26/10/2023
The Berlage Jeanne Gang
The Berlage Keynotes: “Architecture” by Jeanne Gang
In this lecture, Jeanne Gang will present the bold and visionary architecture—one that engages the urgent social and environmental challenges of our time—tha...
09/06/2023
เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจในรอบปี
มาสนุกไปกับพวกเค้ากันนะครับ
OPEN CALL !
INTERNATIONAL SUMMER WORKSHOP
รับมือผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง พลิกโฉมเมืองผ่านพื้นที่สีเขียว!
Embrace the Climate-Resilient Future: Transforming Cities through Green Spaces!
Please scroll down for English Translation
‘Summer Course: City’s Future System for Resilient and Healthy City’ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย Healthy Space Alliance ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ we!park และสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ โดย ‘Summer Course: City’s Future System for Resilient and Healthy City’ นี้เป็นหลักสูตรนานาชาติที่เชิญชวนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาและออกแบบพื้นที่ร้างสู่พื้นที่โอกาสในเขตเมือง นำไปสู่ระบบในการแก้ไขปัญหาของเมืองในอนาคต
ปัจจุบันกรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับความท้าทาย 2 ข้อหลักๆ คือ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความไม่เสมอภาคด้านสุขภาพ เพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ จึงเริ่มมีการใช้แนวทางที่ครอบคลุม โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจและการเงิน ธรรมาภิบาลและนโยบาย การวางแผนเชิงพื้นที่และการวางกลยุทธ์ เมื่อพิจารณาจากมิติเหล่านี้แล้ว กรุงเทพฯ มีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาพอากาศ จัดการกับความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน
พวกเราจึงขอเชิญชวนทุกท่านสัมผัสกับหลักสูตรภาคฤดูร้อน ที่เจาะลึกความซับซ้อนของการออกแบบระบบในอนาคตสำหรับเมืองที่ยืดหยุ่นและมีสุขภาวะที่ดี ผ่านการเข้าร่วมรับฟังจากวิทยากรชั้นแนวหน้าทั้งชาวไทยและชาวเนเธอร์แลนด์ เกี่ยวกับกลยุทธ์เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน
ช่วงอายุผู้รับสมัครที่สนใจ 18-35 ปี
ลงทะเบียนตอนนี้เพื่อสร้างเมืองแห่งอนาคตของพวกเราร่วมกัน!
รับสมัครวันนี้ - 23 มิถุนายน 2023
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe1XGSEJ0bz7zGCyR8PFbTAAi37mDBa09IgnuY0bmcy4k8lvA/viewform
ประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย
วันที่ 27 มิถุนายน 2023
(ประกาศผลทางอีเมล)
กิจกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 - 22 กรกฎาคม 2566
ณ FutureTales LAB และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
แล้วเจอกัน!
‘Summer Course: City’s Future System for Resilient and Healthy City’ is an event organized by Healthy Space Alliance, sponsored by Thai Health Promotion Foundation, in partnership with we!park and The Embassy of the Netherlands. It is an international course inviting youth that are interested to explore new possibilities for green space development in urban areas and to share and expand their visions and solutions.
Now Bangkok, Thailand's capital, faces the dual challenges of climate change impacts and health equity disparities. To tackle these issues, a comprehensive approach is being taken, focusing on business and finances, governance and policies, and spatial planning and strategy-making. By considering these dimensions, Bangkok aims to enhance resilience, address social inequalities, and promote sustainable development.
Experience a transformative journey in our esteemed Summer Course, delving into the intricacies of designing future systems for resilient and healthy cities. Engage in in-depth discussions with Thai and Dutch speakers on innovative strategies to combat climate change and foster community well-being. Our comprehensive curriculum encompasses the realms of Business and Financial considerations, Governance and Policies, and Spatial Planning and Strategy Making. Enroll now to shape the cities of tomorrow, creating sustainable and thriving urban landscapes.
Requirement
Must be 18-35 years old.
Submission Now to build our future city together!
8 - 23 June 2023
To register, please visit
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe1XGSEJ0bz7zGCyR8PFbTAAi37mDBa09IgnuY0bmcy4k8lvA/viewform
Finalist Announcement on 27th June 2023 (through email)
The forum will be hosted on 4th - 22th July 2023
at FutureTales LAB and Thai Health Promotion Foundation.
See u!
