Fair Finance Thailand

Fair Finance Thailand แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) มุ่งผลักดันการธนาคารที่ยั่งยืน

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2561 สมาชิกประกอบด้วยบริษัทวิจัย 1 บริษัท และองค์กรภาคประชาสังคม 4 องค์กร ที่มีความสนใจร่วมกันในการติดตามผลกระทบและความท้าทายของธุรกิจธนาคาร และประสงค์จะร่วมกันผลักดันภาคธนาคารไทยให้ก้าวสู่แนวคิดและวิถีปฏิบัติของ “การธนาคารที่ยั่งยืน” (sustainable banking) อย่างแท้จริง ผ่านการนำมาตรฐาน Fair Finance Guide International (แนวปฏิบัติของแนวร่วมการเงิน

ที่เป็นธรรมนานาชาติ เว็บไซต์ www.fairfinanceguide.org) มาใช้ในการประเมินนโยบายด้านต่าง ๆ ของธนาคารพาณิชย์ไทยที่เปิดเผยสู่สาธารณะ เริ่มจากปี พ.ศ. 2562 เป็นปีแรก

สมาชิกแนวร่วม Fair Finance Thailand ได้แก่
1. บริษัท ป่าสาละ จำกัด
2. International Rivers
3. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
4. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw)
5. มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)

📣 ประกาศรับข้อเสนอโครงการจ้างผลิตงานสื่อสารของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ประจำปี 2569หากคุณคือบริษัทเอเจนซี ผู้ผ...
21/07/2026

📣 ประกาศรับข้อเสนอ
โครงการจ้างผลิตงานสื่อสารของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ประจำปี 2569
หากคุณคือบริษัทเอเจนซี ผู้ผลิตสื่อ หรือทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ขอเชิญส่งข้อเสนอโครงการที่มีคุณสมบัติตามขอบเขตของงาน (TOR) เพื่อร่วมผลิตงานสื่อสารที่สอดคล้องกับภารกิจและการดำเนินงานของแนวร่วมฯ ประจำปี 2569
📝 ดูรายละเอียดขอบเขตของงาน (TOR): https://fairfinancethailand.org/article/2026/commstor-fft-2026/
📌 ยื่นข้อเสนอได้ทางอีเมล: [email protected], พร้อม CC: [email protected]
🗓️ ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
☎️ 02-258-7383, 082-759-3629 (ตั้งปณิธาน มั่นใจวงค์)
📨 [email protected], พร้อม CC: [email protected]
เกี่ยวกับเรา
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) เป็นความร่วมมือของ 5 องค์กร ได้แก่ บริษัท ป่าสาละ จำกัด, มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, และมูลนิธิบูรณะนิเวศ เพื่อผลักดันภาคธนาคารไทยสู่แนวทางของ การธนาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Banking) ผ่านการนำมาตรฐาน Fair Finance Guide International (FFGI) มาใช้ในการประเมินนโยบายของธนาคารพาณิชย์ไทย พร้อมทั้งติดตามและสื่อสารประเด็นด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินอย่างต่อเนื่อง
🌐 https://fairfinancethailand.org/

ไทยลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนเพียงพอแล้วหรือยัง?เชิญพบกับการเปิดตัว Climate Finance Tracker 2026 โดย เครือข่ายการเงิน...
08/07/2026

ไทยลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนเพียงพอแล้วหรือยัง?
เชิญพบกับการเปิดตัว Climate Finance Tracker 2026 โดย เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) พร้อมฟังเสวนาในประเด็นความท้าทายของการเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน และปาฐกถาพิเศษ ว่าด้วยความเร่งด่วนในการลงทุนเพื่อรับมือภาวะโลกรวนอย่างมีประสิทธิภาพ
📌 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ผ่าน QR Code หรือที่ลิงก์นี้: https://forms.cloud.microsoft/pages/responsepage.aspx?id=r0zxUVhVM0S6Txopb2QaoOsXLqzDqjxDoOTm8R0A3sNUMzYxTE9TUkI4V1FLQ0JKWkU0UVg3RFVVOS4u&route=shorturl&fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExYktjWXZGZ0lwMnBkbUNZdnNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6ID2vmGObj-7-4g9rmCULT2RvRPQCbe_bdJxIvyGGbbLRXSMunqOFV6btpiw_aem_JRSZ0Bmp_-PJ182rGefEqw

📢 ขอเชิญร่วมงานเปิดตัวข้อมูล 2026 Climate Finance Tracker: Time to Walk the Talk
เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานเปิดตัว Climate Finance Tracker 2026 เครื่องมือที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนในประเทศไทย ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Adaptation)
🎪 2026 Climate Finance Tracker : Time to Walk the Talk
📅 วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569
🕘 เวลา 09.00 – 16.30 น.
📍 ห้องวิมาน บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
🗣️ งานดำเนินเป็นภาษาไทย พร้อมล่ามแปลภาษาอังกฤษตลอดงาน (English simultaneous interpretation available)
🔅กำหนดการ🔅
9.30 – 10.00
การนำเสนอข้อมูลการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย โดย ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน
10.15 - 11.45
เวทีเสวนา “Effective Climate Mitigation Finance: From "Why" to "How"” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกให้ถูกจุดและมีประสิทธิภาพ โดยตัวแทนจาก ธนาคารโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดำเนินรายการโดย พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์
13.00 – 13.30
การนำเสนอข้อมูลการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย
โดย ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน
13.30 - 15.00
เวทีเสวนา “Challenges of Climate Adaptation Finance: Policy Gaps and How to Avoid Maladaptation” เพื่อแลกเปลี่ยนความท้าทายทางการเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน พร้อมแนวทางอุดช่องว่างด้านเงินทุนและหลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายปรับตัวที่ก่อโทษ (Maladaptation) โดยตัวแทนจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสมาคมสัตวิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย
15.00 – 15.45
ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Urgency of Effective Climate Investment”
โดย ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
📌 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ผ่าน QR Code หรือแบบฟอร์มลงทะเบียนด้านล่าง: https://forms.cloud.microsoft/pages/responsepage.aspx?id=r0zxUVhVM0S6Txopb2QaoOsXLqzDqjxDoOTm8R0A3sNUMzYxTE9TUkI4V1FLQ0JKWkU0UVg3RFVVOS4u&route=shorturl
เนื่องจากที่นั่งมีจำนวนจำกัด ผู้ได้รับการยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมงานจะได้รับอีเมลตอบกลับจากทีมงาน
#เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน

✊🏦 การบูรณาการการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) สู่การดำเนินธุรกิจภาคการเงินอย่างมีความรับผิดชอบเชิญร่วมเวิร์กช็...
03/07/2026

✊🏦 การบูรณาการการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) สู่การดำเนินธุรกิจภาคการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ
เชิญร่วมเวิร์กช็อปยกระดับความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงการนำหลักการ HRDD และแนวทางตามกรอบ Finance Against Slavery and Trafficking (FAST) ไปประยุกต์ใช้ในสถาบันการเงิน เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัญหาการค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ และการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งนับวันยิ่งซับซ้อนและเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงินอย่างแนบแน่น
🖋️ พบกับหัวข้อความรู้และกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น
• แนวโน้มภาคการเงินกับการป้องกันการค้ามนุษย์
• การประยุกต์ใช้ HRDD เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน
• การทำแผนที่ความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน ลูกค้า และห่วงโซ่คุณค่า
• ภาพรวมของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และการเงินผิดกฎหมาย
🤝 ร่วมจัดเวิร์กช็อปโดย
• โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทย (UNDP)
• กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
• สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)
• แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand)
🗓️ 16–17 กรกฎาคม 2569
🕙 09:00–16:00 น.
📍 โรงแรมวี กรุงเทพฯ - เอ็มแกลเลอรี คอลเลคชั่น ห้อง BALLROOM ชั้น 12 กรุงเทพ
ที่นั่งมีจำนวนจำกัด‼️ ลงทะเบียนได้ทาง QR code หรือลิงก์ใต้คอมเมนต์:

ชะตากรรมของสามพี่น้องแรงงานข้ามชาติในซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ นั้น สะท้อนภาพเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับแรงงานที่อพยพเข้ามาใ...
19/06/2026

