เรื่องน่ารู้ ครูชวนคิด By Krukrit

เรื่องน่ารู้ ครูชวนคิด By Krukrit

แชร์

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษา ท่องเที่ยวและเรื่องที่น่ารู้น่าสนใจ

07/02/2022

#เด็กต้องได้เรียน ผลจากโรคระบาดกระทบการศึกษาแบบเลี่ยงไม่ได้ 📖 ส่วนหนึ่งจากการที่เด็กๆ ต้องเข้าสู่โหมดการเรียนออนไลน์และแน่นอนว่ากำลังจะเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ผลักเด็กออกจากระบบการศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะจากการสำรวจพบว่า 29 จังหวัดประสบปัญหาการเรียนออนไลน์เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถึง 87%

📺 เด็กจำนวน 264,519 คน ไม่มีโทรทัศน์ในการรับข่าวสาร
💻 เด็กจำนวน 271,792 คน ไม่มีคอมพิวเตอร์เรียนออนไลน์
💡 เด็กจำนวน 2,733 คน บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

ความจำเป็นที่ทำให้เด็กต้องเข้าสู่ระบบการเรียนออนไลน์ โดยขาดความพร้อม ทั้งตัวครู, นักเรียน และผู้ปกครองเอง อาจทำให้เสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษาเพิ่มในปีต่อๆ ไป จึงเป็นที่มาของคำถามว่า “พวกเขาทั้งหมด พร้อมแล้วหรือยังกับการเรียนรูปแบบออนไลน์”

การให้ทุนการศึกษาอาจไม่ใช่คำตอบที่ช่วยให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษาได้นานขึ้น 🎓 เพราะยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนอีกมาก อาทิ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียนต่างๆ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเรียนออนไลน์กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุด คือ เด็กหลุดจากระบบการศึกษาในอนาคตต้องกลายเป็น “ศูนย์” 📖
ถ้าวันนี้ คุณเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงได้…จะเริ่มที่ตรงไหน?

*ที่มา : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

06/02/2022

#เด็กต้องได้เรียน “การศึกษา” เรื่องใกล้ที่ไกลตัวออกไปทุกที 👩🏻‍🎓 ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่กลุ่มของนักเรียนและครูไทยได้ออกมาขับเคลื่อนเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาในระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับในช่วงปี 2564 ที่มีความเคลื่อนไหวจากแวดวงการศึกษาไทยมากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่อง เด็กหลุดระบบการศึกษา เพิ่มมากขึ้น

จากการสำรวจพบว่า ปี 2564 มีเด็กหลุดระบบการศึกษาสูงถึงเกือบห้าหมื่นคน และเสี่ยงหลุดการศึกษาในปี 2565 ประมาณ 2 ล้านคน! ด้วยปัจจัยผลักดันต่างๆ ทั้ง ฐานะทางบ้านยากจน โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคร้าย พ่อแม่รายได้ลดลง ทำให้ฐานะยากจน เด็กต้องช่วยครอบครัวหารายได้ เวลาในการเรียน-การได้รับการศึกษาจึงขาดหายไป หรือบางครั้งมีโอกาสได้เรียนแต่ได้รับ ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยโดยรอบหล่อหลอมให้ใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

สิ่งสำคัญที่สุด คือ เด็กหลุดจากระบบการศึกษาในอนาคตต้องกลายเป็น “ศูนย์” 📖 และเราเชื่อว่ายังมีทางเลือกอีกมากที่จะช่วยลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ถ้าวันนี้คุณเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงได้ จะเริ่มที่ตรงไหน? และจะทำอย่างไร…ให้วันนี้เด็กๆ มีโอกาสได้ไปต่อทางการศึกษา

*ที่มา: กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

Photos from Sale Here's post 17/01/2022
17/01/2022

จะทำอย่างไรให้เด็กๆกลับมาสู่ห้องเรียน ในสถานการณ์แบบนี้...🤔🤔🤔

📗 8 เดือนที่สูญหาย
จากใจเด็กที่หลุดจากรั้วโรงเรียนด้วยผลกระทบจากโควิด-19
"ทุกวันผมคิดถึงแต่ความรู้สึกของการได้กลับไปเรียนอีกครั้ง”

