ครูเบสท์ จิตวิทยาสำหรับเด็ก

ครูเบสท์ จิตวิทยาสำหรับเด็ก No One Left Behind.
เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

25/07/2026
23/07/2026
20/06/2026

ประเทศไทยจะเจริญได้อย่างไร หาก ‘เด็กไทย’ ยังบกพร่องทางพัฒนาการ?
“เด็กคืออนาคตของชาติ” เป็นคติพจน์ที่ถูกใช้ในไทยมานานหลายทศวรรษ ซึ่งถ้าบ้านเราปฏิบัติตามอย่างที่พูดจริงๆ คงทุ่มเทให้กับการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่มากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ หรือ ‘สภาพัฒน์’ พบว่า Gen Alpha (เกิด 2553-2567) และ Gen Beta (เกิด 2568 เป็นต้นไป) ในไทยมีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
แม้กรมอนามัยจะระบุว่า เด็กไทยมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจาก 73.4% ในปี 2553 เป็น 81.6% ในปี 2568 แต่นั่นก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 85 อยู่ดี
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาที่ผู้ปกครองหรือคุณครูควรกังวลเท่านั้น เพราะหากเด็กๆ ยังมีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาคุณภาพแรงงานในอนาคตเช่นกัน
[ เด็กไทยเสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม เพราะใช้จอตั้งแต่อายุยังน้อย ]
เมื่อกรมอนามัยลงไปสำรวจกลุ่มเด็กไทยที่สงสัยว่าจะมีปัญหาทางพัฒนาการ ก็พบว่า 75.3% มีพัฒนาการล่าช้าด้านการใช้ภาษา และ 61.3% มีพัฒนาการล่าช้าด้านการเข้าใจภาษา
สภาพัฒน์กล่าวว่า พัฒนาการทั้งสองด้านนี้คือรากฐานสำคัญของการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งหากเด็กไทยยังมีพฤติกรรมอื่นๆ เช่น ไม่ค่อยสบตา หรือตอบโต้น้อย ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเป็น ‘ภาวะออทิสติกเทียม’
จากนิยามโดยโรงพยาบาลเปาโล ออทิสติกเทียมคือภาวะที่เด็กขาดการกระตุ้นในการสื่อสารสองทาง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าทางการสื่อสารและพัฒนาการทางสังคม
หลักๆ แล้ว เด็กที่เป็นออทิสติกเทียมมักเกิดจากการที่ผู้ปกครองปล่อยปะละเลย หรือไม่คุยเล่นด้วย ซึ่งงานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การใช้สื่อดิจิทัลตั้งแต่วัยทารก ยังมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้าและพฤติกรรมดังกล่าว
หากมามองพฤติกรรมการใช้สื่อของเด็กปฐมวัยในไทยเอง ในปี 2565 ‘สำนักงานสถิติแห่งชาติ’ เผยว่า เด็กไทยเริ่มใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่อายุยังน้อย และใช้เวลาหน้าจอเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ โดย
- วัย 0-1 ปี: 27% เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 44.1% ใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
- วัย 2-4 ปี: 80.4% เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 72.6% ใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
[ เด็กไทยใช้จอไม่พอ ยังเสพแต่สื่อคุณภาพต่ำด้วย ]
การที่เด็กไทยวัยต่ำกว่า 5 ปีใช้เวลากับจอนานกว่ามาตรฐานเช่นนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเข้าถึงเนื้อหาไม่เหมาะสมด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการโดยตรง
จากการศึกษาในปี 2566 โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของเด็กปฐมวัยไทย มีภาวะบกพร่องด้านความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม
ปัญหานี้มีความสอดคล้องกับการรับชมสื่อคุณภาพต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ รายการหรือแอปพลิเคชันที่มีจังหวะเร็วหรือรุนแรง ไปจนถึงสื่อสำหรับผู้ใหญ่
ขณะเดียวกัน งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งยังระบุว่า เด็กไทยวัย 6-12 ปีที่ใช้สื่อวิดีโอสั้น เช่น TikTok, YouTube Shorts และ Reels เป็นประจำ มีแนวโน้มจะสมาธิสั้นสูงด้วย