ชะตากรรมของสามพี่น้องแรงงานข้ามชาติในซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ นั้น สะท้อนภาพเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับแรงงานที่อพยพเข้ามาในไทยได้เป็นอย่างดี
แรงงานอพยพจำนวนมากมองประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการย้ายถิ่นฐาน แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว กัมพูชา ต่างเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การประมง และก่อสร้าง
ภาวะขาดแคลนแรงงานที่เป็นผลมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจ นำไปสู่การนำเข้าแรงงานข้ามชาติเข้ามาในไทย รายงานจาก สํานักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางานฉบับประจําเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ไทยมีแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักรกว่า 3,921,262 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แม้แรงงานเหล่านี้จะเข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมายและมีกฎหมายคุ้มครอง แต่เบื้องหลังอาจถูกนายจ้างข่มขู่และกดขี่ให้ทำงานเกินเวลา ไม่จ่ายค่าแรง ไม่ได้รับสวัสดิการที่ดีพอ ไปจนถึงการใช้ความรุนแรงหรือทำให้เสียชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แรงงานข้ามชาติควรได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามกฎหมาย
สถานการณ์แรงงานข้ามชาติในไทยนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐ อีกทั้งยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ในประชาคมโลก การจะแก้ปัญหาละเมิดสิทธิแรงงานต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ และผู้ประกอบการ รวมถึงสถาบันการเงินที่มีบทบาทในการปล่อยกู้และลงทุนกับภาคธุรกิจ ก็ควรจะมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหานี้เช่นกัน
🏦✊ บทบาทของธนาคารในการสนับสนุนสิทธิแรงงาน
ในเกณฑ์การประเมินนโยบายด้านความยั่งยืนของ Fair Finance Guide International (FFGI) คาดหวังให้ธนาคารมีนโยบายด้านสิทธิแรงงานสอดคล้องกับคําประกาศขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในที่ทํางาน และยังครอบคลุมไปถึงนโยบายด้านสิทธิแรงงานของบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารอีกด้วย
โดย FFGI กำหนดเกณฑ์การประเมินธนาคารในหมวด ‘สิทธิแรงงาน’ (labour rights) ไว้ทั้งหมด 17 ข้อ โดยข้อ 1 – 4 ใช้เพื่อประเมินนโยบายระดับปฏิบัติการของสถาบันการเงิน และข้อ 5 – 17 ใช้เพื่อประเมินนโยบายบริษัทที่สถาบันการเงินเข้าไปลงทุนหรือให้การสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งมีหัวข้อดังต่อไปนี้
1. สถาบันการเงินเคารพในคำประกาศของ ILO ว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในที่ทำงาน
2. สถาบันการเงินอย่างน้อยมีการบูรณาการมาตรฐานแรงงานตามคำประกาศของ ILO ว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในที่ทำงาน เข้าไปในนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและนโยบายปฏิบัติการขององค์กร
3. สถาบันการเงินเคารพในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดาของ ILO
4. สถาบันการเงินมีขั้นตอนชัดเจนในการจัดการกับข้อร้องเรียนของพนักงานและแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน โดยควรให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงาน
5. บริษัทรับรองสิทธิในการรวมกลุ่มและตระหนักอย่างมีประสิทธิผลในสิทธิในการรวมกลุ่มต่อรอง
6. บริษัทไม่ยอมรับการใช้แรงงานบังคับทุกรูปแบบ
7. บริษัทไม่ยอมรับการใช้แรงงานเด็ก
8. บริษัทประกาศว่าจะป้องกันการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและส่งเสริมการจ้างงานอย่างเป็นธรรม
9. บริษัทจ่ายค่าแรงที่เลี้ยงชีพและครอบครัวได้แก่พนักงาน
10. บริษัทกำหนดเพดานเวลาทำงาน (สูงสุด 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ และทำงานล่วงเวลาสูงสุด 12 ชั่วโมง/สัปดาห์)
11. บริษัทมีนโยบายสุขภาพและความปลอดภัยที่ดี
12. บริษัทเคารพในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดาของ ILO
13. บริษัทรับประกันได้ว่าแรงงานข้ามชาติจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และมีสภาพการทำงานที่เท่าเทียมกับลูกจ้างคนอื่นๆ และแรงงานนอกระบบจะได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ
14. บริษัทกำหนดสภาพการทำงานที่ดีสำหรับผู้รับงานมาทำที่บ้าน
15. บริษัทจัดตั้งกระบวนการรับและจัดการกับเรื่องร้องเรียนจากพนักงาน เพื่อแก้ไขข้อพิพาทและการละเมิดต่างๆ โดยควรปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้อง
16. บริษัทบูรณาการหลักเกณฑ์ด้านสิทธิแรงงานเข้าไปในนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและนโยบายปฏิบัติการของบริษัท
17. บริษัทใส่หลักเกณฑ์ด้านสิทธิแรงงานเป็นเงื่อนไขในสัญญาที่ลงนามกับผู้รับเหมาช่วงและคู่ค้า
📈🧑‍🤝‍🧑 คะแนนธนาคารไทยหมวดสิทธิแรงงานปีล่าสุด
จากการประเมินธนาคารไทยทั้งหมด 11 แห่ง ในปี 2568 โดย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand: FFT) โดยใช้เกณฑ์ FFGI พบว่า ธนาคารไทยได้คะแนนเฉลี่ยในหมวดสิทธิแรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 2.66 คะแนน จากเดิมที่เคยได้ 2.36 คะแนน ในปี 2567 (เพิ่มขึ้น 0.30 คะแนน)
ธนาคารที่ได้คะแนนหมวดสิทธิแรงงานสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. ธนาคารไทยพาณิชย์ (5.81 คะแนน)
2. ธนาคารทหารไทยธนชาต (5.29 คะแนน)
3. ธนาคารกสิกรไทย (4.12 คะแนน)
4. ธนาคารกรุงเทพ (3.68 คะแนน)
5. ธนาคารกรุงไทย (2.79 คะแนน)
อ่านรายงานและดาวน์โหลดผลการประเมินธนาคารฉบับเต็ม ได้ทาง: https://fairfinancethailand.org/bank-guide/bank-assessment/
#แรงงาน

✨ Now available in English ✨ Fair Finance Thailand’s 8th Policy Assessment of Thai BanksIn 2025, Fair Finance Thailand c...
12/06/2026

