เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์

เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ สามารถกรองฝุ่น PM 2.5
ฟอมาลย์ดีไฮด์และกลิ่นอัพในรถยนต์ได้

 #อยู่ในรถยนต์ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไปเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ปกติราคา 650บาท ถ้ารับตอนนี้ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ ส่งฟรีครับ...
14/03/2020

#อยู่ในรถยนต์ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป
เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ปกติราคา 650บาท ถ้ารับตอนนี้ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ ส่งฟรีครับ
สนใจอินบอกคุยได้ครับ
เบอร์ติดต่อ 0987896454
Line 0987896454

10 สาเหตุยอดฮิต ที่ทำให้รถเกิดกลิ่นอับ และวิธีดับกลิ่นอับในรถ
รถยนต์เหม็นมีกลิ่นอับ แก้ไขยังไงดี วันนี้จะมาแชร์ วิธีจัดการกับกลิ่นต่าง ๆ ในรถกันที่ลองทำแล้วหายเป็นปลิดทิ้งกันมาดูเลย เมื่อรถมีกลิ่นเหม็นอับ คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าพิสมัยมากนัก เพราะกลิ่นอับที่เกิดขึ้นจะทำลายความสุขในการขับรถไปจนหมดสิ้น แถมบางครั้งยังอาจจะทำให้เกิดอาการปวดหัวได้อีกด้วยดังนั้นเรามาหาสาเหตุที่ทำให้รถเกิดกลิ่นอับกันก่อนดีกว่าเพื่อจะได้ทำการแก้ไขอย่างถูกวิธีและป้องกันไม่ให้รถกลับมามีกลิ่นเหม็นอับอีกนั่นเอง

