03/04/2022
ข้าวของแพงขึ้นยกแผง ราคาน้ำมันขึ้นเอาๆ แต่เงินที่เข้ากระเป๋า…ไหงมันเท่าเดิม!
หรือว่า…เรากำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงแน่ๆ แล้ว? 😱
ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง 🔥 เศรษฐกิจแย่ เงินเฟ้อพุ่ง ใช่ Stagflation ตามที่เขาพูดๆ กันหรือเปล่า
สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับภาวะ Stagflation กำลังก่อตัวขึ้นที่ไหนบ้าง คุณจะพาพอร์ตลงทุนให้รอดไปได้อย่างไร
ืออะไร
คำว่า Stagflation เกิดจากการเชื่อมคำ 2 คำเข้าด้วยกัน คือ
แปลว่า หยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ซบเซา เฉื่อยชา
แปลว่า เงินเฟ้อ ราคาข้าวของเพิ่มขึ้น
พอเอามารวมกัน ตีความหมายตรงตัวว่า Stagflation เป็นสภาวะที่เศรษฐกิจหดตัว กำลังซื้อหดหาย ในขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ข้าวของต่างๆ ราคาแพงขึ้นด้วย
แต่มันผิดจากปกติครับ เพราะ #เศรษฐกิจ และ #เงินเฟ้อ มักจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ถ้าเศรษฐกิจเติบโต เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจซบเซา เงินเฟ้อจะไม่เพิ่มขึ้นมาก
ภาวะ Stagflation นั้นมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายครับ
#ข่าวดี คือ Stagflation นานๆ จะเกิดสักครั้ง โดยรอบแรกและรอบล่าสุดที่เกิดคือต้องย้อนไป 40 ปีที่แล้ว ในช่วงปี พ.ศ. 2513-2525 เลยครับ
ชนวนเหตุตอนนั้น คือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางร่วมกันคว่ำบาตรชาติตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอลให้ก่อสงคราม ราคาน้ำมันเลยพุ่งไม่หยุดจนเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกิน 10% ส่วนอัตราว่างงานก็สูงเกิน 10% ด้วยเช่นกัน
#ข่าวร้าย คือการแก้ปัญหาภาวะ Stagflation ค่อนข้างยากกว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหดตัวแบบทั่วไป จะใช้นโยบายการเงินจากธนาคารกลาง ด้วยการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยไม่ได้เลย
#ลดดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจหดตัว
#ขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้น
พอจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า จะจัดการ Stagflation นั้นไม่ง่ายเลย
อย่างเมื่อ 40 ปีก่อน Fed ต้องเปลี่ยนประธานถึง 3 คนในช่วงเวลาสั้นๆ และต้องกลั้นใจขึ้นดอกเบี้ยไปแตะ 18% ใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวสุดๆ เพื่อแสดงจุดยืนว่า ถ้าเงินเฟ้อยังพุ่งต่อ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจสภาพเศรษฐกิจ
สุดท้ายเงินเฟ้อสหรัฐฯ จากจุดสูงสุดที่ 15% ก็เป็นขาลงแบบยาวๆ ตั้งแต่ปี 2523 แต่นโยบายการเงินแบบสุดโต่งนี้ ก็แลกมาด้วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ังเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง
ตอนนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองสหรัฐฯ เพราะมีหลายๆ สาเหตุ ที่ส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ อาจจะเผชิญภาวะ Stagflation ภายในช่วง 1-2 ปีนี้ครับ
เริ่มจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่เป็นขาขึ้นตลอดตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ยาวมาจนถึงไตรมาสแรก ปี 2565 ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเกิดจากต้นทุนการผลิต ปัญหาสินค้าหลายๆ อย่างขาดตลาด แถมยังมีเหตุการณ์สะเทือนโลกอย่างสงครามรัสเซียและยูเครนอีก
นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังเกิดจากกลไกที่เรียกว่า Wage-price Spiral หรือกลไกที่ประชาชนคาดหวังว่า จะต้องมีรายได้สูงขึ้น เพื่อชดเชยค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อาจเกิดการเรียกร้องเงินเดือนเพิ่มหรือตัดสินใจย้ายงานมากขึ้น
แต่เมื่อรายได้สูงขึ้นก็เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้ไปดันเงินเฟ้อสูงขึ้นอีกเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ทางเดียวที่จะหยุดวัฏจักรนี้ได้คือ Fed ต้องสื่อสารชัดเจนว่า จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งก็ได้เริ่มทำไปแล้ว หลังขึ้นดอกเบี้ยเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาครับ
แต่เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมก็เพิ่มขึ้น การลงทุนต่างๆ ก็จะลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในที่สุด
ตอนนี้ Fed อยู่ในจุดที่ ‘เจ็บทุกทาง’ เพราะถ้าปล่อยให้เงินเฟ้อสูงต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ขึ้นดอกเบี้ย ฉากจบสุดท้ายอาจหนีไม่พ้นการขึ้นดอกเบี้ยไปแตะเลขสองหลักเหมือนช่วง 40 ปีก่อน และเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
แต่ถ้า Fed เลือกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นทางที่ Fed เลือกเดินในปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าอาจจะเติบโตลดลง นี่ยังไม่รวมถึงทยอยถอนมาตรการ QE ออกนะครับ
จะเห็นได้จากการที่ Fed ออกมาลดคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2565 จาก +4% มาเหลือ +2.8% ทันทีหลังจากตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบล่าสุด
