04/03/2023
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมงานโครงการสัมนาเชิงปฏิบัติการ ในหัวข้อ สนุกคิดสนุกทำ ต่อยอดสื่อนวัตกรรม พัฒนาเด็กปฐมวัยในอนาคต จัดขึ้นโดยนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัยชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
ในวันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร 10
02/03/2023
สาเหตุของโรคสมาธิสั้นในเด็กชั้นอนุบาล
#ครบเครื่องเรื่องของเด็ก
#เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
02/03/2023
การเจตคติที่ถูกต้องในการเลี้ยงดูเด็ก
#ครบเครื่องเรื่องของเด็ก
#เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
02/03/2023
สร้างความร่วมมือในการพัฒนาเด็กหรือ บำบัดรักษา
#ครบเครื่องเรื่องของเด็ก
#เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
02/03/2023
เสริมสร้างความเข้าใจบทบาทของผู้ปกครองและอิทธิพลของครอบครัวที่มีต่อเด็ก
#ครบเครื่องเรื่องของเด็ก
#เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
01/03/2023
ภาพบรรยากาศการจัดโครงการ ลูกเติบโตได้ดี เพราะมีพ่อแม่เป็นแบบอย่าง ในวันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566
สถานที่จัดกิจกรรม โรงเรียนเทศบาลเขาสามยอด
: โดยนักศึกษาครู สาขาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
*คณะผู้จัดทำโครงการ “ลูกเติบโตได้ดี เพราะมีพ่อแม่เป็นแบบอย่าง” ขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลเขาสามยอด คณะครู ผู้ปกครองทุกท่าน ที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่าได้มาเข้าร่วมทำกิจกรรมของเราด้วยค่ะ*
01/03/2023
คุณสมบัติในการอดทนรอคอยนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้นจะมีผลสัมฤทธิ์ในชีวิตที่ดีกว่าเด็กที่ไม่รู้จักรอคอย (มี better life outcomes) ไม่ว่าจะเป็น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การจัดการกับความเครียดและอุปสรรคในชีวิตอย่างเหมาะสม
พ่อแม่จะมีเทคนิคในการปลูกฝังให้ลูกรู้จักอดทนรอคอยอย่างไร
1.พ่อแม่ต้องเริ่มต้นด้วยการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกก่อน (ลูกถึงจะมีแนวโน้มทำตามและซึมซับเทคนิคของพ่อแม่) สัมพันธ์ที่ดีเริ่มจาก ให้ความรักความอบอุ่น มีเวลาให้ ใกล้ชิดสนิทสนม ทำกิจกรรม พูดคุยกันได้ นำมาซึ่งความผูกพันเชื่อใจ
2.พ่อแม่ควรทำเป็นตัวอย่างในการรู้จักอดทนรอคอยได้ (ไม่ใช่ว่าสอนให้ลูกรู้จักรอคอย แต่พ่อแม่เป็นคนใจร้อน จะเอาอะไรต้องได้ทันที รออะไรไม่เป็น เด็กจะเรียนรู้จากการกระทำที่เห็นมากกว่าคำพูดที่พร่ำสอน)
3.ในการเลี้ยงลูกพ่อแม่ควรเข้าใจพัฒนาการเด็ก เช่น ยิ่งเป็นเด็กเล็กๆ วุฒิภาวะการควบคุมตัวเองยังมีไม่มาก มีความยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ชอบรอ ไม่อดทน โวยวายเก่ง ตรงนั้นเป็นเรื่องปกติ (แม้จะปกติ แต่ก็ต้องปลูกฝังให้เด็กเติบโตเป็นคนที่อดทนรอคอย) แต่ที่พ่อแม่ต้องรู้จักลักษณะเด็กแต่ละวัย เพราะความเข้าใจจะทำให้พ่อแม่ไม่เป็นอารมณ์มากเวลาที่ลูกเล็กๆ ใจร้อน เอาแต่ใจ
4.เมื่อเข้าใจลูกตามข้อ3. จะนำไปสู่การจัดการ การฝึกให้ลูกรู้จักรอคอยอย่างเหมาะสมขึ้น เด็กเล็กๆ ที่ร้องไห้งอแงอยากได้ของเล่น ในเวลาที่ไม่สมควร เช่น เวลาเดินผ่านแผนกของเล่นในห้างทีไร จะต้องให้พ่อแม่ซื้อของเล่นให้ตลอด พ่อแม่ก็ควรสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ใช่ว่าต้องได้ทุกครั้ง แต่พ่อแม่จะซื้อให้ถ้ามีเหตุผลวาระสมควร เช่น ของขวัญวันเกิด นอกจากนั้นก็ต้องเล่นของเล่นอันเก่าไปก่อน ต้องรอไปก่อน
5.เวลาที่เด็กร้องไห้งอแง ไม่อยากรอคอย พ่อแม่ไม่ต้องโมโหหรือโกรธ เพียงเข้าใจอารมณ์ว่าเด็กหงุดหงิด พ่อแม่ต้องจัดการอารมณ์ ตั้งสติ อาจใช้คำพูดตัวอย่างดังนี้ “แม่รู้ว่าหนูอยากได้ตุ๊กตาตัวนี้ หนูโกรธที่แม่ไม่ซื้อให้ … แต่ตามที่แม่บอกหนูว่า แม่จะซื้อของเล่นที่หนูอยากได้เฉพาะวันเกิด วันนี้ไม่ใช่วันเกิดหนู แม่เลยยังไม่ได้ซื้อให้ อีกสองเดือนถึงวันเกิด หนูรอจนถึงวันนั้น ถ้ายังอยากได้ แม่จะพามาซื้อนะจ๊ะ” หลังจากพูด ลูกอาจจะร้องมากขึ้น แม่ก็เพียงเข้าใจและไม่ต้องไปตามใจ ถ้าทำสม่ำเสมอ เด็กจะร้องไห้ลดลง และเข้าใจเหตุผล รู้จักอดทนรอคอยมากขึ้น