โดยมี 10 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เกิดกลิ่นอับในรถ
1.แอร์รถเต็มไปด้วยคราบสกปรก
ไม่ต้องมองหาสาเหตุที่ไหน บางครั้งอาจมาจากสิ่งใกล้ตัวโดยที่คุณไม่รู้ซึ่งก็คือแอร์รถนั่นเอง ดังนั้นก่อนอื่นต้องสำรวจแอร์กันก่อนเลยโดยดมตรงช่องแอร์ว่ามีกลิ่นเหม็นออกมาหรือไม่ หากพบว่ามีกลิ่นให้ลองปิดปุ่ม A/C จากนั้นก็เปิดขั้น 3-4 ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที กลิ่นอับจากช่องแอร์จะค่อยๆหมดไป แต่หากทำแล้วไม่หาย ก็ควรเข้าร้าน ให้ช่างล้างแอร์ให้สะอาด เนื่องจากอาจมีการอุดตันของช่องแอร์ หรือกรองสกปรก จนทำให้มีกลิ่นนั่นเอง
2.กลิ่นของอาหารที่นำมากินบนรถ
การนำอาหารขึ้นไปกินบนรถ ก็อาจทำให้มีกลิ่นอาหารติดอยู่ภายในรถได้ และหากมีอาการหกบนรถด้วยแล้ว ก็จะยิ่งมีกลิ่นที่รุนแรงมากขึ้นไปอีก แต่ก็สามารถแก้ได้ไม่ยากเหมือนกัน ด้วยการนำรถไปจอดตากแดด พร้อมกับเปิดกระจกรถเอาไว้ แต่ตรงจุดที่จอดรถจะต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก และไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ด้วย หรืออาจหาซื้อถ่านไม้ดับกลิ่นมาใส่ในรถก็ได้
3.อาหารที่ลืมทิ้งไว้ในรถ
บางครั้งอาจใส่อาหารไว้ในรถจนลืม ทำให้อาหารเน่าบูด แม้จะเอาอาหารออกไปทิ้งแล้ว พร้อมกับจอดรถตากแดด กลิ่นก็ยังไม่หายไป นั่นอาจเป็นเพรากลิ่นได้ฝังแน่นลงบนเบาะและพรมภายในรถเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวิธีแก้ไขก็ให้นำแป้งข้าวโพดมาละลายผสมกับเบกกิ้งโซดา ฉีดให้ทั่วตามเบาะและพรม จากนั้นนำรถไปตากแดดอีกครั้ง หากยังมีกลิ่นอับอยู่ ก็ให้นำรถไปอบโอโซนกันดู
4.เบาะนั่งเต็มไปด้วยเหงื่อและคราบสกปรก
หลังจากเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายจนเหงื่อท่วม และเข้ามานั่งในรถทันที ก็อาจทำให้เหงื่อซึมลงเบาะและสะสมจนทำให้เบาะนั่งสกปรก เกิดเป็นกลิ่นอับได้โดยเฉพาะหากเป็นเบาะผ้าหรือเบาะกำมะหยี่ซึ่งวิธีแก้ไขก็ต้องทำความสะอาดเบาะนั่ง พร้อมกับใช้ตัวช่วยในการดูดซับกลิ่นเหม็นอับบนรถ เช่น ถ่านไม้ และที่สำคัญไม่ควรนั่งรถทั้งที่เหงื่อยังไม่แห้งอีกเป็นอันขาด
5.ความชื้นของเสื้อผ้าที่นำมาใส่ไว้ในรถ
เสื้อที่มีความชื้น แห้งไม่สนิท เมื่อนำมาใส่ไว้ในรถ ก็จะทำให้เกิดกลิ่นอับอันไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน โดยหากรถของคุณมีกลิ่นอับมาจากสาเหตุดังกล่าวนี้ ให้นำการบูรใส่ถุงผ้าฝ้ายมัดปากให้แน่นสนิท แล้วนำไปวางไว้ในรถ พร้อมกับนำรถไปจอดตากแดดเต็มๆ 1 วัน จะช่วยลดกลิ่นอับได้ดีมาก และยังทำให้ภายในรถมีกลิ่นหอมสดชื่นอีกด้วยนอกจากนี้แนะนำให้ใช้เปาซิลเวอร์นาโนในการซักผ้าเพราะช่วยให้ไม่มีกลิ่นอับแม้ต้องนำผ้าที่อับชื้นใส่ไว้ในรถนั่นเอง
6.กลิ่นเหม็นๆ จากอ้วกของเด็ก
เมื่อเด็กอ้วกบนรถ อาจทำให้มีกลิ่นติดรถจนน่าปวดหัวได้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้ไข โดยให้ล้างทำความสะอาดรถ นำพรมออกไปซักล้างให้สะอาด จากนั้นนำรถไปจอดตากแดดไว้ 1 วันแล้วใส่ถ่านไม้ช่วยดับกลิ่นไว้ในรถ จะขจัดกลิ่นอับได้ดีมาก หากกลิ่นยังไม่หายให้นำรถไปอบโอโซนดู จะช่วยได้เยอะทีเดียว
7.กลิ่นเหม็นเน่าจากสัตว์ที่ตายในรถ
บางครั้งอาจมีสัตว์ขึ้นไปตายบนรถโดยที่เราไม่รู้ เช่น จิ้งจก หนู ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเน่าแม้ว่าจะนำซากสัตว์ที่ตายออกไปทิ้งแล้วก็ตามโดยกรณีนี้ให้นำรถไปจอดตากแดด เปิดประตูรถทิ้งไว้ทั้งหมดแล้วนำถ่านไม้มาใส่ไว้ในรถเพื่อดูดซับกลิ่นอับ ทำแบบนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3-4 วัน จะช่วยกำจัดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์ให้หมดไปได้ดี
>> สเปรย์กลิ่นส้ม ช่วยลดกลิ่นเหม็นเน่าในรถ สกัดจากธรรมชาติ
8.กลิ่นเหม็นจากการที่มีน้ำขังในรถ
เมื่อทำน้ำหกบนรถ หรือมีน้ำฝนรั่วซึม สาดกระเซ็นเข้ามาในรถ จนเกิดน้ำขังโดยไม่ได้ซับน้ำออกหรือนำรถไปตากแดดให้แห้งโดยด่วนก็จะทำให้เกิดเป็นกลิ่นเหม็นอับได้ โดยการแก้ปัญหาก็ให้นำรถไปจอดตากแดดพร้อมกับแง้มกระจกไว้ แล้วนำยางปูพื้นหรือพรมไปทำความสะอาดแล้วตากให้แห้งด้วยทำแบบนี้ทุกวันจะกำหนดกลิ่นให้หมดไปในที่สุด

9.กลิ่นเหม็นอับของอาหารทะเลสด
อาหารทะเลสด เมื่อนำเข้ามาในรถ มักจะทิ้งกลิ่นเหม็นอับไว้จนน่าปวดใจทั้งนี้ให้ลองสำรวจดูก่อนว่ามีน้ำจากอาหารทะเลหกเลอะบนรถหรือไม่ถ้ามีให้ล้างทำความสะอาด หรือหากหกบนพรมก็นำพรมออกมาซักด้วยผงซักฟอกน้ำยาปรับผ้านุ่มหลายๆ รอบ ตามด้วยฉีดสเปรย์ที่มีสารดับกลิ่นลงไปบนพรม แล้วนำรถไปตากแดดเปิดประตูไว้
10.กลิ่นเหงื่อ และ กลิ่นตัวของคนในรถ
กลิ่นอับบนรถ อาจมีสาเหตุมาจากกลิ่นตัวได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นคนที่กลิ่นตัวแรง ควรหาวิธีกำจัดกลิ่นตัวให้หมดไปพร้อมทั้งนำตัวช่วยในการดูดกลิ่นอับมาใส่ไว้ในรถ เช่น ถ่านไม้ ถุงดูดกลิ่นและใบเตย เป็นต้น

สนใจสอบถามได้ครับ
04/01/2020

สนใจสอบถามได้ครับ

16/11/2019

Pm2.5 คืออะไรอันตรายต่อเรายังไงอยู่ในรถยนต์ใช่ว่าจะปลอดภัยจาก PM2.5 ถ้าไม่มีเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ที่ช่วยกรองพิษ กรองฝุ่น กรองแบคทีเรียในรถยนต์ สนใจเครื่องกรองฝุ่น PM2.5 อินบอกมาคุยกันหรือโทร 0987896454 ราคา 650บาท ส่งฟรี

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?
คำว่า PM ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ PM 10 และ PM 2.5 ส่วนตัวเลข 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตรนั่นเอง

พูดง่ายๆ คือ ฝุ่น PM 2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่างๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถึงจะเป็นเพียงฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว แต่เมื่อมาแผ่อยู่รวมกันจะกินพื้นที่ในอากาศมหาศาล ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศปริมาณสูง เกิดเป็นหมอกควันอย่างที่เราเห็นกัน

ฝุ่น PM 2.5 ถือเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญและออกมาแจ้งเตือนให้ทราบ เพราะเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก เส้นผมที่ว่ามีขนาดเล็กแล้ว เจ้าฝุ่น PM 2.5 ยังเล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า ทำให้เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอด และหลอดเลือดได้ง่าย ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว

สาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองมีหลายปัจจัย เช่น โรงผลิตไฟฟ้า ควันท่อไอเสียจากรถยนต์ การเผาไม้ทำลายป่า เผาขยะ รวมถึงควันบุหรี่ด้วย ซึ่งปกติแล้วกิจกรรมต่างๆ ที่คนเราทำทุกวันก็ส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่แหล่งต้นตอสำคัญของฝุ่น PM 2.5 ในบรรยากาศ คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ และฝุ่นจากการก่อสร้าง

ด้วยลักษณะตัวเมืองที่มีตึกสูงรายล้อมเหมือนกรุงเทพ จะมีลักษณะคล้ายๆ แอ่งกระทะ เกิดการสะสมของเจ้าฝุ่นร้ายได้ง่าย ซึ่งปกติฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปในอากาศ ถูกลมพัดฟุ้งกระจายไป แต่ถ้าวันไหนที่อากาศนิ่ง ไม่ค่อยมีลมพัด ฝุ่นละอองจะไม่ฟุ้งกระจาย ส่งผลให้ระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้นๆ สูงมากขึ้นจนกลายเป็นระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ และเจ้าฝุ่น PM 2.5 มักจะวนเวียนอยู่มากในช่วงกลางคืน แต่จะค่อยๆ จางหายไปเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นส่องสว่างในยามเช้า

ฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร?
ฝุ่น PM 2.5 เป็นเจ้าฝุ่นร้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่มีกลิ่น ขนาดเล็กจิ๋วมาก สามารถผ่านเข้าไปในร่างกายเราลึกได้ถึงถุงลมปอด บางส่วนสามารถเล็ดรอดผ่านผนังถุงลมเข้าเส้นเลือดฝอยล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด และกระจายตัวแทรกซึมไปทั่วร่างกายของเราได้

ความน่ากลัวของเจ้าฝุ่นร้ายนี้ คือ กระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ รบกวนสมดุลต่างๆ ของร่างกาย และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบ ซึ่งมีอันตรายต่อเนื้อเยื่อในร่างกายของเรามาก แล้วส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา ดังนี้

กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง
กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
สำหรับผลระยะยาวจะทำให้การทำงานของปอดถดถอย อาจเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้แม้จะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม และเพิ่มโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ด้วย
ข้อแนะนำและวิธีป้องกันตนเองจากฝุ่น PM 2.5
1.ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
2.หลีกเลี่ยงการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง เผาพื้นที่เพื่อเตรียมการทำเกษตรกรรม เผาขยะ หรือวัสดุเหลือใช้
3.ควบคุมกระบวนการก่อสร้างให้มีฝุ่นน้อยที่สุด
ออกกำลังกายในที่ร่ม ฝุ่นน้อยๆ และไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกกำลังกาย

สรุป ฝุ่น PM 2.5 เป็นมลพิษต่ออากาศและร่างกาย ควรป้องกันตนเอง แต่วิธีที่ดีที่สุด คือ การแก้ไขที่ต้นเหตุ ดังนั้น มาร่วมด้วยช่วยกันคืนอากาศบริสุทธิ์ให้พวกเราทุกคน ด้วยการควบคุมเจ้าฝุ่น PM 2.5 ไม่ให้เกินมาตรฐาน

Fine Particles (PM 2.5) Questions and Answers

 #ได้เวลาติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์คุณหรือยังฝุ่นพิษ PM2.5 ทำไมใครก็ว่าร้าย?แม้จะเล็กเกินว่าที่ตาเราสามารถมองเห็น แต...
29/09/2019

#ได้เวลาติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์คุณหรือยัง

ฝุ่นพิษ PM2.5 ทำไมใครก็ว่าร้าย?
แม้จะเล็กเกินว่าที่ตาเราสามารถมองเห็น แต่ฝุ่นพิษขนาดเล็กไม่เกิน2.5ไมครอน ( PM2.5) คือภัยที่กำลังคุกคามสุขภาพของคนไทย ลองไปทำความรู้จักกับฝุ่นพิษ PM2.5 ว่าคืออะไร และร้ายกาจอย่างไร

อ่านเรื่องราวของแก๊งค์ปิศาจฝุ่นได้ที่นี่
โดยทั่วไปฝุ่นละอองนั้นมีอยู่ในธรรมชาติ เช่น เกสรดอกไม้ ละอองดินทราย และฝุ่นที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรม การคมนาคม การเผาในที่โล่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานฟอลซิล ฝุ่นละอองขนาดใหญ่จะถูกกรองโดยขนจมูก แต่ฝุ่นพิษขนาดเล็ก PM2.5 นั้น สามารถเล็ดลอดผ่านขนจมูก เข้าสู่กระแสเลือดและอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างง่ายดาย

PM2.5 คืออะไร และทำไมจึงสามารถก่อมะเร็ง
ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน คือ มลพิษฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ กล่าวคือ เล็กจนสามารถเล็ดลอดขนจมูกเข้าสู่ร่างกายได้ และมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเม็ดเลือด (5 ไมครอน) ดังนั้นฝุ่นพิษจึงสามารถเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะได้ ฝุ่นมีลักษณะที่ขรุขระคล้ายสำลี ฝุ่นเป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก

ฝุ่นขนาดใหญ่จะตกลงสู่พื้นตามแรงดึงดูดของโลก แต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน10ไมครอน (PM10) และฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน2.5ไมครอน (PM2.5) จะสามารถลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานและปะปนกับมลพิษอื่นในอากาศ หากปะทะเข้าจมูกหรือปาก ฝุ่นละอองขนาดใหญ่กว่านี้บางส่วนถูกขับออกมาเป็นเสมหะและสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังและมะเร็งหากสะสมอยู่ในอวัยวะใดนาน ๆ จากการศึกษาโดย Institute for Health and Evaluation มหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิด ทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็ง จึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ประมาณ 50,000 รายต่อปี

PM2.5 มาจากไหน?
ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มาจากการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การผลิตของภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมจากแหล่งที่อยู่อาศัยและธุรกิจการค้า และการเผาในที่โล่ง แบ่งได้เป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีใดๆ ก็ตาม เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) เป็นต้น ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกำหนดอย่างเป็นทางการให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง

ฝุ่นพิษขนาด PM2.5 คือภัยร้ายที่มองไม่เห็น มลพิษทางอากาศไม่ควรเป็นต้นทุนชีวิตที่ประชาชนต้องแลก กรมควบคุมมลพิษสามารถปกป้องชีวิตของคนไทยได้ ด้วยการลดปัญหามลพิษจากผู้ก่อมลพิษทั้งจากการเผาในที่โล่ง โรงงานอุตสาหกรรมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินเดิมที่กำลังเดินเครื่องอยู่ด้วยการกำหนดมาตรการการวัด PM2.5 ที่ปลายปล่อง ประกอบกับใช้ค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (PM 2.5 AQI)เพื่อความแม่นยำในการระบุผลกระทบต่อสุขภาพและแนวทางป้องกัน นี่คือทางออกทางเดียวที่จะช่วยให้เราสามารถรู้ได้ว่าอากาศในพื้นที่ที่เราอยู่นั้นมีมลพิษและอันตรายมากน้อยเพียงใด

อันตราย 3 ผลร้ายจากฝุ่นละออง PM2.5รองศาสตราจารย์นายแพทย์นิธิพัฒน์ อธิบายว่า เนื่องจากขนาดที่เล็กของอนุภาค ทำให้เมื่อมันถ...
25/09/2019

อันตราย 3 ผลร้ายจากฝุ่นละออง PM2.5

รองศาสตราจารย์นายแพทย์นิธิพัฒน์ อธิบายว่า เนื่องจากขนาดที่เล็กของอนุภาค ทำให้เมื่อมันถูกมนุษย์สูดผ่านรวมเข้าไปกับลมหายใจ สามารถผ่านลงไปได้ลึกจนถึงถุงลมที่เป็นส่วนปลายสุดของปอดเราได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อหลอดลมฝอยและถุงลม

นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติขนาดจิ๋วจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บางส่วนของมันจึงเล็ดรอดผ่านผนังถุงลมแล้วไชชอนผ่านเส้นเลือดฝอยเข้าสู่กระแสโลหิต และกระจายตัวแทรกซึมไปทั่วร่างกายของเราได้

ความร้ายกาจของมันต่อปอดของมนุษย์ เป็นผลจากการกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ รบกวนดุลแคลเซียมจนทำให้เกิดการอักเสบ และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์จนเกิดผลร้ายที่สำคัญ 3 ประการคือ

1.ทำให้คนที่มีโรคระบบการหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ ทั้งโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหืด และ โรคถุงลมโป่งพอง

2.ทำให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

3.ในระยะยาวส่งผลให้การทำงานของปอดถดถอย จนอาจทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองได้แม้จะไม่สูบุหรี่ก็ตาม และอาจมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งปอดได้เพิ่มขึ้น

มาหาคำตอบกันว่า เครื่องฟอกอากาศในรถ! มีความจำเป็นขนาดไหน?  พอพูดถึงมลพิษทางอากาศ ฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 เชื่อว่าตอนนี้ไ...
23/09/2019

มาหาคำตอบกันว่า เครื่องฟอกอากาศในรถ! มีความจำเป็นขนาดไหน?

พอพูดถึงมลพิษทางอากาศ ฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 เชื่อว่าตอนนี้ไม่มีใครคงไม่รู้จักเจ้าฝุ่นตัวนี้อย่างแน่นอนเลยใช่ไหมค่ะ เพราะตอนนี้ดูเหมือนประเด็นเรื่องนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบป้องกันอย่างเร่งด่วน เพราะมันมีผลร้านต่อสุขภาพ! แต่ทั้งนี้ก็มีหลายคนเสนอว่า ทำไมไม่หาซื้อเครื่องฟอกอากาศดีๆ สักเครื่องมาไว้ในรถเสียละจะได้ป้องกัน PM.2.5 ได้? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะว่า เครื่องฟอกอากาศตัวนี้จำเป็นแค่ไหน? เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ

เครื่องฟอกอากาศในรถ มีความจำเป็นนาดไหน?

ก่อนอื่นขอมาทำความรู้จักกับเจ้าตัวฝุ่น PM 2.5 คร่าวๆ กันก่อนนะคะ สำหรับฝุ่นตัวนี้มีชื่อเรียกมาจาก ตัวเลข 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตรนั่นเอง โดยฝุ่นชนิดนี้ถ้าหากเรามองไปในอากาศ เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะฝุ่นมีขนาดที่เล็กมากเกินจะมองเห็นได้ และเมื่อมารวมกันอยู่ในอากาศจึงทำให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จนก่อตัวทำให้เราเห็นเป็นลักษณะหมอกที่ลอยอยู่บนอากาศอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันนี้นั่นเองค่ะ ส่วนข้อเสียของฝุ่นตัวนี้เมื่อสูดดมไปนานๆเข้า จะมีผลร้ายต่อสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว ด้วยขนาดเล็กมากทำให้เล็ดลอดเข้าสู่ปอด และหลอดเลือดได้อย่างง่ายดาย ยิ่งถ้าหากใครมีโรคส่วนตัวอย่าง โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง เมื่อสูดฝุ่นนี้เข้าไปจะทำให้เกิดการกำเริบได้ และมีผลทำให้ใครหลายคนที่อาจไม่ได้สูบบุหรี่อยู่ก่อนแล้ว ก็สามารถเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้ด้วย

ภาพฝุ่น และควันในรถยนต์ที่มีจำนวนมาก ในรถยนต์ที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ

เมื่อมีกระแส PM 2.5 มากขึ้น หลายคนจึงหาวิธีการป้องกัน ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และทำง่ายที่สุดตอนนี้ คือ การใส่หน้ากากที่ใบหน้า แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ดูจะเป็นเริ่มที่นิยมนั่นคือ การซื้อเครื่องฟอกอากาศภายในรถ นับเป็นอีกวิธีที่สามารถช่วยในเรื่องป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้เหมือนกันค่ะ เพราะเครื่องฟอกอากาศจะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคที่เข้ามาในห้องโดยสาร ทำให้อากาศภายในห้องโดยสารให้ดีขึ้น แถมยังสามารถทำให้กลิ่นเหม็นต่างๆ เช่น กลิ่นรองเท้า กลิ่นน้ำมันรถยนต์ กลิ่นบุหรี่ ที่เข้ามาในรถยนต์ให้สามารถหายไปได้ค่ะ

ความจำเป็นของเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้อากาศ ที่จำเป็นเนื่องมาจากว่าอากาศภายในรถยนต์ที่เพื่อนๆ นั่งโดยสารอยู่นั่นมีลักษณะปิด เมื่อมีอากาศเข้ามา หรือฝุ่นเข้ามาภายในรถยนต์ จะไม่มีการระบายออกเหมือนเช่นข้างนอก ยิ่งเราขับรถยนต์ด้วยแล้ว ก็ย่อมมีฝุ่นเข้ามายังตัวรถยนต์เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ยิ่งใครที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบการหายใจด้วยแล้วยิ่งต้องมีติดรถยนต์ไว้นะคะ เพื่อความปลอดภัยของอาการที่สามารถกำเริบเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อนั่นเองครับ

ประโยชน์ของเครื่องฟอกอากาศ

ถ้าหากเรามามองคุณสมบัติ และประโยชน์ของเครื่องฟอกอากาศกันบ้าง เราจะพบว่าเครื่องฟอกอากาศนี้ เปรียบเสมือนอุปกรณ์วิเศษที่สามารถเปลี่ยนอากาศที่มีฝุ่นละอองในรถ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายได้ เพราะทำหน้าที่กรอง และฆ่าเชื้อที่อยู่ในรถยนต์ การทำงานของเครื่องฟอกอากาศจะทำการปล่อยประจุที่เรียกว่า Plasmacluster ออกมาเกาะดักจับฝุ่นให้มีน้ำหนัก เเละร่วงลงมาสู่พื้นหรือติดที่ตะแกรงกรองของเครื่องกรองอากาศ ซึ่งประจุตัวนี้สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ทั้งแบคทีเรีย รา และไวรัสที่เล็กจนสามารถทะลุผ่านไส้กรองได้ แต่ไม่มีหน้าที่กัน ฝุ่นละอองไม่ให้เข้ามาในรถเหมือน กรองอากาศ หรือกรองแอร์รถยนต์ สรุปง่ายๆ คือมันไม่สามารถปกป้องสิ่งสกปรกเชื้อโรคฝุ่นละอองไม่ให้เข้ามาในรถได้ เเต่จะช่วยฆ่าเชื้อในรถได้นั่นเองครับ

เครื่องฟอกอากาศจะมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับที่มีอาการแพ้ฝุ่น และโรคประจำตัวที่มีผลโดยตรงกับฝุ่น

ทั้งนี้ เครื่องกรองอากาศไม่ได้มีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ช่วยให้เราไม่สูด PM 2.5 เข้ามาในร่างกายได้ตลอด เพราะต่อให้ใช้เครื่องฟอกอากาศ ทั้งในรถ และในบ้าน แต่เมื่อเราออกสู่นอกบ้าน เราก็จะสูดดมฝุ่น PM 2.5 เข้าไปในร่างกายได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นแล้ว เครื่องกรองอากาศติดตัวที่ควรพก คือ หน้ากาก N95 มากกว่า เพราะติดกับใบหน้าเรา เวลาเดินทางไปที่ไหนได้โดยตลอด

เป็นอย่างไรบ้างค่ะ กับความรู้เรื่องที่ฟอกอากาศในรถยนต์วันนี้ สรุปคือ เครื่องฟอกอากาศนี้จะมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับที่มีอาการแพ้ฝุ่น และโรคประจำตัวที่มีผลโดยตรงกับฝุ่นนั่นเองค่ะ แต่ถ้าหากเรามีความคาดหวังว่า เครื่องฟอกอากาศนี้จะสามารถไม่ทำให้เราสูดฝุ่น PM 2.5 เข้ามาในร่างกาย 100% เลยคงเป็นไปไม่ได้นะคะ ทางที่ดีเมื่อออกนอกบ้านแล้วควรพกผ้าปิดจมูกจะดีที่สุดนะครับ