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันหมด การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตช้าลงจะทำให้เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ชะลอลงตาม เพราะการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำได้น้อยลง ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาลามเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ
#เงินเฟ้อไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก
ตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation ในไทยเหมือนกันครับ เพราะเงินเฟ้อใน 2 เดือนแรกของปี 2565 พุ่งขึ้นเร็วมาก จากราคาพลังงานและอาหารสดที่สูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า
หลายฝ่ายมองว่า ราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ไม่มีใครรู้ครับว่า สงครามรัสเซียและยูเครนที่เป็นสาเหตุหลักจะสิ้นสุดลงตอนไหน หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็จะไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป…
การที่ Fed และธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของต่างประเทศกับของไทยห่างกันมากขึ้น เงินทุนก็ไหลออก เงินบาทก็อ่อนค่า สินค้าไทยที่ส่งออกไปขายต่างประเทศก็เลยแพงขึ้น
ถึงแม้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ได้ทำให้ราคาพลังงานและอาหารลดลงโดยตรง ส่วนเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ไม่เต็มศักยภาพ หลังวิกฤต Covid-19 เราเลยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะยังไม่ขึ้นในเร็วๆ นี้
แต่เราอาจได้เห็นการสื่อสารเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อจากแบงก์ชาติมากขึ้น หากเงินเฟ้อของไทยยังสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ครับ
#จัดพอร์ตลงทุนช่วงStagflationอย่างไร
ถ้าเกิดสภาวะ Stagflation ขึ้นมาจริงๆ เศรษฐกิจโดยรวมอาจจะซบเซา ไม่คึกคักเหมือนเดิม แต่ไม่จำเป็นว่า ตลาดหุ้นจะต้องร่วงเสมอไปครับ
อย่างที่เราได้ย้ำเตือนไว้ว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ
ขนาดตอนที่ Covid-19 ระบาดใหม่ๆ ยังมีหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เช่น หุ้นเดินเรือ โรงพยาบาล ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยี ทำให้หลายๆ บริษัทมีรายได้และกำไรเติบโตอยู่
ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่โตแต่เงินเฟ้อสูง ก็ต้องมีธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์แบบนี้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายสินค้าจำเป็นในการใช้ชีวิต และสามารถขึ้นราคากับผู้ซื้อได้ เมื่อต้นทุนสูงขึ้นครับ
ยกตัวอย่าง เช่น พลังงาน ธนาคาร สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า บริการทางการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
เราเคยเล่าถึงสาเหตุว่าทำไมธุรกิจกลุ่มนี้ถึงมักทำผลตอบแทนได้ดีช่วงเงินเฟ้อสูงๆ ไปแล้วในโพสต์นี้ครับ 👉 https://jitta.co/3twhat0
ถ้าดูสถิติตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปี 2513-2525 จะเห็นว่าดัชนี S&P500 ก็เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 65-120 จุด แต่พอเงินเฟ้อเป็นขาลงชัดเจน ตลาดหุ้นก็พลิกเป็นขาขึ้นทันทีตั้งแต่ปี 2525-2543 จนไปสะดุดที่วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม
ในช่วงที่เกิดภาวะ Stagflation ในสหรัฐฯ นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ก็ยังทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +24.9% ต่อปีในช่วง 12 ปีนั้น ถือเป็นยุคทองของหุ้นคุณค่าและปู่ Buffett เลยก็ว่าได้ครับ
เห็นไหมครับ ถ้าไม่ใช่วิกฤตครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบทุกอุตสาหกรรมจริงๆ ยังไงตลาดหุ้นก็ยังทำผลตอบแทนได้ดี เพียงแต่คุณต้องมองธุรกิจให้ออก วิเคราะห์ธุรกิจให้เป็น และเลือกหุ้นให้ถูก
แต่เราก็เข้าใจครับว่า การวิเคราะห์ธุรกิจไม่ใช่เรื่องถนัดของทุกคน เพราะเครื่องมือเจ๋งๆ ที่จะช่วยให้การหาหุ้นดีๆ ยังไม่พอครับ ต้องมีระบบแข็งแกร่งสุดๆ ที่จะสนับสนุนให้คุณลงทุนได้ในทุกวิกฤต
ซึ่งเครื่องมือเจ๋งๆ คือ แพลตฟอร์ม Jitta ที่วิเคราะห์หุ้นพื้นฐานดี สตรองได้แม้จะเผชิญภาวะ Stagflation รวมไปถึง AI ของ Jitta Wealth ที่ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมา เพื่อวิเคราะห์ ETF ธีมเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสเติบโตระยะยาว
ความฉลาดของ AI มันเหนือชั้นกว่านั้นอีกครับ เพราะนอกจากจะวิเคราะห์รายได้และกำไรของหุ้นบริษัทได้แล้ว ยังคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ลงลึกไปได้ถึงบริษัทไส้ในของ Thematic ETF เลยทีเดียว
และระบบแข็งแกร่งสุดๆ คือ เทคโนโลยี Automated Investing เรียกง่ายๆ คือ การปรับพอร์ตอัตโนมัติ บนพื้นฐานของหลักการลงทุนที่ถูกต้อง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้อารมณ์และอคติในการตัดสินใจลงทุนเลย
ไม่ว่าจะเป็นหุ้นและ ETF ต้องมีกลุ่มหนึ่งที่ยังทนทานต่อภาวะเงินเฟ้อ รวมไปถึง Stagflation
ถ้าคุณเฟ้นหาสินทรัพย์เหล่านั้นยังไม่เจอ ให้เทคโนโลยีต่างๆ ของ Jitta Wealth ดูแลพอร์ตลงทุน มาพร้อมกำไรปังๆ แทนคุณได้ครับ
==========
กองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ผู้บุกเบิก WealthTech สัญชาติไทย รายแรกที่ได้รับใบอนุญาตบริหารกองทุนส่วนบุคคลจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01
==========
ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน