KidsUp คลินิกส่งเสริมทักษะทางพัฒนาการและพฤติกรรม จ.ขอนแก่น

KidsUp คลินิกส่งเสริมทักษะทางพัฒนาการและพฤติกรรม จ.ขอนแก่น ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก KidsUp คลินิกส่งเสริมทักษะทางพัฒนาการและพฤติกรรม จ.ขอนแก่น, บริการดูแลเด็ก, คลินิกฝึกพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก KidsUp พูดช้า สมาธิสั้น ออทิสติก จ. ขอนแก่น ภาคอีสาน, Khon Kaen.
(1)

KidsUp Clinic Child Development Center&Psychology Khon Kaen Thailand ตรวจ บำบัด ให้คำปรึกษา แนวทางการเลี้ยงลูก ส่งเสริม ทักษะให้เป็นเลิศ รับฟังความกังวล ให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาทางพัฒนาการ อาทิ พูดช้า,ปรับพฤติกรรม,สมาธิสั้น,ออทิสติก,บุคลิกภาพแก่เด็ก ผู้ปกครอง ติดต่อ 0614474690 (เบอร์หลัก), 0826296252

ການ​ກວດ​ກາ​ການ​ພັດ​ທະ​ນາ​ ຝຶກເວົ້າ ການພັດທະນາຊ້າ

คลินิก ตรวจ /บำบัด/ ให้คำปรึกษา ปัญหาพฤติกรรมและพัฒนาการเด็ก-วัยรุ่น ประสบการณ์การตรวจรักษา ให้คำปรึกษาผู้ปกครอง และบำบัดพัฒนาการแก่เด็กๆในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำและคลินิกมากกว่า 10,000 ชั่วโมง เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการประเมินพัฒนาการเด็กตั้งแต่ทารกแรกเกิด - ถึงวัยรุ่น สามารถให้คำแนะนำในการเลี้ยงดูที่เหมาะสม การช่วยส่งเสริม บำบัด ปรับพฤติกรรมและกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการเด็กรอบด้านทั้งในเด็กปกติ และเด็กพิเศษ
โดยนักกิจกรรมบำบัด และ นักจิตวิทยาคลินิก จากโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงทั่วจังหวัดขอนแก่นทั้งภาครัฐและเอกชน
ไม่ว่าจะเป็น เด็กพูดช้า ผู้ปกครองสงสัยพัฒนาการไม่ตามวัย สงสัยออทิสติกเทียม ออทิสิตกแท้ สมาธิสั้น ไม่นิ่ง พูดตาม ไม่สามารถบอกความต้องการหรือถามตอบได้เอง กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อยากลำบากในการจดจำและเรียนหนังสือ
บุคลากรการแพทย์ของเราผ่านการอบรมทางการแพทย์ที่หลากหลายศาสตร์และศิลป์ อาทิเช่น

-การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นสมาธิสั้น (CBT for ADHD in Youth) Beck institute USA

-การฝึกพูด Speech Therapy ในเด็กที่มีปัญหาการพูดล่าช้า

-เทคนิคการปรับพฤติกรรมตามหลัก ABA (Applied Behavior Analysis)

-ได้รับอนุญาตเป็นผู้ทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้วยแบบทดสอบ Denver II โดยได้รับการรับรองจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาการเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

-การใช้แบบทดสอบเชาว์ปัญญา(IQ test) ในบุคคลอายุ 6-90 ปี

-การทดสอบ ระดับความสามารถเทียบเท่าอายุ ทางปัญญา จำแนกตามด้าน เพื่อดู ความถนัดในการในการเรียนรู้

-ศิลปะบำบัดสำหรับผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต

โดยรักษาผ่านการนำของเล่น สื่อการเรียน ความรู้ มาวิเคราะห์ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับปัญหาของเด็กแต่ละคนเป็นการรักษาแบบ รายชั่วโมง 1 ต่อ 1
โดยยึดพื้นฐานความรู้ทางการแพทย์ กายวิภาค สรีระวิทยา จิตวิทยา และการกระตุ้นการบูรณาการประสาทความรู้สึกของสมอง
เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย ในทุกมิติ
-การพูดสื่อสาร
-ด้านการเข้าสังคมอารมณ์และพฤติกรรม
-ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
-การเรียน เขียน อ่าน
-ด้านการช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน
-พัฒนาการความสามารถทางเชาว์ปัญญา IQ
-พัฒนาการ EQ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ ความสามารถทางอารมณ์ในการรับรู้ และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเอง และผู้อื่น ตลอดจนสามารถปรับ หรือควบคุมอารมณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
-พัฒนาการ EF (Executive Functions ที่เกี่ยวข้องกับการคิด การกระทำ การยับยั้งใจ คิดไตร่ตรอง การยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจำ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ และการทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบรรลุความสำเร็จ
ทั้งในเด็กปกติและเด็กพิเศษ

💔 เมื่อความล้มเหลวซ้ำ ๆ กลายเป็น "ซึมเศร้าและวิตกกังวล" ในเด็กเล็ก: สัญญาณเงียบที่พ่อแม่ต้องก้าวให้ทันเชื่อไหมว่า... เด็...
28/05/2026

💔 เมื่อความล้มเหลวซ้ำ ๆ กลายเป็น "ซึมเศร้าและวิตกกังวล" ในเด็กเล็ก: สัญญาณเงียบที่พ่อแม่ต้องก้าวให้ทัน
เชื่อไหมว่า... เด็กสมาธิสั้น (ADHD) , กลุ่มบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ,กลุ่มเด็กที่มีความล่าช้าด้านสติปัญญา หรือกลุ่มที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร มักจะมี "ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล" ซ่อนอยู่โดยที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ตัว และหลายครั้งก็สังเกตุเห็นได้ยาก
เมื่อเขาต้องเผชิญกับความล้มเหลวในชีวิตประจำวันบ่อย ๆ ทำผิดบ่อย ๆ โดนดุซ้ำ ๆ ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจใคร โลกภายในใจของเขาจะเริ่มสูญเสียความมั่นใจ และก่อตัวเป็น "วงจรลบล็อกถล่ม" (Negative Loop) ที่ยิ่งเครียด ก็ยิ่งทำให้สมาธิไม่ดีมากขึ้น ก็ยิ่งวิตกกังวล คิดมากมากขึ้น และดิ่งเครียดลึกลงไปเรื่อย ๆ ซ้ำไปซ้ำมา
วันนี้เรามาถอดรหัสสัญญาณเตือนและแนวทางช่วยเหลือเชิงลึกไปด้วยกันครับ
🧠 ต้นตอของปัญหา: วงจรลบที่เริ่มจาก "ความไม่มั่นใจ"
ในเด็กที่มีปัญหาในกลุ่มอาการข้างต้น สมองของพวกเขามักจะต้องทำงานหนักกว่าเด็กทั่วไปเพื่อทำสิ่งง่าย ๆ ให้สำเร็จ เมื่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเรียน นั่งเขียนในคาบเรียน การทำงานบ้าน การวางแผนการทำงาน เมื่อทำไม่ได้เท่ากับคนอื่น (แม้ผู้ใหญ่จะไม่เคยตำหนิก็ตาม) สมองก็จะเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น และแปลผลว่า "ฉันมันไร้ความสามารถ" (Low Self-Esteem) กลไกการป้องกันตัวเองของเด็กจึงทำงานออกมาเป็น 2 ทิศทาง:

ระเบิดออกภายนอก: กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ฉุนเฉียว อาละวาด (ซึ่งแท้จริงแล้วคือความเครียดที่ล้นทะลัก)

เก็บกดไว้ภายใน: กลายเป็นความวิตกกังวลว่าจะทำผิดพลาด หรือซึมเศร้าชัตดาวน์ตัวเองหนีออกจากโลกความจริง

