Intelligence Tutors

Intelligence Tutors สถาบันติวเตอร์ ทุกระดับอายุ ทั้งส่?

21/08/2026
20/08/2026

คลิปหลุดสุดช็อกจากเปิร์ม ประเทศรัสเซีย จับภาพวัตถุสีดำปริศนาลอยนิ่งสนิทกลางกระแสลมแรงหลังม่านเมฆ ก่อนจะหมุนตัวกระพริบแสงสีฟ้าสว่างวาบ 2 ครั้งติดแล้ววูบหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่านี่อาจไม่ใช่แค่เหตุการณ์บังเอิญ แต่คือการเผยให้เห็นเทคโนโลยี Cloud Cloaking หรือการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงสร้างพลาสม่าเพื่อหักเหแสงและแฝงตัวในชั้นบรรยากาศโลก ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณจุดเกิดเหตุยังตั้งอยู่ใกล้กับเขต M-Triangle หรือดินแดนสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งรัสเซีย ซึ่งมีรายงานระบบอิเล็กทรอนิกส์ขัดข้องและการสลับมิติอย่างปริศนามายาวนานนับทศวรรษ

แหล่งอ้างอิง:

รายงานการค้นพบปรากฏการณ์ M-Triangle (Molebka Zone) และสถิติ UAP ในเขตเทือกเขาอูรัล ประเทศรัสเซีย

ทฤษฎีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและการแตกตัวของพลาสม่า (Ionization) ในการอำพรางตัวของวัตถุบินไม่ระบุชื่อ (UAP)

ัสเซีย #เรื่องลึกลับ #สิ่งมีชีวิตนอกโลก

20/08/2026

😲 รู้หรือไม่..? ทำไมวงการไซเบอร์ซิเคียวริตี้และกลุ่มแฮกเกอร์ระดับโลกถึงกำลังจับตามอง "โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและอวกาศของไทย" อย่างใกล้ชิดชนิดตาไม่กะพริบ!

เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสข่าวที่สร้างความฮือฮาในหน้าสื่อและแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข่าวกรองทางเทคโนโลยีว่า **"แฮกเกอร์โลกตะลึง! ระบบความปลอดภัยสูงสุดของรัสเซีย ถูกนำมาคลุมระบบดาวเทียมและโทรคมนาคมของไทย"** ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนิยายวิทยาศาสตร์หรือพาดหัวข่าวที่หวือหวาเกินจริง แต่มันมีรากฐานมาจากการขยับตัวทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการลงนามความร่วมมือกับรัสเซีย เพื่อยกระดับเทคโนโลยีดาวเทียม ระบบขนส่งอัจฉริยะ และรวมถึงเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศ

หากเราถอดแว่นตาการเมืองออก แล้วมองลึกลงไปในเชิงวิเคราะห์และวิศวกรรมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Engineering) การนำ "โล่และเกราะ" ระดับสูงสุดจากชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซียมาใช้กับระบบดาวเทียมและโทรคมนาคมของไทย จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโลกอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายความมั่นคงอย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันในทุกมิติครับ

---

# # # 🛡️ 1. ทำไมต้องเป็น "เทคโนโลยีความปลอดภัยจากแดนหมีขาว"?

ในโลกของความมั่นคงทางไซเบอร์ รัสเซียได้รับการยอมรับ (และเป็นที่หวั่นเกรงของชาติตะวันตก) ว่ามีศักยภาพระดับแนวหน้าของโลก โดยเฉพาะใน 2 ขีดความสามารถหลัก ได้แก่ **Electronic Warfare (สงครามอิเล็กทรอนิกส์)** และ **Cryptography (วิทยาการรหัสลับขั้นสูง)**

* **สถาปัตยกรรมการเข้ารหัสที่โลกไม่คุ้นเคย (The Russian Cryptography Standard):** ในขณะที่อินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้มาตรฐานการเข้ารหัสแบบตะวันตก (เช่น AES หรือ RSA) รัสเซียมีมาตรฐานอัลกอริทึมของตนเองที่เรียกว่า **GOST** (Gosudarstvennyy Standart) การที่ไทยอาจนำระบบที่มีสถาปัตยกรรมต่างออกไปมาผสมผสานเป็นเลเยอร์ความปลอดภัยชั้นนอก จะทำให้แฮกเกอร์หรือกลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐ (APT Groups) ที่คุ้นเคยกับเครื่องมือเจาะระบบฝั่งตะวันตก ต้อง "รื้อตำราใหม่ทั้งหมด" นี่คือเหตุผลว่าทำไมวงการแฮกเกอร์ถึงกับต้องหยุดชะงัก เพราะชุดคำสั่ง (Exploits) เดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
* **ระบบป้องกันการรบกวนสัญญาณ (Anti-Jamming & Anti-Spoofing):** เทคโนโลยีดาวเทียมของรัสเซียถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการถูกแทรกแซงในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ การนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้กับระบบโทรคมนาคมและการขนส่งอัจฉริยะของไทย จะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น ระบบนำทางรถไฟความเร็วสูง ระบบเดินเรือ หรือโดรนขนส่ง ปลอดภัยจากการถูกยิงด้วยคลื่นรบกวน