สภาพัฒน์กล่าวว่า ตามหลักแล้ว สมองส่วนหน้าของมนุษย์มีหน้าที่ควบคุมสมาธิกับการยับยั้งชั่งใจ แต่ด้วยวัยที่ยังเด็กมาก สมองส่วนนั้นจึงยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว
[ อย่าโทษแค่จอ เพราะปัญหาก็เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่เลี้ยงดูด้วย ]
ทั้งนี้ จะโทษแค่จอก็ไม่ได้ เพราะสภาพัฒน์มองว่า ปัญหาพัฒนาการของเด็กไทยยังเกิดจากการที่ผู้ปกครองไม่กำกับดูแลบุตรหลานด้วย
จากข้อมูลปี 2566 พบว่า ราว 26.5% ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี อาศัยอยู่กับผู้สูงวัยเป็นหลัก ส่งผลให้อาจไม่สามารถดูแลเยาวชนที่มีพลังงานสูง หรือต้องการกระตุ้นพัฒนาการอย่างใกล้ชิดได้เต็มที่
กลับกัน อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น โทรทัศน์ มือถือ คอมพิวเตอร์ และสื่อรูปแบบอื่นๆ ถูกนำมาใช้เป็นพี่เลี้ยงดูแลบุตรหลาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า โลกดิจิทัลไม่ใช่สิ่งที่ประชากรสูงวัยเชี่ยวชาญเท่าไร
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเด็กไทยวัยต่ำกว่า 15 ปี ถูกเลี้ยงดูโดยผู้สูงวัยที่ขาดความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล จึงเป็นเหตุให้เยาวชนไทยไม่ได้รับการคัดกรองเนื้อหาและกำกับดูแลการใช้สื่ออย่างเหมาะสมเท่าที่ควร
[ ประเทศโลกที่ 1 มีแนวทางการเลี้ยงลูกควบคู่ไปกับโลกดิจิทัลเป็นตัวอย่าง ]
แม้เด็กยุคนี้จะต้องเติบโตมากับเทคโนโลยีอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่มันควรอยู่ในขอบเขตการเลี้ยงดูที่สอดคล้องกับวัยด้วย ซึ่งในต่างประเทศก็มีแนวทางที่หลากหลายในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ควบคู่กับสื่อดิจิทัล เช่น
1. สิงคโปร์: กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ได้ให้คำแนะนำการใช้จอกับเด็ก โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามช่วงวัยดังนี้
- ต่ำกว่า 18 เดือน: เลี่ยงการใช้จอทุกประเภท ยกเว้นวิดีโอคอล แต่ควรมีผู้ปกครองอยู่ด้วยตลอดเวลา
- 18 เดือน - 6 ปี: ใช้จอได้ ภายใต้กรอบเนื้อหาที่เหมาะกับวัย และมีสมาชิกในครอบครัวร่วมรับชม คอยอธิบายเนื้อหา แต่ไม่ควรใช้เวลาหน้าจอเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือระหว่างรับประทานอาหาร
- 7 - 12 ปี: ควรใช้สื่อหน้าจอไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ยกเว้นเพื่อการเรียน และเลี่ยงการใช้สื่อระหว่างมื้ออาหาร หรือภายใน 1 ชั่วโมงก่อนนอน
2. ญี่ปุ่น: คุ้มครองเยาวชนในโลกออนไลน์ ผ่านแนวคิดที่มุ่งเน้นการออกแบบเทคโนโลยีให้ปลอดภัยกับเด็กตั้งแต่ต้นทาง โดยมีรัฐบาลเป็นคนกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการสื่อดิจิทัลมีระบบคัดกรองเนื้อหา รวมถึงเครื่องมือควบคุมที่ติดตั้งมาพร้อมอุปกรณ์หรือบริการด้วย
3. สหราชอาณาจักร: คุ้มครองเยาวชนในโลกออนไลน์ผ่านการออกกฎหมายให้ผู้บริการแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเด็ก รวมถึงออกแนวทางให้โรงเรียนจำกัดการใช้มือถือระหว่างเวลาเรียน
จริงๆ แล้ว ประเทศไทยก็มีแนวทางการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ตามคู่มือมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน แต่สภาพัฒน์มองว่า ผู้ดูแลเด็กบางส่วนยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคู่มือนี้ได้เต็มที่ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้าใจเนื้อหากับข้อปฏิบัติที่มีลักษณะเชิงวิชาการ
ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยไม่อยากเผชิญปัญหาคุณภาพแรงงานในระยะยาว ก็ควรเร่งกำหนดนโยบายเพื่อกำกับการใช้สื่อและพัฒนาการของเด็กให้เหมาะสมกับบริบทครอบครัวไทยได้แล้ว มิเช่นนั้น วาทกรรมที่ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” อาจไม่ใช่อนาคตที่สวยงามเท่าไร
#ธุรกิจคิดใหม่ #เด็กไทย #การเลี้ยงดู #พ่อแม่ #พัฒนาการเด็ก #อินเทอร์เน็ต

