ความรู้คืออำนาจ มารยาทคือเสน่ห์ ภาษาสำคัญ
แต่นิสัยดีสำคัญกว่า
#เลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่งที่น่ารักกันนะคะ
แม่มีความคิดว่า
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก แม่มีความคิดว่า, การศึกษา, Lamphun.
14/05/2025
ถ้าอยากเห็น" ใจ" ของใคร ลองให้ใจเกิน100%แบบไม่เปิดโหมดป้องกันตัวเองดู
เปิดให้คนเข้าหาง่ายๆ มีน้ำใจเยอะๆ สนิทสนมให้เร็วและ....
ลองทุ่มเททุกอย่างให้แม้ตัวเองจะลำบากดู
ลองทำทุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จไปด้วยกันแม้จะเหนื่อยกว่าดู
ลองยอมทิ้งความสุขส่วนตัวเพื่อทุ่มเทงานส่วนรวมให้เค้าได้สบายใจและมีความสุขส่วนตัวดู
ลองอยู่กับเค้าในทุกช่วงเวลาที่ทุกข์หรือสุขช่วยเหลือทุกการร้องขอของเค้าดู
ลองเป็นคนที่แก้ปัญหาและชนปัญหาทุกเรื่องแม้ตัวเองไม่ได้สร้างปัญหานั้นดู
ลองเชื่อทุกคำพูดของเค้าโดยไม่สงสัยลังเลหรือเผื่อใจว่าเค้าจะเปลี่ยนใจหรือไม่เคยจำคำพูดของตัวเองได้เลยสักเรื่องดู
ลองให้อภัยทุกความผิดพลาดของเค้าและเข้าใจทุกอย่างทุกการกระทำของเค้าดู
ลองปกป้องและไม่เชื่อทุกคำกล่าวแง่ร้ายของเค้าจากคนอื่นดู
ทุกอย่างจะเห็นในวันที่ " ลำบากล่อแล่ สะบักสะบอม ปัญหารุมเร้าและมีทางเลือกอื่นเข้ามา" ลองสร้าง "ความคาดหวังกับเค้าแบบเดียวกับที่คุณทำดู" และรอดูว่า เค้าจะทำยังไง
เพราะการแสดงออกหลังจากนั้นคือกุญแจ เค้าจะเลือก" ยืนหยัดข้างกัน หรือ ทิ้งไป เอาตัวรอด " ลองเสี่ยงดู
หากคุณเจอคนอยู่ข้างคุณและแสดงออกแบบเดียวกับคุณในยามนี้ คุณโชคดีมาก รักษาเค้าไว้ให้ดีๆ มิตรแท้ รักแท้ ยังมีอยู่จริง
แต่ถ้าเค้าเลือกทางอื่น ทิ้งคุณไว้กลางทาง จงปล่อยให้หัวใจเจ็บปวดเต็มที่ เปิดโหมดป้องกันตัวเอง เรียกสมองตัวเองกลับมา ตัดจบให้ไว ไม่ต้องฉุดรั้ง ยื้อดึง แล้วค่อยๆมานั่งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมาดู ว่าเห็นอะไรบ้าง ใช้สมองแทน เพราะใช้ความรู้สึกมากพอแล้ว นานพอแล้ว
ไม่ว่าจะทัศนคติที่เค้ามีต่อเรา
คำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น
คำโกหกที่พูดจนเคยตัว
คำขอโทษที่ได้ยินนับครั้งไม่ถ้วน
หรือบางคนอาจจะไม่เคยขอโทษเลยสักครั้ง
เรื่องเล่าของเราต่อหน้าและลับหลัง
ความเห็นอกเห็นใจยามลำบาก
ความเอาเปรียบแม้แต่เรื่องเล็กน้อย
น้ำใจหยิบยื่นช่วยเหลือ
ความห่วงใยยามเจ็บป่วย
ความทุกข์ใจยามเราสูญเสีย
ความยินดียามเราประสบความสำเร็จและพ้นวิกฤติไปได้
ความมีปฏิสัมพันธ์แม้ชีวิตธรรมดา
มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และอะไรไม่เคยเกิดขึ้นบ้าง มีแค่ลมปากหรือลงมือทำแล้วกี่อย่าง การได้รับโดยไม่ต้องร้องขอเคยเกิดขึ้นกับคุณไหม
และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งแรกที่เค้าทำกับคุณ หลังจาก ไม่เจอกันนาน คือการถามไถ่ ห่วงใย คิดถึง นึกถึงความดีของคุณ หรือขอให้คุณช่วยเหลืออีกครั้ง ทำเหมือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนนั้นคุณจะกลืนมันลงคอ เพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์และลองคาดหวังครั้งใหม่กับเค้าต่อดู หรือคุณจะคายมันออกมา เพื่อปลดปล่อยความเจ็บปวด ระบายความโกรธที่ตาสว่างสักที และสร้างจุดจบของความเจ็บปวดและความสัมพันธ์ ลองเลือกดู
ไม่ว่าเลือกทางไหน คุณต้องรับผิดชอบสิ่งนั้นเอง เพราะ บทเรียนสำคัญมีราคาแพงที่ต้องจ่ายเสมอ
กระบวนการนี้ ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ และผลลัพธ์มักคล้ายกันเสมอ ไม่เชื่อก็ท้าให้ลองดูได้
ตั้งสติ แล้วเตือนตัวเอง สนิทกับคนให้ยาก รักตัวเองให้มากกว่าคนอื่น อย่าเผาไหม้ตัวเองเพื่อให้ใครสบายใจ ใช้สมองให้มากกว่าความรู้สึก ความรู้สึกที่มากกว่ามักทำให้เราโง่กว่าเสมอ เลิกคาดหวังและ เอาความรักที่มากล้นไปให้ลูกสองคนกับยายที่แก่แล้วของลูกหรือคนที่รักเราเท่ากันดีกว่า
- แม่มีความคิดว่า-
13/04/2025
🥰
13/04/2025
บ้านเรียนลำพูน เขต 1 มีทั้งหมด 8 บ้าน ได้รับหนังสือฉบับนี้เหมือนกันหมด(ได้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2568 แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นจะมีการแจ้งล่วงหน้าทาง LINE กลุ่ม) ทุกคนที่มาที่บ้านแล้วรู้ว่าทำ homeschool จนถึงตอนนี้ปีที่5แล้ว คำถามที่เจอบ่อยที่สุดคือ ถามว่าเด็ก homeschool จะประเมินยังไง นิเทศไหม ประเมินไหม ให้เกรดยังไง จบไปแล้วจะต่อที่ไหน บางครั้งเป็นคนในหน่วยงานการศึกษาเองยังไม่รู้เลยค่ะ เคยถึงขั้นต้องเอาใบอนุญาตมากางให้ดู เพราะ คิดว่าลูกแม่เป็นเด็กเถื่อน ไม่มีชื่ออยู่ในโรงเรียน
ผู้จัดการศึกษาและเด็กบ้านเรียนมีการติดต่อประสานกับทางสำนักงานเขตตลอดนะคะ การทำบ้านเรียนก็ทำได้ด้วยการขออนุญาตจากทางสำนักงานเขต และสิทธิ์ตามกฎหมาย จบมาแล้วก็ไปเรียนต่อได้เหมือนย้ายโรงเรียนนั่นแหละค่ะ ศักยภาพเด็กก็มีการประเมินกันอยู่ตลอด
และเรื่องที่ทุกคนถามบ่อยไม่แพ้กันและกังวลมากที่สุดคือเรื่องเด็กไม่มีสังคม เอาจริงๆนะคะ จนถึงตอนนี้หลายๆอย่างก็พิสูจน์ว่าเด็ก homeschool เข้าสังคมได้ปกติทุกคน
ยิ่งแม่มาเปิดบ้านเรียนทำกิจกรรมกับเด็กๆทุกวันหยุด แม่ก็ยิ่งเห็นว่าเด็กในโรงเรียนไม่ได้เข้าสังคมเก่งกว่าเด็กโฮม มีการปรับตัวมีการเขินอาย มีบุคลิกเฉพาะตัว แล้วก็มีความหลากหลายมาก หลายๆเรื่องยังต้องฝึกเหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับเด็กhomeschool เลย เด็กที่ชอบเข้าสังคม เจอเพื่อนใหม่ๆก็จะเล่นกันได้ไวมาก เด็กที่มีความโลกส่วนตัวสูงก็จะให้ความร่วมมือหรือนิดๆหน่อยๆแล้วก็จะอยู่มุมของตัวเอง นั่งมองเพื่อนเล่นอยู่ห่างๆ ชอบนั่งเรียนเงียบๆ เล่นด้วยกันได้แต่ชอบเล่นคนเดียวมากกว่า ต้องเริ่มสนิทถึงจะปล่อยจอยได้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวว่าเป็นเด็กโฮมสคูลหรือเด็กในโรงเรียนเลย