6.ในกรณีที่เด็กรู้จักอดทนรอคอยได้กับเรื่องใดๆ ให้พ่อแม่ชมเชยในความอดทนรอคอยของเด็กตรงนั้น เช่น “แม่รู้เลยว่าหนูอยากได้ตุ๊กตาตัวนี้มาก แต่ก็ไม่ร้องไห้โวยวาย ตรงนี้แสดงว่าหนูอดทนเป็น รอคอยได้ แม่ชื่นใจและภูมิใจที่หนูทำได้นะจ๊ะ” (ชมที่พฤติกรรมและบอกลูกว่าพฤติกรรมนั้นทำให้เกิดผลดีอย่างไร อาจมีภาาาท่าทางประกอบ เช่น ลูบหัว โอบกอด)
7.พ่อแม่ตั้งต้องสติ ปรับอารมณ์ก่อน คือ มีความใจเย็นพอ ไม่ใช้อารมณ์โกรธ โมโห ใช้ความเข้าใจ แต่หนักแน่นไม่ใจอ่อน เวลาเด็กงอแงไม่อยากรอ ก็ต้องเฟิร์มให้เขารู้ว่า ตรงนี้แม่เข้าใจอารมณ์หนู แต่ยังไงหนูก็ต้องรอนะ (ไม่ใช่ว่าพอเด็กร้องไห้ ก็รีบหาอะไรที่เด็กอยากได้มาให้ทันที ทีหลังเด็กก็จะยิ่งร้องหนัก ร้องดัง เพราะเรียนรู้ว่าทำให้คนอื่นทำตามเขา)
8.พ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรู้จักอดทนรอคอย อะไรทำได้หรือไม่ได้ ตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก เมื่อเด็กค่อยๆ โตขึ้น เขาจะอดทนรอคอยได้ดีขึ้น โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบอกอะไรมากมาย และเขาจะมีความสุขในชีวิตมากกว่าคนที่ใจร้อน ไม่ชอบรอ จะเอาอะไรต้องได้ทันที และเด็กที่อดทนรอคอยเป็นจะเป็นที่ยอมรับของสังคมและคนรอบข้างมากกว่าด้วย
ข้อมูลจาก : หนังสือและบทความ
เพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา
หนังสือเข็นเด็กขึ้นภูเขา
หนังสือ บางสิ่งที่พ่อแม่น่าจะรู้นานแล้ว
ผู้เขียน : พ.ญ. เบญจพร ตันตสูติ
#เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
16/02/2023
ภาพบรรยากาศการจัดโครงการรักลูก ปลูกภาษา ในวันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์2566
สถานที่จัดกิจกรรม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลบ้านหมี่
: โดยนักศึกษาครู สาขาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
*คณะผู้จัดทำโครงการ ต้องขอขอบคุณคณะครู ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหมี่ ที่ให้ความร่วมมือเพื่อให้นักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่4 มหาวิทลัยราชภัฏเทพตรี ได้ใช้สถานที่เพื่อจัดโครงการนี้ขึ้นมา นอกจากนี้ต้องขอบคุณผู้ปกครองทุกคนใจดีและให้ความร่วมมือกับพวกเราเป็นอย่างดี*
22/01/2023
"เด็กสมาธิสั้น"
"มาทำความรู้จักกับโรคสมาธิสั้น"
"โรคสมาธิสั้นเป็นกลุ่มความผิดปกติของพฤติกรรม ประกอบด้วย"
-ขาดสมาธิ
-ซน ไม่อยู่นิ่ง
-หุนหันพลันแล่น ขาดการยับยั้งใจตนเอง
โดยแสดงอาการอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเรียน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับอายุและระดับการพัฒนาการ โดยที่ความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนอายุ 7 ปี อาการต้องเป็นมาตลอดต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
อาการของโรคสมาธิสั้นนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอาการใหญ่ คือ กลุ่มอาการขาดสมาธิ และกลุ่มอาการซน/หุนหันพลันแล่น
" กลุ่มอาการขาดสมาธิ"
-ไม่สามารถจดจำรายละเอียดของงานที่ทำได้ หรือทำผิด เนื่องจากขาดความรอบคอบ
-ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือการเล่น
-ไม่สนใจฟังคำพูดของผู้อื่น และดูเหมือนไม่ฟังเวลาพูดด้วย
-ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง และทำงานไม่เสร็จหรือผิดพลาด
-ไม่สามารถรวบรวมการทำงานให้เป็นระเบียบ
-หลีกเลี่ยง ไม่ชอบ หรือลังเลที่จะทำงานซึ่งต้องใช้ความคิด
-ปล่อยปละละเลยสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ทำของใช้ส่วนตัวหรือของจำเป็นสำหรับงานหรือการเรียนหายอยู่บ่อยๆ
-วอกแวกง่าย เสียสมาธิ แม้มีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อย
-ลืมกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ
"กลุ่มอาการซน /หุนหันพลันแล่น"
-ยุกยิก อยู่ไม่สุข ไม่สามารถอยู่นิ่งๆได้ มือและเท้าขยับไปมา