🔍 สังเกตสัญญาณเตือน: เมื่อความเศร้าไม่ได้มาในคราบ "น้ำตา"
เด็กเล็กส่วนใหญ่ยังไม่มีคลังคำศัพท์ที่มากพอจะเดินมาบอกเราว่า "หนูเศร้า" หรือ "หนูเครียด" เด็กอาจจะยังไม่คุ้นเคยหรือรู้จักอารมณ์ด้วยซ้ำ พ่อแม่จึงต้องเฝ้าระวังและสังเกตจากพฤติกรรมเปลี่ยนไปเหล่านี้ครับ
1. การทำร้ายตัวเองทางอ้อม (Indirect Self-Harm)
มันคือกลไกการปลอบโยนตัวเอง (Self-soothing) เมื่อระบบประสาทเครียดจัด เช่น กัดเล็บจนกุด แกะผิวหนังจนเลือดออก เอามือไปขูดผนังหรือดึงผมตัวเองซ้ำ ๆ
2. การชัตดาวน์และถอนตัว (Withdrawal)
เด็กจะเริ่ม ไม่กล้าสู้หน้า หลบตา นิ่งเงียบ ถามคำตอบคำ หรือมีภาวะไม่ยอมพูดในบางสถานการณ์ (Selective Mutism) เพื่อเซฟตัวเองจากการถูกวิจารณ์
3. อาการทางกายที่หาสาเหตุไม่ได้ (Somatic Complaints)
สมองแปรความเครียดออกเป็นความเจ็บปวด เช่น ปวดท้อง ปวดหัวบ่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องเจอความกดดัน เช่น ก่อนไปโรงเรียนหรือตอนทำการบ้าน
4. พฤติกรรมถดถอยและจินตนาการด้านมืด
กลับไปปัสสาวะรดที่นอน ติดพ่อแม่แจผิดปกติ หรือเริ่มวาดภาพ-เล่าเรื่องที่มีแต่โทนสีดำ ความรุนแรง ความตาย หรือการถูกทอดทิ้งซ้ำ ๆ
🛠️ แนวทางช่วยเหลือในบ้าน: ตัดวงจรลบ คืนความมั่นใจให้ลูก
เราสามารถช่วยปรับสารเคมีในสมองและระบบประสาทของลูกให้กลับมาสมดุลได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ครับ
สะสม "แต้มความสำเร็จเล็ก ๆ" (Small Wins): ซอยงานหรือกิจกรรมให้ง่ายที่สุด ย่อยโจทย์การบ้านให้เหลือทีละข้อ เพื่อให้ลูกทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง และเกิดความรู้สึกว่า "หนูทำได้" * ชื่นชมที่ความพยายาม (Process Praise): เปลี่ยนจากการชมที่ผลลัพธ์ (เช่น เก่งมาก, สอบได้ที่ 1) มาเป็นความตั้งใจ เช่น "แม่ภูมิใจที่หนูพยายามต่อจิ๊กซอว์ตัวนี้จนเสร็จนะ"
การทดแทนประสาทสัมผัส (Sensory Substitution): หรือช่วยหาวิธีจัดการอารมณ์ สำหรับเด็กที่ชอบแกะหรือกัดเล็บ อย่าสั่งให้หยุด แต่ให้หาแผ่นเทปตีนตุ๊กแก (Velcro) แปะใต้โต๊ะให้เขาเกาเล่น หรือให้บีบลูกบอลคลายเครียด (Stress Ball) แทน
จัดตารางเวลาด้วยภาพ (Visual Schedule): เด็กกลุ่มนี้จะกังวลกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ การทำตารางเวลาเป็นรูปภาพ มีขั้นตอนชัดเจน แปะข้างฝาบ้าน หรือหมั่นฝึกซ้อมทำงานบ่อย ๆ จะช่วยลดความกังวลในสมองลงได้ดีมาก
เยียวยาด้วย Floor Time (Child-Led Play): ให้เวลาลูกวันละ 15-20 นาที เข้าไปเล่นในโลกของลูก โดยให้ลูกเป็นคนนำกติกา พ่อแม่ทำหน้าที่ตาม สะท้อนอารมณ์ และงดการออกคำสั่งหรือสั่งสอนชั่วคราว
🚨 สัญญาณไฟแดง (Red Flags): แค่ไหนที่ควรพาไปพบหมอ?
หากพ่อแม่พยายามปรับในบ้านแล้ว แต่อาการของลูกเข้าข่าย 4 ข้อนี้ แนะนำให้พาไปพบจิตแพทย์เด็ก เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม:
กระทบชีวิตประจำวัน (Impairment): ลูกเริ่มปฏิเสธการไปโรงเรียน ผลการเรียนดิ่งลงเฉียบพลัน หรือไม่ยอมกินข้าวอาบน้ำ สุขอนามัยแย่ลง เริ่มเบื่อกิจกรรมที่เคยชอบทำ หมดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
เป็นทุกที่ (Pervasiveness): มีอาการนิ่งเงียบ ทำร้ายตัวเอง หรือก้าวร้าว เกิดขึ้นทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่สาธารณะ ไม่ได้เป็นเฉพาะบางเวลา และ/หรือมีความรุนแรงสูงขึ้นต่อสถานที่บางสถานที่
ยาวนานเกินไป (Duration): อาการดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องกันยาวนานเกิน 2-4 สัปดาห์ โดยไม่มีช่วงที่อารมณ์ดีขึ้นเลย
ความรุนแรงเพิ่มขึ้น (Escalation): เริ่มเปลี่ยนจากการแกะเล็บ เป็นการทุบหัวตัวเอง เอาหัวโขกพื้น หรือมีคำพูดหลุดปากในแง่ลบ การโทษตนเองว่า "ไม่มีหนูสักคน พ่อแม่คงสบายใจ" เป็นต้น
📌 สรุป
เด็กที่มีปัญหาสมาธิหรือสติปัญญา ไม่ได้อยากดื้อ ไม่ได้อยากส่งเสียงกรีดร้อง และไม่ได้อยากนิ่งเฉยใส่เรา.. แต่โลกในใจของเขากำลังแตกสลายจากความกลัวและความไม่มั่นใจ

หน้าที่ของเราไม่ใช่การเค้นถามว่า "เป็นอะไร?" แต่คือการหยิบยื่นพื้นที่ปลอดภัย และจับมือพาก้าวผ่านความล้มเหลวไปทีละสเต็ปเล็ก ๆ ครับ

27/05/2026

💙 พัฒนาการและพฤติกรรมของลูกรัก... ให้ KidsUp Clinic ช่วยดูแลนะคะ 🧩✨

คุณพ่อคุณแม่กำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้อยู่หรือเปล่า?
❌ ลูกพูดช้า ไม่ยอมสบตา พูดไม่เป็นภาษา
❌ ซน นิ่งไม่ได้ ไม่ค่อยมีสมาธิกับการทำกิจกรรม
❌ มีปัญหาอารมณ์ ร้องกรี๊ด ปรับตัวเข้าสังคมยาก
❌ เรียนไม่ทันเพื่อน อ่านเขียนคำนวณติดขัด

คลินิกของเราพร้อมให้บริการดูแลรอบด้านสำหรับเด็กและวัยรุ่น:
✅ ประเมิน & ให้คำปรึกษา ปัญหาพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด
✅ กระตุ้นพัฒนาการ กล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่, สมาธิ, การสื่อสาร, การบูรณาการประสาทความรู้สึก (Sensory Integration)
✅ ปรับพฤติกรรม และส่งเสริมการเข้าสังคมอย่างเหมาะสม
✅ ส่งเสริมการเรียน ออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคล
✅ ดูแลสุขภาพใจ จัดการความเครียด ความกังวล และอารมณ์แปรปรวน

🏢 บรรยากาศห้องฝึกสะอาด ปลอดภัย อุปกรณ์ครบครัน พร้อมดูแลด้วยความอบอุ่นและใส่ใจ

📍 KidsUp Clinic ขอนแก่น (คลินิกส่งเสริมทักษะทางพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก)
📞 ติดต่อสอบถาม/นัดหมาย: 061-4474690
💬 LINE OA: (มี @ ด้วยนะคะ)