# # # 📡 2. "เกราะคลุมดาวเทียมและโทรคมนาคม" หมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ?

การปกป้องโทรคมนาคมระดับชาติไม่ใช่แค่การลงโปรแกรมแอนตี้ไวรัสในเซิร์ฟเวอร์ แต่มันคือการสร้าง **National-level Secure Architecture** หรือโครงสร้างป้องกันข้อมูลระดับประเทศ

* **ปิดจุดบอด Data Link:** ข้อมูลมหาศาลที่วิ่งระหว่างสถานีฐานบนพื้นโลก (Ground Station) และดาวเทียมที่โคจรอยู่บนฟ้า เป็นเป้าหมายหลักของการดักฟัง ระบบของรัสเซียมีความเชี่ยวชาญในการทำ Secure Frequency Hopping (การกระโดดสลับความถี่อย่างรวดเร็ว) ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ไม่หวังดีจะดักจับข้อมูลกลางทางได้ทัน
* **การเชื่อมโยงระบบความมั่นคงแบบไร้รอยต่อ:** ความร่วมมือล่าสุดของไทยไม่ได้มีแค่การขนส่ง แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ด้านระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti-Drone) ระบบเหล่านี้ต้องพึ่งพาเครือข่ายโทรคมนาคมที่มีความหน่วงต่ำมาก (Ultra-Low Latency) และต้องไม่มีใครสั่งปิดระบบจากระยะไกลได้ การใช้ระบบระดับทางการทหารจึงเป็นการการันตีเสถียรภาพสูงสุด

# # # 🌍 3. การทูตไซเบอร์แบบ "ไผ่ลู่ลม": ข้อดีและความท้าทาย

การขยับหมากตานี้ ถือเป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการ **"กระจายความเสี่ยง" (Diversification)** และยืนยันอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศไทย

✅ **ผลลัพธ์เชิงบวก (Pros):**

1. **ลดการพึ่งพาขั้วอำนาจเดียว (Decentralizing Tech Reliance):** หากไทยใช้แต่ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของชาติตะวันตกเพียงอย่างเดียว ย่อมมีความเสี่ยงหากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการถูกคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี (Tech Sanctions) การมีระบบของรัสเซียเข้ามาขัดตาทัพ ทำให้ไทยมี "อำนาจต่อรอง" บนเวทีโลกมากขึ้น
2. **นวัตกรรมที่ผ่านสมรภูมิจริง (Battle-tested Innovation):** เทคโนโลยีหลายตัวของรัสเซียได้รับการทดสอบแล้วในสถานการณ์ความขัดแย้งจริง ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องของความทนทานต่อการโจมตีแบบ Zero-Day

⚠️ **ความท้าทายที่ต้องระวัง (Challenges):**

1. **ความเข้ากันได้ของระบบ (Interoperability):** อุปกรณ์โทรคมนาคมเดิมของไทยส่วนใหญ่มาจากยุโรป อเมริกา หรือจีน การนำระบบความปลอดภัยรัสเซียมา "ครอบ" หรือเชื่อมต่อ อาจเกิดปัญหาคอขวดของข้อมูล (Bottleneck) ต้องอาศัยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน System Integration ระดับหัวกะทิในการผสานระบบให้สมบูรณ์
2. **โจทย์ใหญ่เรื่อง Backdoor:** เป็นสัจธรรมของเทคโนโลยีความมั่นคง ที่ผู้ใช้งานต้องตรวจสอบอย่างรัดกุมว่า ผู้ให้บริการได้ทิ้ง "ช่องทางลับ" ไว้สอดแนมข้อมูลระดับชาติของเราเองหรือไม่ หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของไทย จะต้องมีการทำ Source Code Review หรือกักกันสภาพแวดล้อม (Sandboxing) อย่างเข้มข้นที่สุด

