22/04/2026
ทำไมเวลามีงานเข้ามามากๆ...เราถึงชอบหลงลืมสติ?
(English version is below)
เข้าสู่ช่วงเดือนที่ 3 ของโครงการกันแล้วนะครับ ในช่วงที่ผ่านมา มีใครตั้งใจว่าจะกลับมารู้สึกตัวระหว่างวัน แต่พอเจองานถาโถมเข้ามาจริงๆ ก็เผลอไหลไปกับความวุ่นวาย จนลืมความตั้งใจนั้นไปเสียสนิทบ้างไหมครับ?
ถ้าคุณกำลังเป็นแบบนี้อยู่ ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เป็นแค่คนเดียว และที่สำคัญที่สุดคือ "มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้กับทุกๆคนครับ"
วันนี้ผมมีข้อคิดดีๆ จากหนังสือ "ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ" โดย รศ.ดร.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ มาฝากเพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนในระหว่างทางของการฝึกฝนครับ อาจารย์ชัชวาลย์ได้ให้มุมมองเวลาที่เราหลงลืมสติไว้ 3 ประการที่น่าสนใจมากครับ
✨ 1. แค่รู้ว่าลืม...ก็คือการก้าวเดินแล้ว "การที่เราได้รู้ว่า 'หลงลืมสติ' เป็นก้าวที่สำคัญของการพัฒนา" การที่เราตระหนักรู้ตัวขึ้นมาได้ว่า "อ๊ะ! เมื่อกี้เราหลงลืมสติไปนี่นา" นั่นแหละครับคือก้าวที่สำคัญมากๆ ของการพัฒนาจิตใจ เพราะวินาทีที่เรารู้ว่าหลง วินาทีนั้นสติได้กลับมาทำงานแล้วครับ
✨ 2. ระวังใจที่แอบ "ตำหนิตัวเอง" เมื่อรู้ว่าเผลอ สิ่งที่ต้องระวังให้ดีคือการหลงไปหงุดหงิดหรือตำหนิตัวเองว่า "ทำไมถึงลืมอีกแล้ว" หรือ "ทำไมเราทำไม่ได้สักที" การเผลอไปกดดันตัวเองแบบนั้นมีแต่จะทำให้ใจเป็นทุกข์มากขึ้น ลองทบทวนเป้าหมายดูอีกครั้งครับว่า เราฝึกสติเพื่อพาตัวเองออกจากความทุกข์ ไม่ใช่เพื่อสร้างความทุกข์หรือความตึงเครียดเพิ่มขึ้นให้กับตัวเอง
✨ 3. การพัฒนาจิตใจ ต้องอาศัย "เวลา" ในช่วงแรกที่จิตใจเรายังไม่มีกำลังพอ การถูกความวุ่นวายดึงไปบ้างไม่ใช่เรื่องของการ "เก่งหรือไม่เก่ง" ครับ ค่อยๆ ฝึกฝน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แค่เราใส่ใจที่จะเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ ให้กับจิตใจของตัวเอง ก็ถือว่าสิ่งนั้นมีคุณค่ามหาศาลแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์เลย
ในแต่ละวัน ถ้างานจะยุ่งจนลืมหลับตาพักใจ หรือหลุดจากการทำ Quest ไปบ้าง ก็แค่อนุญาตให้ตัวเองได้เผลอ แล้วค่อยๆ กลับมารู้สึกตัวใหม่ด้วยรอยยิ้มและใจที่เบาสบายนะครับ
แอดมินขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในทุกๆ วันนะครับ 🌻
#จิตตปัญญา
#จิตตปัญญาศึกษา
#ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา
#จิตตปัญญามหิดล
#20ปีจิตตปัญญา
#ทีละวัน
Why do we lose mindfulness when we have a lot of work?
We are now entering the 3rd month of the project! During the past period, did anyone intend to return to awareness during the day, but when work actually piled up, you got swept away by the chaos and completely forgot that intention?
If you are experiencing this, please know that you are not alone. And most importantly, "it is a very normal thing that can happen to anyone."
Today, I have some good thoughts from the book "Living Mindfully" by Assoc. Prof. Dr. Chatchawan Silpakit to encourage everyone on this journey of practice. Dr. Chatchawan offers 3 interesting perspectives for when we lose our mindfulness.
✨ 1. Just knowing that you forgot... is already taking a step forward. "Realizing that we have 'lost mindfulness' is an important step in our development." The moment we realize, "Ah! I just lost my mindfulness," that is a very crucial step in mental development because the second we know we are lost, mindfulness has already returned to work.