-ในสถานที่ที่เด็กจำเป็นต้องนั่งเฉยๆ จะลุกจากที่นั่งไปมา
-มักวิ่งไปมา หรือปีนป่ายในสถานที่ที่ไม่ควรทำ ถ้าผู้ป่วยเป็นวัยรุ่น จะมีความรู้สึกกระวนกระวายใจ
-ไม่สามารถเล่น หรือ พักผ่อนเงียบๆได้
-ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาเหมือนติดเครื่องยนต์
-พูดมาก
-พูดสวนทันทีก่อนที่ผู้ถามจะพูดจบ
-รอคอยตามระเบียบไม่ได้
-ขัดจังหวะ ก้าวร้าวผู้อื่น หรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังคุยกัน หรือแย่งเพื่อนเล่น
อ้างอิง:เด็กสมาธิสั้น คู่มือสำหรับครู. สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน สถาบันราชานุกูล หน้า 7- 13
15/01/2023
"แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเล่น ของเด็ก"
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเล่นเป็นหลักสำคัญที่ช่วยอธิบายพฤติกรรมการเล่นของเด็ก มี นักจิตวิทยา นักการศึกษาและนักปรัชญา นำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการเล่นสามารถสรุปได้ดังนี้
ทฤษฎีของ Karl Gross (อ้างถึงในภรณี คุรุรัตนะ, 2535) เชื่อว่า ร่างกายใช้พลังงานในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ตามต้องการ การเล่นเป็นความต้องการอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีพลังงานเหลือใช้จากการประกอบการงานแล้ว คือร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำงานก่อนแล้วจึงนำพลังงานที่เหลือมาใช้ในการเล่น กรอสได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การเล่นเป็นกระบวนการทางสัญชาตญาณ ซึ่งแนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อประสบการณ์ในช่วงต้นชีวิตของเด็ก เพราะการที่เด็กได้มีประสบการณ์หรือไม่มีประสบการณ์ในการเล่นนี้ จะมีผลต่อชีวิตของเด็กในอนาคต การที่เด็กมีโอกาสเล่นมาก จะทำให้เด็กได้ฝึกทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตเมื่อโตขึ้น ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ จะช่วยให้เด็กสามารถควบคุมความสามารถของตนเองและสภาพแวดล้อมได้ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ และสติปัญญา ส่วนเด็กที่ขาดประสบการณ์ในการเล่นก็จะขาดทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นในชีวิต
ทฤษฎีของ Patrick (อ้างถึงในภรณ์ คุรุรัตนะ, 2535 ) พัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นโดยอาศัยแนวความคิดที่ว่าการเล่นคือ การสนองความต้องการที่จะผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ โดยกล่าวว่า ในสภาพของสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันและการเปรียบเทียบผลงาน ซึ่งต้องการคนที่มีเหตุผลในลักษณะรูปธรรม มีความตั้งใจสูง มีความละเอียดอ่อน ทำให้เกิดความเครียดซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติทางระบบประสาท การเล่นจะช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ถึงแม้ว่าเด็กไม่ต้องทำงานแต่การเล่นก็เป็นเรื่องธรรมชาติของเด็ก
ทฤษฎีของ Frued (1965) เชื่อว่าการเล่นเกิดจากการต้องการความพึงพอใจ ซึ่งการที่เด็กจะบรรลุถึงความพึงพอใจได้นั้นจะต้องตอบสนองด้วยการเล่น ฟรอยด์ยังได้มองเห็นว่าการเล่นยังมีคุณค่าอย่างมากในด้านของการบำบัด เพราะการเล่นจะช่วยให้เด็กสามารถลดความไม่พึงพอใจได้
ทฤษฎีของ Erickon (1950) อธิบายการเล่นของเด็กว่าเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลก โดยการค้นพบสิ่งใหม่และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อิริคสันแบ่งขั้นตอนของพัฒนาการเล่นของเด็กออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1) การเล่นเกี่ยวกับตนเอง เริ่มตั้งแต่แรกเกิด โดยที่ศูนย์กลางของการเล่นนั้นอยู่ที่ตัวเด็กเอง ซึ่งในระยะแรกนั้นเราอาจจะไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เด็กทำนั้นเป็นการเล่นของเด็ก เพราะการเล่นในระยะนี้จะเริ่มจากการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ซ้ำ ๆ รวมไปถึงการส่งเสียง ซึ่งต่อมาเด็กทารกจะมุ่งความสนใจในการเล่นออกไปที่คนอื่นหรือสิ่งอื่น ๆ การเล่นเกี่ยวกับตนเองนั้นเป็นการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ลักษณะต่าง ๆ ของโลกที่เด็กอาศัยอยู่