# # # 🇹🇭 4. บทสรุป: ก้าวต่อไปของไทยในสมรภูมิไซเบอร์โลก

ปรากฏการณ์พาดหัวข่าวที่ว่าระบบความปลอดภัยรัสเซียมาคลุมโทรคมนาคมไทยนั้น ในความเป็นจริงคือความพยายามบรรลุข้อตกลงเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งเทคโนโลยีดาวเทียม ระบบขนส่งอัจฉริยะ และโครงสร้างความมั่นคง

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า **"สงครามไซเบอร์"** ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยกำลังสร้าง **"Hybrid Cybersecurity Infrastructure"** หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยแบบผสมผสาน ที่ดึงเอาข้อดีของมหาอำนาจจากทุกขั้ว ไม่ว่าจะเป็น ตะวันตก จีน หรือรัสเซีย มาสร้างเป็นสมดุลใหม่ (New Equilibrium) เพื่อป้องกันตนเอง

การขยับตัวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้แฮกเกอร์ต้องทำงานหนักขึ้นและตะลึงกับความซับซ้อนของโครงข่ายไทย แต่ยังส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงประชาคมโลกว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะเลือกเส้นทางที่ปกป้อง **อธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty)** ของตนเองอย่างมีชั้นเชิง

ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ "ข้อมูล" มีค่ามากกว่าทองคำ และ "เครือข่าย" คือเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ การสร้างเกราะป้องกันระดับชาติที่แข็งแกร่งและไม่ยึดติดกับขั้วใดขั้วหนึ่ง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกที่น่าสนใจ... แต่มันคือ "ทางรอด" เดียวที่จะทำให้ชาติของเรายืนหยัดได้อย่างยั่งยืน

---

แล้วเพื่อนๆ ผู้อ่านล่ะครับ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการก้าวเดินเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของไทยในครั้งนี้? การรักษาสมดุลแบบนี้จะนำพาไทยไปสู่ความแข็งแกร่งในระยะยาวหรือไม่? มาร่วมวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ! 👇

#เข็มทิศประเทศไทย

20/08/2026

กล้องฮับเบิลจับภาพ #ดาวหาง C/2025 K1 (ATLAS) กำลังแตกสลายเป็น 4 ชิ้นเป็นครั้งแรก

#กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล บันทึกภาพกระบวนการแตกสลายของดาวหาง C/2025 K1 ( ) หรือดาวหาง K1 ได้อย่างละเอียดในระยะเริ่มแรกของการปริแตกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ลำดับภาพถ่ายชุดนี้ถูกบันทึกขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ผ่านสเปกโตรกราฟถ่ายภาพกล้องโทรทรรศน์อวกาศซึ่งเป็นอุปกรณ์บันทึกภาพประสิทธิภาพสูงบนกล้องฮับเบิล เผยให้เห็นการกระจัดกระจายของดาวหางในช่วงเวลาอันสั้นได้อย่างน่าทึ่ง

ภาพถ่ายชุดนี้นับเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ได้เห็นการปริแตกของดาวหางตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างชัดเจน โดยกล้องฮับเบิลสามารถแยกแยะชิ้นส่วนของดาวหาง K1 ออกมาได้อย่างน้อย 4 ชิ้นอย่างเป็นอิสระ ซึ่งแต่ละชิ้นส่วนมีโคม่า (Coma) หรือกลุ่มหมอกแก๊สและฝุ่นอวกาศเรืองแสงที่ห่อหุ้มนิวเคลียส (Nucleus) น้ำแข็งของตัวเองไว้อย่างเด่นชัด ซึ่งต่างจากการสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์บนพื้นโลกที่มองเห็นชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นเพียงก้อนแสงเบลอๆ ที่แยกออกจากกันไม่ได้เท่านั้น

รายละเอียดในภาพบันทึกเวลาแสดงให้เห็นกลุ่มแสงสีฟ้าเรืองแสงที่พุ่งเป็นแนวทแยงกลางอวกาศอันมืดมิด โดยในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ปรากฏชิ้นส่วนดาวหาง 4 ชิ้น ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่สุดได้แตกออกเป็น 2 ท่อน และภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เศษชิ้นส่วนทั้งหมดได้เริ่มเคลื่อนตัวแยกห่างออกจากกันตามแนวเส้นทางเดิมอย่างชัดเจน