จนถึงตอนนี้ ข้อแตกต่างเดี๋ยวของเด็ก homeschool กับเด็กในโรงเรียน ณ ปัจจุบัน (เท่าที่เห็นและได้พูดคุยกับผปค. หลายๆท่าน ) คือ "เวลา" ค่ะกับการกดดันเรื่องผลการเรียน ที่เห็นได้ชัด เด็กในโรงเรียนที่เก่งมากๆก็มีเยอะ แต่เก่งแบบน่าสงสารค่ะ เรียนจันทร์ถึงศุกร์แล้วยังต้องเรียนพิเศษตอนเย็น เสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องเรียนพิเศษสถาบันกวดวิชาเพิ่มอีก ปิดเทอมก็มีซัมเมอร์ ไม่ได้หยุดเลย กลับบ้านคือกินข้าวนอนอย่างเดียว
ไม่เรียนก็ไม่ได้เพราะครูต้องเอามาออกข้อสอบ เกรดตกนิดเดียวผู้ปกครองกดดันหนักมาก และเนื้อหาที่เรียนก็คือยากมาก แข่งขันกันนำหน้าเด็กติดป้ายไวนิลรอบรั้วโรงเรียน (แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าเด็กที่เขาไม่มีภาพอยู่บนรั้วโรงเรียนเขาจะรู้สึกยังไง ผู้ปกครองต้องกลับไปกดดันลูกตัวเองที่ไม่มีชื่อกับหน้าติดอยู่ข้างรั้วโรงเรียนไหมเด็กจะรู้สึกว่าตัวเองแย่กว่าเพื่อนไหม) เด็กชอบที่จะเรียนหนักไหม ถ้าชอบไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะเพราะเขาจะมีความสุข แต่คำถามคือเด็กชอบจริงๆหรือเปล่า ( ที่พูดทั้งหมดคือระดับอนุบาลและประถมนะคะ)
ผปค.ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีเวลา ทำงานกันตลอด เด็กๆอยู่บ้านก็ไม่รู้จะทำอะไร พ่อแม่ก็ไม่เล่นด้วย งานให้ช่วยก็ไม่มี ยิ่งช่วยยิ่งวุ่นวาย การบ้านก็ยากเกินจะช่วย เลยเล่นแต่เกม ติดจอ ไม่มีเพื่อน พ่อแม่ยิ่งหงุดหงิด เลยจบที่ส่งไปเรียนพิเศษ เด็กก็เครียด เหนื่อย หนัก สมองไม่ได้พัก หมดไฟ ใช้ชีวิตแบบหุ่นยนต์ น่าเศร้านะคะ เห็นมาเยอะจริงๆ
แม่คิดว่า บางที การศึกษา การเลี้ยงลูก ยุค 1990-2000 น่าจะพอดีแล้ว ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ถ้าสังเกตจากพวกของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก ก็เริ่มย้อนยุคไปสมัยนั้นทุกที สถาบันครอบครัวและการศึกษาเป็นหนึ่งเดียวกันมากกว่านี้ เด็กยุคนั้นมีความสุขมากกว่ายุคนี้ เมื่อเด็กครอบครัวมีปัญหา โรงเรียนก็เป็นที่พึ่ง ครูก็ทำหน้าที่เหมือนแม่และพ่อคนที่สอง ดูแลปกป้องและเข้าใจเด็ก ส่วนตอนนี้ เป็นซึมเศร้า สมาธิสั้น เยอะมาก และ เด็กบางคนอายุยังน้อยถึงขั้นคิดสั้นเลยด้วยซ้ำ
คนรุ่นใหม่เองก็ไม่อยากมีลูกกันแล้ว เพราะทั้งระบบการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมมันพังไปหมด แล้วประเทศเราก็จะโดนกลืน เพราะต่างชาติเขาสนับสนุนให้ผลิตประชากรกันเยอะๆ มีสวัสดิการดีๆรองรับ แล้วกระจายมาทั้วโลก ไทยคือต้นๆเลยที่อยากมากัน แต่เราเองกลับอยากส่งลูกไปต่างประเทศ ครูก็แทบไม่มีเวลาสอน เอกสารท่วมหัว ขอบ่นหน่อยนะคะ
ไม่ว่าเรียนในระบบหรือว่าจะเรียนแบบโฮมสคูลต้องมีความยืดหยุ่นทั้งตัวผปค. ครู แล้วก็ตัวเด็กนะคะ ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป ไม่มุ่งเน้นแต่ผลงานวิชาการจนลืมสุขภาพกายกับสุขภาพจิตเด็ก ครูและ ผู้ปกครองด้วยเน้นทักษะที่จำเป็นต่อชีวิต รวมถึงผลกระทบของครอบครัวและประเทศเราด้วย ปัญหาที่แม่เห็นตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆแค่ระดับครัวเรือนแต่เป็นระดับประเทศ
เสียงเล็กๆนี้ก็ทำได้แต่บ่นค่ะ ถ้าคนมีอำนาจจัดการไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ แม่ก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ทำได้แค่รับผิดชอบชีวิตครอบครัวและลูกตัวเอง
ที่เขียนโพสต์นี้เพราะติดใจประโยคท้ายกระดาษประโยคเดียวเลยค่ะ จากที่ไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้มานาน
"เรียนดี มีความสุข"
ไม่ได้อยากให้เป็นแค่คำคมสวยๆ แต่อยากให้นำมาปฏิบัติจริงด้วย ฝากถึงเจ้าหน้าที่การศึกษาผู้ที่มีความเกี่ยวข้องและหน้าที่รับผิดชอบทุกท่าน ตั้งแต่กระทรวงศึกษาลงมา ถ้าปรับสมดุลหลักสูตรการศึกษาในระบบได้และควบคุมดูแล สำรวจความเห็นผปค. ครู และเด็กแบบลงพื้นที่จริงได้มันจะดีมากค่ะ หลักสูตรจะได้เหมาะสม เพราะบ้านและโรงเรียนมันต้องไปทิศทางเดียวกัน เด็กคือเยาวชนของชาตินะคะ มันส่งผลกระทบกันหมด คนหันมาทำโฮมเยอะขึ้นเพราะการศึกษาปัจจุบันมันหนักเกินไป แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมาทำได้ เพราะมันก็ไม่ได้ง่าย โรงเรียนก็ยังคงเป็นตัวเลือกแรกของฝปค.อยู่ดีค่ะ
~ด้วยความเคารพ~
#บ้านเรียนลำพูน #บ้านเรียนมีนาพลอย
13/03/2025
ครอบครัวสำคัญจริงๆ
ถ้าลูกของคุณคนนึงสอบได้เกรดเฉลี่ยเพียง 1.04
และเป็นอันดับรั้งท้ายของห้อง
คุณจะบอกกับลูกคุณว่ายังไงครับ?
นี่เป็นคำถามน่าคิด
ยิ่งถ้าในบรรดาลูกของเราทั้งหมดเรียนเก่ง
ได้เกียรตินิยม หรือไม่ก็ได้ทุนเรียนต่างประเทศกันหมด
แต่ดันมีลูกคนนึง ตอนม.3
โดนอธิการเชิญออกจากโรงเรียน
และต้องเรียนซ้ำชั้นตั้งแต่ม.1 ใหม่ทั้งหมด 3 ปี
คุณจะคุยกับลูกคนนี้ยังไง?
นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของ"บอย โกสิยพงษ์"
เจ้าพ่อนักแต่งเพลงรักที่เรารู้จักกันดี
ไม่ว่าจะเป็น ฤดูที่แตกต่าง, ลมหายใจ, Live and Learn ฯลฯ
แน่นอนครับ
พี่บอยในตอนนั้นคงรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง
คำว่า loser (ไอ้ขี้แพ้) คือ คำที่เขาใช้เรียกตัวเองในวัยเด็ก
พี่บอยไม่ใช่คนเกเรเลยได้เกรดไม่ดีนะครับ
ตรงกันข้าม เขาตั้งใจท่องหนังสือด้วยซ้ำ
"ผมฉีกหนังสือเป็นเล่มๆ ออกมาทีละบท
เพื่อจะมานั่งอ่านทีละหน้า
แต่มันไม่รู้เรื่อง
ผมโคตรพยายาม
แต่ตอนสอบ มันทำไม่ได้"...พี่บอยกล่าวไว้
แทนที่แม่จะว่าหรือดุที่ผลการเรียนไม่ดี
แม่ของพี่บอยกลับบอกว่า...