✨ Now available in English ✨ Fair Finance Thailand’s 8th Policy Assessment of Thai Banks
In 2025, Fair Finance Thailand conducted an assessment of the publicly disclosed policies of 11 Thai financial institutions, including 8 of Thailand's largest commercial banks and 3 state-owned Specialized Financial Institutions (SFIs).
This marks the 8th consecutive year that the Fair Finance Guide International methodology has been applied in Thailand. The evaluation was based on the newly updated Fair Finance Guide International 2025 (FFGI 2025) methodology, utilizing public information disclosed by the banks as of September 2025, complemented by additional public disclosures provided during the consultation period between the research team and the banks from September to October 2025.
The 2025 assessment covered 13 policy themes under the FFGI framework. Based on publicly disclosed information as of 31 October 2025, the average score of Thai banks increased slightly from 28.36% in 2024 to 28.84% in 2025.
The top five highest-scoring banks in 2025 are:
1. TMBThanachart Bank (40.75%)
2. Siam Commercial Bank (38.95%)
3. Kasikornbank (38.47%)
4. Krungthai Bank (30.09%)
5. Bangkok Bank (28.97%)
TMBThanachart Bank secured the highest score among commercial banks at 40.75%, while Government Savings Bank (GSB) achieved the top spot among the state-owned specialized financial institutions with a score of 27.90%.
The increase in average scores reflects efforts by many banks to engage with the research team and strengthen their sustainability-related policies in line with the assessment criteria. The 2025 assessment applies the updated FFGI 2025 methodology, which introduced revised criteria and scoring approaches across several themes compared to the 2023 version. Changes include automatic scoring adjustments for banks that publicly endorse international principles or standards, such as the Women’s Empowerment Principles (WEPs), as well as updates to scoring methodologies for several indicators.
Despite the stricter assessment framework, most Thai banks maintained momentum in improving and publicly disclosing sustainability policies. 8 out of the 11 assessed banks improved their scores compared to the previous year. The banks with the largest score increases were TISCO Bank (+10.31%), Bank of Ayudhya (+8.33%), and the Small and Medium Enterprise Development Bank of Thailand (+8.24%).
Download 8th Policy Assessment of Thai Banks report: https://fairfinancethailand.org/bank-guide/bank-assessment/
Learn more about FFT’s work: https://fairfinancethailand.org/

ตัวเลข 1.59 ล้านล้านบาท คือมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทย ซึ่งคิดเป็น 15% ของสินทรัพย์รวมในระบบกองทุนทั้งห...
04/06/2026

ตัวเลข 1.59 ล้านล้านบาท คือมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทย ซึ่งคิดเป็น 15% ของสินทรัพย์รวมในระบบกองทุนทั้งหมด โดยมีหน้าที่เป็นกลไกออมเงินเพื่อการเกษียณของลูกจ้างภาคเอกชนจำนวนกว่า 3 ล้านคน
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงผูกพันโดยตรงกับเสถียรภาพทางการเงินระยะยาวของแรงงานไทยจำนวนมาก
แนวโน้มของตลาดทุนโลกกำลังให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้เป็นเพียงการทำเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยที่กระทบกับความมั่งคั่งและผลตอบแทนในระยะยาว เพราะมีส่วนช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทที่ไปลงทุนได้แม่นยำขึ้น และช่วยคาดการณ์ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภาวะโลกรวน หรือปัญหาสิทธิแรงงาน รวมถึงช่วยให้นักลงทุนมีส่วนร่วมต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ดังนั้น นักลงทุนสถาบันไทยนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผลักดันประเด็นด้าน ESG โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ของไทย เพราะในฐานะผู้ได้รับความไว้วางใจ (fiduciary duty) นักลงทุนสถาบันไม่ควรละเลยปัจจัยด้าน ESG ที่อาจกระทบกับผลประโยชน์ของเจ้าของเงินทุนในระยะยาว
งานวิจัย ‘การสำรวจนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย’ โดย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand: FFT) พบว่า
นักลงทุนสถาบันไทยที่บริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ทั้ง 12 รายที่ทำการศึกษา มีความตื่นตัวกับการลงทุนที่คำนึงประเด็นด้าน ESG ผ่านการประกาศรับหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (I Code) แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัด ทั้งการขาดแนวทางที่ชัดเจน ทรัพยากรบุคคล งบประมาณ และการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ของบริษัทที่ไปลงทุนซึ่งยังไม่เพียงพอ
ยิ่งไปกว่านั้น แนวปฏิบัติในการใช้สิทธิออกเสียงแทน (voting guidelines) ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ยังเน้นเฉพาะมิติด้านธรรมาภิบาล (G) มากกว่าการออกเสียงในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (E) และสังคม (S) โดยตรง
อีกทั้ง นักลงทุนสถาบันต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมาย โดยหากนักลงทุนสถาบันต้องการเสนอวาระด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมในที่ประชุมผู้ถือหุ้น จะต้องรวบรวมสัดส่วนการถือหุ้น ให้สูงกว่า 5% ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่จะรวบรวมสัดส่วนการถือหุ้นให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
ความท้าทายสุดท้ายคือ นักลงทุนสถาบันต้องเผชิญกับความคาดหวังจากนักลงทุนรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงินระยะสั้นและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่วนประเด็นด้าน ESG เป็นเพียงปัจจัยรองลงมา สถานการณ์เช่นนี้ทำให้การผลักดันการลงทุนที่ยั่งยืนทำได้ไม่เต็มที่นัก
🎯 ไทยต้องทำอย่างไรเพื่อยกระดับการลงทุนอย่างรับผิดชอบของนักลงทุนสถาบัน? ชวนอ่านข้อเสนอแนะในงานวิจัยฉบับเต็ม ได้ที่นี่: https://fairfinancethailand.org/research/2026/2026-esg-investor/
#ลงทุน

“พื้นที่อ่าวไทยตอนบนของชายฝั่งอำเภอบ้านแหลม–ปากทะเลในจังหวัดเพชรบุรี นอกจากจะเป็นพื้นที่ทำกินของผู้ประกอบอาชีพเก่าแก่อย่...
22/05/2026

“พื้นที่อ่าวไทยตอนบนของชายฝั่งอำเภอบ้านแหลม–ปากทะเลในจังหวัดเพชรบุรี นอกจากจะเป็นพื้นที่ทำกินของผู้ประกอบอาชีพเก่าแก่อย่างชาวนาเกลือ เป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ยังเป็นจุดพักสำคัญในเส้นทางนกอพยพเอเชียตะวันออก–ออสเตรเลีย แต่ในอนาคตอันใกล้ พื้นที่แห่งนี้อาจไม่ใช่แหล่งที่นกและชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอีกต่อไป”
เพราะขณะนี้ แผนก่อสร้างส่วนต่อขยายโรงแปรสภาพคอนเดนเสทและน้ำมันดิบ และโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA)
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนบ้านแหลมยังยืดหยัดค้านโครงการดังกล่าว
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) ชวนอ่านบทความโดย ‘สิริพรรณี สุปรัชญา’ พูดถึงเหตุการณ์ในพื้นที่บ้านแหลม-ปากทะเล เมื่อการจัดทำรายงาน EIA ของโครงการพลังงานฟอสซิลเป็นเพียงกระดาษ ที่ไร้การแยแสต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับสัตว์น้อยใหญ่และวิถีชีวิตผู้คนโดยรอบ
อ่านบทความได้ทาง: https://fairfinancethailand.org/article/2026/2026_eia_pak-thale/
#บ้านแหลม

ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดได้ไปต่อ‼️ วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย 34 ฉบับที่ค้างมาจากรัฐสภาชุดก่อน ซึ...
15/05/2026

ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดได้ไปต่อ‼️ วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย 34 ฉบับที่ค้างมาจากรัฐสภาชุดก่อน ซึ่งรวมถึง ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... หรือ ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดด้วย
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) ชวนอ่านบทความโดย ‘รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม’, ‘ผศ.ธนาชัย สุนทรอนันตชัย’, และ ‘ดนัยภัทร โภควณิช’ ที่พาไปมองลึกถึงกรอบความคิดและนวัตกรรมเบื้องหลังร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กฎหมายที่เป็นความหวังของการจัดการมลพิษทางอากาศในไทย
"ภารกิจกู้ระเบิดเวลาฝุ่นพิษของสังคมไทยจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการออกแบบ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ไม่ใช่แค่กฎหมายหน้าปกสวยหรูดูดี แต่ไส้ในกลวงเปล่า ไร้อาวุธที่จะต่อกร ซ้ำร้ายยังกลายสภาพเป็นกฎหมายฟอกเขียวให้กับกลุ่มทุนใหญ่บางกลุ่มไปเสียอีก การออกแบบกฎหมายอากาศสะอาดจึงต้องเป็นทั้งกฎหมายเชิงปฏิรูปและกฎหมายเชิงนวัตกรรม"
"หลักการหนึ่งในเรื่องความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ คือ หลักผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย (Polluter Pays Principle) ซึ่งนวัตกรรมทางกฎหมายในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดมีระบุไว้เรื่องหนึ่ง คือ การขยายความรับผิดทางแพ่งไปถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ก่อมลพิษ แม้สถาบันการเงินดังกล่าวจะไม่ได้เป็นผู้ก่อด้วยตัวเอง แต่กฎหมายถือว่าเป็น ‘ผู้เกี่ยว’ เพราะถ้าไม่ให้กู้ ‘ผู้ก่อ’ ก็ไม่มีโอกาสจะไปก่อมลพิษได้ตั้งแต่แรก"
อ่านบทความได้ทาง: https://fairfinancethailand.org/article/2026/2026_cleanair_enlaw/
🎯 อ่านบทความจบแล้ว ชวนฟังการบรรยายถึง ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด เพิ่มเติมในเวทีรับฟังเสียงสาธารณะ ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน’
📌 ชมเทปย้อนหลังได้ทาง: https://youtu.be/bkqajje1MMo?si=emRKzzYyRJrAPDNW
#อากาศสะอาด

14/05/2026

PRTR อากาศสะอาด การจัดการขยะ และพื้นที่ชุ่มน้ำ: กฎหมายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชนชนที่ต้องได้ไปต่อ

23 เมษายน 2569 แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand หรือ FFT) จัดงานเสวนา “กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน” เพื่อติดตามความคืบหน้าของร่างกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อม 5 ฉบับ ได้แก่
ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำฯ พ.ศ....

เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ตกค้างจากการยุบสภาสามารถ “ไปต่อ” ได้ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อนำร่าง พ.ร.บ. ที่ตกไปกลับเข้าสู่การพิจารณาใหม่ ภายใน 60 วัน นับจากวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก หรือภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569

หมายความว่า หากรัฐบาลไม่ยืนยันนำร่างกฎหมายกลับเข้าสู่การพิจารณาภายในกรอบเวลาดังกล่าว ร่างกฎหมายเหล่านั้นจะตกไปโดยสมบูรณ์ และภาคประชาชนหรือผู้เสนอร่างจะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเข้าชื่อหรือยื่นร่างกฎหมายเข้าสภาอีกครั้ง

📑 มลพิษใกล้ฉัน: PRTR ต้องได้ไปต่อ

PRTR คือ คือ ร่างกฎหมายที่กำหนดให้มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับชนิดและปริมาณของสารเคมีหรือมลพิษที่ปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ดิน น้ำ รวมถึงข้อมูลการนำน้ำเสียหรือกากของเสียอันตรายออกจากแหล่งกำเนิด ไปบำบัดหรือกำจัด โดยแบ่งสารมลพิษตามแหล่งกำเนิดเป็น 2 ชนิด ได้แก่ สารมลพิษที่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน (Point Source) เช่น โรงงาน เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และสารมลพิษที่ไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน (Non-Point Source) เช่น รถยนต์ รถโดยสารสาธารณะ

อมรินทร์ สายจันทร์ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) และตัวแทนจากภาคี PRTR กล่าวว่า ปัจจุบันมีราว 50 ประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมาย PRTR ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษในพื้นที่ได้ เช่นที่สหรัฐอเมริกามีฐานข้อมูลสาธารณะให้ค้รได้แบบเสิร์ชเอนจิ้น ที่สามารถระบุพิกัดเพื่อเข้าไปดูได้ว่าในพื้นที่นั้นๆ มีโรงงานอะไร และมีการปล่อยสารมลพิษมากน้อยแค่ไหน ทั้งในเชิงปริมาณและชนิดของสาร สารเคมีแต่ละตัวมีผลกระทบหรือความอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่า พื้นที่นั้นๆ กำลังรับภาระของมลพิษมากเกินไปหรือไม่ เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดการแก้ไข หรือวางแผนการจัดสรรงบประมาณได้

อมรินทร์กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลว่ามีการปล่อยสารมลพิษมากน้อยเพียงใด จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ภาคประชาชนเองก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวติดตาม ตรวจสอบ และสร้างแรงกดดันต่อผู้ก่อมลพิษ รวมถึงเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุง หรือชดเชยเยียวยา ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

อมรินทร์ กล่าวว่า ประเทศไทยขับเคลื่อนกฎหมาย PRTR มากว่า 20 ปีแล้ว ทั้งทางหน่วยงานของรัฐในลักษณะของโครงการนำร่อง (Pilot Project) และการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชนซึ่งถูกปัดตกในช่วงที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งนั้นมีประชาชนลงชื่อสนับสนุนถึง 12,000 รายชื่อ แต่รัฐบาลขณะนั้นปัดตกโดยอ้างเหตุผลว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่ถูกจัดให้ต้องมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าปกติ

อมรินทร์ อธิบายต่อว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่กำหนดให้มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้แต่ละหน่วยงานเข้าถึงข้อมูลสารมลพิษได้ไม่เท่ากัน เช่น ข้อมูลสารมลพิษส่วนใหญ่จะอยู่กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้กรมควบคุมมลพิษที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนั้นได้โดยตรง

การมีกฎหมาย PRTR จะเป็นฐานข้อมูลที่ช่วยประเมินความเสี่ยง และช่วยรับมือกับภัยพิบัติด้านอุตสาหกรรมหรือมลพิษได้

อมรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะเร่งเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development - หรือ OECD) ซึ่งมีเงื่อนไขให้ประเทศสมาชิกจะต้องมีระบบ PRTR ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้นๆ ด้วย โดยหลักการสำคัญของ OECD ก็สอดคล้องกับร่างกฎหมาย PRTR ที่ภาคประชาชนและพรรคการเมืองร่วมกันเสนอมาโดยตลอด
ดังนั้นรัฐบาลควรสนับสนุนและผลักดันร่างพระราชบัญญัติ PRTR ให้ได้เข้าสู่กระบวนการต่อไป

“ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มกระบวนการวาระหนึ่งใหม่ หรือปล่อยให้ประชาชนต้องกลับไปเข้าชื่อกันอีกครั้ง เพราะนั่นเท่ากับสิ้นเปลืองทั้งโอกาส เวลา และทรัพยากรของทุกฝ่าย” อมรินทร์กล่าว

🌬 พ.ร.บ. อากาศสะอาดฆ่าไม่ตาย

คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จากเครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Clean Air Network หรือ Thailand CAN) กล่าวว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องหายใจ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอากาศย่อมไม่มีวันสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาชน ต่างก็ต้องพึ่งพาอากาศ ดังนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีวันหายไป เพียงแต่มันอาจจะถูกย้ายที่ ปนเปื้อน หรือถูกปรับแต่งพันธุกรรม

คนึงนิจกล่าวว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาดถูกริเริ่มขึ้นจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มันจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย และเป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน

“ใครที่ไม่รู้จัก PM 2.5 ก็เริ่มรู้ ใครที่ไม่รู้จักคำว่าการตายก่อนวัยอันควร ก็เริ่มเข้าใจ และใครที่คิดว่าการควบคุมมลพิษอย่างเดียวเพียงพอ ก็เริ่มเห็นแล้วว่ามันต้องไปไกลกว่านั้น ฐานสำคัญคือเรื่องอากาศสะอาด (Clean Air) ด้วย”
คนึงนิจกล่าว

คนึงนิจกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่สังคมควรมุ่งไปให้ถึงคือสังคมที่ยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียวที่ไม่ “ฟอกเขียว” และในอนาคตภาคประชาชนจำเป็นต้องสร้าง Green Movement และ Social Movement ของตัวเองขึ้นมา รวมถึงทำให้การเมืองสีเขียวนอกสภาเข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่ไม่มี “ธง” อยู่เบื้องหลัง ด้วยเหตุนี้ กฎหมายอากาศสะอาดจึงไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่เป็น “กฎหมายเชิงปฏิรูป” ที่เกี่ยวข้องกับทั้งคุณภาพชีวิต โครงสร้างสังคม และอนาคตของผู้คนในระยะยาว

♻️ ขยะล้นเมืองเพราะกฏหมายไม่แก้ปัญาที่ต้นตอ

“วิกฤตขยะล้นเมือง เป็นปัญหาที่ซับซ้อน ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาขยะและของเสียในทุกมิติ ทั้งขยะชุมชนและกากอุตสาหกรรม ลำพังเพียงแค่ขยะชุมชนก็สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นมูลค่ามากกว่า 387,000 ล้านบาทแล้ว” ดร. สุจิตรา วาสนาดำรงดี จากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนเครือข่ายซึ่งผลักดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน

สุจิตรา กล่าวต่อว่า วิกฤตขยะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมีรากมาจากระบบเศรษฐกิจแบบ “ผลิต ใช้ ทิ้ง” ทำให้ทรัพยากรถูกใช้แล้วกลายเป็นของเสียจำนวนมหาศาล ภาครัฐมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการขยะเพียง 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. E-waste สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร่าง พ.ร.บ. บรรจุภัณฑ์ โดยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นทางได้และยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากร

เธอยกตัวอย่างว่า กฎหมายของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่กำกับมาตรฐานการผลิต มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค (Consumer Safety) เช่นเดียวกับกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของมนุษย์เป็นหลัก แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการร่อยหรอของทรัพยากร (Resource Depletion) ที่กำลังทวีความรุนแรงกลับยังไม่มีกฎหมายที่คอยควบคุมดูแล ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Circular Economy หรือ "เศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์สูงสุด โดยการเปลี่ยนจากระบบผลิต-ใช้-ทิ้ง เป็นระบบที่ผลิตสินค้าอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ซ้ำ (Reuse) ซ่อมแซม (Repair) และนำกลับมาแปรสภาพใหม่ (Recycle/Upcycle) เพื่อให้ขยะเหลือศูนย์หรือน้อยที่สุด และลดการใช้วัตถุดิบใหม่

หลักการสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน คือแนวคิด ลำดับชั้นการจัดการขยะ (Waste Hierarchy) ที่ให้ความสำคัญกับการลดและป้องกันการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง ก่อนจะไปถึงการกู้คืนพลังงานหรือการกำจัดขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะการฝังกลบที่ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

สุจิตราระบุว่า เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนเริ่มศึกษาประเด็นนี้มาตั้งแต่ปี 2562 และพบว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายแม่บทด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อกำกับดูแล “วงจรชีวิตสินค้า” ตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงปลายทางของการจัดการของเสีย โดยแนวคิดดังกล่าวควรถูกขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์หลายประเภท

สุจิตราชี้ว่า หากประเทศไทยยังไม่เร่งปรับตัว อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าใหม่ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกฎระเบียบ ESPR หรือ Eco-design Regulation ที่จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการส่งออกสินค้าในอนาคต หากผู้ประกอบการไทยยังไม่ปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในกระบวนการผลิต สินค้าไทยอาจไม่สามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้อีกต่อไป และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอีกด้วย

“ถ้าเราปรับตัวได้ทัน และยกระดับสินค้าไปสู่ความยั่งยืน ก็อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด EU ได้มากขึ้นเช่นกัน” สุจิตรากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาของธนาคารโลกที่ระบุว่า หากประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างจริงจัง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เทียบเท่า 1% ของ GDP และจะสร้าง Green Jobs ได้มากถึงประมาณ 160,000 ตำแหน่ง

