DR. Mechpro Learning

DR. Mechpro Learning

แชร์

วิศวกรรมเครื่องกลเข้าใจง่าย | CNC | PLC | แขนกลเชื่อม | การถ่ายเทความร้อน | AI เพื่อการสอน การเขียนหนังสือ คอร์สออนไลน์ และการสร้างรายได้จากความรู้จริง

10/06/2026

เก็บไว้เป็นความรู้ครับ

เจาะลึกกฎหมายใหม่ พ้นสภาพตอนไหน ก็ได้เงินคืนเต็มก้อน! ดีเดย์ 1 ต.ค. 69 “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”

วันแรกของการทำงาน เรามักกังวลว่าจะผ่านโปรไหม ?

แต่แทบไม่มีใครคิดถึงวันสุดท้ายของการทำงาน

วันที่ลาออก วันที่ถูกเลิกจ้าง วันที่สัญญาสิ้นสุด หรือแม้แต่วันที่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับชีวิต

คำถามคือ หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว เราจะมีอะไรเหลือติดตัวกลับบ้านบ้าง?

นี่คือที่มาของ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" หรือ Employee Welfare Fund ที่จะนับถอยหลังบังคับใช้ในอีกไม่ช้านี้แล้ว แนวคิดของมันเรียบง่ายมาก คือให้ลูกจ้างและนายจ้างช่วยกันสะสมเงินก้อนหนึ่งไว้ เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินติดตัวในวันที่ต้องออกจากงาน ไม่ว่าการจากลาครั้งนั้นจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใดก็ตาม

โดยกองทุนดังกล่าว ไม่ใช่สวัสดิการสมัครใจ แต่เป็นกฎหมายใหม่ ที่จะเริ่มใช้จริง 1 ต.ค. 2569 นี้แล้ว อย่างไรก็ดี เชื่อว่า ปัจจุบัน หลายคนอาจยังไม่เข้าใจ ว่ากองทุนนี้ คืออะไร? หักเงินอย่างไร? และเมื่อออกจากงาน จะได้เงินคืนแบบไหน? โพสต์นี้ Thairath Money สรุปให้แล้ว

เงินถูกหักเดือนละนิด แต่ได้คืนทั้งก้อนตอนออกจากงาน

ช่วง 5 ปีแรก (1 ต.ค. 2569 - 30 ก.ย. 2574)
- ลูกจ้างจ่าย 0.25% ของค่าจ้าง
- นายจ้างสมทบอีก 0.25%

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท
- ลูกจ้างจ่าย 50 บาทต่อเดือน
- นายจ้างจ่ายให้อีก 50 บาท

เงินทั้งสองส่วนจะถูกเก็บสะสมไว้ในกองทุน พร้อมดอกผล และวันที่เราออกจากงาน เงินก้อนนี้จะถูกจ่ายคืนทั้งหมด

[ สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ]

ในโลกการทำงาน ไม่มีใครเป็น "พนักงานใหม่" ตลอดไป สักวันหนึ่ง ทุกคนต้องเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า "พ้นสภาพการจ้าง"

อาจเป็นการลาออกเพื่อไปเติบโตที่อื่น อาจเป็นการเกษียณ หรืออาจเป็นการถูกเลิกจ้างโดยไม่ทันตั้งตัว

แต่สิ่งที่กฎหมายฉบับนี้พยายามสร้างขึ้น คือทำให้วันสุดท้ายของการทำงาน ไม่ใช่วันที่ลูกจ้างเดินออกจากบริษัทด้วยมือเปล่า

กองทุนนี้ จึงไม่ได้จ่ายเฉพาะคนถูกเลิกจ้างแต่จ่ายคืนให้ลูกจ้าง “ทุกกรณีที่พ้นสภาพการจ้าง”ไม่ว่าจะเป็น
- ลาออกเอง
- ถูกเลิกจ้าง
- ถูกไล่ออก
- เกษียณอายุ
- สิ้นสุดสัญญาจ้าง
- ตกลงเลิกสัญญากับนายจ้าง

กล่าวคือ ต่อให้เป็นคนลาออกเอง ก็ยังได้รับทั้งเงินสะสม เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลคืนทั้งหมด

[ ถ้าเสียชีวิต เงินไม่หายไปไหน ]

อีกสิทธิ์ที่น่าสนใจคือ หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินสะสม + เงินสมทบ + ดอกผลทั้งหมด จะถูกจ่ายให้บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ล่วงหน้า แต่ถ้าไม่ได้ระบุไว้ เงินจะตกแก่
- บุตร
- สามีหรือภรรยา
- บิดา
- มารดา

ในสัดส่วนที่เท่ากัน จึงไม่ใช่แค่เงินออมของลูกจ้าง แต่เป็นหลักประกันทางการเงินของครอบครัวด้วย

[ กรณีนายจ้างเบี้ยวค่าชดเชย ลูกจ้างยังมีอีกชั้นคุ้มครอง ]

นี่คือจุดที่แตกต่างจากกองทุนออมเงินทั่วไป เพราะหากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง แล้วนายจ้างไม่จ่ายเงินตามกฎหมาย เช่น

- ค่าชดเชย
- ค่าจ้างค้างจ่าย
- เงินอื่นที่ลูกจ้างพึงได้รับ

ลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ ถือเป็น "ตาข่ายนิรภัย" อีกชั้นหนึ่ง ในวันที่นายจ้างมีปัญหาหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

[ ใครบ้างที่ต้องเข้า? ]

กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องนำลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุน ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ยังไม่อยู่ในเกณฑ์บังคับ นอกจากนี้ หากสถานประกอบการจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ก็ได้รับการยกเว้นจากการเข้ากองทุนนี้

พูดง่าย ๆ คือ

-บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และลูกจ้างเป็นสมาชิกอยู่แล้ว > ไม่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
-บริษัทไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ > ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก นายจ้างควรตรวจสอบรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพราะเงื่อนไขการได้รับยกเว้นขึ้นอยู่กับการจัดสวัสดิการให้ลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด

[ สิ่งที่ลูกจ้างควรรู้ที่สุด ]

แม้หลายคนอาจมองว่า การเกิดขึ้นของกองทุน ทำให้มีภาระเพิ่มเติม จากการถูกหักเงิน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการสร้างเงินก้อนสำรองสำหรับวันที่ต้องออกจากงานแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะต่อให้ลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือแม้แต่ถูกไล่ออก

เงินที่สะสมไว้ พร้อมเงินสมทบจากนายจ้างและดอกผล ก็ยังเป็นของลูกจ้างทั้งหมด เพราะในยุคที่การเปลี่ยนงานเกิดขึ้นบ่อย และรายได้ไม่แน่นอนเหมือนเดิม กองทุนนี้อาจกลายเป็น "เบาะรองรับทางการเงิน" ก้อนแรกของแรงงานไทยจำนวนหลายล้านคน

#การเงินดีชีวิตดี #กฎหมายใหม่ #พนักงานใหม่ #ลาออก #กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง #ลูกจ้าง #วางแผนการเงิน #เงินออม #เงินชดเชย

06/06/2026

บทที่ 1
ตอนที่ 2
# # #เรื่องปกติของคนพูด อาจไม่ใช่เรื่องปกติของคนฟัง

คำว่า “ปกติ” เป็นคำที่อันตรายกว่าที่คิดในความสัมพันธ์ เพราะมันเป็นคำที่เรามักใช้จากมาตรฐานของตัวเอง เราพูดแบบนี้มานานแล้ว เราอธิบายแบบนี้เสมอ เราใช้เสียงแบบนี้เวลาจริงจัง เราไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ เราจึงรู้สึกว่านี่คือเรื่องปกติของเรา แต่คำถามสำคัญคือ "เรื่องปกติของเรา ทำให้คนรักรู้สึกอย่างไร"
สำหรับเรา "การพูดเร็วอาจเป็นเรื่องปกติ เพราะเราคิดเร็วและอยากให้เรื่องชัด" สำหรับเรา "เสียงหนักแน่นอาจเป็นเรื่องปกติ เพราะเรากำลังจริงจังกับปัญหา" สำหรับเรา "การให้คำแนะนำทันทีอาจเป็นเรื่องปกติ เพราะเรามองว่านั่นคือการช่วยเหลือ" แต่สำหรับคนรัก สิ่งเดียวกันนั้นอาจไม่ได้ถูกรับรู้ว่าเป็นเรื่องปกติ เขาอาจรู้สึกว่าเรากำลังเร่งเขา เขาอาจรู้สึกว่าเรากำลังกดเขาให้เข้าใจตามเรา หรือเขาอาจรู้สึกว่าเรื่องที่เขาเล่า ยังไม่ทันได้รับพื้นที่ให้เป็นความรู้สึกของเขาเลย ก็ถูกแปลงเป็นโจทย์ให้แก้เสียแล้ว
ในชีวิตคู่ เรามักอยากให้คนรักเข้าใจวิธีพูดของเรา เพราะอยู่กันมานานแล้ว แต่บางครั้งการอยู่กันมานานไม่ควรเป็นเหตุผลให้เราถนอมใจกันน้อยลง ความคุ้นชินไม่ควรถูกใช้เป็นใบอนุญาตให้เราพูดห้วนขึ้น เสียงแข็งขึ้น หรือระวังใจอีกฝ่ายน้อยลง ความสัมพันธ์ที่อยู่กันมานานยิ่งต้องการความอ่อนโยนมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง เพราะคนใกล้ตัวคือคนที่รับอารมณ์สะสมของเรามากกว่าคนอื่นเสมอ
บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราพูดผิดทุกคำ แต่อยู่ที่เรามั่นใจในความปกติของตัวเองมากเกินไป จนไม่เหลือพื้นที่ให้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในบทสนทนา เมื่อคนรักบอกว่า “เสียงคุณแข็ง” แล้วเราตอบว่า “ผมก็พูดปกติ” บทสนทนาอาจไม่ได้เดินหน้าต่อไปสู่ความเข้าใจ แต่มันอาจหยุดอยู่ที่การป้องกันตัวเองของเรา และความเงียบของเขา
ประโยคที่อาจช่วยเปลี่ยนทิศทางของบทสนทนาได้ คือการแทนคำว่า “ผมก็พูดปกติ” ด้วยประโยคที่เปิดพื้นที่มากกว่า เช่น “ผมอาจไม่ได้รู้ตัวว่าเสียงผมแข็งไป เธอรู้สึกอย่างไรตอนผมพูดแบบนั้น” ประโยคนี้ไม่ได้แปลว่าเรายอมรับว่าตัวเองผิดทั้งหมด แต่แปลว่าเรายอมวางความมั่นใจของตัวเองลงชั่วครู่ เพื่อฟังความจริงอีกด้านหนึ่งของคนที่เรารัก
#หันกลับมาดูตัวเอง
#หันกลับมาเตือนตัวเอง
. Mechpro Learning

04/06/2026

บทที่ 1
ผมก็พูดปกติ
ประโยคธรรมดาที่ทำให้คนรักเงียบลง

# ตอนที่ 1
บางครั้งประโยคที่ทำให้บทสนทนาในบ้านเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่ใช่ประโยคหยาบคาย ไม่ใช่คำด่าทอ และไม่ใช่คำพูดรุนแรงอย่างที่เราคิด แต่อาจเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ว่า “ผมก็พูดปกติ” ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ในช่วงเวลาที่คนรักกำลังรู้สึกว่าเราพูดแรง เสียงแข็ง หรือมีอารมณ์ ประโยคนี้อาจทำให้เขารู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาถูกปฏิเสธทันที

ลองนึกถึงช่วงเย็นวันหนึ่ง คนรักกลับมาจากงานด้วยสีหน้าที่ดูเหนื่อย เขาเล่าเรื่องบางอย่างที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน อาจเป็นเรื่องหัวหน้า เรื่องเพื่อนร่วมงาน เรื่องความกดดัน หรือเรื่องที่เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เรานั่งฟังอยู่ และในใจของเราก็เริ่มทำงานทันที เราพยายามจับประเด็น พยายามหาทางออก พยายามบอกเขาว่าเรื่องนี้ควรมองอย่างไร หรือควรทำอย่างไรต่อ เราไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิ เราไม่ได้ตั้งใจจะสอน และเราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขารู้สึกแย่ ตรงกันข้าม เราอยากช่วยเขา

แต่เมื่อคำพูดของเราออกไป คนรักกลับนิ่งลง หรืออาจพูดขึ้นมาว่า “ทำไมต้องขึ้นเสียง” “ทำไมพูดเสียงดัง” หรือ “ฉันแค่อยากเล่าให้ฟัง” และในจังหวะนั้นเอง ใจของเรามักรีบตอบกลับแทบจะทันทีว่า “ผมก็พูดปกติ” เราไม่ได้ตั้งใจทำให้ประโยคนี้กลายเป็นกำแพง แต่สำหรับคนฟัง ประโยคนี้อาจฟังเหมือนเรากำลังบอกว่า ความรู้สึกของเขาไม่ถูกต้อง เขาคิดมากไปเอง หรือเขาเข้าใจเราผิด ทั้งที่สิ่งที่เขากำลังพยายามบอกอาจไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่คือเสียงของเราไปถึงใจเขาในแบบที่ทำให้เขาเจ็บ

จุดที่ละเอียดมากในชีวิตคู่ คือ คนสองคนอาจอยู่ในบทสนทนาเดียวกัน แต่รับรู้คนละความจริง เรารับรู้ความจริงจากเจตนาของเรา ส่วนเขารับรู้ความจริงจากผลกระทบที่เกิดขึ้นในใจเขา เราจำได้ว่าเราไม่ได้ตั้งใจขึ้นเสียง แต่เขาจำได้ว่าเขารู้สึกเหมือนถูกดุ เราจำได้ว่าเราแค่พูดตามเหตุผล แต่เขาจำได้ว่าเขายังไม่ทันได้เล่าความรู้สึกให้จบ เราจำได้ว่าเราแค่อยากช่วย แต่เขาจำได้ว่าเสียงนั้นเหมือนสอนมากกว่าฟัง

ตอนต่อไป ผมจะพาไปดูว่า ทำไมคำว่า “ผมก็พูดปกติ” ถึงทำให้คนรักรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีสิทธิ์รู้สึกเจ็บ

02/06/2026

อันนี้จริง

31/05/2026

***เมื่อ "ความสะดวกสบาย" กลายเป็นผู้ช่วยที่มองไม่เห็น...***
คุณเคยนับไหมครับว่า... ในหนึ่งวันเราใช้ “ระบบอัตโนมัติ” ไปกี่ครั้ง? 🤔
หลายคนพอได้ยินคำว่า “ระบบอัตโนมัติ” (Automation) มักจะนึกถึงหุ่นยนต์แขนกลในโรงงานประกอบรถยนต์ หรือระบบ AI ล้ำๆ ในภาพยนตร์ไซไฟ แต่ความจริงแล้ว... มันอยู่ใกล้เราจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิตประจำวันไปแล้วครับ
ลองจินตนาการถึงเช้าวันนี้ดูนะ...
07:00 น. โทรศัพท์มือถือเปิด "โหมดถนอมสายตา" หรือปรับความสว่างหน้าจอให้อัตโนมัติตามแสงในห้อง
08:00 น. เดินเข้าออฟฟิศ ประตูเลื่อนเปิดเองอัตโนมัติ แอร์ในตึกปรับอุณหภูมิคอยต้อนรับ
12:00 น. สั่งข้าวผ่านแอปฯ ระบบจับคู่ไรเดอร์ที่ใกล้ที่สุดให้เราทันที โดยไม่ต้องมีมนุษย์มานั่งเลือก
20:00 น. เปิด Netflix หรือ YouTube แล้วเจอแต่คลิปที่เราชอบ... ใช่ครับ ระบบมัน "คิดและเลือก" มาให้เราเรียบร้อยแล้ว
เห็นไหมครับว่า Automation ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่มันคือ "ผู้ช่วยที่มองไม่เห็น" ที่คอยจัดการเรื่องจุกจิกแทนเราตลอดเวลา
💡 ทำไมระบบอัตโนมัติถึงสำคัญที่สุดในยุคนี้?
ถ้าถามผมในฐานะที่อยู่กับสิ่งนี้มานาน คำตอบสั้นๆ มีแค่ 2 คำครับคือ “เวลา” และ “ความแม่นยำ”
คืนเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญกว่า: มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานซ้ำๆ ซากๆ (Routine) ครับ อะไรที่ทำซ้ำแล้วมีแพทเทิร์นที่แน่นอน ให้ระบบอัตโนมัติทำแทน แล้วเอาสมองอันมีค่าของเราไปคิดสร้างสรรค์ ไปวางกลยุทธ์ หรือไปอยู่กับครอบครัวดีกว่า
ลดความผิดพลาด (Human Error): มนุษย์เราเหนื่อยได้ ล้าได้ ง่วงได้ แต่ระบบอัตโนมัติไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย มันสามารถทำงานซ้ำครั้งที่ 1,000 ได้แม่นยำเท่ากับครั้งแรก
"ในโลกธุรกิจปัจจุบัน Automation ไม่ใช่แค่ 'ทางเลือก' เพื่อความสะดวกสบายอีกต่อไป... แต่มันคือ 'ทางรอด' ของคนที่อยากเติบโตอย่างก้าวกระโดด"
🛠️ เริ่มต้นง่ายๆ เริ่มได้ทันที
ไม่ต้องเป็นองค์กรใหญ่ก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้ครับ แค่ลองตั้งค่าการตอบกลับอัตโนมัติ (Auto-reply) ในเพจร้านค้า, การใช้เครื่องมือยิงแอด, หรือแม้แต่การตั้งโหมดการทำงานในมือถือตัวเอง... แค่นี้คุณก็เริ่มก้าวเข้าสู่โลกของ Automation แล้ว
แล้วคุณล่ะครับ? วันนี้เจอกับระบบอัตโนมัติอะไรรอบตัวบ้าง หรืออยากให้มีระบบอัตโนมัติมาช่วยทำอะไรในชีวิตประจำวันอีก? ลองคอมเมนต์คุยกันหน่อยครับ 👇
#ระบบอัตโนมัติ #นวัตกรรมรอบตัว #อาทิตย์เล่าเรื่อง

29/05/2026

ใครคิดว่า เรื่อง PLC เป็นเรื่องของคนเก่งระดับเทพ? คิดใหม่ได้เลยครับ!"
หลายคนพอเห็นแผนผังเส้นๆ สายๆ (Ladder Diagram) บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็ถอดใจถอยหนีตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะคิดว่ามันยาก ต้องจบวิศวะไฟฟ้าโดยตรง หรือต้องเก่งโค้ดดิ้งขั้นสูงถึงจะทำได้
แต่ความจริงแล้ว... PLC มันคือ 'ภาษาคน' ที่แปลงเป็น 'ภาษาเครื่อง' เท่านั้นเองครับ
ถ้าคุณสามารถอธิบายได้ว่า: "ถ้ากดปุ่มสตาร์ท แล้วอยากให้สายพานวิ่ง พอชิ้นงานเดินไปชนเซนเซอร์แล้วให้สายพานหยุด"... เชื่อไหมครับว่า คุณมีตรรกะ (Logic) ในการเขียน PLC เรียบร้อยแล้ว!
ที่เหลือมันเป็นแค่การเรียนรู้วิธีเอาความต้องการนั้นไปวางเป็นสัญลักษณ์สวิตช์เปิด-ปิดในโปรแกรม ซึ่งใครๆ ก็ฝึกกันได้ ไม่เกี่ยวกับว่าคุณเรียนจบอะไรมา หรืออายุเท่าไหร่เลยครับ
***ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีพื้นฐาน แต่อยากเปลี่ยนสายงาน อัปเงินเดือน หรืออยากคุมระบบอัตโนมัติได้ด้วยตัวเอง... เพจนี้เตรียมทางลัดไว้ให้คุณแล้ว ปักหมุดรอไว้ได้เลย!!!!!
#เรียนPLCจากศูนย์ #เขียนPLC #วิศวะโรงงาน #ช่างซ่อมบำรุง #อัปสกิลวิศวกร #ระบบอัตโนมัติ ิกชีวิต

27/05/2026

ล้างแผ่นกรองฝุ่นเองทุกอาทิตย์แล้ว แต่ทำไมแอร์ยังไม่ฉ่ำ บิลยังแพงเหมือนเดิม? 🧊🤔
เพราะฟิลเตอร์กั้นได้แค่ฝุ่นหยาบ แต่ "คอยล์เย็น" ข้างในที่ฝุ่นละเอียดติดอยู่จนเหนียว ช่างจำเป็นต้องมาฉีดน้ำแรงดันสูงล้างทุก 6 เดือน เพื่อไม่ให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก
(ถ้าปีนี้ยังไม่ได้จ้างช่างมาล้างใหญ่... แชร์โพสต์นี้ทิ้งไว้เตือนตัวเองด่วน ก่อนแอร์จะน็อคคามือ) 🛠️👇

#ล้างแอร์ #วิธีดูแลแอร์ #ประหยัดค่าไฟ #ความรู้คู่บ้าน

27/05/2026

อยากลดค่าไฟแบบไม่ต้องเสียเงินสักบาท? เย็นนี้เริ่มจากถอดสิ่งนี้มาล้างด่วน! 🧼ตูม
ฝุ่นหนาเตอะที่แผ่นกรองแอร์ = แอร์ตัน ลมไม่ออก เครื่องต้องเค้นพลังงานจนกินไฟพุ่ง แค่ถอดมาฉีดน้ำล้างทุก 2 สัปดาห์ ลมแรงขึ้น ห้องเย็นไว บิลลดฮวบ
(กดแชร์เตือนคนในบ้านด่วน! เย็นนี้ก้าวขาไปถอดล้างพร้อมกันเลย) 🛠️👇

#วิธีลดค่าไฟ #ล้างแอร์ #ประหยัดไฟ #ทริคดีๆมีประโยชน์ #เซฟเงินในกระเป๋า

26/05/2026

โพสต์เมื่อเช้าไม่ได้พูดเล่นๆ ย้ำอีกครั้งว่า "ค่าไฟ" ตอนนี้กำลังกัดกินคุณภาพชีวิตเราของจริง! 📈🔥
เงินเป็นพันๆ ที่ควรได้ไปกินของอร่อย หรือเก็บเป็นเงินออม ต้องปลิวหายไปทุกเดือน ถ้าไม่เริ่มช่วยกันประหยัดตั้งแต่วันนี้ เดือนหน้าเตรียมตัวล้มละลายย่อยๆ ได้เลย!
(แชร์โพสต์นี้ไปเตือนสติทุกคนในบ้านด่วน... เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง!) 🚨

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Lop Buri?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
Lop Buri
15000