#คลินิก #คลินิกกระตุ้นพัฒนาการ #คลินิกส่งเสริมพัฒนาการ #คลินิกกิจกรรมบำบัด #แห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น #ปรึกษาปัญหาพัฒนาการ #กระตุ้นพัฒนาการผ่านการเล่น #จากบุคลากรการแพทย์ #นักกิจกรรมบำบัด #ส่งเสริมพัฒนาการขอนแก่น #ประเมินพัฒนาการตามช่วงวัย #ครอบครัวคนพิเศษ #จิตวิทยาเด็ก #จิตวิทยาเลี้ยงลูก #จิตวิทยาคลินิกขอนแก่น #การศึกษาพิเศษ #เรียนช้า #นักวิชาการการศึกษาพิเศษ #คุณครู #ครู #ครูการศึกษาพิเศษ

เปิดบริการตามปกตินะคะ
25/05/2026

เปิดบริการตามปกตินะคะ

🧩✨ ทำไมการฝึกเด็กสมาธิสั้น (ADHD) ถึงต้องเล่นบอร์ดเกม? ✨🧩การฝึกเด็กสมาธิสั้น (ADHD) หลายครั้งจึงใช้ บอร์ดเกม เพราะบอร์ดเ...
23/05/2026

🧩✨ ทำไมการฝึกเด็กสมาธิสั้น (ADHD) ถึงต้องเล่นบอร์ดเกม? ✨🧩

การฝึกเด็กสมาธิสั้น (ADHD) หลายครั้งจึงใช้ บอร์ดเกม เพราะบอร์ดเกมไม่ได้เป็นแค่ “การเล่น” 🎲 แต่เป็นเครื่องมือฝึกสมองและพฤติกรรมหลายด้านพร้อมกัน โดยเฉพาะทักษะที่เด็กสมาธิสั้นมักมีความท้าทายครับ 💡

🎯 1. ฝึกการจดจ่อ (Attention)

เด็กต้องมองกติกา 👀 ฟังคู่เล่น 👂 และติดตามว่าเกมดำเนินไปถึงไหน

ช่วยฝึก:

✨ จดจ่อกับสิ่งเดียวได้นานขึ้น
🔍 สังเกตรายละเอียด
↩️ กลับมาสนใจงานเมื่อเสียสมาธิ

🎲 ตัวอย่าง: เกมจับคู่ เกมต่อภาพ เกมวางแผนง่ายๆ



🛑 2. ฝึกการยับยั้งตนเอง (Impulse Control)

เด็กสมาธิสั้นมัก “ทำก่อนคิด” หรือแทรกคิว 🏃‍♂️💨
บอร์ดเกมมีโครงสร้างชัดเจนว่า ต้องรอ ต้องคิด แล้วค่อยเล่น ⏳

ช่วยฝึก:

🪑 รอคิว
🤝 ไม่แย่ง
🧠 ควบคุมความอยากรีบทำ
🎯 คิดก่อนตัดสินใจ



🧠 3. ฝึก Executive Function (EF)

EF คือชุดทักษะสมองที่ใช้จัดการตนเอง ซึ่งเด็กสมาธิสั้นมักต้องการการส่งเสริม 🌱

บอร์ดเกมช่วยฝึก:

📝 Working Memory — จำกติกา จำลำดับ
♟️ Planning — วางแผนการเล่น
🔄 Flexibility — ปรับตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
👀 Self-monitoring — ตรวจสอบว่าตัวเองเล่นถูกไหม



👥 4. ฝึกทักษะสังคม

บอร์ดเกมเป็นกิจกรรมที่ต้องเล่นกับคนอื่น 🤗

เด็กได้ฝึก:

📏 เล่นตามกติกา
👂 ฟังผู้อื่น
💬 สื่อสาร
🏆 ยอมรับผลแพ้–ชนะ
😤➡️😊 แก้ปัญหาเมื่อไม่พอใจ

สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในห้องเรียน 🏫 และการมีเพื่อน ❤️



🎉 5. เพราะ “สนุก” สมองจึงเรียนรู้ได้ดี

การฝึกแบบนั่งทำใบงานอย่างเดียว 📝 เด็กสมาธิสั้นอาจเหนื่อยหรือหลุดง่าย แต่เกมมี

🎯 เป้าหมายชัด
🎲 ได้ลุ้น
⚡ ได้รับผลตอบกลับทันที
💖 มีแรงจูงใจอยากเล่นต่อ

จึงช่วยให้เด็กฝึกซ้ำได้มาก โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ 🙌



🎲 แต่ไม่ใช่ทุกบอร์ดเกมจะเหมาะ

นักบำบัดเลือกเกมตามเป้าหมาย เช่น 👇

🔍 ฝึกสมาธิ → เกมสังเกต / จับคู่
⏳ ฝึกรอคอย → เกมผลัดตาเล่น
♟️ ฝึกวางแผน → เกมกลยุทธ์ง่ายๆ
💗 ฝึกควบคุมอารมณ์ → เกมที่มีแพ้–ชนะและต้องจัดการความรู้สึก

ติดต่อสอบถามหรือจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการเท่านั้น ได้ทาง inbox หรือ Line :
หรือโทร. 061-447-4690, 082-629-6252
#คลินิก #คลินิกกระตุ้นพัฒนาการ #คลินิกส่งเสริมพัฒนาการ #คลินิกกิจกรรมบำบัด #แห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น #ปรึกษาปัญหาพัฒนาการ #กระตุ้นพัฒนาการผ่านการเล่น #จากบุคลากรการแพทย์ #นักกิจกรรมบำบัด #ส่งเสริมพัฒนาการขอนแก่น #ประเมินพัฒนาการตามช่วงวัย #ครอบครัวคนพิเศษ #จิตวิทยาเด็ก #จิตวิทยาเลี้ยงลูก #จิตวิทยาคลินิกขอนแก่น #การศึกษาพิเศษ #เรียนช้า #นักวิชาการการศึกษาพิเศษ #คุณครู #ครู #ครูการศึกษาพิเศษ