💬 “หมดเทอมนี้ก็จะไม่ได้เรียนครบปีแล้ว บางทีผมก็ได้คุยกับเพื่อนว่าเขาเรียนอะไรกันไปบ้าง อยากเรียนให้ทันเขา ไม่อยากห่างไปนานกว่านี้ เพราะผมยังเชื่อว่า ถ้าให้ผมได้ฟื้นความรู้สักพัก ได้ติวบทเรียนที่เพื่อนๆ เรียนกันในช่วงที่ผมต้องออกมาทำงาน ก็คิดว่าคงยังทันอยู่ ที่จะกลับไปเรียนกับพวกเขาได้อีกครั้ง”

📗 วง ตาวง วัย 17 ปี เผยความในใจหลังผันชีวิตจากห้องเรียนออกมาช่วยแม่ทำงานในไร่ นับแต่ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้เขาต้องหลุดออกมาจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 ด้วยสถานการณ์ตอนนั้นที่วงกับน้องสาวอายุห่างกันปีเดียว จบชั้น ม.3 ในปีการศึกษาก่อนพร้อมกัน แต่เมื่อเทอมใหม่มาถึง มีเพียงน้องของเขาที่ได้เรียนต่อชั้น ม.4 เนื่องจากแม่ที่มีอาชีพรับจ้างรายวันเหลือกำลังส่งต่อได้แค่คนเดียว

📗 สำหรับคนเป็นแม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ต้องเลือกว่าลูกคนใดควรได้ไปต่อ วงจึงช่วยให้แม่ตัดสินใจง่ายขึ้นด้วยเหตุผลว่า “น้องเรียนเก่งกว่าผม เขาควรได้เรียนก่อน ส่วนผมตั้งใจจะไปช่วยแม่ทำงานเพื่อให้ครอบครัวเราดีขึ้น”

📗 วงทำตามที่พูดทุกประการ ...8 เดือนผ่านมานับจากวันนั้น ‘ทุกวัน’ เขาตื่นหกโมงเช้า ทำธุระส่วนตัวเสร็จจึงขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งแม่ที่ไร่ กลับมาบ้านรับน้องไปส่งที่โรงเรียน สถานที่เดียวกันกับที่สามปีก่อนหน้านี้เขาเคยมากับน้องทุกวัน จากนั้นก็หันหัวรถกลับไปยังไร่ ช่วยแม่ทำงานไปตลอดทั้งวันจนพลบค่ำ

📌 https://www.eef.or.th/article-8-lost-months-071221/

#กสศ
#เด็กหลุดจากระบบการศึกษา
#ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
#เด็กอยากเรียนต่อต้องได้เรียน

Photos from รีวิวล้านคาเฟ่ ปทุมธานี - Larn Cafe' Pathum Thani's post 17/01/2022
17/01/2022

เพจโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี ฝากติดตามกันด้วยนะครับ...😊😊😊

โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา ประวัติก่อตั้ง
แผนพัฒนาการศึกษาฉบับที่ 7ของกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาไปถึงตำบลในถิ่นทุรกันดารหรือคนกลุ่มน้อยซึ่งด้วยโอกาสทางการศึกษาเพื่อให้นักเรียนที่จะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้เรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนของกรมสามัญศึกษา และประถมศึกษาปีที่ 7-9 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ

ในส่วนของอำเภอลาดหลุมแก้ว คณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมได้สนองนโยบายของรัฐบาล ตามโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังท้องถิ่นโดยนายอำเภอลาดหลุมแก้ว นายเบญจะ พึ่งเก็บ ศึกษาธิการอำเภอลาดหลุมแก้ว ว่าที่ร้อยตรีมานิตย์ ป้อมสุข ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดปทุมธานี นายสมบัติ ศรีสังข์งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวแก้วเกษร เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หอย เจ้าอาวาสวัดทองสะอาด ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้นำท้อวงถิ่น ได้ร่วมประชุมกันและมีมติให้เปิดโรงเรียนสาขาของโรงเรียนบัวแก้วเกษร สาขาที่ 1 เรียกว่าสาขาวัดเจดีย์หอย มอบหมายให้นายวีระ นามศรี ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล และในปีการศึกษา 2535 มีมติให้เปิดโรงเรียนบัวแก้วเกษร สาขาที่ 2 ขึ้นที่วัดทองสะอาด ชื่อโรงเรียนมัธยมวัดทองสะอาด มอบให้นายพิชญ์ สุขเจริญ เป็นผู้ดูแล ภายใต้การสนับสนุนของพระครูรัตนกาสุมภิรักษ์ (แฉล้ม อาจิณโณ) ซึ่งเป็นที่เคารพของชุมชน จึงทำให้มีนักเรียนจากท้องถิ่นอำเภอลาดหลุมแก้ว อำเภอบางบัวทอง อำเภอปากเกร็ด และอำเภออื่น ๆ มาเรียนกันมาก ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้
1.เป็นโรงเรียนที่ขยายโอกาสทางการศึกษา ไม่เก็บเงินบำรุงการศึกษา ได้รับการสนับสนุน เรื่องหนังสือ สมุด เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จากงบประมาณ และขอรับบริจาค
2.เดินทางสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เนื่องจากถนนและรถประจำทางไม่มี ทำให้โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุมีน้อยมาก
3.นักเรียนมีเวลาช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพควบคู่ไปด้วย
โรงเรียนมัธยมวัดทองสะอาด เริ่มมีการจัดการศึกษาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2536 โดยใช้กุฎิและศาลาการเปรียญวัดทองสะอาดเป็นที่เรียนชั่วคราว ด้วยการสนับสนุนของพระครูรัตนกาสุมาภิรักษ์ (แฉล้ม อาจิณโณ) ในระยะแรกมีนักเรียนทั้งหมด 43 คน มีนายพิชญ์ สุขเจริญ เป็นครูใหญ่คนแรก ต่อมาได้สร้างอาคารแบบ 216ล (ปรับปรุง 29)เป็นอาคารเรียนหลังแรกและปัจจุบัน จากนั้นโรงเรียนได้ขอประทานนามจากพระเจ้าวรรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ โดยประทานชื่อใหม่จากเดิม “โรงเรียนมัธยมวัดทองสะอาด” เป็น
“ โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา” เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2538 และทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 พระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุวิทยาเสด็จพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา ทรงเปิดป้ายโรงเรียนและทรงปลูกต้นปาริชาติเป็นต้นไม้ประจำโรงเรียน ยังปลาบปลื้มแก่ประชาชนในท้องถิ่น ครู อาจารย์ และนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 28 มิถุนายน 2545 พระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเยี่ยมชมนิทรรศการ การแสดงผลงาน และการพัฒนาโรงเรียน

ปี พ.ศ. 2546 ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารโรงอาหาร แบบ 300 ที่นั่ง จำนวน 1 หลัง ห้องน้ำนักเรียนจำนวน 1 หลัง

ปี พ.ศ. 2548 มีการประกาศสำนังงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 1 เรื่องรวมสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้รวมสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 แห่งเข้าด้วยกัน คือโรงเรียนมัธยมวัดทองสะอาด (มงคลกวีราษฎร์บำรุง) และโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา โดยใช้ชื่อ
“โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา” Her Royal Highness Princess Soamsawali School. ประกาศ ณ วันที่ 22 เมษายน 2548

ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่กา 17/01/2022

งานวิจัยที่น่าสนใจ
5.ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยการบริหารกับการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 และ 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหาร และครูผู้สอน จำนวน 314 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพัทธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณแบบขั้นตอน

ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยการบริหารและการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ปัจจัยการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษาด้านกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา (X2) ด้านผู้บริหาร (X1) และด้านบุคลากร (X3) เป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถอธิบายตัวแปรตาม คือ การบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 75.50 (R square = .755) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

เอกสารอ้างอิง
อิฐ แย้มยิ้ม, ทินกร พูลพุฒ, และกฤษณะ ดาราเรือง. (2563). ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2. วารสารราชภัฏเพชรบูรณ์สาร, 22(2), 61-69.

ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่กา ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา.....

Factors Affecting the Operation of School Internal Supervision in Northeast Thailand | Journal of Technology Management Rajabhat Maha Sarakham University 17/01/2022

