05/06/2021
INTERVIEW : 24,051 ล้านบาท คือตัวเลขงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่ถูกตัดไป จากร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 โดยในวันที่ 2 มิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ก็ได้ชี้แจงว่า งบประมาณที่ถูกตัดเป็นส่วนของบุคลากรทางการศึกษา และงบรายหัวของนักเรียน และยืนยันว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา
งบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา งบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา งบเด้กด้อยโอกาส งบเด็กพิการ และงบสื่อสารเรียนรู้ออนไลน์ นี่คือรายชื่องบทั้ง 5 ที่ถูกตัด ท่ามกลางปัญหาการเรียนออนไลน์และการเข้าไม่ถึงทรัพยากรของนักเรียน นี่หรือคือทางออกของรัฐบาลต่อปัญหาเหล่านี้
นักเรียนเลว ชวน อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พูดคุยกันเรื่องการตัดงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ และการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ภายใต้สถานการณ์ COVID-19
Q : ทำไมประชาชนถึงต้องสนใจเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล?
A : เพราะว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลคือการบอกว่า เขาจะเอาเงินภาษีของเราไปให้ความสำคัญกับเรื่องไหนบ้าง เรื่องไหนที่จะได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นหรือลดลง เราก็จำเป็นต้องคิดว่า มันควรจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไรดี ถ้าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนหรือคุณครูของเราจะได้รับงบประมาณมากน้อยเพียงใด ทรัพยากรก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพ ผลจากการวิจัยก็ยังพบว่า ถ้ามีการจัดสรรซื้อทรัพยากรมากขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็จะดีมากขึ้นตามไปด้วย
Q : ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ยังหนักขนาดนี้ อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องใส่ใจเป็นอันดับแรก ๆ คะ?
A : รัฐบาลต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเราสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มของประชาชนทั่วไปที่มีรายได้น้อย กลุ่มที่สองก็คือผู้ประกอบการ ที่อยู่ในสาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบรุนแรง อย่างเช่น สาขาการท่องเที่ยวและร้านอาหาร กลุ่มที่สามก็คือคุณหมอพยาบาล ที่จะต้องดูแลผู้ป่วยผู้ติดเชื้อมากขึ้น รวมถึงอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ที่จะต้องไปทำงานในพื้นที่มากขึ้น ส่วนสุดท้ายก็คือคุณครูและนักเรียน ที่จะต้องทำงานในรูปแบบของการเรียนรู้ที่ยากลำบากขึ้นและมีประสิทธิภาพน้อยลง
Q : รัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือและเยียวยา 4 กลุ่มนี้อย่างไรได้บ้างคะ?
A : ในส่วนของงบประมาณ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ต ที่ควรจะมีให้กับเด็กทุกคน ให้ได้ใช้มากขึ้นและเร็วขึ้น รัฐบาลก็ไม่ได้ใส่เข้าไปในงบ หรือหลังจากที่พ้นช่วงการเรียนออนไลน์ไปแล้ว เราต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียน รัฐบาลก็อาจจะใส่งบคุณครูเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะช่วยทำให้การเรียนรู้ที่ขาดช่วงไปเร่งกลับขึ้นมาได้ แต่รัฐบาลทำตรงข้ามกัน งบประมาณในส่วนนี้กลับได้น้อยลงไปอีก รัฐบาลสามารถนำเงินที่มีอยู่เติมลงไปในงบประมาณเหล่านี้ได้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำ
ในส่วนที่นอกเหนืองบประมาณ รัฐบาลก็อาจจะไปเจรจากับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอินเทอร์เน็ตให้ลดค่าใช้จ่ายลง สำหรับนักเรียน หรือช่วยเหลือด้านการจัดเก็บค่าเทอม ที่รัฐบาลออกข่าวมาว่าให้โรงเรียนพยายามลดค่าเทอม แต่มันก็เป็นการออกข่าวแบบกว้าง ๆ โรงเรียนก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ผู้ปกครองก็สับสนไปด้วย
Q : จากงบประมาณของรัฐบาลล่าสุด เราจะเห็นได้ว่ามีการลดงบในหลาย ๆ ด้าน อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไงคะ?