✨ 2. Beware of the mind that secretly "blames itself". When you realize you've slipped, what you must be careful of is falling into frustration or blaming yourself, asking "Why did I forget again?" or "Why can't I do it?" Accidentally pressuring yourself like that will only make your mind suffer more. Try reviewing the goal again: we practice mindfulness to guide ourselves out of suffering, not to create more suffering or stress for ourselves.
✨ 3. Mental development takes "time". In the beginning, when our minds are not yet strong enough, getting pulled away by chaos is not a matter of being "good or not good." Practice gradually, take it step by step. Just caring enough to start doing something good for your mind is already immensely valuable. There is no need to judge or criticize yourself.
Each day, if work gets too busy to close your eyes and rest your mind, or you slip up on doing the Quests, just allow yourself to slip, and then gently return to awareness with a smile and a light heart.
The admin sends encouragement to everyone every day! 🌻
20/04/2026
รู้จักภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว😔
Post-Vacation Blues ความรู้สึกใจหายหรือไม่อยากทำงานหลังวันหยุดยาว เป็นเรื่องปกติเมื่อต้องเปลี่ยนโหมดพักผ่อนไปโหมดทำงาน
15/04/2026
🪷 สวัสดีวันสงกรานต์ ปี พ.ศ. 2569 ✨
ศูนย์พักใจขออวยพรให้ทุกคนมีความสุข ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พักกายพักใจ สานสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สุขภาพแข็งแรง มีสติตั้งมั่นอยู่เสมอ เดินทางปลอดภัยทุกคนนะคะ
ด้วยความรัก และห่วงใย จาก TRU Healing Heart Center ศูนย์พักใจ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 💚
10/04/2026
📣ประชาสัมพันธ์กองพัฒนานักศึกษา
แจ้งปิดให้บริการ วันที่ 13 - 15 เมษายน พ.ศ. 2569
เนื่องในประเพณีสงกรานต์
📍เปิดให้บริการปกติ ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ
ขับขี่ปลอดภัย มีสติอยู่เสมอ ขอให้มีความสุข และรอยยิ้มเยอะ ๆ นะคะ
สวัสดีวันปีใหม่ไทยค่ะ💙
10/04/2026
🛡️ "เมื่อคำถาม... ไม่ใช่แค่คำถาม" Survival Guide รับมือคำถาม Toxic 🛡️
เคยไหม? ที่ต้องเจอกับคำถามชวนอึดอัดใจในช่วงรวมญาติหรือพบปะผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเดือน การแต่งงานหรือรูปร่างหน้าตา จนบางครั้งกลายเป็นความเครียดโดยไม่ทันตั้งตัว
กรมสุขภาพจิตขอนำเสนอ 3 เทคนิค ในการรับมือกับคำถามเหล่านี้ เพื่อรักษาพื้นที่ส่วนตัวและสุขภาพใจของเราให้แข็งแรง
1. การเบี่ยงเบน 🔄
หากโดนถามเรื่อง "เงินเดือน" ให้ตอบแบบกว้างๆ แล้วชวนคุยเรื่องอื่นแทน
ตัวอย่าง "ก็พอเลี้ยงตัวได้ค่ะคุณป้า แต่เอ๊ะ!! วันนี้คุณป้าแต่งตัวสวยนะคะเนี่ย?"