 #ได้เวลาติดเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ของคุณหรือยังอากาศในรถสุดอันตราย…มลพิษสูงกว่านอกรถ 15 เท่า!การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่แ...
23/09/2019

#ได้เวลาติดเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ของคุณหรือยัง
อากาศในรถสุดอันตราย…มลพิษสูงกว่านอกรถ 15 เท่า!
การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่แต่ละวันผู้คนต้องใช้เวลาไม่น้อยอยู่บนรถเดินทางไป–กลับบ้านและออฟฟิศ ต้องเผชิญกับสารพัดมลพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ต่างๆ และฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋วชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่าง PM2.5 ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศในปริมาณมหาศาลจากการก่อสร้างและทำถนน ทำให้การดูแล “อากาศ” เรื่องใกล้ตัวที่สุดที่เราได้รับในทุกลมหายใจเข้า–ออกกลายเป็นเรื่องที่ยากที่สุด
เราอาจหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านเพื่อป้องกันตัวเองจากปริมาณมลพิษเหล่านั้นไม่ได้ โดยเฉพาะในขณะนี้ที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครกำลังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังวิกฤติปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก ในอากาศ แต่เราเลือกได้ที่จะดูแลพื้นที่ของเราในขณะเดินทาง ซึ่งก็คือห้องโดยสารรถยนต์ให้ปลอดภัยจากมลพิษเหล่านั้นได้

ห้องโดยสารรถยนต์ แหล่งสะสมมลพิษที่คาดไม่ถึง!

ในขณะที่เราจำเป็นต้องนั่งอยู่กับที่ภายในพื้นที่ห้องโดยสารรถยนต์เป็นเวลานานๆ ท่ามกลางความ หนาแน่นของการจราจรบ้านเราที่สูงมากจนส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่รถติดที่สุดในโลกในช่วงที่มีการจราจรคับคั่งในปีที่แล้วนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรากำลังหายใจเอาอากาศที่วนเวียนอยู่ในพื้นที่แคบๆ นี้ตลอดเวลา

จะมีใครรู้บ้างว่าภายใต้บรรยากาศที่ดูเหมือนจะเย็นสบายด้วยแอร์และปลอดภัยจากสิ่งรบกวนภายนอกนี้ มีความจริงที่น่าตกใจซ่อนอยู่ นั่นคืออากาศที่เรากำลังหายใจอยู่นั้น แท้จริงแล้วมีมลพิษสูงกว่าภายนอกรถถึง 15 เท่า!

พฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนที่นำอาหารขึ้นมารับประทานบนรถ หรือการวางของตกแต่งให้ดูเพลินตาเพลินใจอย่างตุ๊กตาต่างๆ หรือแม้กระทั่งหมอนเล็ก ผ้าพันคอ เสื้อผ้า รองเท้าที่สำรองไว้ในยามฉุกเฉินก็เป็นแหล่งสะสมชั้นดีของเชื้อโรค ไวรัส และแบคทีเรีย

นั่นก็เพราะในขณะที่เราขับรถผ่านพื้นที่ต่างๆ นั้น ควันเสียจากยานพาหนะ ฝุ่นควันจากการทำถนนหรือการก่อสร้าง มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้า ได้เล็ดลอดเข้ามาภายในห้องโดยสารรถยนต์ผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างเล็กๆ ระหว่างประตูและหน้าต่างแม้เราจะเชื่อว่าปิดสนิทแล้วก็ตาม รวมทั้งช่องระบายอากาศที่ดึงเอาอากาศจากข้างนอกมาหมุนเวียนภายในห้องโดยสารรถยนต์ก็เช่นกัน มลพิษเหล่านั้นจะหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่แคบๆ นี้ ยิ่งอยู่ในช่วงที่มีการจราจรติดขัด ก็ยิ่งรับมลพิษเข้ามามากขึ้น โดยที่เราไม่มีโอกาสหลีกหนีได้เลย และมลพิษเหล่านั้นก็จะสะสมในปริมาณที่มากขื้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนที่นำอาหารขึ้นมารับประทานบนรถ หรือการวางของตกแต่งให้ดูเพลินตาเพลินใจอย่างตุ๊กตาต่างๆ หรือแม้กระทั่งหมอนเล็ก ผ้าพันคอ เสื้อผ้า รองเท้าที่สำรองไว้ในยามฉุกเฉินก็เป็นแหล่งสะสมชั้นดีของเชื้อโรค ไวรัส และแบคทีเรีย ยังไม่นับวัสดุตกแต่งภายในรถยนต์ที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญเช่นกัน

นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ที่คาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยมากกว่า 18 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ กว่า 10 ล้านคนเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก ขณะที่ อีก 5 ล้านคนเป็นโรคหืด ยังไม่นับรวมถึงจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งต่างๆ ที่มีสาเหตุจากมลพิษโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋วอย่าง PM2.5 ที่แม้กระทั่งระบบป้องกันธรรมชาติของร่างกายก็ยังไม่สามารถกรองไม่ให้เข้าสู่ร่างกายจนแพร่กระจายในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในปอดและรวมทั้งเส้นเลือดต่างๆ

ผลกระทบต่อสุขภาพจนก่อโรคร้าย

ผศ. ดร. นพ.อธิป นิลแก้ว แพทย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยา จากศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า “อนุภาคอย่างเช่น ละอองเกสรพืช สปอร์เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ไรฝุ่น รวมถึงสารจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงรถยนต์ ที่เข้าไปสัมผัสในร่างกายผ่านการหายใจนั้น อาการเบื้องต้นที่จะเกิดขึ้นคือ ไอ จาม หายใจลำบาก ระคายเคืองตาและจมูก จนไปถึงน้ำมูกน้ำตาไหล ง่วงซึม แน่นหน้าอก ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ และเป็นภูมิแพ้ ซึ่งเป็นอาการแบบเดียวกับโรค Sick Car Syndrome ในปัจจุบันโรคภูมิแพ้พบได้ทั้งโรคหืด รวมถึงเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โพรงอากาศข้างจมูก (ไซนัส) อักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และริดสีดวงจมูกอีกด้วย”

“อาการป่วยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันทั้งประสิทธิภาพการทำงานในยามตื่น และความสามารถในการหายใจยามหลับ ซึ่งในระยะยาวจะมีผลต่อสุขภาพที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ลดความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ มะเร็งโพรงจมูก และมะเร็งปอด เป็นต้น”

โรคภูมิแพ้
เกิดจากฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามคอล์ยเย็นในตู้แอร์ และทุกครั้งที่เปิดแอร์ ลมแอร์จะพัดเอาฝุ่นเล็กๆเข้ามาในตัวรถ และเมื่อเราสูดฝุ่นละอองเข้าไปสะสมภายในร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ มันอาจไม่แสดงผลร้ายให้เห็นในเร็ววัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งของร่างกาย มันก็จะแสดงออกมา ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นหลายคนก็เป็นโรคภูมิแพ้ไปซะแล้ว

ติดเชื้อในปอด
อันตรายที่มองไม่เห็นและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อร่างกาย ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ เพราะนอกจากจะสูดฝุ่นละอองเข้าไปแล้ว ยังสูดเอาเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อราต่างๆที่อยู่ในสัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้าไปในร่างกายอีกด้วย ทำให้มีผลต่ออวัยวะภายในและเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในปอดได้

ผิวหนังอักเสบ ผิวแห้ง หรือเป็นผื่นแพ้
แม้แอร์รถยนต์จะช่วยให้คุณคลายร้อนได้ แต่อย่าลืมว่าแอร์รถยนต์ ก็แฝงไปด้วยแบคทีเรีย เชื้อโรคที่มองไม่เห็นอยู่มากมาย ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งสิ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังอักเสบ ผิวแห้ง หรือผิวแพ้ได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย หากใครที่เป็นโรคดังกล่าว ต้องกลับไปตรวจสอบแอร์รถยนต์ของคุณทันที

ดูแลระบบหายใจให้ห่างไกลมลพิษ

ฝุ่น PM2.5 ที่มีอันตรายต่อร่างกาย
21/09/2019

ฝุ่น PM2.5 ที่มีอันตรายต่อร่างกาย

เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์และที่ทำงานสามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 ได้ถึง 99.5 % และกลิ่นอับในรถยนต์ได้ดี  ราคา  650บาท ส่งฟรีทั่วป...
21/09/2019

เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์และที่ทำงานสามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 ได้ถึง 99.5 % และกลิ่นอับในรถยนต์ได้ดี ราคา 650บาท ส่งฟรีทั่วประเทศ

ที่อยู่

123 หมู้ 11 ตำบลลอมคอม อำเภอพล
Khon Kaen District
40120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์