AstroClub LKS Logic will get you A to B ,Imagination will take you everywhere

chemistry
29/04/2026

chemistry

🧪 Welcome to the world of CHEMISTRY
เปิดเทอมนี้…ไม่ใช่แค่การเรียนสูตร
แต่คือการ “เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก” ⚡

ทุกปฏิกิริยา…เริ่มจากการตั้งคำถาม
ทุกการทดลอง…นำไปสู่การค้นพบ
และทุกการเรียนรู้…เปลี่ยนอนาคตได้ 🔬

👩‍🏫 ทีมครูเคมี (Chemistry Teacher Team)
ครูนงนุช แสนเงิน
ครูกัญญารัตน์ มูลวิชา
ครูนารีรัตน์ รุ่งเรือง
ครูตรีนุช เพชรแสงงาม
ครูวริศรา กิจจาภานันท์
ครูพิมพ์ชนก หมอกฤทธิ์
ครูธีรศักดิ์ นัยวิริยะ
ครูวิภาวรรณ อุตจันทร์

🔥 เพราะ “เคมี” ไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ
แต่คือพลังที่ขับเคลื่อนทุกสิ่งรอบตัว

📚 เปิดเทอม 1/2569
มาร่วมค้นพบโลกแห่งปฏิกิริยาไปด้วยกัน 💜

🧪 “Not just learning Chemistry… but becoming part of it.”

biology
29/04/2026

biology

🧬 Welcome to the world of LIFE
เปิดเทอมนี้…การเรียนรู้ไม่ใช่แค่ในหนังสือ
แต่คือการ “เข้าใจชีวิตจริง” 🌱
ทีมครูชีววิทยา พร้อมพานักเรียนทุกคน
ออกสำรวจโลกแห่งชีวิต ตั้งแต่ระดับเซลล์
ไปจนถึงระบบนิเวศ 🌍

👩‍🏫 ทีมครูชีววิทยา
ครูสิริวิมล นิรันดร์กุลสิทธิ์
ครูภูวณัฐ โพธิ์งาม
ครูนาริฐา อินถานะ
ครูบุญฑริกา วงศ์คำลือ
ครูศิริญญา ภวกตานนท์ ณ มหาสารคาม
ครูจริยา โชติคณากุล
ครูจิรารัตน์ วงศ์วิไล
ครูพงษ์ธลักษณ์ สิบแก้ว
ครูจุฑามาศ กันทะวัง

💚 เพราะ “ชีวิต” คือบทเรียนที่สำคัญที่สุด
และครูคือผู้จุดประกายการเติบโต

📚 เปิดเทอม 1/2569
ยินดีต้อนรับสู่ห้องเรียนชีววิทยา
ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้และแรงบันดาลใจ 🧬✨

science
29/04/2026

science

🌟 Welcome to the world of SCIENCE
เปิดเทอมนี้…ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เนื้อหา
แต่คือการ “เข้าใจโลกทั้งใบ” 🌍

จากอะตอมเล็กที่สุด ⚛️
สู่จักรวาลที่ยิ่งใหญ่ 🚀
ทุกคำถามคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบ
และทุกการเรียนรู้…เปลี่ยนชีวิตได้จริง 🔬✨

👩‍🏫 ทีมครูวิทยาศาสตร์
ครูอำไพ พิชิตสันต์
ครูปารมี สุปินะ
ครูรุจิรัตน์ เป็งสา
ครูกุญชรี ผ่านสุวรรณ

💡 เพราะ “วิทยาศาสตร์” ไม่ใช่แค่บทเรียน
แต่คือเครื่องมือในการเข้าใจโลก และพัฒนาตัวเรา

📚 เปิดเทอม 1/2569
ยินดีต้อนรับสู่การเรียนรู้ที่ไม่มีขีดจำกัด 🚀

physics
29/04/2026

physics

⚡ Welcome to the world of PHYSICS
เปิดเทอมนี้…ไม่ใช่แค่การเรียนสูตร
แต่คือการ “เข้าใจกฎของจักรวาล” 🌌