07/01/2023
------------------------
TrendyDesign l EP.3 l Blue green city
------------------------
สถานีวิทยุราชมงคลธัญบุรี FM 89.5 MHz ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้จัดรายการ Trendy Design เป็นรายการให้ความรู้ด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม ออกอากาศทุกเช้าวันอาทิตย์ 8.00-8.30 น. ตั้งแต่ ตุลาคม 2565-มกราคม 2566
สำหรับการออกอากาศครั้งที่ 3 วันอาทิตย์ 16 ตุลาคม 2565 พบกับ อ.เอิ๊ก-ดร.พลพัฒน์ นิลอุบล ดำเนินรายการโดย อ.แขก-สาโรช พระวงค์
สนใจชมและฟังย้อนหลังได้ที่ช่องยูทูบ RMUTTRadio วิทยุราชมงคลธัญบุรี ตามลิงค์ด้านล่างได้เลย
TrendyDesign l EP.3 l Blue green city
TrendyDesign l EP.3 l Blue green city : where water solutions, landscape architecture and architecture meet? กรุงเทพมีเป้าหมายชัดเจนที่จะทำให้เมืองกรุงเ...
05/01/2023
Happy New Year 2023
We wish your New Year comes a bright future and lots of opportunities ahead. For the last year we have been researching about water management Childcare facility and related. We would like to take this opportunity to thank you for all your support over the last year, and wish you all the best of luck.
สวัสดีปีใหม่ 2566 สำหรับปีที่ผ่านมาพวกเราได้ทำการวิจัยที่ท้าทายในมิติด้านการจัดการน้ำ การออกแบบศูนย์เด็กเล็ก และงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่อง พวกเราขอขอบคุณทุกความสนับสนุนตลอดปีที่ผ่านมาจากทุกท่าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสร้างสรรค์งานวิจัยที่ดีต่อไป ขออำนวยพรแก่ทุกท่านครับ
05/03/2021
‘ น้ำท่วม ’ ทำดินและต้นไม้พังได้อย่างไร ?...
ปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานานนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าได้ทิ้งร่องรอยและความเสียหายไว้กับที่ดินของเราอย่างแน่นอน ใครที่ไม่ได้ใช้ที่ดินทำหารเกษตรก็รอดตัวไป แต่สำหรับคนที่ทำการเกษตรแล้ว หมายถึงทรัพยากรอันมีค่าที่จะช่วยให้ผลผลิตออกมางอกงามได้หายไปเลยนะคะ ไม่เพียงแค่นั้นยังอาจนำโรคมาสู่พืชผลของเราอีกด้วย..
พื้นดินบริเวณที่มีน้ำท่วมขังนั้นบริเวณผิวหน้าดินจะถูกชักล้างทำลายไป แต่จะมีเศษตะกอนขนาดเล็กอื่นๆเข้ามาแทรกตามช่องว่างของดินทำให้ดินไม่สามารถระบายน้ำ และรากของพืชขาดอากาศจนล้มตายได้ นอกจากนั้นสารอินทรีย์วัตถุในดินที่เป็นสิ่งสำคัญให้ดินช่วยดูดซับน้ำจะโดนจุลินทรีย์ย่อยสาย(แบบไม่ใช้ออกซิเจน) จนเกิดเป็นแก๊สที่มีอันตรายต่อรากของพืชผลบางชนิด ทำให้รากไม่สามารถดูดน้ำและอาหารได้เต็มประสิทธิภาพจนพืชอ่อนแอ ง่ายต่อการเกิดโรคอีกด้วยค่ะ
สิ่งที่ควรทำหลังน้ำลดลงก็คือการระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้หมด โดยระวังอย่าเข้าไปเหยียบทับรากต้นไม้ที่อ่อนแอนะคะ วิธ๊การปฐมพยาบาลต้นไม้หลังน้ำท่วมมีดังนี้
- ขุดร่องดินให้มีความลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้เป็นทางระบายน้ำไหลออกจากดิน
- ถ้าเป็นดินแฉะหรือดินเลน ให้ใช้ไม้ขูดเป็นร่องลึกเพื่อระบายน้ำได้เลยค่ะ
- ควรนำเศษพืชและซากสัตว์ออกเนื่องจากจะทำให้เกิดการย่อยสลายของจุลินทรีย์เกิดเป็นแก๊สพิษ
- เพิ่มท่อช่วยหายใจโดยใช้ท่อ หรือไม้ไผ่ปักลงดินเพื่อระบายแก๊สและความร้อน
- เมื่อดินแห้งให้ตัดแต่งต้นไม้ในส่วนที่อ่อนแอ ไม่ได้รับแสงแดดออก
- ใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับชนิดของพืชที่ปลูก
นี่เป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาจากพื้นที่น้ำท่วมที่ปลายเหตุนะคะ สิ่งสำคัญคือเราควรช่วยปลูกต้นไม้ที่มีระบบรากแก้วโตเร็วสลับกับโตช้าในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อช่วยในการชะลอและลดปัญหาจากน้ำท่วมเหมือนกับที่แอดมินที่เคยกล่าวไว้ในโพสที่แล้วค่ะ ส่วนใครที่มีคำถามสงสัยในเรื่องของดินสามารถติดต่อไปยัง กรมพัฒนาที่ดินได้โดยตรงที่เบอร์ 02-5798515 ได้เลยค่ะ
01/03/2021
‘ป่า’ และ ‘ต้นไม้’ ผู้ช่วยป้องกันน้ำท่วม..