2. การตั้งขอบเขต 🚧
หากถูกถามเรื่อง "แต่งงาน" บ่อยๆ ให้บอกความรู้สึกตรงๆ แบบสุภาพ
ตัวอย่าง "ตอนนี้กำลังสนุกกับงานอยู่เลยค่ะ เลยไม่ค่อยได้โฟกัสเรื่องนั้น แต่ถ้ามีข่าวดี เดี๋ยวบอกคุณป้าคนแรก ไม่ต้องห่วงเลย"
3. ถ้าไม่อยากตอบจริงๆ แค่ยิ้มก็พอ 😊
จำไว้ว่า "พื้นที่ส่วนตัวของเรา เรามีสิทธิ์ปกป้อง ไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามเพื่อให้คนอื่นพอใจ" โดยเฉพาะคำถามเรื่องรูปร่างหน้าตาหรือเรื่องที่กระทบความรู้สึก หากไม่อยากพูดถึง การใช้รอยยิ้มแทนคำตอบก็เป็นทางเลือกที่ดี
เพราะสุขภาพใจเป็นเรื่องสำคัญ หากคำถามเหล่านั้นเริ่มเกินกว่าใจจะรับไหว หรือต้องการพื้นที่ระบายความเครียด สามารถปรึกษาเราได้ที่
📞 สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
🌐 เว็บไซต์ http://www.สุขภาพจิต.com
#กรมสุขภาพจิต
09/04/2026
ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมเสวนา online หัวข้อ
“The Science of Sleep and Its Role in Psychological Well-Being”
โดย ดร. กันต์ณภพ รัฐวรภัสส์
หัวหน้างานตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ และคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการนอนหลับธรรมศาสตร์ แห่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
วันพฤหัสที่ 30 เมษายน 69 เวลา 09.30-11.30 น
ทาง Zoom online ID: 864 073 5992
Link: https://cmu-th.zoom.us/launch/edl?muid=54622fba-4f50-4314-aa3e-846f45b38bbb
08/04/2026
ในองค์กรส่วนใหญ่ “การฟัง” มักถูกสอนในฐานะ Soft Skill พื้นฐาน เช่น การตั้งใจฟัง การไม่ขัดจังหวะ หรือการพยักหน้าให้ feedback แต่ในความเป็นจริง การฟังมีหลายระดับ และแต่ละระดับส่งผลต่อคุณภาพของความสัมพันธ์และการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “คุณฟังหรือไม่” แต่คือ “คุณฟังในระดับไหน”
หนึ่งในความสับสนที่พบบ่อยคือการใช้คำว่า Active Listening และ Deep Listening แทนกัน ทั้งที่สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างมีโครงสร้าง และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
📍 Active Listening: การฟังเพื่อ “ความถูกต้องของเนื้อหา”
Active Listening คือการฟังแบบมีส่วนร่วม ที่เน้นการทำความเข้าใจ “สิ่งที่ผู้พูดพูดออกมา” ให้ชัดเจนและแม่นยำที่สุด ผู้ฟังยังคงมีบทบาทเชิงรุก เช่น การคิดตาม การตีความ และการตอบสนอง
ในเชิงปฏิบัติ Active Listening มักถูกใช้ในบริบทธุรกิจที่ต้องการความชัดเจน เช่น การประชุม การให้ feedback หรือการแก้ปัญหา
ตัวอย่างพฤติกรรมของ Active Listening
- การพูดทวนหรือสรุปสิ่งที่ได้ยิน (paraphrasing)
- การตั้งคำถามเพื่อเคลียร์ประเด็น
- การใช้ภาษากาย เช่น พยักหน้า หรือสบตา
- การตอบสนองเชิงเหตุผล เช่น “ถ้าเข้าใจไม่ผิด คุณหมายถึง…”
ผลลัพธ์ของการฟังในระดับนี้คือ ผู้พูดจะรู้สึกว่า “มีคนฟังและเข้าใจเนื้อหา” ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม Active Listening ยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือผู้ฟังยังคง “อยู่ในหัวของตัวเอง” อยู่พอสมควร
📍 Deep Listening: การฟังเพื่อ “เข้าใจมนุษย์ ไม่ใช่แค่คำพูด”
Deep Listening เป็นระดับที่ลึกกว่า โดยเปลี่ยนจากการฟังเพื่อเข้าใจ “ข้อมูล” ไปสู่การเข้าใจ “ตัวตน” ของผู้พูด
สิ่งที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ ผู้ฟังจะลดเสียงความคิดภายในของตัวเองลง ไม่รีบตีความ ไม่รีบตอบ และไม่รีบสรุป แต่เลือกที่จะ “อยู่กับผู้พูด” อย่างเต็มที่
ในระดับนี้ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่คำพูด แต่รวมถึงอารมณ์ น้ำเสียง จังหวะ และแม้แต่ความเงียบ
ตัวอย่างพฤติกรรมของ Deep Listening
- การสังเกตอารมณ์ที่ซ่อนอยู่หลังคำพูด
- การรับรู้ความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับน้ำเสียง
- การเว้นจังหวะ ไม่รีบตอบกลับทันที
- การตั้งคำถามที่สะท้อนความเข้าใจเชิงลึก เช่น “ดูเหมือนเรื่องนี้สำคัญกับคุณมากใช่ไหม”
ผลลัพธ์คือ ผู้พูดจะรู้สึกว่า “ถูกเข้าใจ” ไม่ใช่แค่ “ถูกได้ยิน” ซึ่งเป็นพื้นฐานของความไว้วางใจ (trust) และความปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety)
📍 ความแตกต่างที่แท้จริง: ไม่ใช่เทคนิค แต่คือ “สภาวะ”
หากมองในเชิงโครงสร้าง ความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่คือ “สภาวะของผู้ฟัง”
Active Listening คือการฟังที่ยังมี “การประมวลผล” อยู่ตลอดเวลา
Deep Listening คือการฟังที่ “ลดการประมวลผล” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้พูดอย่างแท้จริง
ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของบทสนทนา
- Active Listening ทำให้บทสนทนา “ชัดเจน”
- Deep Listening ทำให้บทสนทนา “ลึก”
และในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน ความรู้สึก หรือความขัดแย้ง ความลึกมักสำคัญกว่าความเร็วในการเข้าใจ
📍 เลือกใช้ให้ถูก: เพราะการฟังแต่ละแบบมี “หน้าที่” ต่างกัน
ในโลกการทำงานจริง ทั้ง Active Listening และ Deep Listening ต่างมีบทบาทของตัวเอง และไม่สามารถใช้แทนกันได้ทั้งหมด
Active Listening เหมาะกับสถานการณ์ที่:
- ต้องการความชัดเจนของข้อมูล
- ต้องตัดสินใจหรือแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
- มีโครงสร้างการสื่อสารที่ชัด เช่น การประชุมงาน
Deep Listening เหมาะกับสถานการณ์ที่:
- ต้องการสร้างความไว้วางใจในทีม
- มีประเด็นเชิงอารมณ์หรือความขัดแย้ง
- ต้องการเข้าใจ “สาเหตุเชิงลึก” ไม่ใช่แค่ “อาการที่เกิดขึ้น”
ผู้นำที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่แค่ “ฟังเก่ง” แต่คือ “เลือกโหมดการฟังได้เหมาะสมกับบริบท” นั่นเอง
——————————————————
สนใจหลักสูตรพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills สำคัญอย่าง
- Analytical Thinking
- Strategic Thinking
- Six Thinking Hats
- Business Storytelling
- Managing People
- Leading People
- STORYSELLING
สามารถสอบถามข้อมูลได้ทาง LINE :
👍 หลักสูตรอบรมคุณภาพสูง ในราคาที่จับต้องได้จริง
08/04/2026
ในยุคที่ทุกคนเชื่อมต่อกันได้เพียงปลายนิ้ว 📲📲
“คำพูด” บนโลกออนไลน์ อาจส่งผลรุนแรงกว่าที่คิด
Cyberbullying ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ควรถูกมองข้าม
มาร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย เริ่มจากการหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ 😎😎
#สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ #กรมสุขภาพจิต #บูลลี่ #สายด่วนสุขภาพจิต1323 #ดูแลใจทุกวัยทุกคน
ในยุคที่ทุกคนเชื่อมต่อกันได้เพียงปลายนิ้ว 📲📲
“คำพูด” บนโลกออนไลน์ อาจส่งผลรุนแรงกว่าที่คิด
Cyberbullying ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ควรถูกมองข้าม
มาร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย เริ่มจากการหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ 😎😎
#สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ #กรมสุขภาพจิต #บูลลี่ #สายด่วนสุขภาพจิต1323 #ดูแลใจทุกวัยทุกคน
02/04/2026
เคยไหมที่รู้สึกวิตกกังวล วุ่นวายใจจนทำอะไรไม่ถูก หรือเครียดจนลืมไปว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนเราอยู่...