การแตกสลายของดาวหาง K1 ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่มอบภาพถ่ายอันตื่นตาตื่นใจแก่ผู้สนใจอวกาศทั่วโลก แต่ยังให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงโครงสร้างความยึดเหนี่ยวภายในของน้ำแข็ง และปัจจัยแรงกระทำที่ส่งผลต่อการสูญสิ้นของวัตถุโบราณในระบบสุริยะต่อไป

______________
👨‍🚀 ข้อมูลอ้างอิง: NASA/ESA
- Comet C/2025 K1 (ATLAS): November 2025

20/08/2026

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเรื่องลึกลับ หลุมดำ ใจกลางกาแล็กซีห่างไกล จู่ๆ เปลี่ยนทิศทางพ่นลำอนุภาคพลังงานสูง เล็งตรงมาที่โลก!...

หากมีคนถือกระบอกไฟฉายส่องไปมาอยู่ไกลๆ เราอาจจะเห็นเพียงลำแสงจางๆ พาดผ่านความมืดหากแสงได้ประทบต่ออนุภาค แต่เมื่อใดก็ตามที่กระบอกไฟฉายนั้นหันมาทางดวงตาของเราโดยตรง แสงที่เจือจางก็จะสว่างจ้าจนแสบตาขึ้นมาทันที!

ปรากฏการณ์คล้ายๆ กันนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในสเกลระดับจักรวาลด้วย แถมยังเกี่ยวข้องกับหนึ่งในวัตถุที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยรู้จัก

นักดาราศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตการณ์กาแล็กซีแห่งหนึ่งชื่อว่า PBC J2333.9-2343 ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกของเราออกไปถึง 657 ล้านปีแสง ในอดีตนั้น กาแล็กซีแห่งนี้เคยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของ กาแล็กซีวิทยุขนาดยักษ์ (Giant radio galaxy)

สาเหตุที่เคยถูกเรียกแบบนั้น เป็นเพราะมันมีโครงสร้างที่เรียกว่า กลีบคลื่นวิทยุ (Radio lobes) ขนาดมหึมาทอดตัวพาดผ่านห้วงอวกาศกว้างใหญ่ถึง 4 ล้านปีแสง

โครงสร้างที่ว่านี้เกิดจากการที่หลุมดำมวลยิ่งยวดตรงใจกลางกาแล็กซี ทำหน้าที่เหมือนเครื่องเร่งอนุภาค มันดูดกลืนมวลสารเข้าไปแล้วพ่นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าออกมาด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง

อนุภาคเหล่านี้ถูกพุ่งออกไปด้านข้าง (ตั้งฉากกับทิศทางที่เรามองจากโลก) คล้ายกับไฟฉายที่ส่องไปทางอื่น เราจึงเห็นโครงสร้างนี้แผ่ออกไปทางซ้ายและขวาอย่างชัดเจน

แต่แล้วเรื่องราวก็เปลี่ยนไป เมื่อทีมนักวิจัยนานาชาติได้ระดมกำลังใช้กล้องโทรทรรศน์หลายตัวทั้งบนโลกและในอวกาศ เพื่อเจาะลึกเข้าไปดูใจกลางของกาแล็กซีแห่งนี้ในหลากหลายช่วงคลื่นความถี่ พวกเขากลับพบความผิดปกติบางอย่างที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เราเคยรู้ จนถึงขั้นต้องเปลี่ยนการจัดประเภทของกาแล็กซีนี้ใหม่ทั้งหมด

ดร. โลเรนา เอร์นันเดซ-การ์เซีย (Dr. Lorena Hernández-García) นักวิจัยผู้นำการศึกษาจากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์มิลเลนเนียม (Millennium Institute of Astrophysics) ได้อธิบายถึงการค้นพบนี้ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ของสมาคมดาราศาสตร์หลวง (Royal Astronomical Society) เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2023 ว่า

"เราเริ่มศึกษาพฤติกรรมของกาแล็กซีแห่งนี้ เนื่องจากมันแสดงคุณสมบัติที่แปลกประหลาดออกมา สมมติฐานของเราก็คือ ลำพ่นอนุภาคความเร็วสัมพัทธภาพ (Relativistic jet) จากหลุมดำมวลยิ่งยวดของมันได้เปลี่ยนทิศทางไปจากเดิม และเพื่อที่จะยืนยันแนวคิดนี้ เราจึงจำเป็นต้องทำการสังเกตการณ์อย่างหนักหน่วง"