✨ KidsUp Clinic เดินทางง่าย ติดบึงแก่นนคร ✨พาลูกมาเจอพี่ๆ นักกิจกรรมบำบัดและทีมฝึกพัฒนาการได้สะดวก 🚗💖📍คลินิกอยู่ถนนรอบบึ...
23/05/2026

✨ KidsUp Clinic เดินทางง่าย ติดบึงแก่นนคร ✨
พาลูกมาเจอพี่ๆ นักกิจกรรมบำบัดและทีมฝึกพัฒนาการได้สะดวก 🚗💖

📍คลินิกอยู่ถนนรอบบึงแก่นนคร
ใกล้ร้านโกอาหารเวียดนามและ HD Optic ร้านแว่นตาขอนแก่น 👓

🗺️ ดูแผนที่ตามภาพได้เลย เดินทางง่าย บรรยากาศน่ารัก อบอุ่น เหมาะกับเด็กๆ 🧸🌈

#คลินิกพัฒนาการเด็ก #กิจกรรมบำบัด #ขอนแก่น #ฝึกพูด #กระตุ้นพัฒนาการ #บึงแก่นนคร ่น

👁️ Visual Attention คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญมากกับการนั่งเรียนหนังสือของลูกเคยสงสัยไหมว่า.. ทำไมเด็กบางคนนั่งเรียนได้นาน แต...
23/05/2026

👁️ Visual Attention คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญมากกับการนั่งเรียนหนังสือของลูก
เคยสงสัยไหมว่า.. ทำไมเด็กบางคนนั่งเรียนได้นาน แต่บางคนนั่งแวบเดียวก็หลุดโฟกัส?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ทักษะ "Visual Attention" หรือ "สมาธิในการมองเห็น" ครับ..

มันคือทักษะที่ช่วยให้สมองของเด็กสามารถ "เลือกที่จะสนใจ" สิ่งที่สำคัญในเวลานั้น.. และ "มองสิ่งเร้าอื่นเป็นแค่พื้นหลังที่ไม่ต้องไปสนใจ" .

🏫 ลองนึกภาพตามง่าย ๆ แบบนี้ครับ:
• เด็กที่มีทักษะดี: ณ เวลานี้คือเวลาเรียน.. สมองจะสั่งให้ตามองที่กระดานและคุณครู.. ส่วนนกที่บินผ่านนอกหน้าต่างจะกลายเป็นแค่พื้นหลังที่สมองเมินไป 🧑‍ครู
• เด็กที่ขาดทักษะนี้: ตาจะหันไปตามทุกสิ่งที่มีการเคลื่อนไหว.. นกบินผ่านก็มอง.. เพื่อนขยับตัวก็หัน.. ทำให้วอกแว่กง่าย เบื่อง่าย.. และมักไม่ชอบกิจกรรมที่ใช้สายตาเยอะ ๆ เช่น การอ่านหนังสือที่มีตัวอักษรเต็มไปหมดจนลายตา.. 🐦❌


🛠️ 4 เกมสนุก.. ฝึกสมาธิสายตาให้ลูกได้ที่บ้าน
เราสามารถฟูมฟักทักษะนี้ให้แข็งแรงขึ้นได้.. ผ่านกิจกรรมการเล่นที่สมองได้ฝึกการแยกแยะและคัดกรองภาพ:

1. เกมจับผิดภาพ / จิ๊กซอว์ (Spot the Difference & Jigsaw) 🧩
• ฝึกการกวาดสายตามองรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างเป็นระบบ

2. เกมจับคู่รูปภาพตามแบบที่กำหนด (Pattern Matching) 🎨
• ฝึกการสังเกต สี รูปทรง และระยะทิศทางเพื่อเลียนแบบตามโจทย์

3. เกมเขาวงกต (Mazes) 🗺️
• ฝึกให้สายตาทำงานประสานกับสมองเพื่อวางแผนเส้นทางล่วงหน้า

4. เกมหารูปภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพใหญ่ (Look and Find) 🔍
• ฝึกคัดแยกสิ่งของที่เราต้องการ.. ออกจากฉากหลังที่วุ่นวาย


🪟 2 วิธีที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้ลูกโฟกัสได้ดีขึ้น
นอกจากฝึกผ่านเกมแล้ว.. การลด "Visual Noise" (สิ่งรบกวนทางสายตา) บนโต๊ะเรียนก็สำคัญไม่แพ้กันครับ:

💡 วิธีที่ 1: จัดสภาพแวดล้อมให้คลีนและเงียบสงบ
• เก็บของเล่นและสิ่งของอื่น ๆ ออกจากโต๊ะเรียนให้หมด.. เพื่อไม่ให้มีอะไรดึงดูดสายตาลูกออกจากหนังสือตรงหน้า..

💡 วิธีที่ 2: เทคนิค " Visual Masking" (ทำทีละข้อ)
• หากแบบฝึกหัดมีโจทย์แน่นเกินไปจนลูกตาลาย.. ให้ใช้กระดาษสีขาวมาปิดบังส่วนอื่นไว้.. ให้เหลือเฉพาะข้อที่ลูกกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน หรือให้ทำโจทย์ทีละข้อ เพื่อช่วยลดการ overload ของสายตาครับ..


