Teacher Pla

Teacher Pla

แชร์

เพิ่มเกรด , สอบเข้าในระดับประถมศึกษา

08/08/2025

❤️

08/08/2025

😀

08/08/2025

หน้าที่ของพ่อแม่อย่างเราๆ คือการ พิชิตใจลูกวัยรุ่นให้ได้

➖➖➖➖➖➖
ผมมีคอร์สออนไลน์ ชื่อว่า พิชิตใจลูกวัยรุ่น
ใครอยากเรียนรู้วิธีการเลี้ยงลูก หรือการอยู่กับลูกวัยรุ่น
อยากมีความสุขในด้านนี้
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line :
หรือคลิกลิ้งได้เลยนะครับ Line : https://lin.ee/dqXqWE2

08/08/2025

พ่อแม่หลายคนมองวัยอนุบาลเป็น #การแข่ง เพื่อให้เด็ก #พร้อม สำหรับการเรียนในชั้นต่อไป
◾️แต่จริงๆแล้ววัยอนุบาลเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างให้เด็กๆเห็นคุณค่าในตัวเอง
◾️จึงไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องกดดันให้เด็กบรรลุเป้าหมายวิชาการในวัยนี้
◾️แต่ให้มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นความอยากรู้
◾️ให้เด็กได้เรียนรู้ และสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว ตามจังหวะ ตามพัฒนาการของตนเอง

การเห็นคุณค่าในตัวเองเสียหายและเอากลับมายากมากจริงๆ และมันจะกระทบกับด้านอื่นๆในชีวิต ถ้าในวัยอนุบาล พ่อแม่กดดันให้ลูกบรรลุเป้าหมายวิชาการ ในวันที่ลูกยังไม่พร้อม ไม่ใช่ลูกทำไม่ได้แต่ลูกยังไม่พร้อมในอายุเท่านี้ในวัยนี้ และความรู้สึกทำไม่ได้ เรียนไม่เก่ง เด็กโง่ จะติดตัวไปตลอดชีวิต 😥

มีงานวิจัยในประเทศอเมริกา พบว่าจำนวนเด็กที่เป็นสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้น เยอะมากในแต่ละปี เมื่อไปดูในรายละเอียดจริงๆ คือเด็กๆเหล่านั้นอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ มีการเรียนก่อนเกณฑ์ หรือเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่าเพื่อนร่วมชั้น จึงไม่สามารถนั่งนิ่งๆ นั่งนานๆ หรือมีสมาธิจดจ่อกับหนังสือหรือกิจกรรมวิชาการได้ตามที่ครูหรือโรงเรียนหรือพ่อแม่คาดหวัง

จะดีกว่ามากๆ ถ้าเราทำตามหลักสูตรอนุบาลที่ในทุกประเทศวางไว้เหมือนๆกัน คือพัฒนาร่างกาย อารมณ์ และจิตใจของเด็กๆ ผ่านกิจกรรมในโรงเรียน #ให้เด็กๆได้รับรู้ความรู้สึกของการทำเองทำสำเร็จเอง ได้รับคำชม คำเชียร์ สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ให้มันฝังอยู่ข้างใน ผมอาจจะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้แต่มันฝังอยู่ข้างในตัวเด็กจริงๆ พอเค้าโตขึ้นไปมันจะเป็นอิฐก้อนแรกๆ ที่จะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงและแข็งแรงในสมองในจิตใจให้กับเค้าในอนาคต เค้าอาจจะเก่งเรียน เก่งภาษา เก่งกีฬา เก่งศิลปะ เก่ง Computer เก่งพูด เก่งกิจกรรม เก่งค้าขาย หรือเก่งอะไรก็ได้อีกร้อยแปดพันเก้าที่โลกนี้จะมีได้ #แต่ความรู้สึกเก่งแบบนี้จะไม่เกิดเลย ถ้าเราตีกรอบด้วยคำว่า เก่งคือต้องเก่งวิชาการ เท่านั้นตั้งแต่อนุบาล ✅️

ถ้าลูกเราเกิดมาเรียนเก่ง อนุบาลจะวิชาการไม่วิชาการ ลูกเราก็ทำได้ดี ความภาคภูมิใจก็เกิด แต่ถ้าลูกเราไม่ได้เกิดมาแบบนั้นล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น เพราะเด็กที่เกิดมาเรียนเก่งมีไม่เยอะ ประมาณ 10-20% แต่เกิดมาเก่งด้านอื่น ถ้าลูกเราไม่ได้เกิดมาเรียนเก่งล่ะ สิ่งที่ตามมาคือ บังคับ ดุด่า ต่อว่า เปรียบเทียบ ลูกคนอื่นทำได้ลูกเราทำไม่ได้ เรียนพิเศษวิชาการวัยอนุบาล 🙄 ให้ลูกทันเด็กคนอื่น เด็กไม่รู้หรอกครับว่าทำไมเค้าทำไม่ได้ แต่รับรู้แค่เพียงว่าเค้าแย่ เค้าเรียนไม่เก่ง ความภูมิใจในตัวถูกทำลายและฝังใจ ฝังในสมอง ไปแล้วว่า เค้าเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ทั้งที่ความจริงที่เราต้องรู้และเข้าใจก็คือ กว่าเราจะรู้ว่าลูกเราเป็นเด็กเรียนเก่งหรือไม่นั้น ก็ประมาณช่วงประถมปลายไปแล้ว

ความรู้วิชาการตามกันทัน เช่น เด็กเรียนคูณตั้งแต่อนุบาล กับ เด็กอีกคนนึงไม่เคยเรียน ประมาณ ป.3 -4 ก็ทันกันแล้ว ทั้ง 2 คน

จะดีกว่าไหมครับ ที่เราจะกลับมาเข้าใจการเรียนในวัยอนุบาลกันจริงๆ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูกเราเกิดมาเก่ง เกิดมาฉลาด เกิดมาสายวิชาการ เป็นเด็กสายวิทย์คณิต ผมเห็นเด็กมากมายที่พ่อแม่เป็นสายวิชาการแต่ลูกเกิดมาเป็นเด็กสายภาษาสายศิลป์ก็เยอะ เหมือนเรากำลังเอาลูกเราไปเสี่ยง ในอัตราส่วน 80/20 จะอ่านเขียนเรียนวิชาการกันจริงๆตอน ป.1 ป.2 ก็ยังไม่สาย และในต่างประเทศที่การศึกษาดีๆ เค้าก็ทำกันอย่างนั้นกันมาตลอด อย่าเอาลูกเราไปเสี่ยงเลยครับ ...... 😊

#ดีต่อลูก

08/08/2025

▶︎ ความสำเร็จของลูก เริ่มจากการทำงานบ้านในวัยเด็ก

ฝึกลูกทำงานบ้าน: ได้ประโยชน์กับลูกมากกว่าที่คิด

การมอบหมายหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกรับผิดชอบ ถือเป็นหนึ่งความท้าทายของคนเป็นพ่อแม่ ที่ต้องคอยลุ้นว่าลูกจะทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายได้จริงไหม และจะยอมทำต่อเนื่องหรือว่าลองแค่ไม่กี่ครั้งก็ล้มเลิกภารกิจไปเองโดยปริยาย

แต่ถึงอย่างนั้น คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ก็รู้กันดีว่า การมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบให้ลูก รวมถึงการ ฝึกลูกทำงานบ้าน ตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้ลูกช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น แต่การ ฝึกลูกทำงานบ้าน ยังมีประโยชน์ต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ และทักษะชีวิตหลายด้านของลูกอีกด้วย

Michaeleen Doucleff ผู้เขียนหนังสือการเลี้ยงลูกขายดีของ New York Times เรื่อง Hunt, Gather, Parent จึงแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มฝึกลูกวัย 1 ขวบ ถึง 6 ปี ให้ช่วยงานบ้านตามวัย ด้วยวิธีที่เรียกว่า ‘การจุดไฟ’ ให้เด็กๆ กระตือรือร้นที่จะช่วยงานบ้านด้วยตัวเอง โดยไม่ ‘ดับไฟ’ แห่งความกระตือรือร้นนั้นด้วยการยกเลิกภารกิจของลูก และลงมือทำเองเพื่อความรวดเร็ว หรือกลัวว่าลูกจะเหนื่อย ไม่ปฏิเสธลูกเมื่อลูกเอ่ยปากอยากช่วยทำงานบ้าน รวมถึงไม่บังคับลูกให้ทำงานที่ยากเกินไป และจูงใจลูกด้วยการติดสินบนมากเกินไป

เมื่องานบ้านสำคัญต่อเด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็อยากเริ่มฝึกให้ลูกลองทำงานบ้านดูบ้าง แต่เพื่อให้การฝึกค่อยเป็นค่อยไป ไม่บีบบังคับ หรือฝืนใจ จนลูกไม่อยากทำต่อ เราจึงรวบรวมแนวทางฝึกลูกตั้งแต่วัยเตรียมอนุบาล ให้คุ้นเคยและเต็มใจที่จะลงมือทำงานบ้านด้วยตัวเองมาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

1. ให้ลูกคอยสังเกตการณ์ใกล้ๆ

#จดจำก่อนลงมือทำ จากการศึกษาของ Lucia Alcalá นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยกตัวอย่าง การเลี้ยงดูลูกของครอบครัวชนเผ่ามายา บนที่ราบสูงเชียปัส ประเทศเม็กซิโก พบว่า การให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านการทำงานบ้าน หรือกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัว จะทำให้แม่แต่ละคนรู้ดีที่สุดว่า ลูกสามารถทำภารกิจเหล่านั้นได้หรือไม่ และรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกๆ สนใจ ก่อนที่จะเริ่มมอบหมายหน้าที่นั้นให้ทีละเล็กละน้อย

นอกจากนั้น คุณแม่ชาวมายายังมักจะบอกให้ลูกวัยหัดเดินรู้จักการเฝ้าดูเพื่อเรียนรู้ เช่น ระหว่างที่แม่กำลังทอดแป้งตอร์ติญ่า ก็จะให้ลูกมาคอยสังเกตการณ์และเรียนรู้วิธีการทำอย่ใกล้ๆ หลังจากนั้นจึงหาวิธีให้ลูกได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมนั้นอย่าปลอดภัย และเมื่อรู้ว่าลูกทำได้ ก็ค่อยๆ สอนเพิ่มทักษะที่ลูกควรเรียนรู้ ก่อนจะเชื่อใจและมอบหมายให้ลูกทำภารกิจนั้นด้วยตัวเองต่อไป

2. เลือกงานบ้านที่เหมาะกับวัย (และลูกก็ชอบด้วย)

#ทำงานบ้านตามวัย ตามคำแนะนำของ Patricia Greenfield ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นให้ลูกเรียนรู้ที่จะช่วยงานคุณพ่อคุณแม่หรือกระตือรือร้นอยากทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ก็คือให้ลูกทำงานบ้านที่เหมาะสมตามวัยของเขา และจะให้ดียิ่งขึ้น งานนั้นควรเป็นสิ่งที่ลูกสนใจหรือเลือกเองด้วย

งานบ้านที่เหมาะสมกับวัยสำหรับเด็กวัยอนุบาล ได้แก่ เก็บของเล่นเข้าที่ ดึงผ้าปูที่นอนให้ตึงและจัดหมอนให้เป็นระเบียบ เก็บรองเท้าและกระเป๋านักเรียนเข้าที่ เก็บเสื้อผ้าไว้ในลิ้นชัก รดน้ำต้นไม้ แยกผ้าใส่แล้วลงตะกร้า เก็บจานที่กินแล้ว ช่วยตากเสื้อผ้า ช่วยเป็นลูกมือทำกับข้าว ช่วยกวาดใบไม้หน้าบ้าน ที่สำคัญคือ ให้ลูกทำอยากมีความสุขและสนุกเหมือนงานบ้านนั้นคือการเล่นอย่างหนึ่งก็ได้

#ข้อห้าม เมื่อลูกช่วยงานบ้านแล้ว ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำ สามารถเอ่ยชื่นชมความสามารถและความพยายามของลูกได้ แต่ห้ามให้รางวัล เช่น ให้เงิน หรือให้ของมีค่าเพื่อผูกมัดการทำงานบ้านหรือสิ่งที่ได้รับมอบหมาย เพราะลูกจะไม่ได้เรียนรู้ว่า การช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานบ้านเป็นเรื่องที่ดีและควรทำเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป

3. ให้กำลังใจ แต่ไม่กดดัน

#หนูทำได้ ถ้าลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานบ้าน แล้วเอ่ยปากขอลองเป็นผู้ช่วย หากเป็นงานที่คุณพ่อคุณแม่ประเมินแล้วว่าจะไม่เกิดอันตรายกับลูก ก็ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำ อย่ารีบปฏิเสธเพียงเพราะกลัวลูกทำเลอะเทอะ อย่าเพิ่งรีบสอน เพราะกลัวว่าจะทำผิด แต่ควรให้ลูกได้ลองทำด้วยวิธีที่เห็นและเรียนรู้จากการเฝ้ามองคุณพ่อคุณแม่ แล้วค่อยๆ อธิบายขั้นตอนที่ถูกต้องให้อีกครั้ง

หลังจากนั้น หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ก็คือการส่งกำลังใจ ให้ความเชื่อมั่น โดยไม่กดดันลูกมากเกินไป และหากเกิดความผิดพลาด ก็ไม่ควรดุหรือทำพฤติกรรมเชิงลบกับลูก เพราะจะทำให้ลูกไม่กล้าลงมือทำอีกต่อไป

4. พวกเราคือทีมเดียวกัน

#ทีมพ่อแม่ลูก เพื่อให้ลูกเห็นว่า งานบ้านจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จะต้องช่วยแบ่งเบาซึ่งกันและกันทั้งครอบครัว

David Lancy ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยรัฐยูทาห์ และผู้เขียนหนังสือ The Anthropology of Childhood: Cherubs, Chattel, Changelings แนะนำวิธีที่เรียกว่า ‘หลักสูตรรวมพลัง’ ด้วยการทำงานร่วมกันทั้งครอบครัว เพื่อให้เด็กๆ ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวมากจนเกินไป

ในระหว่างทำงานบ้าน คุณพ่อคุณแม่ต้องสร้างบรรยากาศให้คึกคักด้วยการทำให้ลูกเห็นว่างานบ้านเป็นเรื่องสนุก และไม่ใช่ภาระของคนใดคนหนึ่งเสมอไป คุณแม่อาจจะแต่งเพลงที่เกี่ยวข้อง คุณพ่ออาจจะเปลี่ยนงานบ้าน ให้เป็นเกมหรือสนามแข่งขัน เช่น ใครทำเสร็จก่อน หรือใครทำได้สะอาดกว่ากัน และเมื่อทำแบบนี้บ่อยๆ ลูกก็จะรู้สึกสนุกกับการทำงานบ้านต่อไป



📍ลิงก์อ่านบทความฉบับเต็มในคอมเมนต์
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

07/08/2025

🪴 การเลี้ยงดูเด็กให้มีความมั่นใจทางสังคม

— กลยุทธ์ช่วยให้เด็กเอาชนะความขี้อายและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรง —

เราอยากให้ลูกของเราได้รับความรักจากเพื่อนๆ และมีเพื่อนที่ดี แต่เมื่อเด็กพบปัญหาทางสังคม รู้สึกโดดเดี่ยว หรือถูกตัดออกจากกลุ่ม พ่อแม่มักสงสัยว่าจะช่วยอย่างไร

ดร.แซม โกลด์สไตน์, Ph.D. ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยยูทาห์ ผู้เขียนบทความนี้ มักตอบคำถามในเวิร์กช็อปเลี้ยงดูเด็ก เรื่องการช่วยให้เด็กสร้างมิตรภาพและได้รับการยอมรับจากเพื่อน ขั้นแรกคือ “การเข้าใจว่าลูกของเราเข้ากับคนอื่นอย่างไร”

🔸ทำไมบุคลิกภาพจึงสำคัญต่อการสร้างมิตรภาพ

เด็กแต่ละคนมีบุคลิกต่างกัน บางคนเป็นมิตรได้ง่าย รู้จังหวะว่าจะเข้าไปคุยหรือถอยออก ยิ้มให้เพื่อน ชมเชย และเปิดใจรับมิตรภาพใหม่ๆ
แต่บางคนอาจรอจังหวะ เก็บข้อมูลสักพักก่อนเข้าสังคม บางคนอาจยืนกรานพูดไม่ทันคิด หรือไม่ทันสังเกตสัญญาณทางสังคม การกระทำเหล่านี้อาจทำให้การสร้างความสัมพันธ์เป็นไปได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ เด็กบางคนอาจมีปัญหาทางภาษา หรือการเรียนรู้ ทำให้พวกเขาพลาดสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ หรือรู้สึกว่าการคุยต่อเนื่องเป็นเรื่องยาก

