Social Studies BRU " บุคลิคดี มีมารยาท ฉลาดคิด จิตอาสา "

?

07/05/2019

7 พฤษภาคม ค.ศ.1915

เรือ RMS Lusitania ของอังกฤษ ถูกเรือดำน้ำเยอรมันยิงจนอับปาง มีผู้เสียชีวิต 1,198 คน เป็นชนวนให้สหรัฐเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1

เรือ RMS Lusitania เป็นเรือเดินสมุทรสัญชาติอังกฤษเคยเป็นเจ้าของสถิติเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยเวลาน้อยที่สุด และเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น มีเส้นทางการเดินเรือระหว่างเมืองลิเวอร์พูล ของอังกฤษ กับนครนิวยอร์ก ของสหรัฐอเมริกา ยาว 239.88 เมตร กว้าง 26.52 เมตร กินน้ำลึก 10.24 เมตร ขับเคลื่อนด้วย 4 ใบจักร เครื่องยนต์ 4 เครื่องให้กำลัง 76,000 แรงม้า ระวางขับน้ำ 44,060 ตัน เร่งความเร็วเรือได้สูงสุด 26.7 น็อต (49.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ความเร็วมาตรฐาน 25 น็อต (46.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ผู้โดยสารได้ 2,198 คน ลูกเรือ 850 คน ออกเดินทางครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 1907

วันที่ 1 พฤษภาคม 1915 เรือออกจากท่าที่นครนิวยอร์กมุ่งหน้าสู่เมืองลิเวอร์พูล ขณะนั้นการสู้รบด้วยเรือดำน้ำแบบไม่จำกัดขอบเขตในมหาสมุทรแอตแลนติกทวีความรุนแรงขึ้น เยอรมนีประกาศให้น่านน้ำรอบสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เป็นเขตสู้รบ ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีในสหรัฐอเมริกาเตือนประชาชนไม่ให้โดยสารไปกับเรือลูซิเทเนีย

ช่วงบ่ายวันที่ 7 พฤษภาคม 1915 เรือลูซิเทเนียถูกเรือดำน้ำอูโบท (U-boat) ของเยอรมนียิงตอร์ปิโดใส่ภายในเขตน่านน้ำที่ถูกประกาศให้เป็นเขตสู้รบ ห่างจากแนวชายฝั่งไอร์แลนด์ 11 ไมล์ (18 กิโลเมตร) ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นจากภายในเรือ 2 ครั้ง จนเรืออับปางในเวลา 18 นาทีหลังจากการระเบิดครั้งที่ 2

แม้จะมีการกล่าวหาว่าการที่เยอรมนีโจมตีเรือพลเรือนโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ หรือ กฎเรือเดินสมุทร (Cruiser Rules) แต่ฝ่ายเยอรมันก็มีเหตุผลว่าอังกฤษละเมิดกฎดังกล่าวด้วยเช่นกัน เนื่องจากเห็นว่าในเรือลูซิตาเนียบรรทุกยุทโธปกรณ์สงคราม ทำให้เยอรมนีพิจารณาว่าเรือลำดังกล่าวเป็นเรือสู้รบของกองทัพ

เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 1,198 คน ในจำนวนนี้มีชาวอเมริกัน 128 คนรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน เสนอต่อที่ประชุมร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 1917 และรัฐสภาสหรัฐมีมติให้ประกาศสงครามสงครามกับจักรวรรดิเยอรมันเมื่อวันที่ 6 เมษายน ปีเดียวกัน ด้วยคะแนน 373 ต่อ 50 เสียง (ไม่ลงคะแนน 9 เสียง)

#ครบเครื่องเรื่องอดีต

ทะเลสาบ Tuz ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศตุรกี มีน้ำทะเลเป็นสีแดง เนื่องจากมีสาหร่าย ‘Dunaliellam salina’ เป็นสาห...
06/05/2019

ทะเลสาบ Tuz ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศตุรกี มีน้ำทะเลเป็นสีแดง เนื่องจากมีสาหร่าย ‘Dunaliellam salina’ เป็นสาหร่ายที่นำมาใช้ทำเครื่องสำอาง และอาหารเสริมต่างๆ ...ฤดูร้อน น้ำจะเหือดแห้งเหลือเพียงแต่กองเกลือที่ตกผลึกเป็นแผ่นหนาหลายสิบเซ็นติเมตร มองเห็นเป็นพื้นสีขาวสุดสายตา และที่ทะเลสาบเกลือแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนัง Star War อีกด้วย