งานวิจัยที่น่าสนใจ
4.ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานการนิเทศภายในของสถานศึกษา ในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา 2) ศึกษาการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานการนิเทศภายในของสถานศึกษาในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 120 คน และครูผู้สอน จำนวน 215 คน รวม 335 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.321 ถึง 0.895 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการนิเทศภายในของสถานศึกษา ในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานการนิเทศภายในของสถานศึกษา ในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ3) ปัจจัยด้านการบริหาร ปัจจัยด้านโครงสร้าง ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านกระบวนการ และปัจจัยด้านทรัพยากร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการดำเนินงานการนิเทศภายใน อย่างมีนัยสำคัญที่สถิติที่ระดับ .01 ทุกตัวแปร และ 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานการนิเทศภายในของสถานศึกษาในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ดีที่สุด คือ ปัจจัยด้านบุคลากร (X3) ปัจจัยด้านกระบวนการ (X4) ปัจจัยด้านทรัพยากร (X5) และปัจจัยด้านการบริหาร (X1) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในรูปคะแนนดิบเท่ากับ .291 .244 .138 และ .150 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์ในรูปคะแนนมาตรฐานเท่ากับ .339 .260 .162 และ .172 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .822 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีความสามารถในการพยากรณ์ได้ร้อยละ 67.10 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานเท่ากับ .2661 และค่าคงที่ของสมการในรูปคะแนนดิบเท่ากับ .643

เอกสารอ้างอิง
ธัชชัย จิตรนันท์. (2562). ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานการนิเทศภายในของสถานศึกษา ในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารวิชาการการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม, 6(1), 69-77.

Factors Affecting the Operation of School Internal Supervision in Northeast Thailand | Journal of Technology Management Rajabhat Maha Sarakham University Factors Affecting the Operation of School Internal Supervision in Northeast Thailand Article Sidebar PDF (ภาษาไทย) Published: Jun 29, 2019 Keywords: School Internal Supervision, Factors Affecting the Operation Main Article Content ธัชชัย จิตรนันท์ ¬ Depar...

17/01/2022

งานวิจัยที่น่าสนใจ
3.รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นราธิวาส เขต 1

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต1และ3)ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ไปใช้โดยดำเนินการวิจัยเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 กำหนดกรอบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาสภาพการนิเทศภายในของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 โดยใช้แบบสอบถามกับผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานวิชาการ และครูปฏิบัติการ จำนวน 192 คน และศึกษาแนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผล โดยใช้การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน ขั้นตอนที่ 2 สร้างรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 และตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และขั้นตอนที่3ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้โดยผู้บริหารสถานศึกษาหัวหน้างานวิชาการ และครูปฏิบัติการ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
นราธิวาสเขต1 จำนวน 192 คน ผลการวิจัย พบว่า1. สภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต1โดยภาพรวมและเป็นรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากเรียงตามลำดับคะแนนเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการสร้างขวัญและกำลังใจ ด้านการวางแผนการนิเทศภายใน
ด้านการให้ความรู้ ด้านการปฏิบัติงาน และด้านการประเมินผลการดำเนินงานตามลำดับ 2. รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ประกอบด้วย กระบวนการนิเทศภายใน 4 ด้าน และหลักการส่งเสริมประสิทธิภาพ 4 หลักการ เป็นตัวขับเคลื่อน กระบวนการนิเทศภายใน ได้แก่ การวางแผนการนิเทศภายใน การให้ความรู้ การสร้างขวัญและกำลังใจ และการปฏิบัติงานและการประเมินผลส่วนหลักการส่งเสริมประสิทธิภาพได้แก่การใช้ภาวะผู้นำ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์การตระหนักในความมีมนุษย์สัมพันธ์ และการมีส่วนร่วม 3. ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต 1ไปใช้พบว่ามีความเหมาะสมและเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก

เอกสารอ้างอิง
นิรุทธ์ นันทมาศวังนรา ,สุวพร เซ็มเฮง, และอิศรัฎฐ์ รินไธสง. (2560). รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นราธิวาส เขต 1. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี, 6(1), 61-72.
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bkkthon/article/view/90461

17/01/2022

งานวิจัยที่น่าสนใจ
2.รูปแบบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย 2. พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง 3. ประเมินรูปแบบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง 4. การทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง และ 5. การสรุปและรายผลการวิจัย ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานที่ร่วมโครงการพัฒนาครูทั้งระบบ ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และเขต 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 และเขต 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 และเขต 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 และเขต 2 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แนวคิดหลัก หลักการ สมรรถนะของผู้บริหาร เป้าหมายการพัฒนา ส่วนที่ 2 กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง ส่วนที่ 3 เงื่อนไขความสำเร็จ และจากการประเมินรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด

เอกสารอ้างอิง
วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ, และอัจฉรา นิยมาภา. (2559). รูปแบบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแนะและพี่เลี้ยง. สักทอง:วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (สทมส.), 22(2), 38-50.
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tgt/article/view/67568

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Lat Lum Kaeo?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Lat Lum Kaeo
12140