16/06/2026

#คู่มือการดูแลสุขภาพจิตเด็กกลุ่มปัญหาการเรียน

ขอขอบคุณ
นายแพทย์ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต

https://drive.google.com/file/d/1jo-krRhZvx0bw3et3NSII2YeTdOeRoS_/view?usp=drivesdk

ข้อมูลทางบรรณานุกรม
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2561). คู่มือการดูแลสุขภาพจิตเด็ก กลุ่มปัญหาการเรียน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: พรอสเพอรัสพลัส.

16/06/2026

เติมฐาน Sensory System ให้เต็ม

รากฐานสำคัญสู่การเรียนรู้ พฤติกรรมที่เหมาะสม และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เวลาพ่อแม่เห็นลูก

* นั่งเรียนไม่นิ่ง
* อารมณ์ขึ้นลงง่าย
* สมาธิสั้น
* ไม่ฟังคำสั่ง
* เขียนหนังสือช้า
* ขี้หงุดหงิด
* ไม่กล้าเล่นหรือเรียนรู้สิ่งใหม่

หลายครั้งเราอาจมองว่าเป็น “ปัญหาพฤติกรรม”

แต่สิ่งที่เห็นอาจเป็นเพียง “ปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น

เพราะรากฐานที่สำคัญกว่านั้น คือ การทำงานของระบบประสาทสัมผัส (Sensory System)

Sensory System คืออะไร?

คือระบบที่ช่วยให้สมองรับข้อมูลจากร่างกายและสิ่งแวดล้อม แล้วนำมาประมวลผลเพื่อให้เรา

* เคลื่อนไหวได้เหมาะสม
* ควบคุมอารมณ์ได้
* มีสมาธิ
* เรียนรู้สิ่งใหม่
* ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ

หากระบบนี้ทำงานได้ดี เด็กจะพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในทุกด้าน

เปรียบเทียบเหมือนการสร้างบ้าน

หลังคา

* การเรียนรู้
* การอ่านเขียน
* การเข้าสังคม
* การควบคุมอารมณ์
* ความรับผิดชอบ

ชั้นกลาง

* สมาธิ
* การวางแผน
* Executive Functions (EF)
* ภาษาและการสื่อสาร
* ความมั่นใจในตนเอง

ฐานราก

* Sensory System
* การรับรู้ร่างกาย
* การทรงตัว
* การประมวลผลข้อมูลจากประสาทสัมผัส

หากฐานไม่มั่นคง การสร้างทักษะขั้นสูงก็จะยากขึ้น

ระบบประสาทสัมผัสสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้

1. Vestibular System

(ระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว)

ช่วยเรื่อง

* การทรงตัว
* การนั่งเรียน
* การควบคุมระดับการตื่นตัวของสมอง
* สมาธิ

เด็กที่มีปัญหาอาจ

* อยู่ไม่นิ่ง
* ชอบหมุน วิ่ง กระโดด
* กลัวการเล่นเครื่องเล่น
* เวียนหัวง่าย

2. Proprioceptive System

(การรับรู้ตำแหน่งร่างกาย)

ช่วยเรื่อง

* การควบคุมแรง
* การวางแผนการเคลื่อนไหว
* ความมั่นคงทางอารมณ์
* การควบคุมตนเอง

เด็กที่มีปัญหาอาจ

* ชนของบ่อย
* ใช้แรงมากหรือน้อยเกินไป
* เขียนหนักหรือเบาเกิน
* ดูซุ่มซ่าม

3. Tactile System

(การรับสัมผัส)

ช่วยเรื่อง

* การรับรู้สิ่งแวดล้อม
* ความรู้สึกปลอดภัย
* การเรียนรู้ผ่านการเล่น

เด็กบางคนอาจ

* ไม่ชอบเปื้อน
* ไม่ชอบตัดเล็บ
* เลือกกินอาหารมาก
* ไวต่อสัมผัสผิดปกติ

เมื่อฐาน Sensory ดี จะเกิดอะไรขึ้น?