✨ "สมาธิในการเรียน.. ไม่ได้เริ่มที่ความพยายามตั้งใจอย่างเดียว.. แต่เริ่มจากการที่สมองสามารถเลือกคัดกรองภาพตรงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ"

#สมาธิในการมองเห็น #ฝึกสมาธิเด็ก #พัฒนาการเด็ก #เลี้ยงลูกเชิงบวก #จิตวิทยาเด็ก

"🤬 ลูกกรีดร้องโวยวาย.. ดิ้นลงไปกองกับพื้น! นี่คือพฤติกรรม 'ต่อรอง' หรือสมองลูกกำลัง 'ล้น'? แยกให้ออกระหว่าง Tantrum vs M...
22/05/2026

"🤬 ลูกกรีดร้องโวยวาย.. ดิ้นลงไปกองกับพื้น! นี่คือพฤติกรรม 'ต่อรอง' หรือสมองลูกกำลัง 'ล้น'? แยกให้ออกระหว่าง Tantrum vs Meltdown ก่อนจะรับมือผิดวิธี!"
เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนคงรู้สึกกลุ้มใจ.. เวลาลูกไม่ได้ดั่งใจแล้วชอบกรีดร้อง โวยวาย และบางครั้งอาจมีทุบตีตนเอง หรือผู้อื่น.. ซึ่งมักเจอได้มากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ
🧠 ทำไมหนูต้องกรีดร้องโวยวายขนาดนั้น?
• สมองส่วนอารมณ์โตเร็วกว่าส่วนเหตุผล: สมองส่วนควบคุมตัวเองของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่.. ลูกจึงเหมือนรถยนต์ที่มีคันเร่งที่เรียกว่า"อารมณ์".. แต่ไม่มีระบบเบรกคอยห้ามที่เรียกว่า"เหตุผล".. 🏎️❌
• มันการกรียดร้องจึงถือเป็น "การสื่อสาร" รูปแบบหนึ่ง: ยิ่งเด็กอายุน้อย และทักษะการสื่อสารยังไม่เก่งพอ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติตามวัย) ที่จะบอกว่า "หนูผิดหวัง/หนูโกรธ".. เขาจึงใช้เสียงกรีดร้องและพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อแสดงออก.. หรือบางครั้งอาจเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมที่เคยเห็นมา..
🚨 เช็คให้ดี: ลูกกำลังอาละวาด (Tantrum) หรือสมองล้น (Meltdown)?
• Tantrum (มีเป้าหมาย): ทำเพื่อต่อรอง อยากได้ของ หรืออยากให้สนใจ.. แอบมองเป็นระยะว่ามีใครดูไหม.. ถ้าเรายอมตามใจ อาการจะหยุดทันที 🛍️
• Meltdown (ระบบล้น): ร้องไห้แบบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว.. ต่อให้ยอมให้ของก็ยังไม่ยอมหยุด.. เพราะระบบประสาทล้นจากความเหนื่อยล้าหรือสิ่งกระตุ้นที่มากเกินไป.. 💥
ซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ผ่านการจัดสถานที่ให้สงบ กอดปลอบเพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และไม่จำเป็นต้องชวนคุย หรือตั้งคำถาม เพราะจะยิ่งทำให้รู้สึกว่า กำลังถูกกระตุ้นมากขึ้น
⚠️ "กับดักความสนใจ" วงจรที่ทำให้ลูกโวยวายหนักกว่าเดิม
สิ่งสำคัญคือ การตอบสนองของเรา.. หากลูกกรีดร้องแล้วเรา.. ตกใจ.. รีบวิ่งเข้าไปโอ๋เป็นพิเศษ.. หรือ "หยวนให้" ในสิ่งที่เขาร้องขอเพื่อตัดรำคาญ..

สมองเด็กจะเรียนรู้ทันทีว่า: "อ๋อ! วิธีส่งเสียงกรีดร้องแบบนี้แหละ คือปุ่มกดสั่งให้พ่อแม่ยอมฉัน" แล้วเขาจะทำมันซ้ำ ๆ และรุนแรงขึ้นในครั้งต่อไป.. 📈❌
🛠️ 5 ขั้นตอนรับมือด้วยวิธีการเชิงบวก (จับเข่าคุยด้วยความนิ่ง)
1. "โอบกอดอารมณ์.. แต่ไม่ใจอ่อนกับข้อต่อรอง" 🫂
• เราเข้าไปนั่งข้าง ๆ กอดปลอบ หรืออยู่ใกล้ ๆ เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยได้.. แต่มีข้อแม้ว่า "ต้องไม่ยอมให้ในสิ่งที่เขาเรียกร้องเด็ดขาด" เพื่อหยุดวงจรการเรียนรู้ที่ผิด

2. "เป็นกระจกที่นิ่งและเย็น" 🧘‍♂️
• ผู้ใหญ่ต้องดึงสติและคุมอารมณ์ตัวเองให้นิ่งที่สุด.. หากเราตะคอกกลับหรือตกใจ สมองลูกจะยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยและโวยวายหนักขึ้น หรือไม่ก็อาจเลียนแบบทำตามเราในภายหลัง

3. "ช่วยลูกใส่ชื่อให้อารมณ์ (Emotion Labeling)" 🗣️
• พูดสะท้อนอารมณ์สั้น ๆ เพื่อให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ของความรู้สึกแทนการกรีดร้อง เป็นประโยคสั้นๆ เช่น "แม่รู้ว่าหนูโกรธที่ไม่ได้ของชิ้นนี้.."