05/05/2019

5 พฤษภาคม ค.ศ.1821

จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส สวรรคตที่ "ลองวู้ดเฮาส์" บนเกาะเซนต์เฮเลนาของอังกฤษ ขณพระชนมายุ 51 พรรษา

หลังจากกองทัพฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้กับอังกฤษและปรัสเซียในยุทธการวอเตอร์ลู (Waterloo) ที่เบลเยียม เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1815 จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ทรงถูกคุมขัง ต่อมาอังกฤษส่งพระองค์ไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา (Saint Helena) ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก พร้อมกับนายทหารที่ยังจงรักภักดีบางส่วน

จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ทรงใช้เวลาบนเกาะเซนต์เฮเลนาในการเขียนบันทึกความทรงจำของพระองค์ ในช่วงครึ่งหลังของเดือนเมษายน ค.ศ. 1821 พระองค์ทรงเขียนพินัยกรรมและหมายเหตุพินัยกรรมหลายฉบับด้วยพระองค์เอง รวมกว่า 40 หน้ากระดาษ ก่อนจะสวรรคตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.1821 ที่ "ลองวู้ดเฮาส์" (Longwood House, ภาพเล็กล่าง) อันเป็นที่ประทับระหว่างถูกเนรเทศบนเกาะดังกล่าว แม้จะมีการสันนิษฐานสาเหตุการสวรรคตไปต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการลอบปลงพระชนม์ด้วยสารหนู หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร

พระบรมศพถูกฝังไว้ที่แซน แวลลี (Sane Valley) บนเกาะเซนต์เฮเลนา ต่อมาในปี 1840 มีการอัญเชิญพระอัฐิกลับมายังประเทศฝรั่งเศสโดยมีการประกอบพิธีอย่างสมพระเกียรติ ก่อนจะฝังไว้ที่ออแตลนาซียอนาลเดแซ็งวาลีด (Hôtel national des Invalides) กรุงปารีส

ส่วนภาพเล็กบนเป็นภาพพระบรมศพจักรพรรดินโปเลียน ผลงานของจิตรกรฝรั่งเศสนามว่า Émile Jean-Horace Vernet หรือ Horace Vernet วาดขึ้นเมื่อปี 1826

#ครบเครื่องเรื่องอดีต

05/05/2019

5 พฤษภาคม ค.ศ.1260

กุบไล ข่าน (Kublai Khan) ขึ้นครองราชย์เป็นข่านแห่งจักรวรรดิมองโกลและต่อมายังทรงเป็นปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หยวน (Yuan) ของจีนอีกด้วย

กุบไล ข่าน ทรงเป็นพระราชนัดดาในจักรพรรดิเจงกีส ข่าน ประสูติเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1215 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี 1260 และทรงสถาปนาราชวงศ์หยวน เมื่อ ค.ศ.1271 ปกครองเหนือดินแดนที่เป็นประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน รวมถึงพื้นที่ประเทศจีน เกาหลีและบริเวณใกล้เคียง จากนั้นเมื่อชาวมองโกลพิชิตราชวงศ์ซ่งของจีนได้ จึงเสด็จขึ้นครองราชเป็นจักรพรรดิพระองค์แรก ทรงพระนามว่า ซื่อจูหวางตี้ หรือ ซีโจ๊วฮ่องเต้ เมื่อ ค.ศ.1279 ทำให้พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่มิใช่ชาวจีนพระองค์แรกที่ได้ปกครองจีนทั้งหมด

จักรวรรดิมองโกลที่เจงกีสข่านทรงสร้างไว้พัฒนาขึ้นถึงจุดสูงสุดในสมัยของกุบไล ข่าน เมื่อยึดครองกรุงปักกิ่งแล้วพระองค์ยังพิชิตได้ดินแดนต้าหลี่ (Dali--ปัจจุบันอยู่ในมณฑลยูนนาน) และเกาหลี รวมถึงยังพยายามยึดครองดินแดนนิฮง (ญี่ปุ่น) และดินแดนหนานหยาง (ดินแดนแหลมสุวรรณภูมิ) ซึ่งประกอบด้วย พม่า เวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ อนึ่ง ในยุคสมัยของกุบไล ข่าน มีนักเดินทางชาวตะวันตกมากมายเดินทางมาถึงดินแดนจีน นักเดินทางที่มีชื่อเสียงคือ มาร์โค โปโล

กุบไล ข่าน สวรรคตเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1294 ขณะพระชนมายุ 78 พรรษา ภาพเล็กเป็นภาพวาดด้วยสีและน้ำหมึกบนผ้าไหม ทำขึ้นหลังสวรรคตไม่นานนัก มีขนาด 59.4 x 47 เซนติเมตร ปัจจุบันจัดแสดงและเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เครืองทรงสีขาวในภาพเป็นไปตามพระราชประสงค์ของกุบไล ข่าน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาของชาวมองโกล

#ครบเครื่องเรื่องอดีต

07/04/2019

วันนี้เมื่อ ๒๕๒ ปีที่แล้ว การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒

ราชธานีที่รุ่งเรืองกว่า ๔๑๗ ปี ถึงกาลสิ้นสุดลง เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๓๑๐

หลังจากพระราชโอรสองค์แรก คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรฯ ผู้ต้องพระราชอาญาสิ้นพระชนม์ไปแล้ว คราวต้องเวนราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ไม่โปรดพระราชโอรสองค์ที่ ๒ คือ เจ้าฟ้าเอกทัศ จึงทรงข้ามไปพระราชทานพระราชบัลลังก์ให้พระราชโอรสองค์ที่ ๓ คือ เจ้าฟ้าอุทุมพร ผู้มีพระปรีชาสามารถมากกว่าแทน

ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เจ้าฟ้าอุทุมพรก็ราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร เสวยราชย์ได้ไม่ถึง ๓ เดือน เจ้าฟ้าเอกทัศก็ตั้งพระองค์เองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ส่วนสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรนั้นทรงตัดสินพระทัยเลี่ยงไปผนวชเสียด้วยเหตุผลส่วนพระองค์ เจ้าฟ้าเอกทัศจึงได้ราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา

นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๐๑ สืบมา อันเป็นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศนั้น ได้มีหลักฐานบรรยายสภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นอยู่หลายมุมมอง หลักฐานฝ่ายไทยสมัยหลังส่วนใหญ่อธิบายไว้ทำนองว่า ในรัชกาลนี้ ข้าราชการระส่ำระสาย บางคนลาออกจากราชการ และมีบาทหลวงฝรั่งเศสเขียนจดหมายเหตุว่า ในยามนั้น

“...บ้านเมืองแปรปรวน เพราะฝ่ายในได้มีอำนาจเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน ผู้มีความผิดฐานกบฏ ฆ่าคนตาย เอาไฟเผาบ้านเรือน จะต้องได้รับโทษถึงประหารชีวิต แต่ความโลภของฝ่ายในให้เปลี่ยนเป็นริบทรัพย์สิน ริบได้ก็ตกเป็นของฝ่ายในทั้งสิ้น พวกข้าราชการเห็นความโลภของฝ่ายใน ก็แสวงหาผลประโยชน์กับผู้ต้องหาคดีให้ได้มากที่สุดที่จะหาได้ จะได้แบ่งเอาบ้าง ความเดือดร้อนลำเค็ญก็ยิ่งทับถมราษฎรมากขึ้น...” เป็นต้น

ขณะที่หลักฐานอีกฝ่ายหนึ่งมีว่าไว้ถึงพระราชกิจของพระเจ้าเอกทัศที่ถูกมองข้าม และมิได้มองว่า พระเจ้าเอกทัศทรงมีความประพฤติย่ำแย่เช่นนั้นเลย แต่ว่า พระองค์ “ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บ้านเมืองสงบ การค้าขายเจริญ ทรงบริจาคทรัพย์ให้แก่คนยากจนจำนวนมาก” เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ อาณาจักรอยุธยาว่างเว้นการศึกกับพม่ามานานกว่า ๑๕๐ ปีแล้ว และใน พ.ศ. ๒๓๐๓ พระเจ้าอลองพญา กรีฑาทัพมาชิงเอากรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ หมายจะกำกัดอิทธิพลจากอยุธยา และทรงเห็นว่า อาณาจักรอยุธยามีความอ่อนแอ นับเป็นโอกาสอันดี ทว่ากองทัพพม่าก็มิอาจเอาชัยเหนือกรุงศรีอยุธยาได้ในครานั้น เพราะพระเจ้าอลองพญาสวรรคตกลางคัน กองทัพพม่าจึงต้องยกกลับไปเสียก่อน

ฝ่ายอยุธยาได้โอกาสจึงทูตไปยั่วยุให้เมืองประเทศราชของพม่าแข็งเมือง พระเจ้ามังระ จึงมีบัญชาให้เนเมียวสีหบดี และมังมหานรธา ไปปราบเมืองประเทศราชที่แข็งเมืองให้ราบสิ้น