ความสมดุลของธรรมชาติอย่างหนึ่งคือในพื้นที่บริเวณที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์สูง จะช่วยลดปัญหาน้ำหลากและป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงไปท่วมพื้นที่ราบ หรือพื้นในเมืองใกล้เคียงได้ นอกเหนือจากที่เราเคยกล่าวไปแล้วว่าน้ำจะสามารถไหลซึมลงในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงได้ดี ซึ่งป่าอุดมสมบูรณ์นั่นเองก็เป็นพื้นที่สะสมของอินทรียวัตถุมากมาย แต่ ‘ป่า’ ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆที่เราอาจไม่ได้นึกถึงอยู่อีกค่ะ
ตั้งแต่ยอดไม้จนถึงพื้นดิน ‘ต้นไม้’ มีส่วนร่วมในการชะลอน้ำไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังได้ เริ่มตั้งแต่ยอดไม้ ในเวลาที่ฝนตหนักน้ำฝนจะตกกระทบกับใบไม้เกิดเสียงดังเปาะแปะ ขณะนั้นเองความแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบพื้นดินก็จะลดลง เป็นละลอง ซึ่งเมื่อตกกระทบดินจะทำให้ดินไม่อัดแน่น และน้ำไหลซึมผ่านได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
ถัดมาที่กิ่งก้านสาขาของต้นไม้จะช่วยชะลอให้ฝนที่ตกหนักๆลงสู่ดินได้ช้าลง เพราะไหลไปตามกิ่งก้านต่างๆก่อนลงสู่ดิน
รากของไม้ที่โผล่พ้นเหนือดินขึ้นมายังมีส่วนช่วยกั้นน้ำให้ไหลลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าได้ช้าลง ช่วยยืดระยะเวลาให้น้ำซึมลงสู่ผิวดิน สุดท้ายแม้ใบไม้ที่ล่วงหล่นลงสู่พื้นกองทับถมกัน ยังช่วยเสริมกับรากไม้กั้นทางไหลของน้ำได้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้นเราจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าป่าไม้ ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ราบลุ่มได้จริง ทุกคนจึงควรช่วยกันคนละเล็กละน้อย ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ของตัวเองเพื่อลดปัญหาน้ำท่วม ใครที่คิดไม่ออกว่าจะปลูกอะไรดี วันนี้เรามีพรรณไม้ชอบน้ำมาแนะนำ เหมาะกับการปลูกบนพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง โดยจะแบ่งไปตามชนิดของต้นไม้ค่ะ
ต้นไม้วงศ์ยาง : ต้นยางนา ต้นตะเคียนพันธุ์ต่างๆ ต้นกระบาก ต้นพะยอม เป็นต้น
ต้นไม้วงศ์มะเกลือ : ต้นมะพลับ ต้นสั่งทำหรือต้นหูหนู ต้นตะโกนา ต้นตะโกสวน ต้นจันดำ ต้นดำดง เป็นต้น
ต้นไม้ตระกูลไผ่ : ต้นไผ่สีสุก ต้นไผ่เลี้ยง ต้นไผ่ป่า
รวมถึงต้นไม้ประดับอย่างต้นจิกน้ำ ต้นจิกสวน ต้นประดู่ป่า ต้นประดู่บ้าน ต้นเตยพันธุ์ต่างๆ ต้นพิกุล ต้นหูกระจง ต้นอโศกอินเดีย ต้นหูกวาง ต้นมะพร้าว ต้นมะขาม ต้นลำพู ต้นตีนเป็ดน้ำ ต้นตีนเป็ดทราย เป็นต้น ซึ่งยังมีอีกหลากหลายสายพันธุ์สามารถสังเกตได้จากพื้นที่ขึ้นบนพื้นลาบลุ่ม ใกล้แหล่งน้ำ คลอง น้ำตก ลำธาร ซึ่งแฟนเพจสามารถเลือกต้นที่เข้ากับพื้นที่ของบ้านปลูกได้เลยค่ะ
.
26/02/2021
วันนี้เราจะมาพูดถึงภูมิปัญญาหนึ่งในด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครกันค่ะ โครงการนี้เกิดขึ้นมาเมื่อราวๆ 25 ปีก่อน นั่นก็คือการทำ ‘แก้มลิง’ นั่นเอง
‘แก้มลิง’ จัดว่าเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ (Detention Basin) แบบชั่วคราว ซึ่งมีแนวคิดเปรียบเสมือน ‘คนกลาง’ กั้นระหว่างทางไหลของน้ำจากตอนบนของกรุงเทพมหานคร กับพื้นที่ระบายน้ำลงสู่ทะเล ในช่วงที่ฤดูฝนมีน้ำไหลมาจากตอนบนเป็นปริมาณมาก อาจะทำให้ระบายไม่ทันจนเกิดการทั่วขัง แก้มลิงจะทำหน้าที่รองรับเก็บน้ำไว้ก่อน เมื่อระดับน้ำที่ขังอยู่ในพื้นที่ลดลงแล้ว แก้มลิงจะเปิดประตูเพื่อปล่อยน้ำออกด้วยการปล่อยให้ไหลตามธรรมชาติ ซึ่งก็จะไหลตามแรงโน้มถ่วง (Gravity Flow) ไปออกสู่ทะเลในที่สุดนั่นเองค่ะ
ในขณะเดียวกัน แก้มลิง จะช่วยกั้นน้ำทะเลที่หนุนสูงย้อยกลับมา แก้มลิงจะปิดประตูเพื่อป้องกันน้ำเค็มขึ้นมาสู้พื้นที่เกษตรกรรม และแม่น้ำลำคลองได้ เหมือนกับท่อน้ำที่ติดตั้งวาล์วทางเดียวไว้ค่ะ (One Way Flow) นอกจากนั้นในช่วงแล้งแก้มลิงจะสามารถช่วยเก็บน้ำจืดไว้ใช้งานอุปโภค บริโภคกันได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ทั้ง 3 ฝั่งเลย
แก้มลิงไม่ได้จำกัดขนาดนะคะ ก็มีลิงตัวเล็กตัวใหญ่แตกต่างกันไป สามารถแบ่งได้เป็น 3 ขนาด ดังนี้
- แก้มลิงขนาดใหญ่ (Retarding Basin) : เป็นสระ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือบึงขนาดใหญ่ที่เรามักคุ้นชินกับสระน้ำรูปหัวใจ (ทุ่งทะเลหลวง จังหวัดสุโขทัย) เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำฝนในย่านนั้น และเก็บไว้ช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะปล่อยระบายสู่สายน้ำต่อไปค่ะ ซึ่งบ่อขนาดใหญ่นี่แหละจะเป็นประโยชน์ให้กับพื้นที่เกษตรกรรมด้วย
- แก้มลิงขนาดกลาง : เป็นพื้นที่ชะลน้ำที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อย เช่นพื้นที่ลุ่มน้ำธรรมชาติ ห้วย หนอง คลอง บึงได้หมดเลยค่ะ
- แก้มลิงขนาดเล็ก (Regulating Reservoir) : เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่เชื่อมต่อกับลำน้ำและทางระบายน้ำ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคลอง ลำธารเท่านั้นนะคะ ยังสามารถเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก สวน ลานจอดรถก็ยังได้ เพียงแค่มีแนวคิดเป็น ‘คนกลาง’ ช่วยชะลอน้ำไว้ก็พอค่ะ
ปัจจุบันพื้นที่รอบกรุงเทพมหานครมีแก้มลิงกว่า 20 แห่ง ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือ แก้มลิงฝั่งตะวันออก(ของแม่น้ำเจ้าพระยา) และแก้มลิงฝั่งตะวันตก บริเวณที่มีคลองไหลผ่านและพื้นที่รับน้ำดั้งเดิม ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและทะเลต่อไป
จะเห็นว่าไม่ใช่แค่พื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้นนะคะ ที่สามารถทำแก้มลิงช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังได้ ถ้าเพื่อนแฟนเพจมีที่ดินที่เป็นพื้นที่ทางผ่านของน้ำ สามารถจัดทำแก้มลิงส่วนตัวเอาไว้ได้ ลองนึกดูว่าถ้ามีคนทำแก้มลิงเอาไว้หลายๆบ้านคนละเล็กละน้อย ทำเลนั้นจะมีความสามารถในการชะลอน้ำช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในภาพรวมได้ในระดับนึงเลยค่ะ
.