เด็กจะมีความพร้อมมากขึ้นในการ

✅ นั่งเรียนได้นานขึ้น

✅ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น

✅ จัดการพฤติกรรมตนเองได้ดีขึ้น

✅ เล่นกับเพื่อนได้ดีขึ้น

✅ เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ง่ายขึ้น

✅ มีความมั่นใจมากขึ้น

กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยเติมฐาน Sensory

กิจกรรม Vestibular

* แกว่งชิงช้า
* กระโดดแทรมโพลีน
* วิ่งเล่นกลางแจ้ง
* ปีนป่าย

กิจกรรม Proprioceptive

* ดันกำแพง
* ลากของ
* ช่วยยกของเบาๆ
* คลานลอดอุโมงค์
* เล่นหมอนปะทะ

กิจกรรม Tactile

* เล่นทราย
* เล่นดินน้ำมัน
* เล่นโฟม
* เล่นน้ำ
* งานศิลปะที่ได้สัมผัสหลากหลายพื้นผิว

เด็กไม่ได้เรียนรู้ด้วยสมองเพียงอย่างเดียว

แต่เรียนรู้ผ่าน “ร่างกาย การเคลื่อนไหว และประสบการณ์จากประสาทสัมผัส”

การกลับมาเติมฐาน Sensory System ให้แข็งแรง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

Happy Kids

พฤติกรรมที่ดี การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ได้เริ่มจากการบังคับให้เด็กเก่งขึ้น

แต่เริ่มจากการสร้าง “ฐานราก” ที่มั่นคงให้สมองและร่างกายทำงานร่วมกันได้อย่างสมดุล

เมื่อฐาน Sensory แข็งแรง เด็กจะพร้อมเติบโต เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

“อย่าเพิ่งรีบแก้ที่พฤติกรรม หากเรายังไม่ได้สำรวจรากฐานของการพัฒนา”

10/06/2026

#ขออนุญาตเผยแพร่ครับ

#แนวทางการให้บริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มสำหรับผู้ปกครอง

https://drive.google.com/file/d/1GnaP78Yz75HHgG1pNHxoyvEJRQ4ad3is

ขอขอบคุณ
มหาวิทยาลัยมหิดล
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

#แอดมินจะอยู่เคียงข้างทุกปัญหาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ #อันไหนตอบได้แอดมินจะตอบให้ทันที #อันไหนตอบไม่ได้แอดมินจะไปถามผู้รู้มาให้ครับบ

30/05/2026

👶 ปรับพฤติกรรมเด็กงอแงด้วย "ABC Model"
เข้าใจต้นเหตุ แก้ได้ตรงจุด ตามวัย 1-6 ปี+ 🧠

(ยาวหน่อยนะแม่ แต่อ่านแล้วปรับใช้ได้แน่นอน)

ABC Model ดูพฤติกรรมเด็กแบบเป็นขั้นตอน
เพื่อให้พ่อแม่รู้ว่า

“ปัญหาเริ่มจากตรงไหน”
“จะแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้อย่างไร”

พฤติกรรม “งอแง / ไม่ยอม / โวยวาย”
ในเด็กเล็กไม่ได้เกิดขึ้น “โดยไม่มีสาเหตุ”

แต่เกิดจาก “วงจรพฤติกรรม” ที่เรียกว่า ABC Model

🧠 ABC Model คืออะไร?

👉 A (Antecedent) = ก่อนเกิดพฤติกรรม
คือ สิ่งที่เกิดขึ้น “ก่อนที่ลูกจะงอแง” เช่น สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม คำพูด หรือสิ่งกระตุ้น

👉B (Behavior) = พฤติกรรม
สิ่งที่ลูกแสดงออกมา เช่น ร้องไห้ กรี๊ด ดิ้น ล้มลงกับพื้น เอาแต่ใจ

👉 C (Consequence) = ผลที่ตามมา
การตอบสนองของพ่อแม่หลังพฤติกรรมเกิดขึ้น เช่น อุ้ม ปลอบ ดุ หรือยอมให้

🔁 ทำไมพฤติกรรมถึงเกิดซ้ำ?
เด็กจะจำแม่นมากว่า “ทำแบบนี้แล้วได้อะไร” ถ้าทำแล้วได้ในสิ่งที่ต้องการ เด็กก็จะทำซ้ำอีก

👉ทำ B ได้สิ่งที่ต้องการ (C) → พฤติกรรมจะเกิดซ้ำและแรงขึ้น
👉ทำ B ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ (C) → พฤติกรรมจะค่อย ๆ ลดลง

📍 ตัวอย่างง่าย ๆ :พาไปห้าง
A : เห็นของเล่นที่อยากได้ (สิ่งกระตุ้น)
B : ร้องไห้ ดิ้น โวยวาย (พฤติกรรม)
C : พ่อแม่รำคาญ/อายคน สุดท้ายยอมซื้อให้

👉 เด็กเรียนรู้ทันทีว่า “ร้องดิ้น = ได้ของ
” รอบหน้าจัดหนักกว่าเดิมแน่นอน!

🚨 สิ่งที่พ่อแม่ต้องเจอแน่ (Extinction Burst)

• เมื่อไหร่ที่คุณแม่เริ่มเปลี่ยน C
(คือรอบนี้ใจแข็ง ไม่ยอมซื้อให้เหมือนทุกที)

• ช่วงแรก ๆ ลูกจะร้องไห้หนักขึ้น
กรี๊ดแรงขึ้น ดิ้นนานขึ้นกว่าเดิม

• เขากำลังทดสอบขอบเขตว่า
"ต้องร้องเบอร์ไหนแม่ถึงจะยอม"

👉 จุดนี้แม่ต้องนิ่งและหนักแน่นให้พอ
ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ลูกจะค่อย ๆ ลดลงและหายไปเอง

🛠️ วิธีปรับพฤติกรรม (สำคัญมาก)

👉 ปรับที่ A (ป้องกันก่อนเกิดพฤติกรรม)

• บอกกติกาก่อนออกจากบ้านล่วงหน้า
• บอกขอบเขตให้ชัดเจน เช่น
(“วันนี้เราไม่ซื้อของเล่นนะลูก”)
• เลี่ยงสถานที่ที่เป็นสิ่งกระตุ้น เช่น โซนของเล่น
(ถ้าประเมินแล้วว่าวันนี้ลูกง่วง/เหนื่อย คุมอารมณ์ยาก)

👉 ปรับที่ C (รับมือหลังเกิดพฤติกรรม)

• ไม่ตามใจตอนลูกกำลังงอแงเด็ดขาด
• คงกติกาให้ชัดเจน ไม่เปลี่ยนไปมาตามอารมณ์
• ถ้าปลอดภัย → รอให้ลูกสงบก่อนค่อยคุยด้วยเหตุผล
• ถ้าอันตราย (ทำร้ายตัวเอง/คนอื่น/ทำลายของ)

→ ต้องเข้าไปหยุดพฤติกรรมทันทีอย่างสงบ

❤️ สำคัญที่สุด

✔️ ต้องทำ “สม่ำเสมอ” ไม่ใช่ทำบางวันสลับไปมา
✔️ พ่อแม่ต้องนิ่งและคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน
✔️ หลังลูกสงบลงแล้ว ควร “กอด + ชม + สอนความรู้สึก”

(“แม่รู้ว่าหนูไม่พอใจ แต่หนูหยุดร้องได้ ดีมากเลยนะลูก”)

(“โกรธได้ เสียใจได้นะคร้าบ แต่เราไม่ตี/ไม่ขว้างของกันเนอะ”)

📊 วงจร ABC ของแต่ละช่วงวัย 1-6 ปี+

✔️วัย 1–3 ปี 👧ยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้

งอแง ร้องไห้หนัก, กรี๊ด ล้มตัวลงกับพื้น, ไม่ยอม รอไม่ได้ อยากได้ทันที

🧠 วงจร ABC ของวัยนี้

A - เห็นของที่อยากได้ / หิว / ง่วง / ถูกเปลี่ยนกิจกรรมกะทันหัน
B - ร้องไห้ โวยวาย ดิ้น
C - พ่อแม่อุ้ม ปลอบทันที หรือตัดรำคาญด้วยการยอมให้

🎯 วิธีปรับ

ปรับ A ➡️ บอกล่วงหน้าสั้น ๆ ว่า “จะไปไหน / จะเกิดอะไรขึ้น” (เช่น อีก 5 นาทีจะปิดทีวีแล้วนะลูก)
ตั้งกติกาง่าย ๆ ก่อนออกจากบ้าน

ปรับ C ➡️ ไม่ยอมตามใจตอนงอแง, อยู่ข้าง ๆ คอยดูความปลอดภัยให้เขาสงบก่อน, หลังสงบค่อยกอดแล้วสอน

✔️วัย 3–6 ปี 🧑‍🦱เริ่มเถียง เริ่มทดสอบขอบเขต
พฤติกรรมที่พบบ่อย: เถียง “ไม่เอา!”, ดื้อไม่ทำตามสั่ง, ลองดีทดสอบกติกา, อารมณ์ขึ้นลงเร็ว

🧠 วงจร ABC ของวัยนี้

A - ถูกสั่ง / ถูกห้าม / ต้องหยุดสิ่งที่กำลังชอบ
B - เถียง ร้องไห้ประชด ไม่ยอมทำตาม
C - พ่อแม่เริ่มดุเสียงดัง ใส่ความรุนแรง หรือยอมเพราะเหนื่อยจะอธิบาย

🎯 วิธีปรับ

ปรับ A ➡️ ให้ตัวเลือกแทนการสั่งอย่างเดียว (เช่น "หนูจะแปรงฟันก่อน หรืออาบน้ำก่อนดี"),
บอกเหตุผลสั้น ๆ ตรงไปตรงมา, ตั้งกติกาชัดแต่ไม่เยอะเกินไป

ปรับ C ➡️ คงกติกาไม่เปลี่ยนตามอารมณ์ลูก, ชมเชยทันทีเมื่อลูกทำถูก, หลีกเลี่ยงการใช้การดุ

✔️วัย 6 ปีขึ้นไป 🧑‍🦱เริ่มมีเหตุผล แต่ยังคุมอารมณ์ได้ไม่เต็มที่
เถียงข้าง ๆ แบบมีเหตุผลของตัวเอง, โกรธแล้วปิดประตูใส่/ปิดกั้นตัวเอง, ไม่อยากทำตามสั่ง, เริ่มมีปัญหากับเพื่อน

🧠 วงจร ABC ของวัยนี้

A - เจองานยาก / ถูกตำหนิต่อหน้าคนอื่น / มีความขัดแย้งกับคนรอบตัว
B - เถียงประชด เงียบประท้วง หรือปิดกั้นอารมณ์
C - พ่อแม่รีบยัดเยียดเหตุผลของผู้ใหญ่ หรือกดดัน/เปรียบเทียบลูกกับคนอื่น

🎯 วิธีปรับ

ปรับ A ➡️ ช่วยแบ่งงานยาก ๆ ให้เล็กลง, สอนและทำเป็นตัวอย่างก่อน, ลดการสั่ง เปลี่ยนเป็นการชวนคุยและรับฟังแทน.

ปรับ C ➡️ ชวนคุยด้วยเหตุผล "หลังจากอารมณ์นิ่งแล้วทั้งคู่", ไม่ดุซ้ำเติม, ช่วยให้เด็ก “เข้าใจและอธิบายความรู้สึกตัวเองได้”

🌱สรุป

พฤติกรรมของลูกไม่ได้เกิดเพราะเขาเป็น "เด็กดื้อ"
แต่อยู่ที่ สิ่งกระตุ้น
และการตอบสนองของคนพ่อแม่

เราตั้งขอบเขตที่ "พฤติกรรมที่ไม่น่ารัก" ได้ (❌ ไม่ขว้างของ/ไม่ทำร้ายใคร)

เราต้องเป็น 'Safe Zone ที่พร้อมโอบรับทุกอารมณ์' ของลูกเสมอ 🤍

เมื่อลูกรู้ว่าพื้นที่ตรงนี้ปลอดภัยและมีขอบเขตที่ชัดเจน เขาจะค่อย ๆ

เติบโตเป็นเด็กที่มั่นคงและควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น

Ep2 ใต้คอมเมนค่ะ

❌ไม่อนุญาติ copy content อะไรทั้งสิ้น ขอบคุณค่ะ ❤️

#แม่และเด็ก
#เลี้ยงลูกเชิงบวก
#พัฒนาการเด็ก
#จิตวิทยาเด็ก

#ปรับพฤติกรรมเด็ก
#เด็กงอแง
#ลูกดื้อ
#เลี้ยงลูก
#เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ
#เข้าใจลูก
#พ่อแม่มือใหม่


#วัยเตาะแตะ
#เด็กวัย1ถึง3ปี
#เด็กวัย3ถึง6ปี

ที่อยู่

Khon Kaen
40000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ครูเบสท์ จิตวิทยาสำหรับเด็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์