Ongart Maneemai - องอาจ มณีใหม่

Ongart Maneemai - องอาจ มณีใหม่ เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้

03/09/2026

ความรอบรู้ทางสุขภาพ (4)

❤️ แนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในระดับบุคคล

เราเห็นแล้วว่าความรอบรู้ทางสุขภาพส่งผลต่อชีวิตจริงอย่างไร บทนี้จะพาไปดูว่า **แต่ละคนสามารถพัฒนาทักษะนี้ให้กับตัวเองได้อย่างไรบ้าง**

1. ฝึกอ่านและตีความข้อมูลสุขภาพอย่างตั้งใจ

เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว เช่น ฉลากยา ฉลากโภชนาการ หรือเอกสารคำแนะนำจากโรงพยาบาล ลองอ่านช้า ๆ และถามตัวเองว่า "เข้าใจจริงหรือยัง" หากมีคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ควรจดไว้เพื่อถามเภสัชกรหรือแพทย์ในครั้งถัดไป การฝึกทำแบบนี้บ่อย ๆ จะช่วยพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพระดับพื้นฐานได้

2. ฝึกตั้งคำถามเมื่อพบแพทย์

หลายคนลังเลที่จะถามแพทย์เพราะกลัวเสียเวลาหรือดูไม่ฉลาด แต่จริง ๆ แล้วการถามคือกุญแจสำคัญของความรอบรู้ทางสุขภาพระดับปฏิสัมพันธ์ ลองใช้หลัก **"3 คำถามสำคัญ"** ที่ใช้กันในต่างประเทศ

- ปัญหาของฉันคืออะไร?
- ฉันต้องทำอะไรบ้าง?
- ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับฉัน?

การถามคำถามง่าย ๆ เหล่านี้ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์สุขภาพของตนเองชัดเจนขึ้นมาก

3. ตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนเชื่อ

ในยุคที่ข้อมูลสุขภาพกระจายอยู่ทั่วโซเชียลมีเดีย ควรฝึกนิสัยตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ เช่น ดูว่าข้อมูลมาจากหน่วยงานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ มีการอ้างอิงงานวิจัยหรือไม่ และเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจปฏิบัติตาม ทักษะนี้คือแก่นของความรอบรู้ทางสุขภาพเชิงวิพากษ์

4. จดบันทึกและติดตามสุขภาพตนเอง

การจดบันทึกอาการ ผลตรวจ หรือยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ ช่วยให้เห็นภาพรวมสุขภาพของตนเองชัดเจนขึ้น และเป็นข้อมูลสำคัญเวลาพบแพทย์ นอกจากนี้ยังช่วยให้สังเกตความผิดปกติได้เร็วขึ้น

5. หาแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อถือได้อย่างสม่ำเสมอ

ติดตามข้อมูลสุขภาพจากเว็บไซต์หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล หรือองค์กรวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ แทนการรับข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มา การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องแม้ในวันที่ยังไม่ป่วย จะช่วยสร้างพื้นฐานความรู้ที่แข็งแรงในระยะยาว

การพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพในระดับบุคคลไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ เพียงเริ่มจากการตั้งใจอ่าน กล้าถาม รู้จักตรวจสอบข้อมูล และหมั่นติดตามสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้

📚 อ้างอิง
[1] Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promot Int. 2000;15(3):259–267.
[2] Agency for Healthcare Research and Quality (AHRQ). Health Literacy Universal Precautions Toolkit. 2nd ed. Rockville, MD: AHRQ; 2015.

03/09/2026

ความรอบรู้ทางสุขภาพ (3)

❤️ ความรอบรู้ทางสุขภาพเชื่อมโยงกับชีวิตจริงอย่างไร

จากสองบทความที่แล้ว เรารู้จัก "นิยาม" และ "กรอบแนวคิด" ของความรอบรู้ทางสุขภาพกันไปแล้ว บทนี้จะพาไปดูว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้าง

1. การใช้ยาและการรักษาตามแผน

คนที่มีความรอบรู้ทางสุขภาพดี มักอ่านฉลากยาเข้าใจ รู้ว่ายาตัวไหนกินก่อนหรือหลังอาหาร และเข้าใจเหตุผลที่ต้องกินยาต่อเนื่อง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ขาดทักษะนี้อาจหยุดยาเองก่อนกำหนด กินยาผิดขนาด หรือไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปพบแพทย์ตามนัด ซึ่งงานวิจัยพบว่าความรอบรู้ทางสุขภาพที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามแผนการรักษาที่ต่ำลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง [1]

2. การสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์

เวลาพบแพทย์หรือเภสัชกร คนที่มีความรอบรู้ทางสุขภาพสูงมักกล้าถาม กล้าเล่าอาการอย่างละเอียด และเข้าใจคำอธิบายของแพทย์ได้ดีกว่า ทำให้ได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำที่ตรงจุด ในขณะที่ผู้ที่ขาดทักษะนี้อาจเข้าใจคำแนะนำผิด หรือไม่กล้าถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ จนนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพของตนเอง

3. การป้องกันโรคและการดูแลตนเอง

ความรอบรู้ทางสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตอนป่วย แต่รวมถึงพฤติกรรมป้องกันโรคในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกอาหาร การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการฉีดวัคซีน คนที่เข้าใจข้อมูลสุขภาพได้ดีมักตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพได้เหมาะสมกว่า

4. การรับมือกับข้อมูลสุขภาพในยุคดิจิทัล

ปัจจุบันข้อมูลสุขภาพท่วมท้นในโซเชียลมีเดีย ทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข่าวลวง ความรอบรู้ทางสุขภาพเชิงวิพากษ์ (critical health literacy) จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยให้บุคคลแยกแยะได้ว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือ ก่อนตัดสินใจปฏิบัติตาม

➡️ ผลลัพธ์ที่ตามมา

งานวิจัยเชิงระบบชี้ให้เห็นว่าความรอบรู้ทางสุขภาพที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์สุขภาพที่แย่ลงในหลายมิติ ทั้งการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่บ่อยขึ้น การใช้บริการฉุกเฉินมากขึ้น และอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นในบางกลุ่มโรค [2] สะท้อนให้เห็นว่าความรอบรู้ทางสุขภาพไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เชื่อมโยงกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเราโดยตรง

📚 อ้างอิง
[1] Berkman ND, Sheridan SL, Donahue KE, et al. Low health literacy and health outcomes: an updated systematic review. Ann Intern Med. 2011;155(2):97–107.
[2] Baker DW, Wolf MS, Feinglass J, et al. Health literacy and mortality among elderly persons. Arch Intern Med. 2007;167(14):1503–1509.

03/09/2026

ความรอบรู้ทางสุภาพ (2)

กรอบแนวคิดของความรอบรู้ทางสุขภาพ❓

จากบทความที่แล้ว เราทำความรู้จักกับความรอบรู้ทางสุขภาพไปแล้วว่าคือความสามารถในการเข้าถึง เข้าใจ และนำขอมูลสุขภาพไปใช้ วันนี้จะพาไปดูกันว่านักวิชาการม “กรอบแนวคิด” อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้างค่ะ

➡️ แนวคิดของ Nutbeam: 3 ระดับของความรอบรู้ทางสุขภาพ

Don Nutbeam นักวิชาการผู้บกเบิกแนวคิดนี้ ได้แบ่งความรอบรู้ทางสุขภาพออกเป็น 3 ระดับ โดยแต่ละระดับสะท้อนความสามารถทีซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ [1]

🔹 ระดับพื้นฐาน (Functional Health Literacy)
ทักษะการอ่านออกเขียนได้และคำนวณเบืองต้นที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อ่านฉลากยา เข้าใจวิธีใช้ยาตามที่ระบุ