ในโพสต์นี้จะขอพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับเทคนิคที่จะช่วยลดความเครียดหรือกังวล โดยจะเริ่มกันด้วยวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ อย่าง “Body Scan”
Body scan คือ การฝึกสติโดยการสำรวจความรู้สึกของร่างกายทีละส่วนอย่างตั้งใจ ซึ่งจะช่วยให้เรา
♡เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
♡ลดความเครียดและความวิตกกังวล
♡สร้างความเชื่อมโยงระหว่างกายและใจให้เป็นหนึ่งเดียว
📌 โพสต์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีเทคนิคอีกหลากหลายรูปแบบที่จะช่วยให้คุณรับมือกับความวุ่นวายในใจได้ในโพสต์ถัดไปนะคะ
01/04/2026
🎭 เราอาจโกหกคนอื่นได้…แต่อย่าโกหกใจตัวเอง
บางครั้งเราไม่ได้โกหกใคร แต่เรากำลัง "โกหกความรู้สึกตัวเอง" อยู่โดยไม่รู้ตัว การฝืนยิ้มทั้งที่ในใจอ่อนแอ หรือการพร่ำบอกว่าไม่เป็นไรบ่อย ๆ อาจทำให้เราสะสมความกดดันจนส่งผลเสียต่อทั้งอารมณ์ ร่างกาย และการใช้ชีวิตได้ค่ะ
🎭 เราอาจโกหกคนอื่นได้…แต่อย่าโกหกใจตัวเอง
บางครั้งเราไม่ได้โกหกใคร แต่เรากำลัง "โกหกความรู้สึกตัวเอง" อยู่โดยไม่รู้ตัว การฝืนยิ้มทั้งที่ในใจอ่อนแอ หรือการพร่ำบอกว่าไม่เป็นไรบ่อย ๆ อาจทำให้เราสะสมความกดดันจนส่งผลเสียต่อทั้งอารมณ์ ร่างกาย และการใช้ชีวิตได้ครับ
💬 คำโกหกที่เราชอบพูดกับตัวเอง
"ไม่เป็นไร" — แต่จริง ๆ ไม่โอเค
"ไหวอยู่" — แต่จริง ๆ ไม่ไหวแล้ว
"ไม่ได้เครียด" — แต่จริง ๆ แล้วคิดมากอยู่
"เดี๋ยวก็ผ่านไป" — แต่จริง ๆ แล้วยังไม่โอเค
"เขายังรักเราอยู่" — แต่จริง ๆ เขาไม่ได้รักแล้ว
สัญญาณว่าใจเราเริ่มไม่ไหว หากคุณมีอาการเหล่านี้
😫 เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
😡 หงุดหงิดง่าย อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ
😴 นอนไม่หลับ
🙅♀️ ไม่อยากเจอใคร
😞 รู้สึกไม่มีความสุข เบื่อหน่าย
❤️ วิธีดูแลใจตัวเอง
✅ ยอมรับความรู้สึกตัวเอง
✅ พักบ้าง ไม่ต้องเก่งตลอดเวลา
✅ พูดกับคนที่ไว้ใจ
✅ ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย เดินเล่น ฟังเพลง หายใจลึก ๆ
✅ ขอความช่วยเหลือเมื่อไม่ไหว
#กรมสุขภาพจิต http://www.สุขภาพจิต.com
25/03/2026
🏠 ทำงานที่บ้านยังไง...ให้ได้งาน (ไม่ใช่ได้นอน) 💻✨
Work From Home นานๆ บางทีใจก็เริ่มล้า 7 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้สมองไบรท์และใจแฮปปี้ตลอดวันกันค่ะ! 🧠💡
🏠 ทำงานที่บ้านยังไง...ให้ได้งาน (ไม่ใช่ได้นอน) 💻✨
Work From Home นานๆ บางทีใจก็เริ่มล้า 7 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้สมองไบรท์และใจแฮปปี้ตลอดวันกันครับ! 🧠💡
1️⃣ ตื่นเหมือนไปทำงานจริง อย่าเพิ่งขี้เกียจ! ลุกมาอาบน้ำ แต่งตัวสักนิด เพื่อปลุกสมองให้ "เข้าสู่โหมดทำงาน" ได้ง่ายขึ้น 🛀👕
2️⃣ จัดมุมทำงานให้สมองรู้ว่า "ตรงนี้คือออฟฟิศ" แยกโต๊ะทำงานออกจากเตียงหรือโซฟา เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการโฟกัสโดยเฉพาะ 🪑🛋️
3️⃣ ใช้กฎ 25 นาที เทคนิค Pomodoro ทำงาน 25 นาที สลับพัก 5 นาที ช่วยลดความล้าของสมองและรักษาสมาธิได้ทั้งวัน 🍅⏲️
4️⃣ เขียน To-Do List สั้นๆ ทุกเช้า เลือกงานสำคัญที่สุดแค่ 3 อย่าง ถ้าทำครบถือว่าวันนี้สำเร็จแล้วครับ 📝✅
5️⃣ ปิดสิ่งรบกวนชั่วคราว เปิดโหมด Focus หรือ Do Not Disturb เพื่อให้งานเสร็จไวขึ้นโดยไม่มีเสียงแจ้งเตือนกวนใจ 📱🔕
6️⃣ อย่าลืมลุก ขยับตัว อย่าเพลินจนลืมลุกยืดเส้นยืดสาย หรือดื่มน้ำทุก 1 ชั่วโมง เพื่อความสดชื่น 🏃♂️💧
7️⃣ เลิกงานให้เป็นเวลา จำไว้ว่า "Work from home ไม่ใช่ work all the time" กำหนดเวลาเลิกงานให้ชัดเจนเพื่อให้สมองได้พักจริงๆ 🕰️🎮
#กรมสุขภาพจิต #สายด่วนสุขภาพจิต1323 http://www.สุขภาพจิต.com