🧽 กฏหมายพื้นที่ชุ่มน้ำ: ฟองน้ำธรรมชาติกำลังหายไป

ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ จากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ คือ ร่างกฎหมายที่บ่งบอกลักษณะของพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่เหล่านี้หายไป ถูกทำลาย หรือไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างถูกต้องและเป็นระบบ

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) คือ พื้นที่ลุ่มราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ หรือพื้นที่ที่มีน้ำขังอยู่ถาวรหรือชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำนิ่งหรือน้ำไหล น้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำเค็ม รวมถึงป่าชายเลนและพรุ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำและกรองน้ำตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง

ภัคเกษมอธิบายว่า พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถจำแนกได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำระดับท้องถิ่น พื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำระดับระหว่างประเทศ และระดับสูงสุดคือพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ หรือพื้นที่แรมซาร์ (Ramsar Site) แต่แม้จะได้รับสถานะระดับนานาชาติ ท้องถิ่นในหลายพื้นก็ยังไม่กำหนดขอบเขตหรือรายละเอียดทางกฎหมายที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ เข้าเกณฑ์ใด หรือครอบคลุมพื้นที่ใดบ้าง

เขาชี้ว่า พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยมีความหลากหลายทางระบบนิเวศอย่างมาก หลายแห่งทับซ้อนกับแม่น้ำ ภูเขา หนอง หรือบึง แต่กลับยังไม่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองอย่างชัดเจนในทางกฎหมาย ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในระยะยาว

“พื้นที่ชุ่มน้ำเหมือนฟองน้ำของโลกเรา ถ้าเราอยากให้ฟองน้ำหาย วิธีง่ายมาก คือการขยี้มัน บีบมัน ทำให้มันแห้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน” เขากล่าว

ภัคเกษมยกตัวอย่างโครงการแก้มลิง เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ซึ่งเดิมถูกวางไว้ในฐานะโครงการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นการปรับพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยไม่ได้คำนึงถึงระบบนิเวศดั้งเดิม หรือการกลับมาของสัตว์และพืชที่สูญหายไป สิ่งนี้สะท้อนว่า ความหมายของคำว่า “อนุรักษ์” และ “ฟื้นฟู” ในสังคมไทยยังไม่มีความเข้าใจร่วมกันอย่างแท้จริง เพราะการเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางเกษตร อาจไม่ใช่การฟื้นฟูระบบนิเวศตามความหมายที่ควรจะเป็น

พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำธรรมชาติ ที่ช่วยรองรับและซับน้ำในช่วงน้ำหลาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่เหล่านั้นจำนวนมากกลับถูกเปลี่ยนสภาพเป็นชุมชนและที่อยู่อาศัย ทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติค่อย ๆ หายไป เขากล่าว

ภัคเกษมชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเมื่อเกิดน้ำท่วม สังคมมักตั้งคำถามว่าจะต้องสร้างเขื่อนเพิ่มหรือขุดลอกคลองเพิ่มหรือไม่ ทั้งที่ในความเป็นจริง ธรรมชาติเคยมีระบบรองรับน้ำเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากถูกทำลายหรือเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ไป

📌 https://www.ilaw.or.th/articles/57816

“เราต้องไม่ลืมหลักการสำคัญที่ว่า น้ำที่ไหลช้าคือผู้สร้างระบบชีวภาพที่มั่งคั่ง พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่รกร้าง แต่เป็นร...
13/05/2026

“เราต้องไม่ลืมหลักการสำคัญที่ว่า น้ำที่ไหลช้าคือผู้สร้างระบบชีวภาพที่มั่งคั่ง พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่รกร้าง แต่เป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนและมีค่ามหาศาล การที่เราจะปกป้องพื้นที่เหล่านี้ได้ เราจำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้าใจธรรมชาติของน้ำและสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง
“ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นกฎหมายที่ควรนำกลับมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคำว่าฟื้นฟูจะไม่ถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายธรรมชาติอีกต่อไป การฟื้นฟูต้องหมายถึงการคืนชีวิต ไม่ใช่การถมด้วยหินและคอนกรีต”
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) ชวนอ่านบทความโดย ‘ภัคเกษม ธงชัย’ ว่าด้วย บทบาทสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติ ความเสี่ยงที่พื้นที่เหล่านี้จะถูกทำลาย และเหตุผลที่ ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ ของไทยควรได้ไปต่อ
อ่านบทความได้ทาง: https://fairfinancethailand.org/article/2026/2026_wetland_enlaw/
🎯 อ่านบทความจบแล้ว ชวนฟังการบรรยายถึง ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ เพิ่มเติมในเวทีรับฟังเสียงสาธารณะ ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน’
📌 ชมเทปย้อนหลังได้ทาง: https://youtu.be/bkqajje1MMo?si=emRKzzYyRJrAPDNW
#พื้นที่ชุ่มน้ำ

ที่อยู่

2 Sukhumvit 43
Klong Toey

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 18:00
อังคาร 10:00 - 18:00
พุธ 10:00 - 18:00
พฤหัสบดี 10:00 - 18:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66813707899

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fair Finance Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Fair Finance Thailand:

ทางลัด

แชร์