ทัพเนเมียวสีหบดี เข้าตีในแคว้นล้านช้าง เชียงตุง เชียงใหม่ ๆด้รับชัยชนะ ได้กำลังพลจำนวน ๒๐,๐๐๐ คน ทัพมังมหานรธา เข้าตีที่ทวาย ทัพพระเจ้ามังระ เข้าตีที่เมืองมณีปุระ และยกทัพไปรวมกับทัพมังมหานรธา รวมกันได้กำลังพลจำนวน ๓๐,๐๐๐ คน แล้วจึงประกาศสงครามกับกรุงศรีอยุธยา เพราะต้องการทำลายอิทธิอยุธยาให้หมดไป

โดยพระเจ้ามังระ ประกาศว่า “...หัวเมืองใดยอมเข้าเป็นพวกแต่โดยดี ส่งคน ส่งเสบียงมา จะเว้นไว้ แต่หากหัวเมืองใดขัดขืน จะเผาให้สิ้น...”

ฝ่ายอยุธยาทราบข้าว พระเจ้าเอกทัศน์ ระดมทหารได้ ๖๐,๐๐๐ คน โดยวางกำลังไว้ที่ กาญจนบุรี สุโขทัย พิษณุโลก และเตรียมกองทัพไว้ตั้งรับที่กรุงศรีอยุธยา

ฝ่ายพม่าเปิดฉากโจมตี ทัพเนเมียวสีหบดี เริ่มตีจากเมืองลำปาง ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก จนถึงกรุงศรีอยุธยา

ทัพมังมหานรธา แบ่งการโจมตีออกเป็น ๓ ทาง

ทางที่ ๑ เมาะตะมะ สุพรรณบุรี
ทางที่ ๒ มะริด ตะนาวศรี ชุมพร เพชรบุรี นนทบุรี ศรีอยุธยา
ทางที่ ๓ ทวาย กาญจนบุรี

และทั้ง ๓ ทัพมารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา โดยมีการต้านทานที่เล็กน้อย เพราะหัวเมืองต่าง ๆ เกรงกลัวกองทัพของพม่า พระเจ้าเอกทัศน์ จึงให้สร้างค่ายล้อมเมืองขึ้น ๘ แห่ง

พระเจ้าเอกทัศโปรดให้รวบรวมประชาชนและเสบียงเข้ามาไว้ในพระนคร และเตรียมการป้องกันไว้อย่างแน่นหนา โดยรอคอยฤดูน้ำหลากและอาศัยยุทธวิธีคอยตีซ้ำเมื่อกองทัพพม่าถอนกำลังออกไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอยุธยาก็มิได้ตั้งรับอยู่ในพระนครแต่เพียงฝ่ายเดียว ยังส่งกำลังออกไปโจมตีค่ายเนเมียวสีหบดีและค่ายมังมหานรธาอยู่หลายครั้ง ส่วนทางด้านกองทัพพม่ากระจายกำลังออกล้อมกรุงเอาไว้ทุกด้าน พยายามเข้าประชิดกำแพงพระนครหลายครั้งก็ไม่ประสบผล จึงยังมีราษฎรหลบหนีภัยพม่าเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงอยู่เสมอ สำหรับเสบียงอาหารในกรุงก็ยังคงบริบูรณ์ดีอยู่ ดังปรากฏในจดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศสว่า “...เมื่อพม่าเข้าตั้งประชิดพระนครและล้อมกรุงอย่างกวดขันขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๐๙ นั้น เสบียงอาหารในกรุงก็ยังบริบูรณ์ดี มีแต่ขอทานเท่านั้นที่อดตาย...”

ในวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๓๐๙ พม่าได้รุกคืบไปอยู่ใกล้กำแพงเมืองสร้างค่าย ๒๗ ค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยา

จนถึงวันที่ ๗ เมษายน ๒๓๑๐ เวลาประมาณบ่ายสามโมง พม่าจุดไฟสุมรากกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริมป้อมมหาชัย และยิงปืนใหญ่ระดมเข้าไปในพระนคร จากบรรดาค่ายที่รายล้อมทุกค่าย พอเพลาพลบค่ำกำแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง เวลา ๒ ทุ่ม แม่ทัพพม่ายิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อมกันทุกด้าน พม่าเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่กำแพงทรุดนั้นก่อน ทหารอยุธยาที่รักษาหน้าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ พม่าก็สามารถเข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุกทาง

หนังสือพระราชพงศาวดาร ฉบับกรมศึกษาธิการ ร.ศ. ๑๒๐ ว่า พม่าหักเข้ากรุงได้แล้ว ก็เริ่มเผาเมืองทั้งเมืองใน "เพลาเที่ยงคืน ประมาณสองยามเศษ" เพลิงไหม้ไม่เลือกตั้งแต่เหย้าเรือนราษฎรไปจนถึงปราสาทราชมนเทียร เพลิงผลาญพระนครเป็นเวลาถึงสิบห้าวัน โดยหนังสือพระราชพงศาวดารฯ ดังกล่าว บันทึกว่า “...เพลาเที่ยงคืน ประมาณสองยามเศษ เพลิงเกิดในกรุงเทพมหานคร ไหม้แต่ท่าทราย ตลอดถนนหลวง ไปจนถึงวัดฉัททันต์ แสงเพลิงรุ่งโรจน์โชตนาการ ครั้นได้ทัศนาการเห็นก็สังเวชสลดใจ...”

นอกจากการล้างผลาญบ้านเรือนแล้ว ทัพพม่ายังปล้นชิงทรัพย์สินในพระนคร บังคับราษฎรทั้งภิกษุทั้งฆราวาสให้แจ้งที่อยู่ทรัพย์สิน ผู้ขัดขืนต้องเผชิญโทษทัณฑ์ต่าง ๆ แล้วให้จับผู้คน รวมถึงพระราชวงศ์ ข้าราชการ สมณะ ไปคุมขังไว้ โดยพระสงฆ์ให้กักไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนฆราวาสให้ไว้ตามค่ายของแม่ทัพนายกองทั้งหลาย คำนวณแล้ว ปรากฏว่า เชื้อพระวงศ์ถูกกวาดต้อนไปกว่า ๒,๐๐๐ พระองค์ รวมจำนวนผู้ถูกพม่ากวาดต้อนไปนั้นมากกว่า ๓๐,๐๐๐ คน

ในจำนวนเชลยนี้มีสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรรวมอยู่ด้วย พระองค์ได้เป็นผู้ให้ปากคำเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาแก่พม่า ซึ่งได้ชื่อว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" นอกจากพระเจ้าอุทุมพรแล้ว ยังมีนายขนมต้ม เชลยไทยที่สร้างชื่อเสียงในทางหมัดมวยในเวลาต่อมา

เผาทำลายพระนครแล้ว ทัพพม่าได้พำนักอยู่ ณ ที่นั้นจนถึงวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๑๐ ก่อนยกกลับประเทศตน โดยประมวลเอาทรัพย์สินและเชลยศึกไปด้วย เนเมียวสีหบดีได้แต่งตั้งให้สุกี้เป็นนายทัพ คุมพล ๓,๐๐๐ คน รั้งทัพอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินตามกลับไปภายหลัง อย่างไรก็ดี หลักฐานพม่ากล่าวตรงกันข้ามกับหลักฐานไทย คือ ทหารพม่ามิได้ฆ่าฟันผู้คนมากมาย เพียงแต่เผาเมือง ริบสมบัติ และจับพระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชสำนัก และพลเมืองกลับไปด้วยเท่านั้น

ภาพนี้เป็นจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

05/04/2019

5 เมษายน 2494
วันคล้ายวันประสูติทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9
ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2494 เวลา 23.28 น. ณ โรงพยาบาลมองชัวซีส์ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นได้เสด็จนิวัตพระนครแล้วประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเมื่อถึงงานพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระอิสริยยศเมื่อประสูติคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
โดยพระนามของพระองค์มาจากพระนามและนามของพระประยูรญาติหลายพระองค์ อันได้แก่ สร้อยพระนาม ‘สิริ’ มาจากพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สร้อยพระนาม ‘วัฒนา’ มาจากพระนามาภิไธยเดิมของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า คือสว่างวัฒนา ซึ่งเป็นสมเด็จพระอัยยิกาฝ่ายพระราชชนก พระนาม ‘อุบลรัตน์’ มีความหมายว่า บัวแก้ว มาจากนามของ หม่อมหลวงบัว กิติยากร พระอัยยิกาฝ่ายพระราชชนนี

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ศาสตราจารย์ พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนรา...
02/04/2019

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ศาสตราจารย์ พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี #2เมษายน

02/04/2019

นับตั้งแต่การปฏิวัติเมจิในปี ค.ศ. 1868 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของญี่ปุ่นยุคใหม่ จนถึงปัจจุบัน ญี่ปุ่นผ่านยุคต่างๆ มาแล้ว 4 ยุค และยุคเรวะที่จะเริ่มขึ้นพร้อมการขึ้นครองราชย์ของเจ้าชายนารุฮิโตะในวันที่ 1 พ.ค. ปีนี้ จะถือว่าเป็นยุคที่ 5 ของญี่ปุ่นยุคใหม่ ทั้งนี้การนับยุคของญี่ปุ่นยุคใหม่ จะเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนรัชสมัยของพระจักรพรรดิ
ยุคเมจิ (Meiji) เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1868 ภายหลังจากที่มีการปฏิวัติเมจิในปีดังกล่าว ถือเป็นการฟื้นฟูพระราชอำนาจของจักรพรรดิกลับมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้อำนาจการปกครองตกอยู่ในมือของโชกุนนานหลายร้อยปี โดยยุคเมจิเริ่มต้นขึ้นในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิมุตสึฮิโตะ ยุคนี้กินเวลายาวนาน 44 ปีไปถึงปี ค.ศ. 1912 สำหรับคำว่าเมจิ แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Enlightened rule” หรือกฎอันรู้แจ้ง
ยุคไทโช (Taisho) คือยุคที่ครองราชย์โดยสมเด็จพระจักรพรรดิโยชิฮิโตะ ซึ่งกินเวลา 14 ปี ในช่วงปี ค.ศ. 1912-1926 โดยคำว่าไทโช แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Great righteousness” หรือความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่
ยุคถัดมาคือยุคโชวะ (Showa) ที่กินเวลายาวนานกว่า 63 ปี ในยุคนี้มีเหตุการณ์สำคัญคือสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะนี่เองที่เป็นผู้ประกาศผ่านวิทยุไปทั่วประเทศในวันที่ 15 ส.ค. 1945 ว่าญี่ปุ่นขอยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร สำหรับคำว่าโชวะแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Enlightened harmony” หรือความกลมเกลียวอันรู้แจ้ง
สำหรับยุคปัจจุบัน นั่นคือยุคเฮเซ (Heisei) เริ่มต้นขึ้นเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะขึ้นครองราชย์เมื่อ 30 ปีก่อนในปี ค.ศ. 1989 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เม.ย. ปีนี้เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิลงจากบัลลังก์ตามที่ได้ประกาศไว้ คำว่าเฮเซ แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Achieving peace” หรือสันติภาพทุกสารทิศ
และยุคที่กำลังจะมาถึง นั่นคือยุคเรวะ (Reiwa) ซึ่งแปลว่าความมีระเบียบและสันติ ยุคนี้จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 พ.ค. ปีนี้

01/04/2019

#ประเภทของทาส
1. #ทาสสินไถ่ เป็นการขายตัวเป็นทาสเนื่องจากคงามยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน

2. #ทาสในเรือนเบี้ย ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ พ่อแม่เป็นทาส ลูกก็เป็นทาสด้วย

3. #ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาสมอบให้ลูกหลานผู้สืบทอดมรดก

4. #ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น อาจมีการแลกเปลี่ยนของนายทาส หรือการแพ้พนันของนายทาส แล้วใช้ทาสในสังกัดชำระหนี้

5. #ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ หากมีผู้ช่วยเหลือค่าปรับสำหรับคนที่ไม่สามารถชำระค่าปรับได้ ต้องนำตนไปเป็นทาสของผู้ช่วยเหลือนั้น

6. #ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส

7. #ทาสเชลย ผู้ชนะสงครามกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้
. น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ที่ทรงเลิกวงจรทาส เปลี่ยนทาสให้เป็นไท #1เมษายน. ที่มาเว็ป SEAL2thai

 #ประวัติวันเลิกทาส  #1เมษา ที่คนไทยควรรู้ย้อนไปในอดีต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศใช้ ”พ...
01/04/2019

#ประวัติวันเลิกทาส #1เมษา ที่คนไทยควรรู้
ย้อนไปในอดีต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศใช้ ”พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124″ และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124″ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย)

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก

เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้านายใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว เป็นการยกเลิกระบบที่คนชั้นสูงตั้งขึ้น เพื่อกดขี่ราษฎรให้ทำงานรับใช้หรือส่งทรัพย์สินให้โดยไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด. ที่มา wikipedia

27/03/2019

ที่อยู่

Muang Buriram
31000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Social Studies BRUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท