28/03/2026
วันก่อนคุณครูภาษาอังกฤษท่านหนึ่งถามเข้ามาว่า... “เราจะสอนให้นักเรียน ป. 1 - 2 เข้าใจภาษาอังกฤษได้อย่างไร?” เป็นคำถามง่าย ๆ แต่วันนี้แอดอยากตอบแบบยาว ๆ ให้ครับ
เด็กอายุช่วง 6 - 7 ขวบ (ในไทยคือจะอยู่ประมาณ ป. 1 - 2) ถ้าเทียบกับระบบการศึกษาที่อังกฤษ (UK, England) ก็จะกำลังเรียนอยู่ในระดับ “KS1 (Key Stage One) Year 2 (Primary Education)” ครับ
หรือเทียบกับที่อเมริกาก็คือประมาณช่วง “First Grade (Elementary School)“ คือเพิ่งจบ Preschool (Pre-K) หรือ Kindergarten (ระดับอนุบาล) มาหมาด ๆ เลย
จริงการจะตอบคำถามว่า “เราจะสอนให้นักเรียน ป. 1 - 2 เข้าใจภาษาอังกฤษได้อย่างไร?” ให้ได้ดีที่สุด แอดอยากให้เราเห็นภาพก่อนคือ... เด็ก ๆ ที่เป็น “native speakers” (ขอเน้นแค่อังกฤษ / อเมริกันเพราะแอดก็สอนเด็ก native สองชาตินี่อยู่) เขาเรียนอะไรกันบ้างในช่วงนี้? เพื่อที่เราจะได้เอามาปรับให้เข้ากับนักเรียนไทยครับ
(แต่ว่าเราจะให้เด็กไทยเราเรียนเหมือนกับเขาเป๊ะ ๆ ไม่ได้หรอกนะครับ สภาพแวดล้อมมันไม่เหมือนกัน โรงเรียนอินเตอร์ในไทยหลายแห่งที่ copy หลักสูตรฝรั่งมาเลย อาจจะทำให้เด็กเครียดเกินกว่าเหตุได้ครับ เพราะเรียนหนักเกินสภาพแวดล้อม พ่อแม่หลายคนมาบ่นกับแอดตลอด)
_______________
สิ่งที่เด็ก ๆ native speakers (American / British) เรียนในช่วง ป. 1 - 2 คือ... (เรียงลำดับตามความสำคัญ)
ทักษะด้านการอ่านออกเสียง (Phonics):
—> คุณครูเน้นส่งเสริม Phonemic Awareness โดยให้นักเรียนฝึกแยกแยะเสียงว่าเป็นเสียงสระหรือพยัญชนะ เป็นเสียงสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว หรือเป็นเสียงพยัญชนะแบบ voiced หรือ voiceless
ในช่วงนี้คุณครูต้องเน้นให้เด็ก ๆ ฝึกสามทักษะครับ ได้แก่ Blending (การประสมเสียง) Segmenting (การแยกแยะเสียง) และ Decoding (การเอาเสียงมาเขียนเป็นตัวอักษร)
สำหรับเด็กไทยนั้น ไม่ต้องเยอะมากครับ เราจะโฟกัสที่ “สระเสียงสั้น” ที่เป็นพื้นฐานก่อนเลย ได้แก่ Short A E I O U (สระแอะ เอะ อิ เอาะ อะ) และเสียงพยัญชนะที่สำคัญในช่วงแรกคือ S, T, P, N, R, K (และ -CK), D, M ครับ
ให้เด็กเขาฝึก blend เสียงเหล่านี้ออกมาเป็นคำง่าย ๆ ในโครงสร้าง CVC (Consonant + Vowel + Consonant) เช่น...
👉🏻 sss ~ i ~ t (สฺ อิ ทฺ) —> “SIT”
👉🏻 nnn ~ e ~ k (อึน เอะ คฺ) —> “NECK”
👉🏻 rrr ~ u ~ nnn (เออรฺ อะ อึน) —> “RUN”
👉🏻 p ~ a ~ d (พฺ แอะ ดฺ) —> “PAD”
แล้วก็ฝึก segment (แยกเสียง) โดยคุณครูอาจจะเลือกคำศัพท์มา 5 - 10 คำ (โดยต้องใช้แค่เสียง short A E I O U และ S T P N R K (-CK) D M) เช่นคำศัพท์อย่าง... “Pan, Map, Pack, Net, Ten, Kid, Sick, Rock, Sun, Cup”
👉🏻 Pan (แพน) ประกอบไปด้วยเสียง “p ~ a ~ nnn” (พฺ แอะ อึน)
👉🏻 Map (แมพ) ประกอบไปด้วยเสียง “mmm ~ a ~ p” (อึม แอะ พฺ)
👉🏻 Rock (รอค) ประกอบไปด้วยเสียง “er ~ o ~ k” (เออรฺ เอาะ คฺ)
👉🏻 Cup (คัพ) ประกอบไปด้วยเสียง “k ~ u ~ p” (คฺ อะ พฺ)
สุดท้ายคือการ decode มันก็คล้าย ๆ การเขียนตามคำบอกนั่นเองครับ โดยคุณครูจะทดสอบเด็ก ๆ ประมาณนี้...
👉🏻 “ดัค” ที่แปลว่า เป็ด เขียนว่า.... (ทดสอบว่าเด็ก ๆ จะเขียนเป็น Duk ตามเสียงหรือ Duck ตามวิธีสะกดที่ถูกต้อง)
👉🏻 “คัพ” ที่แปลว่า แก้ว เขียนว่า... (kup vs cup)
👉🏻 “เนค” ที่แปลว่า คอ เขียนว่า... (nek vs nec vs neck)
ตรงนี้คุณครูต้องออกเสียงให้ชัดเจนด้วย เพราะเด็ก ๆ จะเขียนตามเสียงที่เขาได้ยิน (มักจะเป็นการทดสอบว่าเด็ก ๆ เขามี spelling aware มากน้อยแค่ไหน เช่นเข้าใจไหมว่าเสียง /k/ บางทีสะกดด้วย k, -ck หรือ c ก็ได้)
คุณครูต้องสร้าง phonemic awareness ควบคู่ไปกับ “spelling awareness” (ความเข้าใจว่า “หนึ่งเสียง”มันสะกดได้หลายแบบ) ให้นักเรียนด้วย
. . . . . . . . . . . . . .
อีกหัวข้อที่สำคัญในทักษะการอ่านของเด็กในช่วงวัย 6 - 7 ขวบคือ...
—> “Sight words” และทักษะการ Read by sight ยังคงเป็นหัวข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้เสมอครับ
แต่ตรงนี้ดันเป็นจุดที่คุณครูหลายคนเข้าใจผิดครับ แอดหมายถึงคุณครูที่เป็น native speaker ที่สอนในโรงเรียนอินเตอร์ที่ไทยนี่แหละ หลายคน (ส่วนมากเลย) ไม่ได้จบสาย ELT (English Language Teaching) มาตรง ๆ แต่อาศัยว่าตัวเองเป็น native speaker จึงได้มาสอนในโรงเรียนไทย
ให้ทำความเข้าใจใหม่ดังนี้ครับ...
📌 “Sight words” คือคำศัพท์ที่นักเรียนต้องฝึก “อ่านโดยการจำ” ไม่ต้องพยายามไปสะกด (ไม่ต้องฝึก blend, segment หรือ decode) ส่วนมากจะเป็นพวก function words (pronoun, preposition, conjunction, articles) เช่น “the, and, it, is, are, was of, to, they, you, this, that” เป็นต้น
คำเหล่านี้ไม่ต้องฝึกออกเสียงเพราะเวลามันไม่อยู่ในประโยคมันจะอ่านอีกแบบ (to อ่าน เทอะ / and อ่าน เอิน / คำอย่าง the, that, they มักจะถูกละเสียง th- ออกไป / คำอย่าง is, are มักจะถูกลดรูป) จึงไม่ต้องเน้นฝึกออกเสียงคำเหล่านี้มาก แต่ให้เด็กฝึกอ่านมันเร็ว ๆ (คือมองแล้วอ่านเลยแบบไม่ต้องสะกดทีละเสียง) มันจึงถูกเรียกว่า “sight word” (คำที่อ่านจากการมองดู ไม่ใช่การสะกด)
ส่วนสกิล 📌 “Read by sight” คือการที่นักเรียนสามารถอ่าน “คำสองพยางค์” ขึ้นไปได้แบบทันโดยไม่ต้องสะกดทีละเสียง เช่นนักเรียนเห็นคำว่า “calendar” ก็อ่านได้เลยว่า “แคล-เลน-เดอะ“ (CAL-en-dar) โดยไม่ต้องมานั่ง blend หรือ segment เป็น “คฺ แอะ อึล เอะ อึน เออะ —> แคล-เลน-เดอะ” ทุกครั้งที่เจอคำศัพท์ใหม่ ๆ เหมือนเด็กอนุบาลอีกแล้ว
สรุป:
- Sight words 👉🏻 คำ function word ที่เราไม่ต้องฝึกอ่านด้วยการสะกดทีละเสียง
- Read by sight 👉🏻 การอ่านคำศัพท์(สอง/สาม/สี่พยางค์)ได้ทันทีโดยไม่ต้องสะกดทีละเสียง
________________
เรียงลำดับการเรียนตามนี้ จึงจะเหมาะสมครับ ถ้าข้ามขั้นเมื่อไร (เช่นไปฝึกสกิล Read by sight โดยไม่เคยฝึก blending, segmenting, decoding มาก่อน) เด็กจะเริ่ม struggle และไม่สนุกกับการเรียนทันที
อันนี้แอดตอบคำถามแค่ในขั้นเบื้องต้นก่อนครับ (คือคำถามที่หนึ่งจากในรูปที่ว่า “เราจะสอนให้นักเรียน ป. 1 - 2 เข้าใจภาษาอังกฤษได้อย่างไร?”) แค่คำถามแรกก็ตอบยาวขนาดนี้แล้ว 😭🙏🏻
แต่แอดคิดว่าถ้าตอบคำถามแรกนี้ได้ คำถามอื่น ๆ ที่พ่วงมาก็น่าจะได้คำตอบไปด้วยแล้วนะครับ ไว้ในอนาคตจะมาขยายความเพิ่มเติมว่า “นักเรียนไทย” ในระดับอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย วัยทำงาน วัยเกษียณ ควรมี approach ในการเรียน Phonics (การฝึกอ่านออกเสียง) อย่างไรบ้าง
“รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน”
JGC. ✌🏻🇬🇧