🔸ทักษะทางสังคมสามารถพัฒนาได้

บุคลิกเดิมของเด็กไม่ได้กำหนดว่าเขาจะมีเพื่อนแบบไหน พ่อแม่สามารถเป็นโค้ชและกำลังใจ ให้ลูกเรียนรู้การเชื่อมต่อกับผู้อื่น เริ่มจากไม่ใส่ใจที่จำนวนเพื่อน แต่เลือกเพื่อนที่ “ใช่” บางคนรู้สึกดีเมื่อมีเพื่อนสนิท 1–2 คน มากกว่าการมีเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ ให้สังเกตว่าลูกรู้สึกปลอดภัยและได้รับการสนับสนุนจากมิตรภาพเหล่านั้นหรือไม่ เพราะเด็กที่มีมิตรภาพลึกซึ้ง 1–2 คน ก็มีความสุขได้เท่ากับเด็กที่มีเพื่อนมากมาย

ช่วยเด็กขี้อายหรือเงียบให้ก้าวออกมาทีละนิด โดยไม่กดดัน ถ้าลูกลังเลกับคนแปลกหน้า อย่าแซวหรือบอกว่า “ทำไมไม่ไปถามเขา” แต่แสดงความเข้าใจและยืนเคียงข้าง เช่น

“แม่รู้ว่ามันน่ากลัวที่จะทักคนใหม่ หลายคนก็เป็นแบบนี้ ลองหาวิธีง่ายๆ ที่ไม่กดดัน แล้วลองไปด้วยกันไหม”

ประโยคนี้แสดงถึงความเห็นใจ และชวนหาทางแก้ปัญหา ไม่ทำให้เด็กเครียดขึ้น

🔸จัดการพฤติกรรมทางสังคมที่ไม่เหมาะสมอย่างอ่อนโยน

เด็กบางคนสร้างมิตรภาพได้ยาก เพราะมีพฤติกรรมที่ผลักเพื่อนออก เช่น สั่งเพื่อน ไม่ยอมแบ่งของ หรือแทรกเวลาเพื่อนพูด พ่อแม่ที่สังเกตเห็น สามารถให้คำแนะนำในท่าทีที่สนับสนุน ไม่ตัดสิน เช่น

“แม่สังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อน แม่ว่าเราน่าจะปรับตรงนี้ด้วยกันนะ”

วิธีนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจพฤติกรรมที่อาจทำให้เพื่อนไม่สบายใจ โดยไม่รู้สึกว่าถูกวิจารณ์

🔸ฝึกทักษะทางสังคมผ่านบทบาทสมมติ

เด็กที่เข้าใจสัญญาณสังคมยาก หรือมีความแตกต่างทางการเรียนรู้ อาจได้ประโยชน์จากการซ้อมบทบาทที่บ้าน ลองเล่นสถานการณ์ง่ายๆ ให้ซึมซับจนเป็นธรรมชาติ เช่น

• ทักทาย: “สวัสดีค่ะ วันนี้หนูเป็นอย่างไรบ้าง?”
• ฟัง-ตอบสลับกัน: “หนูคิดอย่างไรกับเกมนี้”
• ชมเพื่อน: “แม่ชอบสีในภาพวาดของหนูมากเลย”

การเล่นให้สนุก จะช่วยลดความกดดัน และเสริมความมั่นใจก่อนออกไปใช้จริง

🔸สอนเด็กใจร้อนให้คิดก่อนทำ

เด็กที่มักทำก่อนคิด มักสร้างมิตรภาพได้ยาก เพราะไม่ทันพิจารณาผลลัพธ์ ในหนังสือ Raising a Self-Disciplined Child แนะนำให้พ่อแม่ช่วยเด็กพัฒนา

• การหยุดคิดก่อนตอบสนอง
• การพิจารณาผลกระทบของการกระทำต่อตนเองและผู้อื่น
• การฝึกแก้ปัญหาทางสังคม เช่น ถ้าเพื่อนโกรธจะทำอย่างไร

เมื่อเด็กเรียนรู้คิดก่อนทำ จะช่วยให้การสื่อสารกับเพื่อนเป็นไปในทางบวกมากขึ้น

🔸ความสำคัญระยะยาวของมิตรภาพ

เมื่อเด็กโตขึ้น มิตรภาพไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เป็นสิ่งจำเป็น มิตรแท้ช่วยให้กำลังใจ พัฒนาทักษะการสื่อสาร และฟื้นตัวเมื่อเจอปัญหา เมื่อพ่อแม่เข้าใจลูกว่าเขาเป็นใคร ชอบอะไร และกลัวอะไร ก็จะช่วยสนับสนุนให้เขาค้นพบและรักษามิตรภาพที่มีค่าต่อไป เด็กที่เริ่มขี้อายหรือไม่แน่ใจก็สามารถเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ เพื่อยื่นมือไปหามิตรภาพที่แท้จริงและค้นพบความสุขจากเพื่อน

เด็กต้องการเพื่อน นั่นคือเรื่องง่ายๆ แต่ทักษะการเข้าสังคมไม่ได้มาในเวลาเดียวกัน บางคนเริ่มได้ทันที บางคนต้องใช้กำลังใจและการฝึกซ้อม และนั่นคือบทบาทของพ่อแม่ เมื่อคุณเป็นทั้งแบบอย่าง ให้กำลังใจ และฝึกฝนในชีวิตประจำวัน คุณก็ได้มอบกุญแจสู่มิตรภาพที่เติมเต็มหัวใจและจิตวิญญาณของลูกแล้วนะคะ
♥️
สรุปและเรียบเรียง โดย แม่ดวงค่ะ
ที่มา : Sam Goldstein Ph.D, Raising Socially Confident Children - Psychology Today

07/08/2025

► ลูกไม่รู้จักรอ : เทคนิคสอนลูกให้รู้จักอดทนรอคอย (Delay Gratification)

การอดทนรอคอย ถือว่าเป็นโจทย์ยากสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะธรรมชาติของเด็ก เมื่อหิว เจ็บป่วย หรือต้องการอะไรก็อยากได้รับการตอบสนองเดี๋ยวนั้น

แต่เมื่อลูกโตขึ้น สิ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจได้ก็คือ ลูกไม่รู้จักรอ หรือมีความอดทนในการรอคอยไม่พอ และมักแสดงออกด้วยการเริ่มใช้ประโยคคำถามว่า ‘เมื่อไหร่’ เพื่อที่จะถามซ้ำๆ ย้ำๆ จนกว่าสิ่งที่ตัวเองรอคอยนั้นจะมาถึง

แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจก็คือ การที่ลูกเริ่มใช้คำถามว่า เมื่อไหร่ นั่นคือการแสดงออกถึงความพยายามที่จะอดทนรอคอย ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยสอนให้ลูกรู้จักอดทนรอคอย หรือ Delay Gratification ตั้งแต่ยังเล็ก

มีการวิจัยพบว่า เด็กที่มีความยับยั้งชั่งใจ รู้จักอดทนอดกลั้น และรอคอยได้ จะมีผลการเรียนที่ดี เข้ากับผู้อื่นได้ดี รู้จักควบคุมและรับมือทางอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่อดทนรอคอยไม่เป็น

คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกฝน และเปลี่ยน ลูกไม่รู้จักรอ ให้เป็นเด็กที่สามารถอดทนรอเวลาที่เหมาะสมอย่างใจเย็นได้ ด้วยเทคนิค ดังนี้

1. ฝึกการจัดลำดับความสำคัญให้กับลูก

David Bredehoft, Ph.D., ศาสตราจารย์กิตติคุณและอดีตประธานสาขาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกจัดลำดับความสำคัญ จัดการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน แทนการทำสิ่งที่สนุกหรือง่ายที่สุดก่อน แล้วเลื่อนสิ่งที่ยากที่สุดออกไป ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้การฝึกฝนและทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ลูกจะได้ดูการ์ตูนครึ่งชั่วโมง แต่ต้องทำกิจวัตรประจำวันให้เสร็จเรียบร้อยก่อน หรือลูกจะได้ออกไปเล่นสนามเด็กในตอนเย็น แต่จะต้องเก็บกระเป๋านักเรียนให้เข้าที่ เปลี่ยนชุดนักเรียน และทำการบ้านให้เสร็จ

นอกจากนั้นยังสามารถชวนลูกทำรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน และเขียนกำกับสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนหลังด้วย ตัวเลข เช่น เลข 1—อาบน้ำแต่งตัว เลข 2—กินข้าวและเก็บจาน เลข 3—เล่นอิสระ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่า ควรทำสิ่งที่ยากและสำคัญให้เสร็จก่อน ทำสิ่งที่ง่ายลำดับสุดท้าย กระบวนการนี้จะเร็วรวดและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเลื่อนทำสิ่งที่ยากออกไปเรื่อยๆ

2. ชวนลูกสร้างปุ่ม Pause (หยุดชั่วคราว)

คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้กลยุทธ์สร้างปุ่มพอสหรือปุ่มหยุดชั่วคราว ด้วยกระดาษสีที่ลูกชอบ วาดรูปสองขีด ติดไว้ที่ตัวลูก แล้วบอกว่า นี่คือ ปุ่มวิเศษ ที่จะช่วยให้ลูกรอคอยได้อย่างสบายใจ

การหยุดชั่วคราวอาจเป็นแนวคิดที่ยากสำหรับเด็กในช่วงแรกๆ แต่สามารถใช้วิธีนี้ค่อยๆ ฝึกฝนลูก จนเกิดเป็นความเคยชิน เมื่อลูกเติบโตขึ้น ปุ่มพอสนี้จะกลายเป็นทักษะอันมีค่า ที่จะช่วยนำทางลูกให้ใช้ชีวิตได้อย่างรอบคอบต่อไป

แต่บางครั้งปุ่มพอสก็ใช้ไม่ได้ผล คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธี ‘เบี่ยงเบนความสนใจ’ เช่น ลองไปเดินที่อื่นก่อน หรือไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ลูกไม่ต้องจดจ่ออยู่กับการรอคอยเกินไปนัก

3. ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า If – Then ” ถ้า… แล้ว”

กลยุทธ์ที่น่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง มาจากแนวคิดของ Walter Mischel ผู้เขียนบทความ Stanford Marshmallow Experiment ที่โด่งดัง ด้วยการฝึกฝนลูกผ่านการวางแบบ If – Then หรือ ถ้า… แล้ว…

ฝึกเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘ถ้า’ และตอบว่า ‘แล้ว’ เช่น ถ้าอดทนไม่ไหว แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารออีกนิดอดทนได้อีกหน่อย แล้วจะได้อะไรกลับมาบ้าง

การฝึกฝนด้วยคำว่า ถ้า… แล้ว… ลูกจะเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะช่วยให้ลูกควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น

รวมไปถึงการสอนให้ลูกรู้จักการวางแผนสำรอง คิดแผน A B C หากแผนแรกไม่ได้ผล อาจต้องลองแผนสำรองต่อมา และฝึกฝนลูกด้วยการแสดงจำลองสถานการณ์ หรือเล่นบทบาทสมมติ วิธีนี้ก็ช่วยให้ลูกรู้จักการอดทนรอได้เช่นกัน

4. ร้องฮูเร่!!! เมื่อการรอคอยนั้นสิ้นสุด

เพื่อทำให้ลูกรู้ว่า คุณพ่อคุณแม่เข้าใจความรู้สึกของลูกดีว่าการอดทนรอคอยมันยาวนานและยากแค่ไหน เมื่อลูกบรรลุเป้าหมายของการรอคอยในแต่ละครั้ง ให้คุณพ่อคุณแม่กล่าวคำชมเชย หรือรวมเฉลิมฉลองไปกับลูก

ด้วยการร้องฮูเร่!!! ไฮไฟว์ หรือชูสองนิ้วโป้งให้ลูก เป็นการแสดงออกให้ลูกเห็นว่า คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในตัวเขา และยอมรับความสำเร็จเล็กๆ ที่ลูกก้าวผ่านเรื่องยากมาได้ด้วยตัวเอง



อ้างอิง
https://www.gohenry.com/us/blog/financial-education/how-to-teach-your-kids-to-delay-gratification-and-why-it-matters
https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-age-of-overindulgence/201912/strategies-to-teach-children-delayed-gratification

📍 ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

07/08/2025

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nakhon Pathom?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


นครชัยศรี
Nakhon Pathom
10700