยอมตามใจเพื่อน เพื่อนก็อาจจะไม่รักเขา และ คนที่ “ไม่มีอะไรดี”แบบเขานั้นกว่าจะหาเพื่อนได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น (ความเชื่อนี้จะเป็นปัญหามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กสาวที่แฟนขู่ว่าจะเลิกหากไม่ยอมให้ # # # ด้วย)

ดังนั้นหากลูกสาวของคุณเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง เมื่อเวลาแฟนของเขาขอมี # # # ด้วยแล้วขู่ว่าจะเลิกหากไม่ยอม เขาก็สามารถที่จะคิดเองได้ว่า “ฉันนั้นทั้งเก่ง ทั้งดี ใครๆก็อยากได้ฉัน และ แฟน profile อย่างเอ็งนี่ ฉันหาเมื่อไหร่ก็ได้” แน่นอนว่าเด็กๆที่มีแนวคิดแบบนี้ ก็จะสามารถบอกเลิกกับแฟน (ที่ไม่ดี) และ รอคอยคนที่ดีกว่าได้โดยไม่รู้สึกเดือดร้อน

เมื่อมาถึงจุดนี้ก็คงจะมีคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอยากที่จะทราบว่า แล้วถ้าอยากให้ลูกนั้นมีความภาคภูมิใจในตนเอง พ่อแม่ต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ขอบอกได้เลยครับว่า ไม่ยาก แต่ว่ามันยาว จึงต้องเอาไว้ต่อคราวหน้า ซึ่งหมอก้อยจะเป็นคนมาเล่าให้ฟังครับ : หมอตั้ม

Cr.รูปจาก http://leahbensontherapy.com/what-makes-someone-a-child-therapist-and-what-is-child-therapy-anyway/

11/03/2015

"วัยรุ่นไทย คิดอะไรอยู่"
เข้าใจ...วันนี้ของเด็กไทย เปลี่ยนแปลงอนาคต...ของสังคม

06/03/2015

"สวัสดีครับทุกๆท่าน Balance Art เปิดสอนศิลปะเพื่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็ก ตั้งแต่อายุ 3ปีขึ้นไป อีกประมาณ 3เดือนเราจะเปิดอย่างเป็นทางการ ที่ตึกสร้างใหม่หน้าโรงเรียนอนุบาลผไทวิทยา จังหวัดนครปฐม แล้วพบกันนะครับ" ^^

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nakhon Pathom?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ทีมทำอาหาร

เสื้อผ้า

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Nakhon Pathom
73000