13/11/2019
สารป้องกันกำจัดวัชพืช ศัตรูพืชและโรคพืชไม่ใช่สารพิษ ......คิดผิดคิดใหม่ได้
"สารกําจัดศัตรูพืช ไม่ว่าวัชพืช แมลง และโรคพืช ช่วยให้พืชรอดพ้นจากการทําลายล้างของศัตรูพืช เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอารักขาพืช นอกจากช่วยปกป้องผลผลิตแล้ว ยังช่วยทําให้ผลผลิตนั้นได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่สารอื่นใดจะทําได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้"
ตลาดเคมีเกษตรโลก (พ.ศ. 2556-2560) ตลาดสารเคมีเกษตรของโลกมีมูลค่าสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาท เหตุผลง่ายๆ เพราะความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพ สวนทางกับพื้นที่การเกษตรที่หดตัวลดลง ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น นัยแรก เกิดจากจํา นวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น คนเพิ่มขึ้นก็ต้องกินมากขึ้น นัยที่สอง มีการพูดถึงคุณภาพอาหารที่ดีขึ้น เพราะว่า ชาติยักษ์ใหญ่กําลังพัฒนา และมีจํานวนประชากรมากอย่าง จีน อินเดีย บราซิล เป็นต้น มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น มีคนรวยเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับคนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่ต้องการอาหารที่ดี และมีคุณภาพมากขึ้น ต่างกับประชากรฐานะยากจน คุณภาพอาหารไม่สําคัญเท่ากับมีอาหารให้กินครบมื้อ
เมื่อพื้นที่การเกษตรลดลง อันเนื่องมาจากการขยายตัวของเมืองมากขึ้นและเกษตรกรแห่เข้าไปอยู่ในเมืองแทนทําการเกษตรอย่างเก่า แต่ความต้องการอาหารยังคงเพิ่มเอาๆ นี่แหละคือเหตุผลว่า ทําไมสารเคมีเกษตรถึงมีความต้องการใช้มากขึ้น และมีอัตราการเติบโตโดยตลอด แม้จะเผชิญกระแสสังคมที่รังเกียจรังงอนว่า เป็นสารพิษ เป็นอันตรายต่อเกษตรกร และผู้บริโภค
ไม่มีใครปฏิเสธว่า สารเคมีกํา จัดศัตรูพืชไม่เป็นพิษและไม่เป็นอันตราย หากตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า หากรู้จักและใช้อย่างเหมาะสม ถูกวิธี มันเป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพในการจัดการกับศัตรูพืชได้ดี และปลอดภัยกับเกษตรกรและผู้บริโภค ตรงข้าม ไม่รู้จักมัน แถมใช้ไม่เป็น แต่ถ้าใช้ผิดวิธีผิดวัตถุประสงค์ มันก็คือยาพิษดีๆ นี่เอง
บริษัทวิจัยด้านการตลาดวิเคราะห์ว่า จีน อินเดีย อาร์เจนตินา และบราซิล จะเป็นประเทศหลักที่ทํา ให้อุตสาหกรรมเคมีเกษตรเพิ่มขึ้นในระยะ 5 ปีดังกล่าว สําหรับประเทศในแถบเอเชีย-แปซิฟิก ประเทศจีนและไทยจะเป็นแหล่งเพิ่มผลผลิตการเกษตรอย่างสํา คัญ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมเคมีเกษตรเติบโตด้วย
สําหรับประเทศไทย ปริมาณการใช้โดยรวมไม่น่าลดลง ยิ่งสินค้าอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของประเทศ ความจํา เป็นใช้สารเคมีเกษตรก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพียงแต่อาจปรับสัดส่วนระหว่าง 3 กลุ่ม คือสาร กําจัดวัชพืช (Herbicide) สารกําจัดแมลง (Insecticide) และสาร กําจัดโรคพืช (Fungicide) ให้สมดุลและเหมาะสมขึ้น เช่น สารกําจัดวัชพืช อาจลดสัดส่วนลงจากระดับสูงสุด 70% เนื่องจากพื้นที่ปลูกยางพาราและปาล์มน้ํา มันขยายตัวน้อยลง และเมื่อต้นยางและต้นปาล์มเติบโตเป็นร่มเงาคลุมพื้นที่ข้างล่าง ก็ไม่มีความจํา เป็นต้องใช้สารกํา จัดวัชพืชขณะเดียวกันการใช้สารกํา จัดโรคพืชมีโอกาสเติบใหญ่ขึ้น หากเกษตรกรเรียนรู้โรคพืช และใช้วิธีป้องกันแต่เนิ่นๆ มากกว่ารักษาเมื่อโรคลุกลามแล้ว โดยเฉพาะในข้าวที่ปลูกในพื้นที่มากที่สุด และมีความถี่สูง 2-3 ครั้ง/ปี นี่คือภาพอนาคตของประเทศไทย
ที่มา : หนังสือยกเครื่องเรื่องสารกำจัดศัตรูพืช
ภาพ : จากปาย แม่ฮ่องสอน