🔹 ระดับปฏิสัมพันธ์ (Interactive Health Literacy)
ทักษะทางปัญญาและสังคมที่ใช้สอสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่น เช่น พูดคยกับแพทย์ ปรับข้อมูลให้เข้ากับสถานการณ์ของตนเอง

🔹 ระดับวิพากษ์ (Critical Health Literacy)
ระดับสูงสุด คือความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ และนำไปใช้ควบคุมสถานการณ์ชีวิตและสุขภาพของตนเองได้ เช่น ตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับ หรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายสุขภาพ

➡️ แนวคิดแบบบูรณาการของ Sørensen และคณะ

อีกกรอบแนวคิดหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือแบบจำลองบูรณาการของ Sørensen และคณะ ซงมองความรอบรู้ทางสุขภาพเป็นกระบวนการที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก [2]

1. การเข้าถึงข้อมูล (Access) — ค้นหาแหล่งข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้องได้
2. การเข้าใจข้อมูล (Understand) — ตีความข้อมูลที่ได้รับอย่างถูกต้อง
3. การประเมินข้อมูล (Appraise) — วิเคราะห์ ตีความ และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล
4. การนำไปใช้ (Apply) — ตัดสินใจและปฏิบัติเพื่อรักษาหรือส่งเสริมสุขภาพ

จุดเด่นของแบบจำลองนี้คือครอบคลุมทั้งมิติการ ดแลรักษา (health care) การ ป้องกันโรค (disease prevention) และการ ส่งเสริมสุขภาพ (health promotion) ทำให้มองเห็นภาพความรอบรู้ทางสุขภาพได้รอบด้านมากขึ้น

✅ เหตุใดกรอบแนวคิดเหล่านี้จึงสำคัญ

การมีกรอบแนวคิดที่ชัดเจนช่วยให้นักวิจัยและบุคลากรสาธารณสุขสามารถ วัดผล ประเมิน และออกแบบโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพ ได้อย่างเป็นระบบ แทนที่จะมองเป็นเพียงแนวคิดกว้าง ๆ ที่จับตองยาก

📚 อ้างอิง
[1] Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promot Int. 2000;15(3):259–267.
[2] Sørensen K, Van den Broucke S, Fullam J, et al. Health literacy and public health: a systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health. 2012;12:80.

03/09/2026

ความรอบรู้ทางสุขภาพ (1)

ความรอบรู้ทางสุขภาพคืออะไร? ❓

เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมบางคนอ่านฉลากยาแล้วเข้าใจ ปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งได้ถูกต้อง แต่บางคนกลับสับสน กินยาผิดขนาด ลืมนัด หรือไม่กล้าถามแพทย์เวลาสงสัย?

ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจาก "ฉลาดหรือไม่ฉลาด" แต่เกี่ยวข้องกับทักษะเฉพาะอย่างหนึ่งที่เรียกว่า **"ความรอบรู้ทางสุขภาพ" (Health Literacy)** ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคน ไม่ว่าจะวัยใด สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้

📍 ความรอบรู้ทางสุขภาพ ไม่ใช่แค่ "รู้เรื่องสุขภาพ"

หลายคนเข้าใจว่าความรอบรู้ทางสุขภาพ คือการมีความรู้ทางการแพทย์มาก ๆ แต่แท้จริงแล้วหมายถึง **ความสามารถ 3 ด้านที่ต้องทำงานร่วมกัน** [1]

✅ **เข้าถึงข้อมูล** ได้ — รู้ว่าจะหาข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้จากไหน ไม่หลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่ผิดพลาดในโซเชียลมีเดีย

✅ **เข้าใจข้อมูล** ได้ — อ่านฉลากยา ป้ายคำเตือน หรือคำแนะนำจากแพทย์แล้วเข้าใจความหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่อ่านผ่าน ๆ

✅ **นำไปใช้ได้** — สามารถตัดสินใจและลงมือดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง เช่น กินยาให้ตรงเวลา ปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำ

องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่าทักษะทั้งสามด้านนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้บุคคลสามารถดูแล ป้องกัน และจัดการสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน [2] ไม่ว่าจะเป็นการไปพบแพทย์ การใช้ยา การเลือกรับประทานอาหาร หรือการวางแผนออกกำลังกาย

📍 ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับทุกคน?

ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนต้องเผชิญกับข้อมูลสุขภาพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นฉลากอาหาร คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร ข่าวสารสุขภาพในโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การกรอกประวัติสุขภาพก่อนเข้ารับการตรวจร่างกาย

บุคคลที่มีความรอบรู้ทางสุขภาพดี มักจะ:
- อ่านและเข้าใจฉลากยาหรือฉลากโภชนาการได้อย่างถูกต้อง
- แยกแยะข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือออกจากข้อมูลเท็จหรือความเชื่อที่คลาดเคลื่อนได้
- สื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมั่นใจ และกล้าซักถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ
- ตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

ในทางกลับกัน หากขาดความรอบรู้ทางสุขภาพ อาจนำไปสู่การใช้ยาอย่างไม่ถูกวิธี ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรค หรือการตัดสินใจที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

📌 บทความตอนต่อไปจะกล่าวถึง "กรอบแนวคิด" (conceptual framework) ที่นักวิชาการใช้อธิบายความรอบรู้ทางสุขภาพ โปรดติดตามตอนต่อไป

📚 อ้างอิง
[1] Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promot Int. 2000;15(3):259–267.
[2] World Health Organization. Health Promotion Glossary of Terms 2021. Geneva: WHO; 2021.

💜 การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ใช่เพียง “ให้คำแนะนำ” แต่คือการ “รับฟังและเข้าใจ”ได้มีโอกาสเข้าร่วม โครงการพัฒนาศักยภาพบุคล...
22/08/2026

💜 การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ใช่เพียง “ให้คำแนะนำ” แต่คือการ “รับฟังและเข้าใจ”

ได้มีโอกาสเข้าร่วม โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษามืออาชีพ UP-MPF ระดับ Basic ในหัวข้อ “เสริมทักษะการให้คำปรึกษาปัญหาภาวะทางสุขภาพจิต”

การอบรมครั้งนี้ทำให้ได้กลับมาทบทวนบทบาทของ “อาจารย์ที่ปรึกษา” ในอีกมิติหนึ่ง เพราะปัญหาของนิสิตในวันนี้อาจไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียน แต่ยังเชื่อมโยงกับความกดดัน ความสัมพันธ์ ครอบครัว การปรับตัว และสุขภาวะทางใจ

สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ คือ
🌱 การฟังอย่างตั้งใจ บางครั้งมีคุณค่ามากกว่าการรีบให้คำตอบ
🌱 การตั้งคำถามที่เหมาะสม ช่วยเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้สำรวจและเข้าใจปัญหาของตนเอง
🌱 การสังเกตสัญญาณและประเมินสถานการณ์เบื้องต้น ช่วยให้เรารู้ว่าเมื่อใดควรให้การดูแล และเมื่อใดควรประสานส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ
🌱 และที่สำคัญ คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้นิสิตรู้สึกว่าเขาสามารถเข้ามาพูดคุยกับเราได้โดยไม่ถูกตัดสิน

อีกหนึ่งบทเรียนที่ชัดเจนคือ
“อาจารย์ที่ปรึกษาไม่จำเป็นต้องแก้ทุกปัญหาให้นิสิต แต่ควรเป็นคนหนึ่งที่ช่วยให้นิสิตไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง”

ขอบคุณวิทยากรและผู้จัดโครงการสำหรับความรู้ เครื่องมือ และมุมมองดี ๆ ที่สามารถนำกลับไปใช้ในการดูแลนิสิตได้จริง

การพัฒนาความเป็นอาจารย์จึงไม่ได้มีเพียงการพัฒนาความรู้ในศาสตร์ที่สอน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาความสามารถในการ “เข้าใจคน” เพราะก่อนที่นิสิตจะเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ เขาคือคนคนหนึ่งที่ต้องการพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ เติบโต และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 💜

#อาจารย์ที่ปรึกษามืออาชีพ #มหาวิทยาลัยพะเยา

“แผลบางแผล…มองไม่เห็น แต่ยังเจ็บอยู่”หลายครั้งหลังจากผ่านเหตุการณ์รุนแรง เช่น อุบัติเหตุ การสูญเสีย ความรุนแรง หรือเหตุก...
09/08/2026

“แผลบางแผล…มองไม่เห็น แต่ยังเจ็บอยู่”

หลายครั้งหลังจากผ่านเหตุการณ์รุนแรง เช่น อุบัติเหตุ การสูญเสีย ความรุนแรง หรือเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวอย่างมาก ร่างกายอาจกลับมาเป็นปกติ แต่ “จิตใจ” อาจยังคงติดอยู่กับเหตุการณ์นั้น

ภาวะ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) ไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ใช่การ “คิดมาก” แต่เป็นภาวะที่สมองและร่างกายยังตอบสนองต่อความทรงจำที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผู้ที่เป็นอาจมีอาการฝันร้าย หวนนึกถึงเหตุการณ์เดิม หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น ตื่นตกใจง่าย หรือรู้สึกกังวลอยู่ตลอดเวลา

การฮีลใจไม่ได้หมายถึงการลืม
แต่คือการค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรงจำนั้น โดยที่มันไม่ควบคุมชีวิตของเราอีกต่อไป

สิ่งที่ช่วยเยียวยาได้ ได้แก่
💚 ยอมรับว่าตนเองกำลังเจ็บปวด และให้เวลากับการฟื้นตัว
💚 พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
💚 ดูแลสุขภาพกาย นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่เหมาะสม
💚 ฝึกสติ การผ่อนคลาย หรือการหายใจอย่างมีสติ เพื่อช่วยลดความเครียด
💚 หากอาการรบกวนการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการประเมินและรักษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะการรักษา เช่น จิตบำบัด และในบางรายอาจใช้ยา สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้

การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความกล้าหาญ
เพราะการเยียวยาจิตใจ ก็สำคัญไม่ต่างจากการรักษาบาดแผลของร่างกาย

หากวันนี้คุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับบาดแผลทางใจ ขอให้เชื่อว่า…
“คุณไม่จำเป็นต้องเดินผ่านมันเพียงลำพัง และการฟื้นตัวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้”

#สุขภาพจิต #ดูแลใจ #สุขภาพใจ

07/08/2026

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนครอบครัว ครู นักเรียน และบุคลากรทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนในวันนี้ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานศึกษา ซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความปลอดภัย และความหวังของเด็กและเยาวชน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนมาตรการป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษาอย่างจริงจัง มากกว่าการมองว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะราย เพราะการป้องกันที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

ในทัศนะส่วนตัวขอเสนอปนวคิด ดังนี้

1. ยกระดับระบบเฝ้าระวังสุขภาพจิตในโรงเรียน: จัดให้มีการคัดกรองความเสี่ยง การให้คำปรึกษา และระบบส่งต่อผู้ที่มีภาวะเสี่ยง โดยทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรสาธารณสุข และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

2. พัฒนาระบบแจ้งเตือนและการช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้น: เปิดช่องทางที่นักเรียน ครู และผู้ปกครองสามารถแจ้งความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงได้อย่างปลอดภัย มีทีมสหวิชาชีพประเมินและให้ความช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุรุนแรง

3. เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา: ทบทวนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย การควบคุมการเข้าออก การซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน และการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ได้จริง

4. สร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่เอื้อต่อการรับฟังและการอยู่ร่วมกัน: ส่งเสริมทักษะการจัดการอารมณ์ การแก้ไขความขัดแย้ง การป้องกันการกลั่นแกล้ง และการดูแลเพื่อนร่วมชั้น เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับ

5. จัดระบบเยียวยาหลังเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง: ให้การดูแลด้านจิตใจแก่ผู้ประสบเหตุ ครอบครัว ครู และนักเรียนอย่างเป็นระบบ พร้อมติดตามผลในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบทางจิตใจและช่วยให้ชุมชนโรงเรียนกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ความรุนแรงไม่ควรกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย การป้องกันต้องเริ่มจากการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย รับฟังกันมากขึ้น และมีระบบสนับสนุนที่เข้มแข็ง ทั้งในโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน

ขอร่วมไว้อาลัยต่อผู้สูญเสีย และขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บ ครอบครัว รวมถึงคณะครู นักเรียน และบุคลากรทุกท่านผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ด้วยความเข้มแข็ง

💉 ปากกาลดน้ำหนัก…ใช้ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกคนและถูกวิธีช่วงนี้ “ปากกาลดน้ำหนัก” ได้รับความนิยมอย่างมาก หลายคนเห็นรีวิวในโซเ...
30/07/2026

💉 ปากกาลดน้ำหนัก…ใช้ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกคนและถูกวิธี

ช่วงนี้ “ปากกาลดน้ำหนัก” ได้รับความนิยมอย่างมาก หลายคนเห็นรีวิวในโซเชียลแล้วอยากซื้อมาใช้เอง แต่รู้หรือไม่ว่า ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่เหมาะกับทุกคน

➡️ ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร?
ปากกาลดน้ำหนักเป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนในร่างกาย ช่วย
✅ ลดความอยากอาหาร
✅ ทำให้อิ่มนานขึ้น
✅ ชะลอการล้างกระเพาะอาหาร
จึงช่วยให้รับประทานอาหารน้อยลงและน้ำหนักลดลงเมื่อใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม

🧑🏻‍⚕️ ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการใช้?

โดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาในผู้ที่
* BMI ≥ 30 กก./ม² หรือ
* BMI ≥ 27 กก./ม² ร่วมกับโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ

สิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้

⚠️ ไม่ใช่ยาฉีดเพื่อความผอมสำหรับทุกคน
⚠️ ไม่ควรซื้อจากร้านค้าออนไลน์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
⚠️ ไม่ควรใช้ยาที่แบ่งขาย หรือไม่มีฉลากภาษาไทย
⚠️ ต้องได้รับคำแนะนำเรื่องการฉีด การเก็บรักษา และการติดตามผลจากบุคลากรทางการแพทย์

‼️ ผลข้างเคียงที่พบได้
* คลื่นไส้
* อาเจียน
* ท้องเสียหรือท้องผูก
* เบื่ออาหาร

หากมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนไม่หยุด หรือมีอาการผิดปกติ ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์

💚 ข้อคิดจากเภสัชกร

“ปากกาลดน้ำหนักเป็นยา ไม่ใช่อุปกรณ์เสริมความงาม”

การใช้ยาควรมีข้อบ่งใช้ที่เหมาะสม ได้รับการประเมินความเสี่ยง และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยที่สุด

อย่าซื้อยาฉีดลดน้ำหนักจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจเสี่ยงได้รับผลิตภัณฑ์ปลอม ยาหมดอายุ หรือยาที่เก็บรักษาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

#ปากกาลดน้ำหนัก #ใช้ยาอย่างสมเหตุผล #เภสัชกร #สุขภาพดี #รู้ก่อนใช้ยา #องอาจมณีใหม่

ที่อยู่

School Of Pharmaceutical Sciences, University Of Phayao
Muang Phayao
56000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ongart Maneemai - องอาจ มณีใหม่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์