"โรงเรียนนี้น่าจะไม่เหมาะสำหรับบอยหรอก
เขาน่าจะสอนไม่เก่ง
เดี๋ยวไปหาโรงเรียนที่มันเหมาะกับบอยดีกว่านะ"
"ดีแล้วที่บอยเรียนไม่เก่งแบบพี่น้องคนอื่นๆ
เพราะตอนเด็ก แม่โง่มากเลย
การบ้านแม่ก็ทำไม่ได้ สอบก็ไม่ได้
ลอกเพื่อนประจำเลย
เพราะฉะนั้น แม่ก็จะได้มีบอย
เป็นเพื่อนสักคนหนึ่งในบ้านที่เป็นเหมือนแม่"
คำพูดนี้ของแม่
ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
รู้สึกว่าโง่เหมือนแม่ก็ดีนะเนี่ย พี่บอยว่าไว้
แล้วพี่น้องในบ้านเดียวกันล่ะ?
คุณคงสงสัยใช่มั้ย...ว่าเค้ามีปฏิกิริยาอย่างไร?
ถ้าเป็นครอบครัวทั่วไป คงมีการหยอกล้อกันบ้างแหละ
แต่ในครอบครัวพี่บอย
พี่น้องอีก 4 คนไม่มีใครซ้ำเติมกัน
พวกเค้าใช้ชีวิตปกติราวกับไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
ทุกคนในครอบครัวของพี่บอย
ไม่ยอมให้อะไรเข้ามาทำลายบรรยากาศ
ที่นิ่งสงบและอบอุ่นของครอบครัวได้เลย
หลังจากที่มีปัญหามากมายกับการเรียนในไทย
จุดพลิกผันของพี่บอย
คือ การตัดสินใจไปเรียนต่อทางด้านดนตรี
ที่ University of California at Los Angeles (UCLA)
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่นั่นพี่บอยได้เรียนทั้งในเรื่องการแต่งเพลง
ด้านดนตรี Electronics และธุรกิจด้านดนตรี
พอความรักและหลงใหลด้านดนตรีของพี่บอย
มาเจอกับการศึกษาที่ตรงจริต
พี่บอยเรียนจบ 3 หลักสูตรในเวลา 5 ปี
ด้วยเกรดเฉลี่ยมี A- ตัวเดียว
ที่เหลือ คือ A ทั้งหมด!!!
พี่บอยให้สัมภาษณ์ว่า...
"ทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากการตั้งใจเรียนเลย
มันมาจากการที่ผมรักมันสุดหัวใจ
อยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจไปหมด
ผมไม่เคยท่องหนังสือ แต่อ่านมันจนเข้าใจ
ผมเพิ่งเข้าใจคำพูดที่พ่อเคยบอกอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
หัวใจเราอยู่ที่ไหน
ทรัพย์สมบัติเราก็อยู่ที่นั่น"
นี่คือตัวอย่างของเด็กที่อาจจะมีความถนัดไม่ตรงกันกับ
สิ่งที่โรงเรียนใช้วัดความสามารถนะครับ
ศาสตราจารย์ Howard Gardner นักจิตวิทยา
มหาวิทยาลัย Harvard อธิบายว่า...
สติปัญญาของมนุษย์มีความสามารถ
โดดเด่นแตกต่างกันได้ 8 สาขา
1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
2. ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical- Mathematical Intelligence)
3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence)
4. ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence)
5. ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
6. ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
7. ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
8. ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)
ดังนั้น เด็กที่ได้เกรดไม่ดีจากโรงเรียน
ก็ไม่ได้หมายความว่า...
เค้าไม่เก่งนะครับ เพียงแค่เค้าอาจจะเก่งด้านอื่น
ที่ทางโรงเรียนไม่ได้วัดด้านนั้นก็ได้
ดังนั้น พ่อแม่ควรจะสังเกตความถนัดของเด็ก
แล้วส่งเสริมด้านนั้นของเด็กต่อไปครับ
เฟียตอยากเผยแพร่บทความนี้
เพราะอาจจะมีเด็กอีกหลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์
เหมือนพี่บอยในตอนเด็ก
อย่าคิดไม่ดีกับตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองโง่นะครับ
คนเราน่าจะมีสักด้านที่เราถนัด
เพียงแต่เราต้องหาด้านนั้นให้เจอ
แล้วก็เรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อไปให้สุดในด้านที่ถนัดครับ
ขอบคุณบทสัมภาษณ์คุณบอย
จาก The Standard, นิตยสาร A Day และบทความจากครูเฟียต
❤ ดีมากๆ มีลูกหลานควรอ่านมากๆเลยนะครับ ครอบครัวสำคัญจริงๆ โดยเฉพาะทัศนคติของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อลูกๆ
ควรค่าต่อการแชร์และบันทึกไว้ 😊
พ่อน้องเซน
สามารถอ่านบทความเต็มได้ที่
https://thestandard.co/boyd-kosiyabong/
08/02/2025
เผลอแวบๆ จบป.4 กับป.1แล้วเนี่ย #บ้านเรียนลำพูน
20/10/2024
จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน
เด็กอนุบาล 1 ไม่ยอมลากเส้นประ ไม่ยอมนั่งเขียนทำการบ้าน แม่เครียดมาก
จริง … หมอฟังแล้วก็เครียด
เครียดกับการเอาเด็กมานั่งปุ๊กแล้วประเส้นนี่แหละ
รอก่อน อย่าเพิ่งเครียด อันนี้อาจเครียดฟรี เครียดเร็ว เครียดเกินกว่าวัย ถ้าจะซีเรียสแนะนำให้เลือกซีเรียสให้ถูกเรื่องเสียก่อน จะดีกว่า เพราะเอาเข้าจริง เด็กปฐมวัยยังไม่ใช่วัยที่จะมานั่งขีดเขียนตัวอักษร ตามเส้นประขนาดนั้น … เด็กเล็กยังไม่ควรมีการบ้านเสียด้วยซ้ำนะ …
เอ้า ! พ่อหมอพูดงี้ แม่กับครูถกแขนเสื้อรอแล้วนะ เดี๋ยวทัวร์ลง 555 ก็ถ้ามันไม่ควรมีก็แล้วทำไมมันมี ‘การบ้าน’ ล่ะ ทำไมโรงเรียนถึงให้การบ้านเด็กมานั่งขีดเส้นล่ะ … เอ้า ! ก็นั่นน่ะสิ 555 คำถามนี้ไม่ควรมาถามพ่อหมอไหมล่ะจ๊ะ ไปถามโน่น โรงเรียน คุณครูโน่น … ((โยนภาระได้อีก 55))
เข้าใจได้นะ ในฝั่งของ รร. ที่อยากให้เด็กได้ขีดเขียน ได้นั่งทำกิจกรรมกับพ่อแม่ที่บ้าน ได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการจับดินสอ และที่สำคัญก็คือ หลายบ้านหลายครอบครัว รวมถึงหลายโรงเรียนก็คาดหวังให้เด็ก เขียนได้ไว เขียนได้ตรง เพราะนี่คือสิ่งที่วัดประเมินผลได้ ไปเรียนแล้วดูได้อะไร … ปัญหาก็คือ พัฒนาการของเด็กพร้อมไหมที่จะเขียน … และเราสามารถกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กด้วยวิธีอื่นที่เป็นไปตามวัยได้ไหมล่ะ คำตอบคือ ได้นะ
หลายบ้านมีปัญหาว่าลูกไม่ยอมเขียนตามเส้นประ … พ่อหมอมักถามไปว่า … แล้วถ้าไม่ใช่การบ้าน แม่เคยนั่งขีดเขียนไปกับลูกไหม เส้นยุ่ง ๆ นั่งขีดจับคู่ในสมุดกิจกรรมที่น่ารัก ๆ หรือมีสีเทียน ชอล์ก กระดาษ กระดานเตรียมให้เขาบ้างไหม เชื่อหรือไม่ว่า หลายบ้านตอบว่า ไม่เคย ไม่มี … ก็สมเหตุผลว่า ทำไมเด็กจึงไม่ได้อยากจะนั่งทำ นั่งขีด เพราะมันไม่เกิดความหมายในชีวิต ขีดไปทำไม เขียนชื่อตัวเองเป็นเพื่ออะไร …
ไม่ได้ต่อต้านการเขียนนะฮะ แต่จงเลือกวิธีการกระตุ้นการเขียนให้เหมาะสม บางบ้านนั่งทำการบ้านไปกับลูก ทำไปดุไป ด่าไป กดดันไป ร้องไห้ใส่กันทั้งแม่ลูก ย้อนกลับไปก็คือ เป้าหมายของการเรียนรู้คืออะไร เพื่อให้เด็กเป็นนักเรียนรู้ที่อยากเรียน อยากเขียนอยากอ่านในระยะยาว สนใจใคร่รู้หาความรู้ได้ มีทักษะในชีวิต … แล้วการนั่งทำการบ้านแบบเครียด แบบสับ บรรยากาศไม่ดีนี่ส่งผลดีต่อการเรียนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร จึงไม่แปลกใจว่าเด็กหลายคนจึงต่อต้านการทำการบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียน … อันนี้มีงานวิจัยสนับสนุนด้วยนะว่า “จริง”
#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
ปล. สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 5 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำ
หรืออินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/
A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก *
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. เลี้ยงลูกทางสายกลาง (คู่มือการดูแลเด็กเล็ก)
D. เส้นทางสายนมแม่
E. เลี้ยงลูกให้ไกลโรค (ความรู้เรื่องสุขภาพ อาการ โรคและยาในเด็ก)
F. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)
04/10/2024
เรียนแค่ที่ต้องเอามาใช้ตามวัยพอ ถ้าเขาอยากเรียนเพิ่มเขาจะบอกเอง
ผมย้ำเสมอว่า เด็กบางคนเท่านั้นที่เรียนเกินระดับได้โดยไม่มีผลเสีย มีแต่ผลดี แต่บางคนไม่ได้ เกิดผลเสียในระยะยาวแน่นอน
ที่โพสต์หมายถึงอะไร
ผลดีระยะสั้น คือ ถ้าเราพาน้องเรียนเกินระดับไป เนื้อหามันไม่ลึก เช่น พาเด็ก ป.2 ไปเรียนเศษส่วน ป.4-ป.5 หรือ พาเด็ก ป.3 ไปแก้สมการ โดยใช้ตัวแปร x , y เป็นต้น ลำพังสอนพื้นฐานไม่ใช่ปัญหา สอนยังไงให้บวกเป็น สอนยังไงให้แก้สมการเป็น แต่พอ ไปสอบจริงไม่ได้ใช้ เกิดประโยชน์อะไร หรือ ทางบ้านต้องการรางวัล เลยต้องเรียนเกินเยอะๆ แล้วไปสอบไม่เห็นผล แล้วถามน้องว่าทำไมไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ผิด มาตั้งแต่วางไว้แล้ว
แต่กลับกัน ถ้าเราหาโจทย์ หรือ ฝึกเขาทำโจทย์แบบในวัยของเขา ด้วย pattern เดิมบ่อยๆ เขาจะจำได้และทำได้เองโดยอัตโนมัติ บางท่านอาจจะบอก โจทย์ไม่มีแล้วทำหมดแล้ว แนะนำแบบนี้ครับ เอาของเดิมที่เคยทำ มาเปลี่ยนชื่อตัวละคร ลบที่เคยทดทิ้งไว้ไม่ให้เห็นรอย ก็ได้โจทย์ใหม่ละ บางบ้านคุณพ่อคุณแม่มีความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ ก็เปลี่ยนตัวเลขด้วยเลย
ผลเสียระยะยาว คือ น้องบางคนชอบที่จะทำแต่โจทย์พื้นฐาน คือ พวก บวก ลบ คูณหาร และการดำเนินการเท่านั้น เวลาเจอโจทย์ วิเคราะห์ หรือโจทย์ปัญหา ตายคาที่ เพราะอะไร เพราะเขาฝึกมาจนชิน ไม่เคยฝึกอย่างอื่น ดังนั้น ควรฝึกคู่กันไป เรียนเกินไปสัก 1 ชั้น เท่าที่จำเป็นต้องใช้ก็พอ กับโจทย์ในระดับของน้อง
ที่โพสต์ เพราะเป็นห่วง
หลายท่านมักถามผมว่าทำไมน้องทำไม่ได้
เพราะน้องไม่ชอบที่จะคิด ไม่ชอบที่จะวิเคราะห์ การที่จะทำให้เขาชอบคิด ชอบวิเคราะห์ ต้องให้เขาฝึกบ่อยๆ จนชิน แล้วเขาก็จะทำได้
นี่คือเหตุผลที่ผมชอบสอนโจทย์ปัญหา และ พาเด็กแก้โจทย์ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ
ผ้าขาว ใส่สีอะไรก็เป็นสีนั้น สถาบันกวดวิชา แต่ละที่ก็แต่ละสี ถ้าท่านจับน้องละเลงสี ก็เท่ากับ สีนั้นกำลังจะเละและเน่า
30/12/2023
คำถามที่ไม่มีวันหายไป
"ทำไมลูกไม่โรงเรียน"
"ทำไมแม่ไม่ไปทำงาน"
จะบอกว่า
ไม่ไปโรงเรียน ไม่เท่ากับ ไม่เรียนรู้
ไปโรงเรียน ไม่เท่ากับ ดีที่สุด
สังคม ไม่เท่ากับ ต้องมีเพื่อนในโรงเรียน
อยู่บ้าน ไม่เท่ากับว่างงาน
มาเที่ยว ก็ไม่เท่ากับ ว่างงาน
ทำงาน ไม่เท่ากับ ต้องทำงานประจำเท่านั้น
แม่นอนวันละ 4-6 ชม.เท่านั้น แต่คนไม่เคยโฟกัสสิ่งที่ทำระหว่างวันหรือถามว่า เวลา18-20 ชม.ทำอะไร นอนตอนไหน สนใจแต่ว่า "ตื่นกี่โมง" "ตื่นเช้าออกไปทำงานเหมือนชาวบ้านเขาไหม นี่หล่ะ นิสัยคนส่วนใหญ่ (ที่เจอ)
เทคโนโลยี ไม่ใช่สิ่งเดียวในโลกอนาคตที่พัฒนาได้ ความคิดคนเราคือสิ่งเริ่มต้นของการพัฒนาทุกอย่าง
ก่อนจะพัฒนาอะไร พัฒนาความคิดก่อนเลย
อาชีพเกิดใหม่ได้ทุกวัน เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ไม่มีใครหลอกที่ทำอยู่อาชีพเดียวบนโลกนี้ (เอ๊ะ รึยังมี) เพราะ โลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยเงิน และไม่มีใครหลอกมั้ง ที่ภาระเต็มมือ แล้วทำตัวขี้เกียจไม่ดิ้นรนหาเงิน (เอ๊ะ รึมี)
แต่จะมีหรือไม่มีไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญคือ
"เรื่องนั้นๆสำคัญหรือส่งผลกับชีวิตเรา หรือเขายังไง "
เกิดประโยชน์ต่อตัวเองหรือเขาหรือคนอื่นไหม
อาชีพของแม่ เท่ากับ ทุกอาชีพบนโลกนี้ นิยามคำว่า "นายห้าง" ไม่ตายตัว ทักษะ ความรู้ ความสามารถ แต่ละคนแตกต่างกัน หาตัวเองให้เจอ "แล้วงัดมันออกมาใช้"
คุณคือ "ผู้เชี่ยวชาญ" ในแบบของคุณ ไม่มีใครด้อยกว่าใคร
รูปแบบอาชีพและวิถีของแม่มันลิงก์กันมากจนเขียนเป็นแผนผังชีวิต 30 ปีได้เลยหล่ะ เพราะแม่เป็นเจ้าของระบบและแม่ใช้มันเป็น ที่เหลือก็แค่ "วิ่งมาราธอน" สะสมแต้มประสบการณ์และความสำเร็จไปเรื่อยๆ เท่านั้น
แน่นอนว่า "การเลี้ยงลูกให้ดี" คือหนึ่งใน "งานและความสำเร็จของแม่" คนมักจะตีความสำเร็จว่า "ต้องทำงานได้เงินเยอะๆเท่านั้น" จริงๆไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าเราหาสิ่งอื่นเจอก่อน เราสำเร็จทันที
การที่เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ มีรอยยิ้มและคนที่เรารักและรักเรา ได้รับคำขอบคุณจากที่เราส่งต่อไป แล้วเค้าบอกว่า "พี่มีความสุขและสนุกกับมันมากเลย ชอบที่มาเรียนและทำงานกับเรา" ใจโคตรฟูเลยนะ
งานที่เราสร้างคุณค่าให้ตัวเองและผู้อื่นและเขาสามารถส่งต่อคุณค่านี้ไปเรื่อยๆไม่จำกัด เนี่ยแหล่ะ "ความสำเร็จ"
เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูก เลี้ยงเค้าให้ดี ให้เค้ารู้คุณค่าตัวเอง วางแผนชีวิตตัวเองได้ หาตัวเองเจอเร็วๆ แล้ววันที่ลูกพูดกับเราว่า "แม่คือฮีโร่" "you are the best mom"
แล้วจะรู้ว่า "ความสุขความสำเร็จหาง่ายกว่าที่คิด"
เป็นแม่ต้องฝึกแยกร่าง
ที่ตั้ง
ประเภท
ที่อยู่
Lamphun