2) การเล่นกับสภาพแวดล้อม เด็กจะเล่นกับของเล่นและวัตถุต่าง ๆ รอบตัว โลก ของสิ่งของนั้นมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่เด็กจะต้องเรียนรู้ เช่น ของเล่นชิ้นนี้อาจแตกสลายได้ ของเล่นชิ้นนี้ อาจเป็นของคนอื่นได้ เด็กอาจจะถูกควบคุมจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง
3) การเล่นกับสังคม เด็กเริ่มเข้าไปอยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น รู้จักการแบ่งปันของเล่นกับผู้อื่น ความสำเร็จในขั้นนี้จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความสำเร็จในการพัฒนาในสองขั้นแรก ในขั้นนี้เด็กจะรู้ว่าเมื่อไรต้องเล่นคนเดียว และเมื่อใดที่ควรจะเล่นกับผู้อื่น
ทฤษฎีของ Vygotsky (1976) เชื่อว่า การเล่นมีบทบาทโดยตรงต่อการพัฒนากระบวนการทางสติปัญญา โดยเด็กจะเรียนรู้แบบองค์รวมแบบไม่แยกส่วนจากกัน นอกจากนี้ไวกอตสกี้ยังมองว่าการเล่นเป็นเหมือนแว่นขยาย เพื่อช่วยเปิดศักยภาพของเด็ก ดังนั้นการเล่นจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาเด็กในทุก ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กัน
ทฤษฎีของ Bruner (1972) กล่าวว่า การเล่นช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นมีความหมายต่อเด็กมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการเล่น เช่น เมื่อเด็กกำลังเล่น เด็กจะไม่กังวลถึงจุดมุ่งหมายที่จะทำสำเร็จและไม่รู้สึกกดดันในการที่จะทำให้สำเร็จ แต่เด็กจะสามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมของการเล่นมาใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้
ที่มา : พัชรินทร์ ลิ้มสุปรียารัตน์, สภาพและปัญหาการจัดสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาล กรุงเทพมหานคร, ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (การสอนและเทคโนโลยีการศึกษา), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549
#ครบเครื่องเรื่องของเด็ก
13/01/2023
"4 สาระที่ควรเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย"
1.สาระที่ควรเรียนรู้ : เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก
ต่ำกว่า 3 ปี
เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็กเด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ และเพศของตนเอง การเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของใบหน้าและร่างกาย การดูแลตนเองเบื้องต้นโดยมีผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือ การล้างมือ การขับถ่าย การรับประทานอาหาร การถอดและใส่เสื้อผ้า การรักษาความปลอดภัยและการนอนหลับพักผ่อน
เด็ก 3-6 ปี
เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่าง รูปร่างหน้าตา อวัยวะต่างๆ วิธีรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักประวัติความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่มีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การกำกับตนเอง การเล่นและทำสิ่งต่างๆ ด้วนตนเอง ตามลำพังหรือกับผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคุณธรรมจริยธรรม
2.สาระที่ควรเรียนรู้ : เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก
ต่ำกว่า 3 ปี
เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลภายในครอบครัวและบุคคลภายนอกครอบครัวการรู้จักชื่อเรียกหรือสรรพนามแทนตัวของญาติหรือผู้เลี้ยงดู วิธีปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม การทักทาย การไหว้ การเล่นกับพี่น้องในบ้าน การไปเที่ยวตลาดและสถานที่ต่างๆ ในชุมชน การเล่นที่สนามเด็กเล่น การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี
เด็ก 3-6 ปี
เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้อง หรือมีโอกาสใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สถานท่ำคัญ วันสำคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สำคัญของชาติไทย และการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่นๆ
3.สาระที่ควรเรียนรู้ : ธรรมชาติรอบตัว
ต่ำกว่า 3 ปี
เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการสํารวจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติรอบตัว เช่น สัตว์ พืช ดอกไม้ ใบไม้ ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเล่นน้ำ เล่นทราย การเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตราย การเดินเล่นในสวน การเพาะปลูกอย่างง่าย
เด็ก 3-6 ปี
เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน นํ้า ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจำวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบัติ
4.สาระที่ควรเรียนรู้ : สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก
ต่ำกว่า 3 ปี
เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อและของเล่นของใช้ที่อยู่รอบตัว การเชื่อมโยงลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างง่ายๆของสิ่งต่างๆที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเช่นสีรูปร่างรูปทรงขนาดผิวสัมผัส
เด็ก 3-6 ปี
เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและสื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลจาก : หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐, กระทรวงศึกษาธิการ
#ครบเครื่องเรื่องของเด็ก
13/01/2023
"องค์ความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย" เด็กปฐมวัยจัดอยู่ในระยะวัยทองของชีวิต โดยเฉพาะ 3 ปีแรก เป็นจังหวะทองของการสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก เป็นการวางรากฐานของการพัฒนาความเจริญเติบโตทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านสมอง เพราะสมองเติบโตและพัฒนาเร็วที่สุด ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูในช่วงระยะนี้มีผลต่อคุณภาพของคนตลอดชีวิต
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ศึกษาองค์ความรู้จากต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย และการพัฒนาสมอง ที่สนับสนุนให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กในช่วงวัยเริ่มแรกของชีวิต เช่น การพัฒนาสมอง ซึ่งพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงวัยนี้ บทบาทของพ่อแม่ในการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย กระบวนการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย การพัฒนากระบวนการคิด แนวคิดนวตกรรมในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (แนวการเรียนรู้ภาษาอย่างธรรมชาติแบบองค์รวม แนวคิดมอนเตสซอรี่ แนวคิดไฮสโคป แนวคิดวอลดอร์ฟ แนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย) ตลอดจนมาตรฐานการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
องค์ความรู้ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย และการพัฒนาสมอง จะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย นับตั้งแต่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแล ผู้เลี้ยงดูเด็ก และบุคลากรที่ทำงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย มีแนวทาง หลัการที่ชัดเจนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย และร่วมมือกันพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ให้แข็งแกร่ง เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาไปสู่วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ที่มีความสมบูรณ์พร้อมเป็นคนดี คนเก่ง ที่มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และประสบการณ์การเรียนรู้ ในช่วงเด็กปฐมวัย ยังเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในวัยต่อไป และการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต
ข้อมูลจาก : http://www.thaikids.org
#ครบเครื่องเรื่องของเด็ก