A : งบประมาณโดยภาพรวมลดลงไปประมาณ 5.7% เพราะฉะนั้นเวลาเราทำอะไร เราก็ต้องเอา 5.7% เป็นตัวตั้ง งบประมาณไหนที่ลดลงน้อยกว่า 5.7% พูดโดยเปรียบเทียบก็เหมือนกับเขาได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น อันไหนที่ลดมากกว่า 5.7% ก็จะได้รับความสำคัญน้อยลง อย่างกระทรวงศึกษาที่ลดลงไปประมาณ 24,000 ล้านบาท ก็คือลดลงไป 6.7% ถ้าเราเจาะลงไปว่า 24,000 ล้านบาทนี้ ไปลดส่วนไหนมากที่สุด เกือบ ๆ 60% หรือประมาณ 13,500 ล้านบาทลดลงตรงค่าใช้จ่ายบุคลากร พูดง่าย ๆ ก็คือเขาจะจ้างครูน้อยลง ในขณะที่แผนงานบุคลากรของภาครัฐลดลงไปเพียงนิดเดียว แต่กระทรวงศึกษาธิการโดนลดรายจ่ายบุคลากรไปจำนวนมาก บรรดาครูอัตราจ้างจำนวนหนึ่งก็จะต้องถูกเลิกจ้างไป ซึ่งสวนทางกับที่เราคุยกันว่า หลังจากพ้นช่วงโควิดเขาน่าจะจ้างครูเพิ่มขึ้น
Q : ที่เขาลดงบประมาณด้านบุคลากรทางการศึกษาตรงนี้ อาจารย์พอทราบไหมคะว่าเขาจะใช้ใครมาแทนครู?
A : ก็น่าจะใช้เท่าที่มีครับ สอน ๆ กันไปเท่าที่มี เอาจริง ๆ แล้วงบอัตราจ้างก็เป็นงบที่มีการวิเคราะห์กันแล้วว่าเป็นส่วนที่ขาดแคลน ส่วนใหญ่อัตราจ้างเขาจะจ้างเข้ามาสอนใน 3 วิชาสำคัญ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้บอกว่าวิชาอื่นไม่สำคัญนะ แต่ผมหมายความว่า 3 วิชานี้ยังขาดแคลน เรายังมีงบอีกตัวหนึ่งที่โดนตัดมากกว่า 5.7% นั่นก็คืองบพัฒนาครู ปี 2564 อยู่ที่ 469 ล้านบาท ปี 2565 อยู่ที่ 364 ล้านบาท ตัวเลขอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะลดลงไปกว่า 22% ก็กลายเป็นคำถามว่า นอกจากจำนวนครูจะน้อยลงแล้ว งบที่จะพัฒนาครูก็น้อยลงด้วย และอีกงบหนึ่งที่น่าตกใจก็คือ งบวิจัยและพัฒนาเรื่องการศึกษา ลดลงไปจาก 260.4 ล้านบาท เหลือ 193.4 ล้านบาท มันแปลว่าเรากำลังจะอยู่กับบุคลากรเดิม แล้วก็ตัดบุคลากรบางส่วนที่เคยจ้างออกไป งบที่จะพัฒนาบุคลากรและพัฒนาการศึกษาก็ลดน้อยลงไปอีก
Q : ทำไมรัฐบาลถึงเลือกตัดสินใจแบบนี้ อะไรที่ทำให้เขาเลือกลดงบประมาณพัฒนาบุคลากรหรืองบประมาณการวิจัย?
A : ถ้าพูดตามหลักการแล้ว รัฐจะอธิบายเหตุผลเฉพาะที่ของบในเอกสาร เขาก็จะพูดว่ามันสำคัญอย่างไร แต่ไม่เคยอธิบายเหตุผลที่ตัดงบ เพราะฉะนั้นคำอธิบายที่เป็นทางการจึงไม่มี แต่ถ้าเราดูภาพรวมว่า ทำไมบางอย่างถึงได้รับงบเพิ่มขึ้น เช่น บุคลากรของกระทรวงกลาโหมกลับได้รับงบเพิ่มขึ้น ในขณะที่บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการโดนตัดงบ ผมเลยคิดว่ามันไม่ได้เป็นการพิจารณาตามความสำคัญ แต่เนื่องจากว่าอำนาจต่อรองของข้าราชการที่อยู่ในกระทรวงกลาโหมเยอะกว่า เขาก็เลยไปเอาข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เช่น เอาครูอัตราจ้างออก ถ้าถามความคิดเห็นผม ผมคิดว่าการตัดงบประมาณในประเทศไทยเป็นเรื่องของอำนาจต่อรองล้วน ๆ
Q : การตัดงบจำนวนมากขนาดนี้ และการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้เป็นไปตามลำดับความสำคัญ มีข้อกังวลหรือผลกระทบอะไรที่เราควรจับตามองไหมคะ?
A : ตอนนี้มันกลายเป็นว่า งบที่เพิ่มขึ้นมาคืองบสวัสดิการข้าราชการ ขึ้นมาเป็น 15% ซึ่งยังไม่รวมเงินเดือนอีก 25% เพราะฉะนั้นถ้าเราปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอำนาจต่อรองของคนที่อยู่ในวงการด้วยกัน ตัวเลขบางตัวจะเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่ได้มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในขณะที่งบสวัสดิการของประชาชนโดนตัดลง แต่งบสวัสดิการของข้าราชการกลับเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ข้าราชการก็ยังได้เงินเหมือนปกติทุกประการในช่วงโควิดที่ผ่านมา ตัวที่จะเป็นประเด็นคือการแถลงงบประมาณ ต้องเปลี่ยนจากการแถลงเฉพาะงบประมาณที่ขอ เป็นแถลงงบประมาณทั้งหมด ว่าทำไมถึงเปลี่ยนโครงสร้างเป็นแบบนี้ ทำไมงบพัฒนาครูถึงลดลง แล้วครูจะสมบูรณ์ขึ้นเหมือนเดิมได้อย่างไร ทำไมงบวิจัยการศึกษาถึงลดลง ในปีที่เราคาดว่าเราจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ
Q : การจัดสรรงบประมาณควรจะเป็นไปยังไงคะ กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้?
A : ในด้านงบประมาณ เขาควรจะแยกหมวดให้ชัดเจนกว่านี้ อย่างเช่น หมวดสวัสดิการของประชาชนควรจะแยกเป็นก้อนนึงเลย แล้วเวลาอธิบายก็บอกเลยว่างบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ตอนนี้รัฐบาลไม่แยกหมวด เช่นเดียวกันกับสวัสดิการข้าราชการ เขาก็กระจาย เราก็ต้องมารวมกันเอง ทีนี้ถ้าเราแยกหมวดให้ชัดเจน ความโปร่งใสมันจะเกิด คำถามมันจะเกิดง่ายขึ้น และตอบคำถามได้ชัดเจนขึ้น
ทางด้านการศึกษา เขาไม่ควรต่อรองงบประมาณตามคำขอ แต่ต้องต่อรองตามผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราจะมีหลักสูตรฐานสมรรถนะ แล้วผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ถ้าคุณใส่เงินน้อยลงในด้านงานวิจัยและการพัฒนาครู แล้วมันจะเกิดผลขึ้นไหม ในปีหน้า เราก็ต้องเอาผลที่เขาสัญญาไว้ปีนี้เป็นตัวตั้ง ว่าผลเกิดขึ้นตามที่สัญญารึเปล่า
Q : เราในฐานะประชาชน นักเรียน หรือครูที่ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรงบประมาณของรัฐในครั้งนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะให้รัฐบาลทบทวนงบประมาณคะ?
A : ในวาระที่ 2 เราควรจะถามเลยว่า 13,000 ล้านนี้จะเลิกจ้างใครบ้าง ซึ่งเราสามารถทำได้ผ่านส.ส. เราอาจจะฝากเขาถามว่า งบบุคลากรหายไปยังไง งบวิจัยและพัฒนาที่หายไปยังไง และผลจะออกมาดีได้อย่างไรถ้างบลดลง เราสามารถสอบถามในวาระ 2 ได้ แล้วก็นำข้อมูลนี้มาแผ่ ซึ่งถ้าเกิดว่าคลี่ออกมาดูแล้วไม่โอเค เราก็ไปคว่ำที่วาระ 3 ได้ ปัญหาของวาระ 2 มีอยู่อย่างเดียวก็คือ สมมติเรารู้ว่างบที่ตัดลงมีผลกระทบ เราเพิ่มเองไม่ได้ในวาระ 2 แต่เราต้องรอให้รัฐบาลเป็นคนเพิ่ม
ถ้าถามถึงปีต่อไป ผมคิดว่าแทนที่จะออกพระราชบัญญัติงบประมาณแล้วส่งไปที่สภาเป็นวาระที่ 1 ควรเปิดออกมาให้ประชาชนดูก่อนสัก 1 เดือน แล้วเราก็นั่งทำหน้าที่กันแบบนี้ แล้วส.ส.ค่อยมาพิจารณา ผมว่าแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า
——
#นักเรียนเลว