21/02/2021
ฝนตกพรำๆ ไม่น่าจะทำน้ำท่วม.. ฝนตกซ่าๆ มีปัญหาตามมาแน่นอน..
อย่างที่เราพูดคุยกันไปว่า ‘ฝน’ ที่ตกหนักตามฤดูกาลก็เป็นสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมในเมือง เพราะเมืองไม่สามารถระบายน้ำได้ทันปริมาณน้ำฝน การจัดการน้ำฝนจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปัญหาน้ำท่วมขังได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงก็คือ ‘การทำพื้นที่หน่วงน้ำ’ ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราว ก่อนไหลลงสู่คลองสาธารณะแล้ว ยังเป็นแหล่งเก็บน้ำที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการอุปโภคได้อีกด้วย
‘ พื้นที่หน่วงน้ำ ’ นั้นสามารถทำได้หลากหลายขนาดและรูปทรงเลยค่ะ ซึ่งเราเองอาจจะเคยเห็นผ่านตาทั่วไปแต่ไม่ทันได้สังเกตว่าเป็นพื้นที่หน่วงน้ำที่คอยช่วยรองรับปริมาณน้ำฝนให้ไม่ท่วมพื้นที่บริเวณนั้นอยู่ก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น บึงน้ำขนาดใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรร ทางระบายน้ำรอบๆพื้นที่สาธารณะ บ่อพักน้ำในพื้นที่การเกษตร แก้มลิง เป็นต้น
พื้นที่หน่วงน้ำสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
- บ่อกักเก็บน้ำ (Retention Pond) : เป็นบ่อที่สามารถกักเก็บน้ำได้ตลอดทั้งปี หรือเรียกว่าเป็นบ่อเก็บน้ำถาวรจะมีน้ำอยู่ในบ่อเสมอๆ มักจะเป็นบ่อที่มีขนาดใหญ่ ถึงใหญ่มาก มีระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณน้ำฝน ข้อดีของบ่อประเภทนี้ก็คือ เมื่อมีการเก็บน้ำในบ่อเป็นเวลานาน จะเกิดการตกตะกอนที่ก้นบ่อ ทำให้น้ำใสขึ้น หรือมีคุณภาพมากขึ้นก่อนระบายออกได้
- บ่อพักน้ำชั่วคราว (Detention Pond) : เป็นบ่อที่เก็บน้ำไว้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆตามชื่อเลยค่ะ โดยทั่วไปจะมีน้ำอยู่ไม่เกิน 2 วันก่อนระบายออกสู่ท่อระบายน้ำ บ่อแบบนี้เรียกอีกอย่างว่า ‘บ่อแบบแห้ง (Dry Pond) มักจะมีขนาดเล็กแต่จะช่วยในการชะลอน้ำที่มีปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว เช่น เวลาพายุเข้า หรือมีน้ำท่วมหลาก แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องการดูแล เพราะจะมีเศษดิน ตะกอน และเศษขยะทับถมมาลดความสามารถของบ่อพักน้ำลงได้ ต้องหมั่นดูแลมากหน่อยค่ะ
ใครที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปีแล้วมีพื้นที่ดินเป็นของตัวเอง ก็สามารถนำไอเดียการทำ ‘พื้นที่หน่วงน้ำ’ ไปจัดสรรในเขตของตัวเองได้นะคะ ไม่ว่าจะทำเป็นบ่อดินขุดบนพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อใช้เป็นบ่อกักเก็บน้ำช่วยลดน้ำท่วมในฤดูฝนและเก็บไว้ใช้งานในฤดูแล้ง หรือทำบ่อพักน้ำชั่วคราวในที่ดินขนาดจำกัด เพื่อลดปริมาณน้ำขังในวันที่ฝนตกหนัก ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้นนะคะ ถ้าทุกๆบ้านร่วมมือกันทำพื้นที่หน่วงน้ำ อาจเป็นผลช่วยลดปริมาณน้ำท่วมขังในทำเลนั้นลงก็เป็นได้ค่ะ
.
19/02/2021
ทำไมน้ำท่วมในเมืองบ่อยกว่าในชนบท..
เวลาเราพูดคุยกันถึงเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็พลันกลับมานึกขึ้นได้ว่าทำไมพื้นที่ต่างจังหวัดหลายจังหวัดที่มีฝนตกหนัก (ไม่นับรวมพายุ) แต่น้ำก็ยังไม่ท่วมขังจนเลยเข่าแบบที่คนกรุงเทพฯพบเจอกันแทบทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูฝน..
นั่นก็เพราะว่าในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร นั้นเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง ตึกรามบ้านช่อง การคมนาคมต่างๆ ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานคอนกรีต ไม่ใช่ลานดิน เวลาฝนตกก็จะไม่สามารถซึมผ่านลงสู่พื้นได้ ต้องไหลไปออกตามท่อระบายน้ำ และระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่เราเคยได้คุยกันในโพสก่อนๆ กว่าจะลงสู่แม่น้ำก็ใช้เวลานาน เหมือนเราเทน้ำลงพื้นคอนกรีตมันก็ขังไว้ ซึมได้น้อย แต่ถ้าเราเทลงดินน้ำก็ซึมหายไปได้ในเวลาไม่นานนั่นแหละ
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ตอบได้ว่าทำไมพื้นที่ต่างจังหวัด ที่เป็นพื้นที่การเกษตร ทำไร่ ทำสวน ทำนากันจึงไม่ได้น้ำท่วมบ่อยครั้งเหมือนในเมือง ยกเว้นเวลาที่เกิดพายุเข้าจนทำให้ฝนตกหนักนานติดต่อกันหลายวันก็เป็นอีกกรณีหนึ่งค่ะ
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ‘ดิน’ เองก็มีข้อจำกัดของมัน ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่ที่มีดินจะสามารถรับน้ำได้ดีไปซะหมด เพราะความสามารถในการดูดซึมน้ำของดินก็มาจากหลายปัจจัย อย่างเช่น ถ้าเป็นดินที่มีน้ำในดินอยู่เยอะ ก็จะสามารถรับน้ำได้อีกไม่มาก อีกอย่างที่สำคัญก็คือ ‘ปริมาณของอินทรียวัตถุ’ ที่อยู่ในดิน
ยิ่งถ้าดินมีอินทรียวัตถุมากดินก็จะสามารถรับน้ำได้มาก เพราะดินอินทรียวัตถุนั้นเป็นดินที่มีขนาดเล็ก รวมกันเป็นก้อนที่มีช่องว่ารูพรุนเยอะๆเหมือนกับฟองน้ำ โดยดินประเภทนี้จะสามารถรับน้ำได้ถึง 6- 20 เท่าของน้ำหนักเลยทีเดียว (ที่มา:มูลนิธิสืบนาคะเสถียร) เป็นอีกคำตอบของปัญหาที่ว่า ทำไมลานดินทั่วไปรับน้ำได้น้อยกว่าดินจากพื้นที่สวน หรือในป่า ที่มีซากพืชและสัตว์ทับถมกัน จนทำให้ดินมีอินทรีย์วัตถุอยู่เยอะนั่นเองค่ะ
.
16/02/2021
หลายๆคนเมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมก็มักจะนึกถึง ‘อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ’ กันใช่ไหมคะ ?
คราวก่อนเราได้พูดถึงการจัดการปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครกันไปบ้างแล้ว วันนี้เรามาเจาะลึกลงอีกนิด พาทุกคนไปดูโครงสร้างพื้นฐานระบบระบายน้ำอย่าง ‘อุโมงค์ระบายน้ำ’ ในกรุงเทพฯ กันบ้าง
อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินอยู่จำนวน 8 แห่ง ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก แต่ว่าอุโมงค์ของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนกับที่เราเห็นในต่างประเทศเช่นในประเทศญี่ปุ่นนะคะ แต่ละแห่งเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 1 – 5 เมตร มีความสามารถในการระบายน้ำรวมกัน 155.50 ลบ.ม./วินาที
พื้นที่ที่มีอุโมงค์ระบายน้ำในกรุงเทพมหานคร เรียงตามความสามารถในการระบายน้ำดังนี้
อุโมงค์ระบายน้ำซอยสุขุมวิท 26 : เส้นผ่าศูนย์กลางของอุโมงค์ 1.00 ม. ยาวประมาณ 1.10 กม.ประสิทธิภาพการระบายน้ำ 4 ลบ.ม./วินาที
อุโมงค์ระบบระบายน้ำพื้นที่เขตพญาไท : 2 ช่วง เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.40 ม. ยาวประมาณ 6.79 กม. และเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 ม. ยาวประมาณ 1.90 กม. ประสิทธิภาพการระบายน้ำ 4.50 ลบ.ม./วินาที
สถานีสูบน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำซอยสุขุมวิท 36 : เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.80 ม. ยาวประมาณ 1.32 กม.ประสิทธิภาพในการระบายน้ำ 6 ลบ.ม./วินาที
อุโมงค์ระบายน้ำซอยสุขุมวิท 42 : เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.80 ม. ยาวประมาณ 1.10 กม. มีประสิทธิภาพการระบายน้ำ 6 ลบ.ม./วินาที
อุโมงค์ระบบผันน้ำคลองเปรมประชากร : เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.40 ม. ยาวประมาณ 1.88 กม. ประสิทธิภาพการระบายน้ำ 30 ลบ.ม./วินาที
อุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสัน : เส้นผ่าศูนย์กลาง 4.60 ม. ยาวประมาณ 5.98 กม. มีประสิทธิภาพการระบายน้ำ 45 ลบ.ม./วินาที
อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว (อุโมงค์ยักษ์พระรามเก้า-รามคำแหง) เส้นผ่าศูนย์กลาง 5.00 ม. ยาวประมาณ 5.11 กม. ประสิทธิภาพการระบายน้ำ 60 ลบ.ม./วินาที
อุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ : เส้นผ่าศูนย์กลาง 5.00 ม. ยาวประมาณ 6.4 กม. ประสิทธิภาพการระบายน้ำ 60 ลบ.ม./วินาที
นอกจากอุโมงค์ที่กล่าวไปแล้วยังมีอีก 4 อุโมงค์ยักษ์ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตรเป็นต้นไป) อีก 4 แห่งที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงาน คือ อุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา, อุโมงค์ระบายน้ำจากบึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา, อุโมงค์ระบายน้ำคลองทวีวัฒนา และอุโมงค์ระบายน้ำคลองพระยาราชมนตรี
ซึ่งทั้งหมดเป็นการป้องกันและรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในระดับเมือง ซึ่งพวกเราทุกคนสามารถมีส่วนช่วยในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ นอกจากการจัดการเรื่องขยะแล้ว ยังสามารถปรับพื้นที่ภายในบ้านของเราคนละเล็กละน้อยเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมได้ จะมีวิธีการอย่างไรติดตามได้ในเพจ UDDU - Universal Design and Development Union ของเราได้เลย
.
ขอบคุณภาพประกอบจาก สวพ.FM91
14/02/2021
การจัดการปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร...
กรุงเทพมหานครเมืองหลวงที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมแทบทุกปี เหมือนกับเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่หาย เนื่องจากจังหวัดกรุงเทพฯมหานครนั้นมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ มีพื้นที่บางส่วนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเสียอีกค่ะ ทำให้การระบายน้ำโดยไหลลงสู่ที่ต่ำไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยนั้นค่อนข้างยาก..
แต่ใช่ว่ามหานครของเราจะไม่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่คอยรับมือกับปัญหาน้ำท่วมเสียทีเดียวนะคะ ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีระบบที่รองรับปัญหาน้ำท่วมอยู่ 2 ทาง คือ
1 ระบบ ’ป้องกัน’ น้ำท่วม เป็นแนวคันกั้นน้ำล้อมรอบพื้นที่ป้องกันน้ำที่ไหลมาจากที่อื่นและป้องกันน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้น ยาว 75-77 กิโลเมตรบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งตะวันออก
2 ระบบ ’ระบายน้ำ’ สำหรับการแก้ปัญหาฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขังภายในพื้นที่ ซึ่งมีความสามารถในการระบายน้ำอยู่ที่ 60 มม./ชม. ซึ่งหมายความว่าถ้าพื้นที่กรุงเทพฯ ถ้าเกิดฝนตกหนักรวมเกินกว่าความสามารถในการระบายน้ำก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้
โดยระบบระบายน้ำมีหลายส่วนประกอบไปด้วย
ประตูระบายน้ำ 227 จุด
สถานีสูบน้ำ 174 แห่ง
อุโมงค์ระบายน้ำ 7 แห่ง
คลองกว่า 1,600 สาย
แก้มลิง 25 จุด
ท่อระบายน้ำตามจุดต่างๆ ความยาวรวมกว่า 6,400 ตารางเมตร
ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครนั้น ไม่เพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำของเราไม่เพียงพอ แต่มีอีกปัญหาหนึ่งที่คอยฉุดรั้งความสามารถในการระบายน้ำให้แย่ลงไปอีก สาเหตหลักเลยก็คือ ‘ขยะ’ จากความมักง่ายของเราๆที่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำ คูคลองต่างๆ หรือทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางเมื่อฝนตก หรือลมพัดพาขยะไปกองสะสมกันในท่อระบายน้ำ เพียงแค่อุโมงค์ระบายน้ำแห่งเดียวก็มีขยะมาขวางได้หลายตันต่อวันเลยทีเดียว เช่นนี้แล้วไม่ว่าจะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับแค่ไหน ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังได้เลย
.
07/02/2021
ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย..
เรื่องปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาสำคัญที่อยู่คู่กับคนไทยมาตลอดแทบทุกปีเลยนะคะ ในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมาชาวใต้ของเราก็ประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ กินพื้นที่กว่า 11 จังหวัด มีผู้เสียหายกว่า 5 แสนครัวเรือนและมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ถึง 24 ราย ซึ่งสาเหตุในตอนนั้นเกิดมาจากลมมรสุมจากตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้ามายังอ่าวไทยและภาคใต้ รวมกับมีความกดอากาศต่ำที่ประเทศมาเลเซียด้านล่างของเราจนเกิดฝนตกหนัก และทำให้น้ำท่วม น้ำไหลหลากสร้างความเสียหายให้กับผู้คนในพื้นที่
ไม่เพียงแค่ภาคใต้ของเราที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเท่านั้นนะคะ ในเดือนตุลาคมฤดูฝนที่ผ่านมากรุงเทพที่เป็นมหานครหลักศูนย์กลางทางธุรกิจก็ได้ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเช่นกัน ในหลายๆพื้นที่น้ำท่วมเลยเข่าขึ้นมาต้องเดินลุยน้ำกันไป สร้างความเสียหายให้กับร้านรวงต่างๆ และความไม่สะดวกในการเดินทางของผู้คน ซึ่งสาเหตุน้ำท่วมนั้นก็มาจากการที่ฝนตกหนักตามฤดูกาล รวมกับพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่แอ่งกระทะและค่อนข้างต่ำ ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกได้ง่ายๆ ระบบการสูบน้ำต่างๆที่กทม.ทำไว้จึงไม่สามารถทำงานได้ทันจนเกิดการท่วมขัง แล้วก็มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี..
ย้อนกลับไปที่ฤดูฝนปี 2562 ก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดอุบลราชธานี สร้างความเสียหายหนักที่สุดในรอบ 17 ปี ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดอุบลฯ ครั้งล่าสุดปี 2545 บางจุดน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตรชาวบ้านต่างต้องขนย้ายข้าวของ สัตว์เลี้ยง และรอรับการช่วยเหลือเพราะไม่สามารถเดินทางไปไหนได้เลย ซึ่งสาเหตุของน้ำท่วมในตอนนั้นก็มาจากพายุโซนร้อน ส่งผลให้มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน และสภาพทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดอุบลฯ นั้นเป็นพื้นที่รวมของแม่น้ำหลายสาย เป็นจุดรองรับน้ำที่ไหลมาจากภาคอีสานก่อนไหลเข้าสู่แม่น้ำโขง แต่กว่าจะลงสู่แม่น้ำก็ได้ผ่านสิ่งกีดขวางและทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านไปกว่าแสนหลังคาเรือนแล้ว..
แล้วเราจะมีวิธีการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมอย่างไร ติดตามได้ในตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณภาพประกอบจาก KRIT PHROMSAKLA NA SAKOLNAKORN@GETTY IMAGES