ทุกแรงมีผลลัพธ์
ทุกการเคลื่อนที่มีทิศทาง
และทุกความสงสัย…นำไปสู่การค้นพบ 🔭

👨‍🏫 ทีมครูฟิสิกส์
ครูเนื้อน้อง ศรีตะบุตร
ครูจิตตวัฒน์ เมืองมาหล้า
ครูนพพร ปุกคำ
ครูทศวัตน์ หอมแก่นจันทร์
ครูดุษฏี ศรีทรงราช
ครูขวัญณภัทร พันอินทร์
ครูนภารัตน์ สูตรเลข
ครูฐิติกร หล้าวงศ์ษา
ครูสรัสพร สุปินะ

💡 เพราะ “ฟิสิกส์” ไม่ใช่แค่ตัวเลข
แต่คือพลังที่อธิบายทุกสิ่งรอบตัว

📚 เปิดเทอม 1/2569
มาร่วมออกเดินทางสู่ความเข้าใจจักรวาลไปด้วยกัน

⚡ Physics isn’t just a subject It’s a “power” that explains everything

13/04/2026

ด่วน! นักวิทย์ระดับโลกกำลังจับตาสัญญาณอันตรายใต้แปซิฟิก และไทยเราอาจจะต้องเตรียมรับมือกับ "ซูเปอร์เอลนีโญ" กันแล้วครับ เรื่องของเรื่องคือเมื่อเดือนเมษายน ปี 2026 องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือ NOAA ได้ออกรายงานเตือนว่ามีโอกาสถึง 61% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) จะเริ่มก่อตัวจริงจังในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2026 นี้
ตอนนี้ถ้าเรามองแค่ผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก มันอาจจะยังดูสงบนิ่งและมีอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ความจริงแล้วภายใต้ความสงบนั้นมีกลไกทางฟิสิกส์กำลังซุ่มทำงานอยู่ มวลน้ำอุ่นมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำกำลังเคลื่อนตัวและแผ่ขยายไปทางทิศตะวันออก
ตามกลไกปกติ โลกของเราจะมี ลมค้า (Trade winds) ที่คอยพัดพาน้ำอุ่นมาหล่อเลี้ยงทางฝั่งเอเชียบ้านเรา แต่ข้อมูลล่าสุดกลับพบสิ่งที่เรียกว่า ความผิดปกติของลมตะวันตก (Westerly wind anomalies) พูดง่ายๆ คือลมมันเริ่มพัดตีกลับทิศทาง แล้วดันเอามวลความร้อนมหาศาลที่สะสมไว้นี้ให้เคลื่อนข้ามมหาสมุทรกลับไปทางตะวันออกแทน
สถานการณ์นี้เปรียบได้กับการที่เราเอาพัดลมเป่าผิวน้ำในสระให้ไปกองรวมกันอยู่ฝั่งเดียวมาตลอดเวลา พอพัดลมเกิดหมดแรงหรือหันไปเป่าผิดทิศ น้ำที่กองรวมกันอยู่ก็จะไหลทะลักย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือการเปลี่ยนทิศทางลมรอบนี้รุนแรงเอาเรื่อง แถมปริมาณน้ำอุ่นที่สะสมไว้ยังมหาศาลจนอาจจะมีมากกว่าเหตุการณ์เอลนีโญครั้งรุนแรงในอดีตที่ผ่านมาด้วยซ้ำครับ
สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดก็คือ มีโอกาสถึง 25% (หรือ 1 ใน 4) ที่ปรากฏการณ์นี้จะทวีความรุนแรงจนกลายเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Niño) ในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือปลายปี 2026
ซึ่งเกณฑ์ที่จะถูกยกระดับเป็นซูเปอร์เอลนีโญได้นั้น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะต้องร้อนทะลุค่าเฉลี่ยปกติไปอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ที่น่าตกใจคือ แค่ช่วงเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกก็ร้อนจัดจนทำสถิติสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ไปแล้ว
และเมื่อเอลนีโญก่อตัวขึ้น มันจะทำหน้าที่เหมือนการเปิดวาล์วปลดปล่อยความร้อนมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทรให้ระเหยกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะไปดันให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกโดยเฉลี่ยพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก ยิ่งพอกลไกนี้มาทำงานร่วมกับสภาวะโลกร้อนที่เราเจอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ปี 2026 หรือ 2027 จึงมีโอกาสสูงมากที่จะทุบสถิติกลายเป็นปีที่ "ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกไว้" รวมทั้งอาจเข้าไปป่วนรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ขยับเข้ามาดูสถานการณ์ใกล้ตัวเราอย่างประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันบ้างครับ สัญญาณเตือนทางชั้นบรรยากาศเริ่มฟ้องให้เราเห็นตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ข้อมูลชี้ชัดว่าบริเวณฝั่งตะวันตกของอินโดนีเซียมีการก่อตัวของเมฆฝนลดลงอย่างผิดสังเกต หรือที่ทางฟิสิกส์เรียกว่า "การพาความร้อนที่ถูกระงับ" (Suppressed convection)
กลไกของมันอธิบายได้ดังนี้ ปกติแล้วมวลน้ำอุ่นจะเป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่คอยปั๊มความชื้นขึ้นไปบนฟ้าเพื่อสร้างเมฆฝนให้เรา แต่พอมวลน้ำอุ่นพวกนี้ถูกกระแสลมพัดตีตัวออกห่างจากภูมิภาคของเราไป ความชื้นในอากาศก็เลยถูกหอบหายตามไปด้วย ผลกระทบที่จะตามมาแบบเลี่ยงไม่ได้เลยคือ ฤดูมรสุม (Monsoon season) ของภูมิภาคเราจะอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่เราจะต้องเผชิญคือภาวะฝนทิ้งช่วง ภัยแล้งที่อาจรุนแรงกว่าปกติ และปริมาณน้ำฝนที่จะหดหายไปยาวๆ ตั้งแต่ปลายปี 2026 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 เราจึงต้องเริ่มวางแผนรับมือความเสี่ยงเรื่องผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารกันอย่างจริงจังแล้วครับ เพราะระบบแจกจ่ายน้ำฝนของโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด ตามเส้นทางของมวลน้ำอุ่นมหาศาลที่กำลังเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ในขณะนี้

[แหล่งอ้างอิง]
[1] Climate Prediction Center, National Centers for Environmental Prediction. (2026). EL NIÑO/SOUTHERN OSCILLATION (ENSO) DIAGNOSTIC DISCUSSION. National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA).
[2] Shah, S. (2026). Is a Super El Niño Coming in 2026? Here's What Scientists Are Saying. Time Magazine.
[3] Guth, A. F. (2026). Very strong El Niño could emerge. Here's what California expects. San Francisco Chronicle (SFGATE).
#เอลนีโญ #สภาพอากาศ #โลกร้อน #ภัยแล้ง #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #ซูเปอร์เอลนีโญ #ฟิสิกส์ชั้นบรรยากาศ

24/03/2026

อัปเดต จำนวนดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดี

ศูนย์วัตถุเชิงดาวเคราะห์ขนาดเล็ก (Minor Planet Center : MPC) หน่วยงานทางการที่รับผิดชอบด้านการสังเกตการณ์และรายงานเกี่ยวกับเหล่าวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ ภายใต้สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (International Astronomical Union : IAU) ประกาศยืนยันการค้นพบดวงจันทร์บริวารดวงใหม่ 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี และ 11 ดวงของดาวเสาร์ ทำให้ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์มีจำนวนดวงจันทร์บริวารที่ 101 ดวงและ 285 ดวง ตามลำดับ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 2026
________

#ดาวพฤหัสบดี
ดวงจันทร์บริวารดวงใหม่ 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี (เรียงจากความใกล้-ไกลดาวเคราะห์ดวงแม่) ได้แก่
- S/2011 J 4 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2011
- S/2024 J 1 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~2 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2024
- S/2018 J 5 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~2 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2018
- S/2011 J 5 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~2 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2011

สำหรับดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีที่เพิ่งยืนยันเหล่านี้ อยู่ในกลุ่มย่อยของดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดี 2 กลุ่ม

- S/2011 J 4 : เป็นสมาชิกของ “กลุ่มดวงจันทร์ฮิมาเลีย” (Himalia group) กลุ่มของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กมาก อยู่ตามบริเวณวงโคจรของดวงจันทร์ฮิมาเลีย โดยอยู่ถัดออกมาจาก “ดวงจันทร์กาลิเลียน” (กลุ่มของดวงจันทร์ใหญ่สุด 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี) ที่ระยะห่างราว 11.1 ล้าน - 12.3 ล้านกิโลเมตร (คาบการโคจรนาน 240 - 277 วัน) และมีทิศทางการโคจรสอดคล้องกับทิศทางการหมุนรอบตัวเองของดาวพฤหัสบดี (ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์ทำมุมเอียงกับระนาบวงโคจรของดาวพฤหัสบดี 27 - 29 องศา)

- S/2024 J 1, S/2018 J 5 และ S/2011 J 5 : เป็นสมาชิกของ “กลุ่มดวงจันทร์คาร์มี” (Carme group) กลุ่มของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กมาก อยู่ตามบริเวณวงโคจรของดวงจันทร์คาร์มี โดยอยู่ห่างจากดาวพฤหัสบดีมาก ที่ระยะห่างราว 22.7 ล้าน - 23.7 ล้านกิโลเมตร (คาบการโคจรนาน 700 - 746 วัน) และมีทิศทางการโคจรสวนทางกับทิศทางการหมุนรอบตัวเองของดาวพฤหัสบดี (ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์ทำมุมเอียงกับระนาบวงโคจรของดาวพฤหัสบดี 163 - 165 องศา)
________

#ดาวเสาร์
ดวงจันทร์บริวารดวงใหม่ 11 ดวงของดาวเสาร์ (เรียงจากความใกล้-ไกลดาวเคราะห์ดวงแม่) ได้แก่
- S/2023 S 56 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023
- S/2020 S 48 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2020
- S/2023 S 55 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023
- S/2023 S 53 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023
- S/2023 S 54 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023
- S/2020 S 46 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2020
- S/2023 S 57 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~2 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023
- S/2020 S 47 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2020
- S/2023 S 52 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023
- S/2023 S 51 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023
- S/2020 S 45 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ~3 กิโลเมตร ตรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2020

ส่วนดวงจันทร์ของดาวเสาร์ ที่เพิ่งยืนยันเหล่านี้ อยู่ในกลุ่มย่อยของดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ 3 กลุ่ม

- S/2023 S 56 และ S/2020 S 48 : เป็นสมาชิกของ “กลุ่มดวงจันทร์อินูอิต” (Inuit group) กลุ่มของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กมาก บางดวงตั้งชื่อจากเทพปกรณัมอินูอิตของชนกลุ่มอินูอิต ทางตอนเหนือของแคนาดา โดยอยู่ห่างจากดาวเสาร์ ที่ระยะห่างราว 16.3 ล้าน - 23.3 ล้านกิโลเมตร (คาบการโคจรนาน 783 - 1,341 วัน) และมีทิศทางการโคจรสอดคล้องกับทิศทางการหมุนรอบตัวเองของดาวเสาร์ (ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์ทำมุมเอียงกับระนาบวงโคจรของดาวเสาร์ 40 - 51 องศา)

- S/2023 S 55 และ S/2020 S 54 : เป็นสมาชิกของ “กลุ่มดวงจันทร์กัลลิก” (Gallic group) กลุ่มของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กมาก ที่บางดวงตั้งชื่อจากเทพปกรณัมเคลต์ของชนกลุ่มเคลต์ ทางตอนกลางของยุโรป โดยอยู่ห่างจากดาวเสาร์ ที่ระยะห่างราว 11.2 ล้าน - 18.6 ล้านกิโลเมตร (คาบการโคจรนาน 443 - 945 วัน) และมีทิศทางการโคจรสอดคล้องกับทิศทางการหมุนรอบตัวเองของดาวเสาร์ (ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์ทำมุมเอียงกับระนาบวงโคจรของดาวเสาร์ 34 - 40 องศา)

- S/2023 S 53, S/2020 S 46, S/2023 S 57, S/2020 S 47, S/2023 S 52, S/2023 S 51 และ S/2020 S 45 : เป็นสมาชิกของ “กลุ่มดวงจันทร์นอร์ส” (Norse group) กลุ่มของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กมาก ที่บางดวงตั้งชื่อจากเทพปกรณัมนอร์สของชนกลุ่มนอร์ส ทางตอนเหนือของยุโรป โดยอยู่ห่างจากดาวเสาร์ ที่ระยะห่างราว 11.6 ล้าน - 27.3 ล้านกิโลเมตร (คาบการโคจรนาน 470 - 1,681 วัน) และมีทิศทางการโคจรสวนทางกับทิศทางการหมุนรอบตัวเองของดาวเสาร์ (ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์ทำมุมเอียงกับระนาบวงโคจรของดาวพฤหัสบดี 136 - 178 องศา)
________

ตามแนวทางปกติของนักดาราศาสตร์ที่ตรวจหาดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ชั้นนอก เมื่อตรวจพบสิ่งที่คาดว่าเป็นดวงจันทร์แล้ว จะยังไม่ยืนยันรับรองว่าเป็นดวงจันทร์บริวารทันที แต่จะต้องรอการสังเกตการณ์เพิ่มเติมจากฝ่ายอื่น ๆ (ทั้งนักดาราศาสตร์ กล้องโทรทรรศน์ และยานสำรวจ) จนกว่าจะสามารถคำนวณวงโคจรและคาดการณ์ตำแหน่ง จนแน่ใจว่าวัตถุนั้นเป็นดวงจันทร์บริวาร (ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้) ถึงจะยืนยันรับรองว่าเป็นดวงจันทร์บริวาร ดังเช่น S/2011 J 4 และ S/2011 J 5 ของดาวพฤหัสบดี ที่ต้องรอถึง 15 ปี ถึงจะรับรองว่าเป็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี

และเพราะนักดาราศาสตร์มีเทคโนโลยีและเทคนิคในการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงการส่งยานสำรวจไปยังดาวเคราะห์ ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถตรวจพบดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (โดยเฉพาะพวกดาวเคราะห์ชั้นนอก ที่เป็นดาวเคราะห์แก๊สขนาดใหญ่)

ณ ปัจจุบัน (มีนาคม 2026) ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะมีจำนวนดวงจันทร์บริวารแตกต่างกันไป โดยเรียงจากมากไปน้อย ดังนี้ ดาวเสาร์มี 285 ดวง ดาวพฤหัสบดี 101 ดวง ดาวยูเรนัส 29 ดวง ดาวเนปจูน 16 ดวง ดาวอังคาร 2 ดวง โลก 1 ดวง ส่วนดาวศุกร์และดาวพุธไม่มีดวงจันทร์บริวาร

เรียบเรียง
พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

ที่มาของข้อมูล
- https://www.minorplanetcenter.net/mpec/K26/K26F09.html
- https://www.minorplanetcenter.net/mpec/K26/K26F10.html
- https://www.minorplanetcenter.net/mpec/K26/K26F11.html
- https://www.minorplanetcenter.net/mpec/K26/K26F12.html
- https://www.minorplanetcenter.net/mpec/K26/K26F14.html

16/03/2026

📣 เปิดลงทะเบียนแล้ว! #การประชุมวิชาการดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย (สำหรับเยาวชน) ครั้งที่ 12 (English below)

เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และครูที่ปรึกษาโครงงาน ส่งโครงงานดาราศาสตร์ เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิชาการดาราศาสตร์บนเวทีระดับประเทศ

#กำหนดการรับสมัคร
- 24 พฤษภาคม 2569 > ปิดรับสมัครลงทะเบียน/ส่ง (ร่าง) รายงานฉบับสมบูรณ์
- 2 มิถุนายน 2569 > ประกาศผลการพิจารณา
- 5 มิถุนายน 2569 > ยืนยัน
- 12 มิถุนายน 2568 > หมดเขตส่งรายงานฉบับสมบูรณ์

#สถานที่จัดงาน
- โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
>> http://www.narit.or.th/index.php/tacs

📍 สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ - 24 พฤษภาคม 2569
>>https://bit.ly/TACs2026_ApplicationForms

สำหรับผู้สมัครเข้าร่วมแบบไม่นำเสนอ สมัครตั้งแต่วันนี้ - 12 มิถุนายน 2569
>> https://bit.ly/TACs2026_Registration_Non-Presentation

--------------------------------

📣 Open for applications! The 12th Thai Astronomical Conference (Student Session)

Admission schedule:
- May 24, 2026 > Registration & First draft of full paper Submission Deadline
- June 2, 2026 > Announcement
- June 5, 2026 > Confirmation to Participate
- June 12, 2026 > Full Paper Submission Deadline

The venue:
- Khum Phucome Hotel, Chiang Mai
For more information, visit the webpage
>> http://www.narit.or.th/index.php/tacs

📍 Apply now:
>> https://bit.ly/TACs2026_ApplicationForms

#ประชุมวิชาการ #ดาราศาสตร์

13/03/2026

นักฟิสิกส์เสนอว่า เอกภพของเราอาจเป็นแค่ "พิกเซล" ระดับควอนตัม… เราคุ้นเคยกับการมอง พื้นที่ว่าง-เวลา (Spacetime) ว่ามีความราบเรียบและต่อเนื่องกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันมาโดยตลอด ทว่าในแวดวงฟิสิกส์ยุคใหม่มีแนวคิดที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งที่เสนอว่าโครงสร้างของเอกภพในระดับพื้นฐานที่สุดอาจมีลักษณะเป็นพิกเซล (Pixelated) ซึ่งประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยของกาลอวกาศที่เล็กเกินกว่าจะแบ่งย่อยลงไปได้อีก หรือที่เรียกว่า พิกเซลควอนตัมสเกลพลังค์ (Planck-scale quantum pixels) แนวคิดนี้เปรียบได้กับการมองภาพถ่ายดิจิทัลความละเอียดสูง ซึ่งหากซูมภาพเข้าไปจนสุดขีดความสามารถ เราจะเห็นว่าภาพที่ดูเรียบเนียนนั้นประกอบขึ้นจากเม็ดสีสี่เหลี่ยมเล็กๆ จำนวนมหาศาลที่เรียงต่อกันและไม่สามารถหั่นแบ่งลงไปได้อีกแล้ว ในบริบทของฟิสิกส์เชิงทฤษฎี กรอบการทำงานอย่างความโน้มถ่วงเชิงควอนตัมแบบลูป (Loop Quantum Gravity หรือ LQG) ได้ให้คำอธิบายว่าอวกาศถูกถักทอขึ้นจากวงวนเรขาคณิตควอนตัมที่มีขนาดจำกัด
โดยผลงานตีพิมพ์ในปี 2021 ของนักฟิสิกส์ อภัย อัชเตการ์ (Abhay Ashtekar) และ อูเจนิโอ เบียงคี (Eugenio Bianchi) ระบุชัดเจนว่าโครงสร้างเรขาคณิตควอนตัมนี้มี "ช่องว่างของพื้นที่" (Area gap) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดอยู่ ส่งผลให้ค่าของพื้นที่และปริมาตรมีลักษณะเป็น สเปกตรัมแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete spectrum) ความเข้าใจนี้ได้รับการสนับสนุนและขยายความโดย ทฤษฎีเซตเชิงสาเหตุ (Causal Set Theory) ที่มองว่ากาลอวกาศคือกลุ่มของเหตุการณ์ (Events) ที่แยกตัวออกจากกันและถูกจัดเรียงลำดับด้วยความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causality) คล้ายกับการล้มของโดมิโนในปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ก่อนหน้ามากระทบเท่านั้น
ความพยายามที่จะเข้าใจความไม่ต่อเนื่องนี้นำไปสู่การค้นพบทางคณิตศาสตร์ที่สร้างความประหลาดใจอย่างมากในปี 2003 เมื่อ โลรองต์ ไฟรเดล (Laurent Freidel), เอเทอรา อาร์. ลิวีน (Etera R. Livine), และ คาร์โล โรเวลลี (Carlo Rovelli) ได้ทำการศึกษาลึกลงไปในสเปกตรัมของความยาวและพื้นที่ของโมเดลกาลอวกาศ 3 มิติ (2+1 มิติ) พวกเขาพบว่าปริมาณทางเรขาคณิตมีพฤติกรรมที่แปลกไปจากสามัญสำนึก โดยระยะห่างเชิงอวกาศ (Spacelike intervals) มีค่าที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ในขณะที่ระยะห่างเชิงเวลา (Timelike intervals) กลับมีค่าเป็นขั้นๆ อย่างไม่ต่อเนื่องอย่างชัดเจน
การมองกาลอวกาศในรูปแบบของพิกเซลควอนตัมที่จับต้องได้นี้มีประโยชน์มหาศาลในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางคณิตศาสตร์ที่รบกวนนักฟิสิกส์มานาน โดยเฉพาะปัญหา ภาวะเอกฐาน (Singularity) ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งมักจะทำนายถึงจุดที่มีความหนาแน่นเป็นอนันต์ในหลุมดำหรือในช่วงเริ่มต้นของเอกภพ เมื่อเรานำเงื่อนไขของความไม่ต่อเนื่องเข้ามาใช้ ภาวะเอกฐานเหล่านั้นจะถูกอธิบายใหม่ด้วยกลุ่มก้อนของพิกเซลควอนตัมที่มีความหนาแน่นสูงแต่มีค่าจำกัดอย่างชัดเจน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางเลือกอย่าง การสะท้อนกลับครั้งใหญ่ (Big Bounce) จากการที่ปริมาตรไม่สามารถหดตัวลงจนเป็นจุดที่ไร้ขนาดได้อีกต่อไป โครงสร้างที่แท้จริงของความเป็นจริงที่เรากำลังอาศัยอยู่อาจเป็นตารางของพิกเซลระดับควอนตัมที่เรียงร้อยต่อกันด้วยกฎของเหตุและผลพื้นฐาน กำหนดรูปแบบการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งตั้งแต่โครงสร้างอะตอมไปจนถึงการขยายตัวของกาแล็กซีต่างๆ ในเอกภพ

[แหล่งอ้างอิง]
[1] Ashtekar, A., & Bianchi, E. (2021). A Short Review of Loop Quantum Gravity. arXiv preprint arXiv:2104.04394.
[2] Freidel, L., Livine, E. R., & Rovelli, C. (2003). Spectra of Length and Area in (2+1) Lorentzian Loop Quantum Gravity. Class. Quant. Grav. 20 (2003) 1463-1478.
[3] AI Labs: Exploratory Science and Paradoxes. (2024, November 17). The Spacetime Trick That's Redefining Physics: Causal Set Theory [Video]. YouTube.
#ฟิสิกส์ควอนตัม #วิทยาศาสตร์ #ความโน้มถ่วงเชิงควอนตัม #เอกภพ #ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ #กาลอวกาศ #ความรู้ฟิสิกส์

เพราะบ้างครั้ง การมองดูแสงดาวอยู่ไกลๆ อาจปลอดภัยต่อหัวใจมากกว่าการครอบครอง 😶
14/02/2026

เพราะบ้างครั้ง การมองดูแสงดาวอยู่ไกลๆ อาจปลอดภัยต่อหัวใจมากกว่าการครอบครอง 😶

🩶 ⭐ แสงจากดาวฤกษ์ที่เราเห็นอยู่บนท้องฟ้า
คือแสงในอดีตที่ออกเดินทางมาไกลแสนไกล
นานหลายร้อย หลายพัน หรืออาจนับเป็นล้านปี

แต่กว่าจะมาถึงโลกของเรา
ดาวดวงนั้นอาจดับลงไปแล้วก็ได้

ความรักบางครั้งก็เป็นแบบนั้น
เรายังรู้สึกถึงมันอยู่
ทั้งที่ในความจริง
มันจบไปตั้งนานแล้ว

แล้วนิยามความรักของคุณ สุขหรือเศร้า เล่าให้เราฟังได้นะ

Happy Valentine's Day ครับ ✨🩶
___________

#เกร็ดน่ารู้ เรื่องการเดินทางของแสง

แสงเดินทางในสุญญากาศด้วยอัตราเร็ว 299,792,458 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดตามกฎฟิสิกส์ ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนที่ได้เร็วกว่านี้ หากมนุษย์สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วเท่าแสง ภายในเวลาเพียง 1 วินาที เราจะเดินทางรอบโลกได้ประมาณ 7 รอบ

ดวงจันทร์ห่างจากโลกประมาณ 300,000 กิโลเมตร หรือ 1 วินาทีแสง ทุกครั้งที่เราแหงนหน้ามองดวงจันทร์ นั่นคือภาพในอดีตเมื่อ 1 วินาทีที่แล้ว

ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 8 นาทีแสง ทุกครั้งที่เราแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ นั่นคือภาพในอดีตเมื่อ 8 นาทีที่แล้ว

ดังนั้น ทุกครั้งที่เรามองท้องฟ้าในยามค่ำคืน เราไม่ได้มองเพียง “ระยะทาง” อันไกลโพ้น แต่กำลังมองย้อนกลับไปใน “อดีต” ของเอกภพด้วยเสมอ

ที่อยู่

Lampang
52100

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AstroClub LKSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง AstroClub LKS:

ทางลัด

แชร์

ประเภท