4. "รอให้สงบจริง ๆ.. ค่อยสอน" 🤫
• ในขณะที่ลูกกำลังกรีดร้อง สมองส่วนเหตุผลจะปิดการทำงานอยู่.. ไม่ต้องรีบเทศนาในตอนนั้น.. รอจนหยุดร้องสนิท ค่อยบอกวิธีสื่อสารที่เหมาะสม เช่น "รอบหน้าให้บอกแม่ว่า อยากได้ขนม นะคะ"

5. "เติมพลังบวกด้วยคำชมและรางวัล" 🏆
• ทันทีที่ลูกสงบลงได้ หรือยอมสลับมาพูดคุยดี ๆ ตามที่เราสอน.. ให้รีบชื่นชมในความพยายามควบคุมตัวเองของเขา พร้อมให้แรงเสริมเชิงบวกหรือรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้สมองจดจำพฤติกรรมดี ๆ นี้ไว้


✨ "เราไม่สามารถห้ามความโกรธของลูกได้.. แต่เราสอนให้เขาเรียนรู้ได้ว่า ความโกรธเป็นเรื่องธรรมชาติ.. แต่เสียงกรีดร้องและการอาละวาดเพื่อเอาชนะ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ได้ในสิ่งที่ต้องการครับ"

#ลูกอาละวาด #พฤติกรรมเด็ก #กรีดร้องโวยวาย #เลี้ยงลูกเชิงบวก #จิตวิทยาเด็ก

21/05/2026
🧠 Panic Attack: เมื่อลูกกลัวสุดขีด ไม่ใช่เพราะ "อ่อนแอ" หรือ "เรียกร้องความสนใจ"ความตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างรุนแรง (Panic...
20/05/2026

🧠 Panic Attack: เมื่อลูกกลัวสุดขีด ไม่ใช่เพราะ "อ่อนแอ" หรือ "เรียกร้องความสนใจ"
ความตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างรุนแรง (Panic Attack) ในเด็ก ไม่ได้เกิดจากการต่อรองเพื่อให้ได้สิ่งของ.. แต่คือภาวะที่ระบบอารมณ์รับภาระหนักเกินกว่าจะจัดการได้เพียงลำพัง.. จากตัวกระตุ้นบางอย่าง สถานการณ์บางอย่าง หรือผู้คน ซึ่งเมื่อลูกเข้าสู่ภาวะนี้ สมองจะเข้าสู่ “โหมดเอาตัวรอด” (Survival Mode) ทันที


🚩 สัญญาณเตือนเมื่อลูกเริ่มเสี่ยงอาการ Panic
• ทางร่างกาย: หัวใจเต้นแรง.. หายใจเร็ว.. ร้องไห้หนัก.. ตัวสั่น.. พูดไม่ออก.. 💓
• ทางพฤติกรรม: พยายามหนี.. เกาะผู้ปกครองแน่น.. หรือควบคุมตนเองไม่ได้..
• ทางสมอง: เด็กจะ "ฟังเหตุผลไม่ได้" อาจพูดคุยถาม-ตอบไม่ได้ คิดไม่ออก เพราะสมองส่วนอารมณ์กำลังทำงานหนักกว่าสมองส่วนคิดวิเคราะห์.. 🧠


🛡️ วิธีช่วยให้สมองของลูก "รู้สึกปลอดภัย"
นอกจากการกอดปลอบและการทำ Grounding แล้ว ซึ่งควรได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติมให้ตัวเด็กเองด้วยแล้ว ผู้ปกครองสามารถช่วยได้ดังนี้:

1. นั่งในระดับเดียวกับเด็ก ใช้น้ำเสียงช้าและนิ่ง 🗣️
• เด็กจะยืม "จังหวะอารมณ์" จากผู้ใหญ่.. หากเราพูดเร็วหรือเร่งให้หยุดร้อง สมองเด็กจะยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย..

2. พูดสั้น ๆ ทีละประโยค 💬
• สมองช่วง Panic รับข้อมูลได้จำกัด.. ให้ใช้คำง่าย ๆ เช่น:
• “ตอนนี้หนูปลอดภัยนะ”
• “แม่อยู่ตรงนี้”
• “ค่อย ๆ หายใจตามแม่”

3. ลดสิ่งกระตุ้นรอบตัว 🔇
• พาไปยังที่สงบ เงียบ.. ปราศจากแสง เสียง หรือคนมุง..
• ข้อควรระวัง: การซักถามหรือบังคับให้ตอบคำถามในจังหวะนี้ อาจทำให้อาการหนักขึ้น..

4. ช่วยให้ร่างกายสงบ (Physical Regulation) 🧘‍♂️
• ร่างกายที่สงบจะส่งสัญญาณกลับไปบอกสมองว่า "ปลอดภัยแล้ว" ผ่านกิจกรรมเช่น:
• กอดแน่นพอดี.. หรือใช้ผ้าห่มที่มีน้ำหนัก..
• ดื่มน้ำเย็น.. นั่งพิงกำแพง..
• นับสิ่งที่มองเห็นรอบตัว (เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่กลัว)..


🚫 สิ่งที่ "ไม่ควรทำ" หลังอาการสงบ
เด็กมักจะรู้สึกอายและกลัวความผิดปกติของตัวเองอยู่แล้ว.. การใช้คำพูดเหล่านี้อาจทำให้เด็กกลัวอาการตัวเองมากขึ้นในอนาคต:
• “โตแล้วทำไมเป็นแบบนี้?” ❌
• “คิดมากเกินไปหรือเปล่า?” ❌
• “หยุดร้องได้แล้ว!” ❌


✨ หลังเหตุการณ์ผ่านไป: ให้ช่วยลูกทำความ "เข้าใจ" ไม่ใช่ "รู้สึกผิด"
เมื่อลูกสงบลงจริง ๆ ให้ช่วยสะท้อนอารมณ์และหาทางป้องกันร่วมกัน:
• “เมื่อกี้หนูรู้สึกยังไงบ้าง? เกิดอะไรขึ้น?”
• “ตรงไหนที่เริ่มรู้สึกไม่โอเค?”
• “ครั้งหน้ามีอะไรที่แม่/พ่อ พอจะช่วยได้ไหม?”


สรุป: Panic attack ไม่ได้แปลว่าเด็กอ่อนแอ.. แต่การมีผู้ใหญ่ที่ "นิ่งและมั่นคง" อยู่ข้าง ๆ คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด.. ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้การกลับมาควบคุมตนเองได้ในระยะยาวครับ.. 🤝❤️

็ก #สุขภาพจิตเด็ก #เลี้ยงลูกเชิงบวก #จิตวิทยาเด็ก #ความตระหนักรู้อารมณ์

การสื่อสาร... เป็นได้มากกว่า "การร้องขอ"หลายครั้งที่เราพยายามกระตุ้นให้เด็กหรือผู้ใหญ่สื่อสาร เรามักจะโฟกัสไปที่การให้เข...
16/05/2026

การสื่อสาร... เป็นได้มากกว่า "การร้องขอ"
หลายครั้งที่เราพยายามกระตุ้นให้เด็กหรือผู้ใหญ่สื่อสาร เรามักจะโฟกัสไปที่การให้เขา "ขอ" ในสิ่งที่ต้องการ แต่ในมุมมองของนักจิตวิทยา การสื่อสารที่สมบูรณ์มีหน้าที่ (Functions) ที่หลากหลายกว่านั้น เพื่อสร้างความเชื่อมโยง (Connection) กับโลกรอบตัวครับ

นี่คือ 8 หน้าที่หลักของการสื่อสาร ที่เราควรส่งเสริมให้เกิดขึ้น:

Label (การเรียกชื่อ) 🏷️: การระบุสิ่งที่เห็นเพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน เช่น "นั่นลูกบอล"

Describe (การอธิบาย) 📝: การให้รายละเอียดเพื่อขยายภาพในใจ เช่น "ลูกบอลสีแดงลูกใหญ่มาก"

Question (การถาม) ❓: การแสดงความอยากรู้อยากเห็นและแสวงหาข้อมูล เช่น "ลูกบอลหายไปไหน?"

Protest (การปฏิเสธ) 🙅‍♂️: การแสดงขอบเขตและความต้องการของตนเอง เช่น "ไม่เอาลูกบอลลูกนี้"

Call Attention (การเรียกความสนใจ) 📢: การดึงผู้อื่นเข้าสู่โลกของตนเอง เช่น "ดูนั่นสิ! มีลูกบอลด้วย!"

Express Emotions (การแสดงความรู้สึก) 😊: การแบ่งปันสภาวะภายใน เช่น "ตื่นเต้นจังที่จะได้เล่นบอล"

Request (การร้องขอ) 🤲: การบอกความต้องการเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ เช่น "ขอลูกบอลให้ฉันหน่อยนะ"

Comment (การออกความเห็น) 💬: การแชร์ความคิดเห็นเพื่อสร้างบทสนทนา เช่น "ฉันชอบเล่นลูกบอลที่สุดเลย"

สรุปใจความสำคัญ:
การสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องของ "คำพูด" แต่มันคือเครื่องมือที่เราใช้ แบ่งปัน เชื่อมโยง เรียนรู้ และดำเนินชีวิต ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

ติดต่อสอบถามหรือจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการเท่านั้น ได้ทาง inbox หรือ Line :
หรือโทร. 061-447-4690, 082-629-6252
#คลินิก #คลินิกกระตุ้นพัฒนาการ #คลินิกส่งเสริมพัฒนาการ #คลินิกกิจกรรมบำบัด #แห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น #ปรึกษาปัญหาพัฒนาการ #กระตุ้นพัฒนาการผ่านการเล่น #จากบุคลากรการแพทย์ #นักกิจกรรมบำบัด #ส่งเสริมพัฒนาการขอนแก่น #ประเมินพัฒนาการตามช่วงวัย #ครอบครัวคนพิเศษ #จิตวิทยาเด็ก #จิตวิทยาเลี้ยงลูก #จิตวิทยาคลินิกขอนแก่น #การศึกษาพิเศษ #เรียนช้า #นักวิชาการการศึกษาพิเศษ #คุณครู #ครู #ครูการศึกษาพิเศษ

ที่อยู่

คลินิกฝึกพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก KidsUp พูดช้า สมาธิสั้น ออทิสติก จ. ขอนแก่น ภาคอีสาน
Khon Kaen
40000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 12:00
17:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 12:00
17:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 12:00
17:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 12:00
17:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 12:00
17:00 - 21:00
เสาร์ 08:00 - 18:00
อาทิตย์ 08:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66614474690

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KidsUp คลินิกส่งเสริมทักษะทางพัฒนาการและพฤติกรรม จ.ขอนแก่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์