Mathematics Teacher Professional Development

Mathematics Teacher Professional Development

แชร์

แหล่งเรียนรู้ทางการเรียนการสอนคณิ?

01/05/2022

📌ลูก 12 ก็จะมีความคิดความอ่าน อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความสามารถ แบบเด็ก 12

📌ลูก 15 ก็จะมีความคิดความอ่าน อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความสามารถ แบบเด็ก 15

📌ลูก 18 ก็จะมีความคิดความอ่าน อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความสามารถ แบบเด็ก 18

#ลูกเราโตขึ้นทุกวัน ลูกไม่เหมือนเดิม ความต้องการ สมอง ร่างกาย และความคิดความอ่านเปลี่ยนไปทุกวันที่เค้าตื่นขึ้นมา

#ให้ความคิดเรามันโตไปพร้อมกับลูก ตามให้ทัน เปลี่ยนตัวเองให้ทัน เปลี่ยนการเลี้ยงดู เพราะลูกไม่ได้เป็นเด็กเล็กๆ ตลอดไป

#ปล่อยให้ลูกโต ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำ ได้ลอง ได้ฝึก ได้ล้ม ได้พลาด ได้สะสมประสบการณ์ชีวิตตามวัยของเค้า

และหลายครั้งเค้าก็ทำในสิ่งที่วัยของเค้าเป็น แต่ใจเรายังรับ ยังตามไม่ทัน ไม่คิดว่าลูกเราถึงวัยแล้ว หรือ เราก็ยังบังคับให้ลูกทำอะไรที่มันเลยวัยเค้ามาแล้ว 😅

** อย่าปิดกั้น ปกป้องเค้ามากเกินไป ด้วยเพียงเพราะว่าเราติดกับความรู้สึกว่าเค้ายังเป็นเด็กคนเดิมเหมือนเมื่อวาน จนลืมสังเกตว่าลูกไม่ใช่แล้ว **

และสุดท้ายก็จะมีวันนึงที่เค้าจะบินออกจากบ้าน จากเราไปสู่โลกกว้าง ไปมีเส้นทางชีวิตของเค้าเอง ถ้าเราไม่ปล่อยให้ลูกโตวันนี้ เมื่อวันนั้นมาถึง ลูกก็อาจจะยังไม่พร้อม และคนที่เหนื่อยใจที่สุดก็คงจะเป็นตัวเราเองนะครับ 👶🧒👧👨👨‍🦱👩

#ดีต่อลูก

29/09/2021

การเรียนรู้มักจะเริ่มต้นจากความสนุก เพราะความสนุกเป็นผลสะท้อนจากปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อเรา ‘รู้สึกปลอดภัย’ ซึ่งเกิดจากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในห้องเรียนร่วมกัน ช่วยกันรื้อถอนคำว่าถูกหรือผิด เก่งหรือกลัว

แม้นักเรียนหลายคนของครูไก่แจ้จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยาก แต่พอได้ลองเปิดใจเรียนแล้วต่างพบว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด

“บางคนบอกว่าเกลียดวิชานี้เลย ผมก็ถามว่าทำไม จริงๆ เขาไม่ได้เกลียดวิชาหรอก เขาเกลียดคนสอน น่าตกใจมากว่าการที่เราจะเรียนเข้าใจหรือไม่เข้าใจมันขึ้นอยู่กับครูผู้สอนจริงๆ นะ มันมีอิทธิพลสูงมาก”

อีกทั้งห้องเรียนคือสถานที่ของทั้งครูและนักเรียน แม้ครูจะยืนอยู่หน้าชั้น แต่ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ในการตั้งคำถามเพียงฝ่ายเดียว ในการเจอกันสัปดาห์แรกครูไก่แจ้จึงเริ่มจากการทำความรู้จักกันโดยการแนะนำตัวเองเพียงประโยคเดียวคือ ชื่อกับนามสกุล จากนั้นให้ชวนให้นักเรียนตั้งคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับครู โดยเขียนลงในกระดาษ แต่ไม่ได้บังคับว่าทุกคนจะต้องเขียน

โดยมีเป้าหมายในการจุดประกายให้เด็กตั้งคำถามของครูไก่แจ้ คือ เพื่อให้มองเห็นความแตกต่างระหว่างตัวเองกับเพื่อนร่วมชั้น ยอมรับความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุหรือประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ และสำคัญที่สุด คือ ลองตั้งคำถามกับตัวเองให้มากขึ้น เช่น เราไปเรียนกศน. ทำไม? เป้าหมายในชีวิตคืออะไร?

“ถึงผมจะชวนให้เขาตั้งคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับตัวผม แต่มันเป็นเพียงเครื่องมือที่ให้เขาได้ย้อนกลับไปดูตัวเอง แล้วย้อนกลับไปดูคนอื่นรอบข้างว่า เขาคิดแบบไหน เขาตั้งคำถามแบบไหน แล้วตัวเราละเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหม ให้เขาเรียนรู้ที่จะวางเป้าหมายในชีวิต”

“ผมจะรู้สึกว่าเราโชคดีมากๆ ที่ได้เรียนรู้ชีวิตจากคนมากมาย มีรอยยิ้ม มีตำหนิ มีบาดแผล มีน้ำตาทุกครั้งที่ผมได้คุยกับนักเรียนไม่ว่าจะโอกาสไหนก็ตามผมรู้สึกว่าชีวิตมันทรงพลังมากๆ กับการที่ได้เรียนรู้กับคนเหล่านี้ การได้พูดคุยกันกับเขา การที่เขาตอบคำถาม การที่เขาตั้งคำถาม การที่เขามีแววตาแห่งความตั้งใจ มันคือพลังที่ตอบกลับมาให้กับเราด้วย มันทำให้เรามีพลังไปในตัว เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน อย่างน้อยเขากลับไปมีความสุข ถึงแม้จะเรียนได้ 50% ดีกว่า 3 ชม.แล้วไม่มีความสุขเลย”

อ่านบทความ https://thepotential.org/creative-learning/krukaijae-interview/

05/06/2021

INTERVIEW : 24,051 ล้านบาท คือตัวเลขงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่ถูกตัดไป จากร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 โดยในวันที่ 2 มิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ก็ได้ชี้แจงว่า งบประมาณที่ถูกตัดเป็นส่วนของบุคลากรทางการศึกษา และงบรายหัวของนักเรียน และยืนยันว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา

งบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา งบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา งบเด้กด้อยโอกาส งบเด็กพิการ และงบสื่อสารเรียนรู้ออนไลน์ นี่คือรายชื่องบทั้ง 5 ที่ถูกตัด ท่ามกลางปัญหาการเรียนออนไลน์และการเข้าไม่ถึงทรัพยากรของนักเรียน นี่หรือคือทางออกของรัฐบาลต่อปัญหาเหล่านี้

นักเรียนเลว ชวน อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พูดคุยกันเรื่องการตัดงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ และการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ภายใต้สถานการณ์ COVID-19

Q : ทำไมประชาชนถึงต้องสนใจเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล?

A : เพราะว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลคือการบอกว่า เขาจะเอาเงินภาษีของเราไปให้ความสำคัญกับเรื่องไหนบ้าง เรื่องไหนที่จะได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นหรือลดลง เราก็จำเป็นต้องคิดว่า มันควรจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไรดี ถ้าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนหรือคุณครูของเราจะได้รับงบประมาณมากน้อยเพียงใด ทรัพยากรก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพ ผลจากการวิจัยก็ยังพบว่า ถ้ามีการจัดสรรซื้อทรัพยากรมากขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็จะดีมากขึ้นตามไปด้วย

Q : ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ยังหนักขนาดนี้ อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องใส่ใจเป็นอันดับแรก ๆ คะ?

A : รัฐบาลต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเราสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มของประชาชนทั่วไปที่มีรายได้น้อย กลุ่มที่สองก็คือผู้ประกอบการ ที่อยู่ในสาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบรุนแรง อย่างเช่น สาขาการท่องเที่ยวและร้านอาหาร กลุ่มที่สามก็คือคุณหมอพยาบาล ที่จะต้องดูแลผู้ป่วยผู้ติดเชื้อมากขึ้น รวมถึงอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ที่จะต้องไปทำงานในพื้นที่มากขึ้น ส่วนสุดท้ายก็คือคุณครูและนักเรียน ที่จะต้องทำงานในรูปแบบของการเรียนรู้ที่ยากลำบากขึ้นและมีประสิทธิภาพน้อยลง

Q : รัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือและเยียวยา 4 กลุ่มนี้อย่างไรได้บ้างคะ?

A : ในส่วนของงบประมาณ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ต ที่ควรจะมีให้กับเด็กทุกคน ให้ได้ใช้มากขึ้นและเร็วขึ้น รัฐบาลก็ไม่ได้ใส่เข้าไปในงบ หรือหลังจากที่พ้นช่วงการเรียนออนไลน์ไปแล้ว เราต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียน รัฐบาลก็อาจจะใส่งบคุณครูเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะช่วยทำให้การเรียนรู้ที่ขาดช่วงไปเร่งกลับขึ้นมาได้ แต่รัฐบาลทำตรงข้ามกัน งบประมาณในส่วนนี้กลับได้น้อยลงไปอีก รัฐบาลสามารถนำเงินที่มีอยู่เติมลงไปในงบประมาณเหล่านี้ได้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำ

ในส่วนที่นอกเหนืองบประมาณ รัฐบาลก็อาจจะไปเจรจากับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอินเทอร์เน็ตให้ลดค่าใช้จ่ายลง สำหรับนักเรียน หรือช่วยเหลือด้านการจัดเก็บค่าเทอม ที่รัฐบาลออกข่าวมาว่าให้โรงเรียนพยายามลดค่าเทอม แต่มันก็เป็นการออกข่าวแบบกว้าง ๆ โรงเรียนก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ผู้ปกครองก็สับสนไปด้วย

Q : จากงบประมาณของรัฐบาลล่าสุด เราจะเห็นได้ว่ามีการลดงบในหลาย ๆ ด้าน อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไงคะ?

A : งบประมาณโดยภาพรวมลดลงไปประมาณ 5.7% เพราะฉะนั้นเวลาเราทำอะไร เราก็ต้องเอา 5.7% เป็นตัวตั้ง งบประมาณไหนที่ลดลงน้อยกว่า 5.7% พูดโดยเปรียบเทียบก็เหมือนกับเขาได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น อันไหนที่ลดมากกว่า 5.7% ก็จะได้รับความสำคัญน้อยลง อย่างกระทรวงศึกษาที่ลดลงไปประมาณ 24,000 ล้านบาท ก็คือลดลงไป 6.7% ถ้าเราเจาะลงไปว่า 24,000 ล้านบาทนี้ ไปลดส่วนไหนมากที่สุด เกือบ ๆ 60% หรือประมาณ 13,500 ล้านบาทลดลงตรงค่าใช้จ่ายบุคลากร พูดง่าย ๆ ก็คือเขาจะจ้างครูน้อยลง ในขณะที่แผนงานบุคลากรของภาครัฐลดลงไปเพียงนิดเดียว แต่กระทรวงศึกษาธิการโดนลดรายจ่ายบุคลากรไปจำนวนมาก บรรดาครูอัตราจ้างจำนวนหนึ่งก็จะต้องถูกเลิกจ้างไป ซึ่งสวนทางกับที่เราคุยกันว่า หลังจากพ้นช่วงโควิดเขาน่าจะจ้างครูเพิ่มขึ้น

Q : ที่เขาลดงบประมาณด้านบุคลากรทางการศึกษาตรงนี้ อาจารย์พอทราบไหมคะว่าเขาจะใช้ใครมาแทนครู?

A : ก็น่าจะใช้เท่าที่มีครับ สอน ๆ กันไปเท่าที่มี เอาจริง ๆ แล้วงบอัตราจ้างก็เป็นงบที่มีการวิเคราะห์กันแล้วว่าเป็นส่วนที่ขาดแคลน ส่วนใหญ่อัตราจ้างเขาจะจ้างเข้ามาสอนใน 3 วิชาสำคัญ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้บอกว่าวิชาอื่นไม่สำคัญนะ แต่ผมหมายความว่า 3 วิชานี้ยังขาดแคลน เรายังมีงบอีกตัวหนึ่งที่โดนตัดมากกว่า 5.7% นั่นก็คืองบพัฒนาครู ปี 2564 อยู่ที่ 469 ล้านบาท ปี 2565 อยู่ที่ 364 ล้านบาท ตัวเลขอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะลดลงไปกว่า 22% ก็กลายเป็นคำถามว่า นอกจากจำนวนครูจะน้อยลงแล้ว งบที่จะพัฒนาครูก็น้อยลงด้วย และอีกงบหนึ่งที่น่าตกใจก็คือ งบวิจัยและพัฒนาเรื่องการศึกษา ลดลงไปจาก 260.4 ล้านบาท เหลือ 193.4 ล้านบาท มันแปลว่าเรากำลังจะอยู่กับบุคลากรเดิม แล้วก็ตัดบุคลากรบางส่วนที่เคยจ้างออกไป งบที่จะพัฒนาบุคลากรและพัฒนาการศึกษาก็ลดน้อยลงไปอีก

Q : ทำไมรัฐบาลถึงเลือกตัดสินใจแบบนี้ อะไรที่ทำให้เขาเลือกลดงบประมาณพัฒนาบุคลากรหรืองบประมาณการวิจัย?

A : ถ้าพูดตามหลักการแล้ว รัฐจะอธิบายเหตุผลเฉพาะที่ของบในเอกสาร เขาก็จะพูดว่ามันสำคัญอย่างไร แต่ไม่เคยอธิบายเหตุผลที่ตัดงบ เพราะฉะนั้นคำอธิบายที่เป็นทางการจึงไม่มี แต่ถ้าเราดูภาพรวมว่า ทำไมบางอย่างถึงได้รับงบเพิ่มขึ้น เช่น บุคลากรของกระทรวงกลาโหมกลับได้รับงบเพิ่มขึ้น ในขณะที่บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการโดนตัดงบ ผมเลยคิดว่ามันไม่ได้เป็นการพิจารณาตามความสำคัญ แต่เนื่องจากว่าอำนาจต่อรองของข้าราชการที่อยู่ในกระทรวงกลาโหมเยอะกว่า เขาก็เลยไปเอาข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เช่น เอาครูอัตราจ้างออก ถ้าถามความคิดเห็นผม ผมคิดว่าการตัดงบประมาณในประเทศไทยเป็นเรื่องของอำนาจต่อรองล้วน ๆ

Q : การตัดงบจำนวนมากขนาดนี้ และการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้เป็นไปตามลำดับความสำคัญ มีข้อกังวลหรือผลกระทบอะไรที่เราควรจับตามองไหมคะ?

A : ตอนนี้มันกลายเป็นว่า งบที่เพิ่มขึ้นมาคืองบสวัสดิการข้าราชการ ขึ้นมาเป็น 15% ซึ่งยังไม่รวมเงินเดือนอีก 25% เพราะฉะนั้นถ้าเราปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอำนาจต่อรองของคนที่อยู่ในวงการด้วยกัน ตัวเลขบางตัวจะเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่ได้มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในขณะที่งบสวัสดิการของประชาชนโดนตัดลง แต่งบสวัสดิการของข้าราชการกลับเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ข้าราชการก็ยังได้เงินเหมือนปกติทุกประการในช่วงโควิดที่ผ่านมา ตัวที่จะเป็นประเด็นคือการแถลงงบประมาณ ต้องเปลี่ยนจากการแถลงเฉพาะงบประมาณที่ขอ เป็นแถลงงบประมาณทั้งหมด ว่าทำไมถึงเปลี่ยนโครงสร้างเป็นแบบนี้ ทำไมงบพัฒนาครูถึงลดลง แล้วครูจะสมบูรณ์ขึ้นเหมือนเดิมได้อย่างไร ทำไมงบวิจัยการศึกษาถึงลดลง ในปีที่เราคาดว่าเราจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ

Q : การจัดสรรงบประมาณควรจะเป็นไปยังไงคะ กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้?

A : ในด้านงบประมาณ เขาควรจะแยกหมวดให้ชัดเจนกว่านี้ อย่างเช่น หมวดสวัสดิการของประชาชนควรจะแยกเป็นก้อนนึงเลย แล้วเวลาอธิบายก็บอกเลยว่างบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ตอนนี้รัฐบาลไม่แยกหมวด เช่นเดียวกันกับสวัสดิการข้าราชการ เขาก็กระจาย เราก็ต้องมารวมกันเอง ทีนี้ถ้าเราแยกหมวดให้ชัดเจน ความโปร่งใสมันจะเกิด คำถามมันจะเกิดง่ายขึ้น และตอบคำถามได้ชัดเจนขึ้น

ทางด้านการศึกษา เขาไม่ควรต่อรองงบประมาณตามคำขอ แต่ต้องต่อรองตามผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราจะมีหลักสูตรฐานสมรรถนะ แล้วผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ถ้าคุณใส่เงินน้อยลงในด้านงานวิจัยและการพัฒนาครู แล้วมันจะเกิดผลขึ้นไหม ในปีหน้า เราก็ต้องเอาผลที่เขาสัญญาไว้ปีนี้เป็นตัวตั้ง ว่าผลเกิดขึ้นตามที่สัญญารึเปล่า

Q : เราในฐานะประชาชน นักเรียน หรือครูที่ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรงบประมาณของรัฐในครั้งนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะให้รัฐบาลทบทวนงบประมาณคะ?

A : ในวาระที่ 2 เราควรจะถามเลยว่า 13,000 ล้านนี้จะเลิกจ้างใครบ้าง ซึ่งเราสามารถทำได้ผ่านส.ส. เราอาจจะฝากเขาถามว่า งบบุคลากรหายไปยังไง งบวิจัยและพัฒนาที่หายไปยังไง และผลจะออกมาดีได้อย่างไรถ้างบลดลง เราสามารถสอบถามในวาระ 2 ได้ แล้วก็นำข้อมูลนี้มาแผ่ ซึ่งถ้าเกิดว่าคลี่ออกมาดูแล้วไม่โอเค เราก็ไปคว่ำที่วาระ 3 ได้ ปัญหาของวาระ 2 มีอยู่อย่างเดียวก็คือ สมมติเรารู้ว่างบที่ตัดลงมีผลกระทบ เราเพิ่มเองไม่ได้ในวาระ 2 แต่เราต้องรอให้รัฐบาลเป็นคนเพิ่ม

ถ้าถามถึงปีต่อไป ผมคิดว่าแทนที่จะออกพระราชบัญญัติงบประมาณแล้วส่งไปที่สภาเป็นวาระที่ 1 ควรเปิดออกมาให้ประชาชนดูก่อนสัก 1 เดือน แล้วเราก็นั่งทำหน้าที่กันแบบนี้ แล้วส.ส.ค่อยมาพิจารณา ผมว่าแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า

——
#นักเรียนเลว

Photos 15/05/2021

“สังคมตอนนี้ยกย่องอยู่ไม่กี่อาชีพ
ถ้าเด็กสอบติดหมอแล้ว ไม่มีเงิน
สังคมพร้อมจะช่วยเหลือหาเงินให้
แต่ถ้าเด็กที่สอบติดคณะอื่น
ไปกู้ กยศ.เอาเอง
พร้อมตั้งคำถามว่า
สาขาอาชีพอื่นไม่สำคัญหรือไง
สังคมไทยควรปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า
ทุกสาขาวิชามีคุณค่าไม่ต่างกัน

ทุกคนก็พยายามไม่ต่างกัน
เด็กไม่อยากเป็นหมอไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง
แต่เขาเก่งและถนัดด้านอื่นมากกว่า
ทุกวิชาชีพมีคุณค่าทั้งนั้น”

หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย
กล่าวถึงกรณีน้องโวลต์ #จนทิพย์
ในรายการข่าวเที่ยงวัน ช่อง 3

written by Branding by Boy

ขอบคุณคุณหนุ่มมาก คุณยกระดับบาร์สื่อมวลชนในประเทศนี้ให้สูงขึ้น ขอบคุณที่คุณขยี้เรื่องนี้ และแสดงความเห็นในห้วงสั้นๆที่มี airtime ตอนรายงานข่าวได้อย่างถึงประเด็นจริงๆในสังคม

เพราะคนไทยเป็นกันมากจริงๆกับการยกย่องบางอาชีพให้สุดโต่ง และเราหลงลืมคนบางกลุ่มไป ทำให้ #คนไม่เท่ากับคน กลายเป็นคุณค่าของทุกอาชีพที่ควรเท่าเทียมกัน ตั้งแต่คนกวาดถนน หรือพี่ รปภ. ก็มีคุณค่าในสังคมไม่ต่างกับหมอ วิศวกร หรือนายก มันคนเท่ากันจริงๆ

ดีใจที่คุณทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า

"สุดท้ายก็ขอให้น้องได้ใช้เงินสำหรับคนที่เขาส่งไปให้อย่างสมภาคภูมิที่เขาให้ ขอให้ตั้งใจและออกมาเป็นคุณหมอที่รักษาคนอื่นๆ เพื่อเป็นการทดแทนให้พวกเขาแล้วกัน แต่ในมุมของข้อครหาน้องเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะว่าเรื่องเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนมีสิทธิจะมองในมุมของเขา ไม่มีใครจะมองเหมือนมุมเราทุกๆ คน"

ขอบคุณมาก คุณพูดแทนใจเราทั้งหมด อย่าหยุดเป็นพิธีกรนะ ทำดีแล้ว ทำต่อไปนะคุณ เป็นกำลังใจให้คุณทำสิ่งที่คุณเชื่อว่าดีต่อสังคมต่อๆไปนะ

IG : BrandingbyBoy

30/03/2021

Supermoon ช่วยเรือหลุดออกจากคลองสุเอซได้อย่างไร

ช่วงนี้หลายๆ คนน่าจะรู้เรื่องของเรือสินค้า Ever Given ที่ติดคลองสุเอซ ทำเอาการค้าขายและขนส่งทางเรือกว่าค่อนโลกเป็นอัมพาต ด้วยขนาดเรือกว่า 400 เมตรและน้ำหนักกว่า 200,000 ตัน บวกกับความเร็วทำให้เรือนั้นเอาท้องเรือไปติดอยู่กับพื้นทรายที่ตื้นเขิน และทำให้การลากจูงเรือทำได้ยากมาก

แต่เมื่อวานนี้ (29 มีนาคม 2021) หลังจากที่ติดขวางคลองสุเอซอยู่กว่า 6 วัน ในที่สุดเรือก็หลุดออกมาได้เสียที

แต่ทราบไหมว่า เมื่อวานนี้มีอีกปรากฏการณ์เกิดขึ้น นั่นก็คือ "Supermoon" แล้วว่าแต่ว่าสองเหตุการณ์นี้มันเกี่ยวกันยังไง?

Supermoon หรือ Super Fullmoon นั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เหตุการณ์สองอย่างเกี่ยวกับดวงจันทร์เกิดขึ้นพร้อมกันพอดี นั่นก็คือ ดวงจันทร์เต็มดวง กับดวงจันทร์ใกล้โลก

แท้จริงแล้วทั้งดวงจันทร์เต็มดวง และดวงจันทร์ใกล้โลกนั้นเกิดขึ้นอยู่ทุกเดือน เนื่องจากดวงจันทร์เต็มดวงเกิดขึ้นจากการที่ดวงจันทร์ไปอยู่ตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ จึงเกิดขึ้นทุกๆ 29.5 วัน แต่วงโคจรของดวงจันทร์นั้นเป็นวงรี จึงมีระยะห่างใกล้ไกลจากโลกเปลี่ยนไปตามวงโคจร ซึ่งใช้เวลา 27 วัน ด้วยเหตุที่สองคาบนี้ (เรียกว่า คาบ กับ คาบซินอดิก) ไม่เท่ากัน ทำให้สองปรากฏการณ์เกิดขึ้นเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ แต่จะกลับมาประจวบเหมาะกันอีกครั้งประมาณทุกๆ 14 รอบจันทร์เต็มดวง และเมื่อวานนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ทั้งสองเหตุการณ์นี้มาประจวบเหมาะกันพอดี

ปรากฏว่าสองเหตุการณ์นี้นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะมาก กับการพยายามที่จะกู้เรือ Ever Given ออกมาจากคลองสุเอซ ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าดวงจันทร์นั้นมีผลโดยตรงกับน้ำขึ้นน้ำลง และการเกิด Supermoon นั้นเป็นกรณีที่จะช่วยให้เกิดแรงน้ำขึ้นน้ำลงได้สูงที่สุดแล้ว

แรงน้ำขึ้นน้ำลงนั้น เกิดขึ้นจากแรงที่เรียกว่าแรงไทดัล ซึ่งก็มาจากแรงโน้มถ่วงนั่นเอง เนื่องจากแรงโน้มถ่วงนั้นจะเปลี่ยนแปลงตามระยะห่าง พื้นโลกส่วนที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์จะได้รับแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์มากกว่าศูนย์กลางของโลก ของเหลวจึงมักจะถูกดึงโย้ไปกองรวมกันส่วนที่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่า เกิดเป็นน้ำขึ้น ในขณะเดียวกัน ด้านตรงข้ามดวงจันทร์ได้รับแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์น้อยกว่าศูนย์กลางของโลก น้ำในบริเวณตรงข้ามดวงจันทร์จึงเปรียบได้กับการยืนอยู่บนพื้นที่กำลังตกลงด้วยอัตราสูงกว่า จึงมีระดับที่สูงกว่า เป็นเหตุให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงวันละสองรอบ

แต่นอกจากดวงจันทร์แล้ว อีกวัตถุท้องฟ้าหนึ่งที่ส่งแรงไทดัลต่อโลกด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ดวงอาทิตย์ แม้ว่าดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่าดวงจันทร์เป็นอย่างมาก แต่ว่าดวงอาทิตย์นั้นอยู่ไกลกว่าดวงจันทร์มาก แรงไทดัลที่มาจากดวงอาทิตย์จึงอ่อนกว่าจากดวงจันทร์ โดยมีแรงเพียงประมาณ 1 ใน 3

แต่สิ่งที่ทำให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกก็คือ แรงไทดัลจากวัตถุทั้งสองนี้นั้นไม่ได้ออกแรงไปในทิศทางเดียวกันเสมอ เปรียบได้กับเด็กสองคนที่พยายามจะดึงหนังยางไปในคนละทาง เมื่อไหร่ก็ตามที่แรงไทดัลจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เสริมกัน ก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "น้ำเกิด" (spring tide) ซึ่งจะเกิดน้ำขึ้น-น้ำลงได้สูงสุด แต่หากแรงไทดัลทั้งสองนั้นกระทำในทิศตั้งฉากกัน แรงไทดัลก็จะหักล้างกันในบางส่วน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "น้ำตาย" (neap tide) ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำขึ้น-น้ำลงต่างจากค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด

ปรากฏการณ์ "น้ำเกิด" จะเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ อยู่ในทิศทางเดียวกัน หรือตรงข้ามกันพอดี เช่น ในวันเพ็ญที่ดวงจันทร์อยู่ตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์พอดี นอกไปจากนี้ เนื่องจากระยะห่างของดวงจันทร์จากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์เป็นวงรี ดวงจันทร์จะส่งแรงไทดัลต่อโลกได้มากที่สุดเมื่อดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด

ซึ่งทั้งสองเงื่อนไขนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคมพอดี เนื่องมาจากเป็นปรากฏการณ์ supermoon ทำให้ทางทีมงานกู้เรือในคลองสุเอซ พยายามใช้โอกาสที่ระดับน้ำขึ้นลงสูงสุดในช่วงนี้ ในการพยายามกู้เรือเฮือกสุดท้าย

ด้วยระดับน้ำที่ขึ้นสูงกว่า 2 เมตรในช่วงน้ำขึ้นสูงสุด เมื่อคิดจากขนาดเรือ 400x56 เมตร เราจะพบว่าน้ำที่ขึ้นมา 2 เมตรนี้เทียบเท่าได้กับแรงลอยตัวที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 45,000 ตัน พูดง่ายๆ ว่าถ้าหากเราไม่สามารถลากเรือออกมาได้ในช่วงน้ำขึ้นสูงสุดในวัน supermoon แล้ว คงจะไม่มีวันที่จะสามารถลากเรือออกมาได้อีกต่อไป ซึ่งก็คงจะต้องหันไปใช้ทางเลือกอื่น เช่น การยกตู้คอนเทนเนอร์ออกจากเรือ ก่อนที่จะพยายามลากออกไปอีกครั้ง

แต่แล้วในที่สุด เรือ Ever Given ก็สามารถกลับมาลอยลำได้อีกครั้ง และในที่สุดคลองสุเอซก็สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้งหนึ่ง

แน่นอนว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้นั้น ไม่ได้มาจากผลของ supermoon เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการทำงานแก้ปัญหาไม่หยุดหย่อนของทีมงานกู้เรือ ตั้งแต่การขุดลองคลองบริเวณใต้เรือ การขุดดินด้วยรถตักคันจิ๋ว (ที่เรามักจะเอาไปทำเป็นมีมกัน) ไปจนถึงเรือลากจำนวนมากที่คอยผลักดัน

แต่อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ก็คือการที่ทีมงานมีความรู้ความเข้าใจทางด้านดาราศาสตร์เกี่ยวกับ supermoon และน้ำขึ้นน้ำลง นั้น ทำให้ทีมงานมั่นใจได้ว่าเขาสามารถใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ภาพ: © /Associated Press

อ้างอิง/อ่านเพิ่มเติม:
[1] https://www.wsj.com/articles/how-a-supermoon-helped-free-the-giant-container-ship-from-the-suez-canal-11617040923
[2] https://www.msn.com/en-us/news/world/how-a-supermoon-helped-free-the-suez-canal-ship/ar-BB1f5ODl

19/03/2021
04/03/2021

ชมพู่ อารยา เปิดมุมมอง
ปัญหาการศึกษาไทย

“การศึกษาเอาแบบทดสอบเดียวกันมาวัดคน
ซึ่งทุกคนเกิดมาพิเศษ และ
มีความหลากหลายทางความสามารถ

เหมือนเอาเสือ เอาลิง เอาปลา
มาแข่งกันว่ายน้ำ ปลาก็ชนะ
เอามาแข่งวิ่ง เสือก็ชนะ
แข่งปีนต้นไม้ ลิงก็ต้องชนะ

แบบทดสอบเดียวกันมันทดสอบทุกคนไม่ได้
ระบบการศึกษาควรจะเอื้อให้เราค้นพบพรสวรรค์
หรือค้นพบว่าเราเกิดมาแล้วเหมาะกับอะไร”

ข้อความของคุณชมพู่ กำลังพูดถึงเรื่องที่เข้าใจง่ายมากๆคือ

"ระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กค้นพบตัวเอง"

จบออกมาแบบที่ฉันไม่รู้ความฝัน หรือไม่เข้าใจในความถนัดของตัวเอง ยกเว้นแต่เด็กบางคนที่จะโชคดีเข้าถึงจุดจุดนั้น ที่ล่วงรู้ศักยภาพของตัวเอง แต่ที่เด็กน้อยคนจะถูกพัฒนาสู่ความเป็นเลิศตามทางที่ถนัด เพราะสิ่งที่การศึกษาไทยขาดไปคือ

"Individual Development" เราไม่เคยพัฒนาเด็กเป็นแบบรายคนในลักษณะ customization ไปบนความพิเศษของเด็กจริงๆ เราปั๊มเด็กให้เข้าสู่แท่นพิมพ์ที่ออกมาเป็นหุ่นยนต์แบบเดียวกัน ทำเหมือนๆกัน และฝึกในสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ได้เจาะในรายละเอียดศักยภาพอันงดงามของพวกเขา

ความน่าเสียดายคือ พวกเขาโตมา แบบที่ไม่ได้ถูกพัฒนาตามศักยภาพที่เขาสนใจ หรือความอัจฉริยะโดยกำเนิด (Inborn Intelligence)

:( "ทำไมเด็กไทยต้องเรียนทุกอย่าง? ต้องเก่งทุกวิชา แต่เสือกไม่รู้ว่าตัวกูชอบอะไร เก่งอะไร? แล้วแบบนี้จะเก่งไปทำไม?"

:( เราถูกชี้นำโดยผู้ใหญ่ ให้ไปเรียนพิเศษวิชาที่อ่อน ทั้งที่ควรเอาเวลาไปลงทุนกับสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือถนัด แล้วมองให้ออกว่า จะสามารถต่อยอดความถนัด ไปเป็นอาชีพได้อย่างไร ?

จากการที่เราคิดว่าการผลิตเด็กออกมาเหมือนๆกัน มันก็ถูกต้องดีแล้ว มันง่ายดีสำหรับครูนะ ไม่ต้องลงรายละเอียดกับอัจฉริยภาพ หรือความเป็นเลิศของเด็ก ดังนั้น เราก็จะได้เด็กธรรมดาๆ ที่เหมือนๆกันจบออกมาป้อนเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมที่นายทุนอยากได้ ให้ได้ใช้งานตามสิ่งที่เรียนกันมา ได้ทำงานไปวันๆตอบโจทย์นายทุน โดยที่ไม่ได้ถูกขุดสร้างความเป็นเลิศตั้งแต่เด็กๆ และพาตัวเองไปได้ไกลกว่านั้น

แต่ในความเป็นจริง พวกเขาอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นก็ได้นะ เขาแค่ไม่เคยได้มีใครพาเขาไปรู้จักความเป็นเลิศ หรืออัจฉริยภาพในตนเอง เพราะผู้ใหญ่ไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์อันเป็นเลิศในตัวตนที่เขามีมากพอ เราอาจจะสูญเสียทรัพยากรที่โคตรเจ๋งของประเทศไปหลายคนแล้วก็ได้นะ...

ทั้งๆที่ในตัวตนเขาโคตรเก่ง
แต่โตมาในระบบที่โคตรห่วย
มันเลยทำให้เขาไม่รู้แค่นั้นเองว่า
"เขาเจ๋ง และไปได้ไกลกว่านี้อีก"

นี่แหละจุดเจ็บปวดของการศึกษาไทย
ที่พัฒนาคนให้ออกมาเหมือนๆกัน
ทั้งๆที่เราทุกคน "ต่างมีความพิเศษ"
แต่มันไม่เคยถูกเหลียวแลไงล่ะ

การที่เติบโตมา แบบไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ได้พัฒนาความเป็นเลิศตามศักยภาพ โคตรจะเป็นโชคร้ายของเด็กไทยอย่างหนึ่งเลย ในมุมมองของผม มันสะท้อนว่า การศึกษาบ้านเราห่วยแตกจริงๆนะ

การศึกษาไทยไปไกลได้แค่ไหน...ก็ให้ดูความรู้ความสามารถของผู้บริหารบ้านเมืองตอนนี้ นี่คือคำตอบ

ชมพู่ อารยา เปิดมุมมอง
ปัญหาการศึกษาไทย

“การศึกษาเอาแบบทดสอบเดียวกันมาวัดคน
ซึ่งทุกคนเกิดมาพิเศษ และ
มีความหลากหลายทางความสามารถ

เหมือนเอาเสือ เอาลิง เอาปลา
มาแข่งกันว่ายน้ำ ปลาก็ชนะ
เอามาแข่งวิ่ง เสือก็ชนะ
แข่งปีนต้นไม้ ลิงก็ต้องชนะ

แบบทดสอบเดียวกันมันทดสอบทุกคนไม่ได้
ระบบการศึกษาควรจะเอื้อให้เราค้นพบพรสวรรค์
หรือค้นพบว่าเราเกิดมาแล้วเหมาะกับอะไร”

รายการ ชมพู่คุยกับจอห์น

written by Branding by Boy

เนื่องจากช่วงนี้ผมทำงานในแวดวงการพัฒนาการศึกษา ก็เลยอินเป็นพิเศษ เราหาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา หรือ clip ที่พูดถึงการศึกษา เพื่อทำการบ้านเกี่ยวกับ contents การศึกษาในประเทศนี้ แล้วไปเจอ clip "ชมพู่คุยกับจอห์น" เทปเมื่อปี 31 พ.ค. 2562 ถึงจะผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่เนื้อหาข้างใน ไม่เก่าเลยนะ

คุณชมพู่ ดาราสาวที่เลี้ยงลูกได้น่ารักมากคนหนึ่ง เธอพูดถึงจุดเจ็บปวดทางการศึกษาไทย ที่ตัวเองประสบเองจากการเรียนโรงเรียนรัฐบาล ซึ่งพอตอนเธอมีลูก เธอส่งลูกไปหา pre-school เตรียมอนุบาลที่ไม่ใช่หลักสูตรไทย แน่นอนว่าเธอแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า "มีกำลังทรัพย์ ก็อยากจะส่งลูกไปเจอในสิ่งที่ดีที่สุด สุดความสามารถที่เธอทำได้" แม้ว่าในรายการ เธอจะไม่ตำหนิการศึกษาไทยตรงๆในบทสัมภาษณ์ แต่นั่นก็เท่ากับว่าเธอไม่ฝากชีวิตลูกของเธอไว้ กับระบบการศึกษาไทย อย่างเห็นได้ชัด

ข้อความของคุณชมพู่ กำลังพูดถึงเรื่องที่เข้าใจง่ายมากๆคือ

"ระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กค้นพบตัวเอง"

จบออกมาแบบที่ฉันไม่รู้ความฝัน หรือไม่เข้าใจในความถนัดของตัวเอง ยกเว้นแต่เด็กบางคนที่จะโชคดีเข้าถึงจุดจุดนั้น ที่ล่วงรู้ศักยภาพของตัวเอง แต่ที่เด็กน้อยคนจะถูกพัฒนาสู่ความเป็นเลิศตามทางที่ถนัด เพราะสิ่งที่การศึกษาไทยขาดไปคือ

"Individual Development" เราไม่เคยพัฒนาเด็กเป็นแบบรายคนในลักษณะ customization ไปบนความพิเศษของเด็กจริงๆ เราปั๊มเด็กให้เข้าสู่แท่นพิมพ์ที่ออกมาเป็นหุ่นยนต์แบบเดียวกัน ทำเหมือนๆกัน และฝึกในสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ได้เจาะในรายละเอียดศักยภาพอันงดงามของพวกเขา

ความน่าเสียดายคือ พวกเขาโตมา แบบที่ไม่ได้ถูกพัฒนาตามศักยภาพที่เขาสนใจ หรือความอัจฉริยะโดยกำเนิด (Inborn Intelligence)

:( "ทำไมเด็กไทยต้องเรียนทุกอย่าง? ต้องเก่งทุกวิชา แต่เสือกไม่รู้ว่าตัวกูชอบอะไร เก่งอะไร? แล้วแบบนี้จะเก่งไปทำไม?"

:( เราถูกชี้นำโดยผู้ใหญ่ ให้ไปเรียนพิเศษวิชาที่อ่อน ทั้งที่ควรเอาเวลาไปลงทุนกับสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือถนัด แล้วมองให้ออกว่า จะสามารถต่อยอดความถนัด ไปเป็นอาชีพได้อย่างไร ?

จากการที่เราคิดว่าการผลิตเด็กออกมาเหมือนๆกัน มันก็ถูกต้องดีแล้ว มันง่ายดีสำหรับครูนะ ไม่ต้องลงรายละเอียดกับอัจฉริยภาพ หรือความเป็นเลิศของเด็ก ดังนั้น เราก็จะได้เด็กธรรมดาๆ ที่เหมือนๆกันจบออกมาป้อนเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมที่นายทุนอยากได้ ให้ได้ใช้งานตามสิ่งที่เรียนกันมา ได้ทำงานไปวันๆตอบโจทย์นายทุน โดยที่ไม่ได้ถูกขุดสร้างความเป็นเลิศตั้งแต่เด็กๆ และพาตัวเองไปได้ไกลกว่านั้น

แต่ในความเป็นจริง พวกเขาอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นก็ได้นะ เขาแค่ไม่เคยได้มีใครพาเขาไปรู้จักความเป็นเลิศ หรืออัจฉริยภาพในตนเอง เพราะผู้ใหญ่ไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์อันเป็นเลิศในตัวตนที่เขามีมากพอ เราอาจจะสูญเสียทรัพยากรที่โคตรเจ๋งของประเทศไปหลายคนแล้วก็ได้นะ...

ทั้งๆที่ในตัวตนเขาโคตรเก่ง
แต่โตมาในระบบที่โคตรห่วย
มันเลยทำให้เขาไม่รู้แค่นั้นเองว่า
"เขาเจ๋ง และไปได้ไกลกว่านี้อีก"

นี่แหละจุดเจ็บปวดของการศึกษาไทย
ที่พัฒนาคนให้ออกมาเหมือนๆกัน
ทั้งๆที่เราทุกคน "ต่างมีความพิเศษ"
แต่มันไม่เคยถูกเหลียวแลไงล่ะ

การที่เติบโตมา แบบไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ได้พัฒนาความเป็นเลิศตามศักยภาพ โคตรจะเป็นโชคร้ายของเด็กไทยอย่างหนึ่งเลย ในมุมมองของผม มันสะท้อนว่า การศึกษาบ้านเราห่วยแตกจริงๆนะ

การศึกษาไทยไปไกลได้แค่ไหน...ก็ให้ดูความรู้ความสามารถของผู้บริหารบ้านเมืองตอนนี้ นี่คือคำตอบ

========================

กรุณากดติดดาวเพจไว้ เป็น See First
IG : BrandingbyBoy

========================

ปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์ และสอบถามเรื่องคลาสเรียน Brand Workshop และ Content Marketing ได้ทาง inbox ครับ

05/12/2020

จากหนังสือ “การศึกษาคุณภาพสูง” ระดับโลก

12/10/2020

อยากเก่งภาษาอะไรก็ใช้ บ่อยๆครับ
เด็กเล่นเกมส์ดลายเป็นเก่งภาษาญี่ปุ่น
เด็กดู หนังจนฟังภาษาเกาหลีรู้เรื่อง
พูดได้
ทุกวันนี้ มี podcast ดีๆ สอนภาษาอังกฤษ สำหรับ เด็ก ผู้ใหญ่
เจาะลึกไป แล้วแต่สนใจ
เช่น Grammar girl สอน ให้เข้าใจการใช้ง่ายๆ
English we speak ช่วยให้เราสนทนา อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเอาภาษาเขียนมาพูด
การดูหนังที่ชอบก็ช่วยได้มากครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Lop Buri?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Lop Buri