หรือก็คือพฤติกรรมการแผ่รังสีที่ส่งออกมาจากแกนกลางนั้น มันไม่สอดคล้องกับรูปร่างกลีบคลื่นวิทยุยักษ์แบบเดิมที่เคยพ่นออกด้านข้าง ทีมวิจัยจึงสงสัยว่า ปืนใหญ่อวกาศอย่างหลุมดำมวลยิ่งยวดนี้ไม่ได้พ่นสสารไปในทิศทางเดิมอีกต่อไปแล้ว พวกเขาจึงต้องรวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทั่วโลกเพื่อหาคำตอบ

ผลจากการติดตามสังเกตการณ์ได้เผยให้เห็นความจริงที่น่าทึ่งว่า ลำพ่นอนุภาคพลังงานสูงที่พุ่งออกมาจากหลุมดำมวลยิ่งยวด ได้หักเหเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมอย่างรุนแรงถึง 90 องศา จากที่เคยพ่นออกด้านข้าง ตอนนี้มันได้หันกลับมาตรึงเป้าหมายไว้ที่โลกของเรา!

โดยผลจากการสร้างแบบจำลองทางฟิสิกส์ยืนยันว่า ลำอนุภาคนี้ทำมุมเฉียงจากแนวสายตาของเราไปเพียงแค่ 3 องศาเท่านั้น ซึ่งถือว่าแทบจะยิงตรงเข้าหาเราแบบเต็มๆแล้ว

ปรากฏการณ์นี้ก็เหมือนกับกระบอกไฟฉายที่จู่ๆ ก็หันมาส่องเข้าตาเราโดยตรง การที่ลำพ่นอนุภาคพลังงานสูงหันหัวชี้ตรงมายังโลก ทำให้รังสีที่แผ่ออกมาถูกเร่งจนดูสว่างจ้าขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อมองจากมุมของเรา

และด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนี้เอง ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องเปลี่ยนสถานะของกาแล็กซีนี้ใหม่ จากกาแล็กซีวิทยุธรรมดา ให้กลายเป็นวัตถุที่ทรงพลังและเกรี้ยวกราดกว่าเดิม ซึ่งเราเรียกวัตถุประเภทนี้ว่า เบลซาร์ (Blazar)

จนถึงตอนนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้ลำพ่นอนุภาคระดับจักรวาลนี้เปลี่ยนทิศทางไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

แต่พวกเขาสันนิษฐานว่า มันอาจเกิดจากเหตุการณ์รุนแรงขั้นสุดยอด เช่น การพุ่งชนและควบรวมกันระหว่างกาแล็กซี การชนกันของหลุมดำ หรือไม่ก็อาจเกิดจากการที่หลุมดำมวลยิ่งยวดที่เคยหลับใหลไปอย่างยาวนาน ได้กลับมาปะทุและตื่นตัวอีกครั้งในสภาพแวดล้อมใหม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปืนใหญ่จักรวาลที่พ่นอนุภาคระดับความเร็วแสงนี้จะหันปากกระบอกเล็งตรงมาทางโลก แต่มันก็ไม่สามารถส่งผลกระทบหรือทำอันตรายใดๆ กับเราได้เลยแม้แต่น้อย สาเหตุก็เพราะกาแล็กซีต้นทางนั้นตั้งอยู่ห่างไกลออกไปมหาศาลถึง 657 ล้านปีแสง พลังงานที่เดินทางมาถึงโลกจึงเจือจางลงไปมาก สิ่งที่เรากำลังมองเห็นและตรวจจับได้ในวันนี้ จึงเป็นเพียงร่องรอยของปรากฏการณ์อันทรงพลังที่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคอดีตกาลของเอกภพเท่านั้น

[แหล่งอ้างอิง]

[1] Royal Astronomical Society. "Galaxy changes classification as jet changes direction." ScienceDaily, 2023.
[2] Hernández-García, L., et al. "Multiwavelength monitoring of the nucleus in PBC J2333.9-2343: the giant radio galaxy with a blazar-like core." Monthly Notices of the Royal Astronomical Society, 2023. DOI: 10.1093/mnras/stad510

#อวกาศ #ดาราศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #หลุมดำมวลยิ่งยวด #ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ #ไขความลับจักรวาล #เบลซาร์ #กาแล็กซี #ความรู้รอบตัว #จักรวาล

ที่อยู่

ซอยขอนแก่นวิลล่า ถนนมิตรภาพ
Khon Kaen
40000

เบอร์โทรศัพท์

+66914749993

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Intelligence Tutorsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท