เรียนพิเศษ มข ขอนแก่น คอมเพล็กซ์ มข. Complex KKU

เรียนพิเศษ มข ขอนแก่น คอมเพล็กซ์ มข. Complex KKU สอนพิเศษ รับประกันคุณภาพ

28/09/2025

M 45
การประกวดสัญลักษณ์สัตว์นำโชค (Mascot) ประจำจังหวัดแพร่

#จังหวัดแพร่

07/05/2025
07/05/2025

นักฟิสิกส์ถ่ายภาพ Terrell-Penrose effect
ปรากฏการณ์ในสัมพัทธภาพพิเศษได้เป็นครั้งแรก

การค้นพบนี้นับว่าน่าตื่นเต้นมาก เพราะ เป็นการทดลอง "มอง" เห็นผลจากสัมพัทธภาพพิเศษได้โดยตรงเป็นครั้งแรก แม้จะถูกเสนอไว้นานมากแล้ว แต่เทคโนโลยีเพิ่งจะพัฒนาจนสังเกตได้จริงๆ
เคยสงสัยไหมว่า ถ้าจรวดหรือวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้แสงจะ “ดู” เป็นอย่างไร?
ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์บอกเราว่า วัตถุที่เคลื่อนที่เร็วมากจะสั้นลงในทิศทางการเคลื่อนที่ (Lorentz contraction) แต่สิ่งที่เห็นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะต้องคำนึงถึงแสงที่ปล่อยออกมาจากวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ด้วย
ในปี ค.ศ. 1959 James Terrell และ Roger Penrose เสนอว่า วัตถุที่เคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสงจะไม่ได้ดูสั้นลง แต่จะเหมือน “หมุน” ไปแทน เพราะแสงจากแต่ละจุดบนวัตถุใช้เวลามาถึงกล้องไม่พร้อมกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าถ่ายภาพลูกบาศก์ที่เคลื่อนที่เร็วมากๆ จะเห็นลูกบาศก์เหมือนถูกหมุน ทั้งที่จริงแล้วมันแค่เคลื่อนที่เร็วมาก แม้แนวคิดดังกล่าวจะตรงไปตรงมา แต่กลับไม่เคยมีใคร “ถ่ายภาพ” ผลจากการคำนวณนี้ได้จริง
ล่าสุด ในเดือนพฤษภาคม 2025 นี้เอง นักวิทยาศาสตร์จากออสเตรียได้สร้างปรากฏการณ์นี้ขึ้นในห้องแล็บเป็นครั้งแรก โดยใช้เทคนิคถ่ายภาพความเร็วสูงและเลเซอร์พัลส์ เพื่อจำลองสถานการณ์ที่แสงเดินทางช้าลงเหลือแค่ 2 เมตรต่อวินาที ทำให้สามารถ “เห็น” Terrell-Penrose effect ได้
ผลลัพธ์คือ ภาพที่แสดง Terrell-Penrose effect อย่างชัดเจน ลูกบาศก์ดูเหมือนหมุน และทรงกลมยังเป็นทรงกลมเหมือนเดิม แต่ขั้วเหนือเปลี่ยนตำแหน่ง
งานวิจัยนี้เป็นการยืนยันสิ่งที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษทำนายไว้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เข้าใจโลกของสัมพัทธภาพได้ชัดเจนขึ้นผ่านภาพที่จับต้องได้.................
การหดสั้นของความยาวคือะไร อ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ ขอบฟ้าความเร็วแสง
เล่าทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษแบบเข้าใจง่าย
อ่านแล้วจะเข้าใจว่าทำไมไอน์สไตน์ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ
สั่งได้ทาง inbox ได้เลย
หรือทาง shopee
https://s.shopee.co.th/AA4JadBcPB
Lazada
https://www.lazada.co.th/products/new-i5722822479-s24399573369.html

07/05/2025

สวัสดีวันอังคารสีชมพู
เพราะทุกการคิดย่อมต้องมี ฉันทะ (ความพอใจ) , ราคะ (ความกําหนัด) , นันทิ (ความเพลิน) , ตัณหา (ความทะยานอยาก) , อุปายะ (กิเลสเป็นเหตุเข้าไปสู่ภพ) และ อุปาทาน อันล้วนเป็นเครื่องนำไปสู่ภพ และภพ (ที่เกิดจากการคิด) พระพุทธองค์ทรงเปรียบว่าเหมือนดั่ง คูถ อันน่ารังเกียจ ฉะนั้นจึงไม่ควรคิด ควรหยุดคิด เวลาทำสมาธิ พระองค์จึงทรงให้เอาจิตมาอยู่กับกาย รู้สึกตัว รู้ลมหายใจเข้า-ออก รู้เฉยๆ ไม่ต้องคิด (จึงไม่ต้องมีคำบริกรรมใดๆ ทั้งนั้น)
แต่หากยังหยุดคิดไม่ได้ ก็ขอให้คิดแต่ กุศล
________________
คลิกอ่านพระสูตร ->
https://buddhawajanatoon.blogspot.com/2022/10/blog-post.html

07/05/2025

สวัสดีวันจันทร์สี(ผิว)เหลือง (ผ่องใส)
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพระปัญญาญาณของมหาบุรุษผู้เป็นสัพพัญญูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล นำออกมาประกาศ เผยแผ่ให้พวกเราได้รับรู้ว่า การได้ฟังธรรมะพุทธวจนก่อนตาย จะมีอานิสงส์สามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ (ผิวพรรณจะผ่องใส) ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์คึกฤทธิ์ พระผู้มีอุปการะมาก กราบ กราบ กราบ
________________
คลิกอ่านพระสูตร ->
https://buddhawajanatoon.blogspot.com/2019/09/blog-post_27.html

06/12/2024

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1833 ชาวอเมริกาเหนือได้เป็นสักขีพยานของปรากฏการณ์ #ฝนดาวตก 🌠 ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยอัตราการตกของดาวตกที่ถี่มาก เฉลี่ยแล้วมากถึง 100,000 ดวงต่อชั่วโมง!
ลองจินตนาการถึงภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือทวีปอเมริกาเหนือ ที่ถูกแต่งแต้มด้วยเส้นแสงสว่างนับพันนับหมื่นพาดผ่าน ราวกับสายฝนแห่งดวงดาวที่โปรยปรายลงมา ความงดงามตระการตานี้ กลับสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในยุคนั้นเป็นอย่างมาก หลายคนเชื่อว่านี่คือสัญญาณเตือนถึง #วันสิ้นโลก ความหวาดกลัวและความตื่นเต้นปะปนกันไป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักวาดภาพพิมพ์แกะไม้ อดอล์ฟ วอลมี (Adolf Vollmy) สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไว้
เหตุการณ์ครั้งนั้น คือ #ฝนดาวตกเลโอนิดส์ (Leonids meteor shower) ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยมีต้นกำเนิดมาจากเศษซากของดาวหางเทมเพล-ทัตเทิล (Tempel-Tuttle) ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อโลกโคจรผ่านเข้าไปในบริเวณที่มีเศษซากเหล่านี้ เศษซากดังกล่าวจะเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้ มองเห็นเป็นแสงสว่างวาบพาดผ่านท้องฟ้า นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า "ฝนดาวตก" นั่นเอง
แม้ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ฝนดาวตกในปี ค.ศ. 1833 ก็ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญถึง ทั้งในแง่ของความสวยงามอันน่าทึ่ง และความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่แฝงไปด้วยทั้งความหวาดกลัว ความพิศวง และความงดงาม
ข้อมูลอ้างอิง : Wikipedia
- Leonids-1833

06/12/2024

ญี่ปุ่นพัฒนา ตัวเร่งปฏิกิริยาแสงแบบใหม่ เปลี่ยนน้ำเป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน
นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้พัฒนาวิธีการใหม่ในการแยกน้ำเป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยใช้แสงแดดและตัวเร่งปฏิกิริยาแสงชนิดใหม่ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น เทคโนโลยีใหม่นี้อาจช่วยให้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนราคาถูกลง และยั่งยืนมากขึ้น

ปัจจุบันไฮโดรเจนส่วนใหญ่มาจากวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติ หรือก็คือการเปลี่ยนเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานสะอาด จึงอาจเรียกได้ว่าไม่ได้เป็นพลังงานสะอาดแบบสมบูรณ์ ดังนั้นหากสามารถแปลงน้ำเป็นพลังงานไฮโดรเจนได้ ก็จะเป็นทางเลือกไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น

หลักการพื้นฐานของกระบวนการใหม่นี้ ก็คือการทำให้น้ำที่ประกอบด้วย ไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 1 อะตอม แยกออกจากกัน แม้จะฟังดูง่าย แต่ปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ต้องใช้พลังงานมาก ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ มีนักวิจัยที่พยายามพัฒนาแนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในปฏิกิริยานี้ดังกล่าว จำเป็นต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยา เมื่อได้รับแสง มันจะทำให้น้ำสลายออกมาเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยการศึกษาก่อนหน้า มีนักวิจัยที่พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาแบบขั้นตอนเดียว (One-Step) แต่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการแปลงแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน และยังเคยมีการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาอีกแบบหนึ่ง ก็คือตัวเร่งปฏิกิริยาแบบ 2 ขั้นตอน (Two-Step) ที่ทำงานซับซ้อนขึ้น ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา 2 ชนิดทำงานร่วมกัน โดยชนิดแรกจะแยกน้ำออกมาเป็นไฮโดรเจน ในขณะที่ชนิดที่ 2 จะเป็นการแยกน้ำเป็นออกซิเจน

ในความก้าวหน้าครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาแบบ 2 ขั้นตอนแบบใหม่ขึ้นมา

ทีมวิจัยได้พิสูจน์นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นนี้โดยการนำไปทดสอบในสภาวะแสงแดดธรรมชาติ ทำงานกับเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 100 ตารางเมตร เป็นเวลานานกว่า 3 ปี พบว่าภายใต้แสงแดดธรรมชาติ ตัวเร่งปฏิกิริยาแสงใหม่นี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงพลังงานได้ประมาณ 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับแสงจำลองในห้องปฏิบัติการ

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตัวเร่งปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ สามารถแปลงพลังงานได้ที่สูงสุดร้อยละ 1 และจะไม่ถึงร้อยละ 5 ถือว่ายังน้อยอยู่มาก แต่นับว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่อาจปูทางไปสู่แนวทางพลังงานสะอาดอีกหนึ่งรูปแบบ

ศาสตราจารย์ คาซูนาริ โดเมน (Kazunari Domen) ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยนี้กล่าวว่า “ยังมีความท้าทายอีกมาก หากต้องพัฒนาเพื่อให้วิธีการนี้ใช้งานได้จริง นักวิจัยทั่วไปควรต้องทำการศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งกระบวนการแยกก๊าซ และการก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งมันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดผู้คน รวมไปถึงนโยบายต่าง ๆ”

การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Science ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม 2024

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/183028/
ที่มารูปภาพ Toyota (Wikimedia Commons)

#พลังงานไฮโดรเจน #พลังงานแสงอาทิตย์ #พลังงาน #พลังงานสะอาด ่อง16 #ซิงเกิลอิมเมจ
————
📲 อัปเดตข่าวเทคโนโลยีที่น่าสนใจบน Instagram กับ TNN Tech คลิก https://www.instagram.com/tnn_tech
และติดตาม TNN Tech ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Youtube : https://bit.ly/TNNTechYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNTechTikTok
• Website : https://bit.ly/TNNTechWebsite
• Line OA : https://page.line.me/tnntech
• Threads : https://threads.net/
• X : https://twitter.com/TnnTech
• Telegram : https://t.me/tnntech

ที่อยู่

Khon Kaen
40002

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรียนพิเศษ มข ขอนแก่น คอมเพล็กซ์ มข. Complex KKUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง เรียนพิเศษ มข ขอนแก่น คอมเพล็กซ์ มข. Complex KKU:

ทางลัด

แชร์

ประเภท