Money Planner ปลดล็อคชีวิตพิชิตเงินล้าน

Money Planner ปลดล็อคชีวิตพิชิตเงินล้าน การศึกษา/โค้ช
Investment Planner

03/04/2022

ข้าวของแพงขึ้นยกแผง ราคาน้ำมันขึ้นเอาๆ แต่เงินที่เข้ากระเป๋า…ไหงมันเท่าเดิม!
หรือว่า…เรากำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงแน่ๆ แล้ว? 😱
ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง 🔥 เศรษฐกิจแย่ เงินเฟ้อพุ่ง ใช่ Stagflation ตามที่เขาพูดๆ กันหรือเปล่า
สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับภาวะ Stagflation กำลังก่อตัวขึ้นที่ไหนบ้าง คุณจะพาพอร์ตลงทุนให้รอดไปได้อย่างไร
ืออะไร
คำว่า Stagflation เกิดจากการเชื่อมคำ 2 คำเข้าด้วยกัน คือ
แปลว่า หยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ซบเซา เฉื่อยชา
แปลว่า เงินเฟ้อ ราคาข้าวของเพิ่มขึ้น
พอเอามารวมกัน ตีความหมายตรงตัวว่า Stagflation เป็นสภาวะที่เศรษฐกิจหดตัว กำลังซื้อหดหาย ในขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ข้าวของต่างๆ ราคาแพงขึ้นด้วย
แต่มันผิดจากปกติครับ เพราะ #เศรษฐกิจ และ #เงินเฟ้อ มักจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ถ้าเศรษฐกิจเติบโต เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจซบเซา เงินเฟ้อจะไม่เพิ่มขึ้นมาก
ภาวะ Stagflation นั้นมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายครับ
#ข่าวดี คือ Stagflation นานๆ จะเกิดสักครั้ง โดยรอบแรกและรอบล่าสุดที่เกิดคือต้องย้อนไป 40 ปีที่แล้ว ในช่วงปี พ.ศ. 2513-2525 เลยครับ
ชนวนเหตุตอนนั้น คือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางร่วมกันคว่ำบาตรชาติตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอลให้ก่อสงคราม ราคาน้ำมันเลยพุ่งไม่หยุดจนเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกิน 10% ส่วนอัตราว่างงานก็สูงเกิน 10% ด้วยเช่นกัน
#ข่าวร้าย คือการแก้ปัญหาภาวะ Stagflation ค่อนข้างยากกว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหดตัวแบบทั่วไป จะใช้นโยบายการเงินจากธนาคารกลาง ด้วยการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยไม่ได้เลย
#ลดดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจหดตัว
#ขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้น
พอจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า จะจัดการ Stagflation นั้นไม่ง่ายเลย
อย่างเมื่อ 40 ปีก่อน Fed ต้องเปลี่ยนประธานถึง 3 คนในช่วงเวลาสั้นๆ และต้องกลั้นใจขึ้นดอกเบี้ยไปแตะ 18% ใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวสุดๆ เพื่อแสดงจุดยืนว่า ถ้าเงินเฟ้อยังพุ่งต่อ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจสภาพเศรษฐกิจ
สุดท้ายเงินเฟ้อสหรัฐฯ จากจุดสูงสุดที่ 15% ก็เป็นขาลงแบบยาวๆ ตั้งแต่ปี 2523 แต่นโยบายการเงินแบบสุดโต่งนี้ ก็แลกมาด้วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ังเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง
ตอนนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองสหรัฐฯ เพราะมีหลายๆ สาเหตุ ที่ส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ อาจจะเผชิญภาวะ Stagflation ภายในช่วง 1-2 ปีนี้ครับ
เริ่มจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่เป็นขาขึ้นตลอดตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ยาวมาจนถึงไตรมาสแรก ปี 2565 ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเกิดจากต้นทุนการผลิต ปัญหาสินค้าหลายๆ อย่างขาดตลาด แถมยังมีเหตุการณ์สะเทือนโลกอย่างสงครามรัสเซียและยูเครนอีก
นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังเกิดจากกลไกที่เรียกว่า Wage-price Spiral หรือกลไกที่ประชาชนคาดหวังว่า จะต้องมีรายได้สูงขึ้น เพื่อชดเชยค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อาจเกิดการเรียกร้องเงินเดือนเพิ่มหรือตัดสินใจย้ายงานมากขึ้น
แต่เมื่อรายได้สูงขึ้นก็เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้ไปดันเงินเฟ้อสูงขึ้นอีกเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ทางเดียวที่จะหยุดวัฏจักรนี้ได้คือ Fed ต้องสื่อสารชัดเจนว่า จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งก็ได้เริ่มทำไปแล้ว หลังขึ้นดอกเบี้ยเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาครับ
แต่เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมก็เพิ่มขึ้น การลงทุนต่างๆ ก็จะลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในที่สุด
ตอนนี้ Fed อยู่ในจุดที่ ‘เจ็บทุกทาง’ เพราะถ้าปล่อยให้เงินเฟ้อสูงต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ขึ้นดอกเบี้ย ฉากจบสุดท้ายอาจหนีไม่พ้นการขึ้นดอกเบี้ยไปแตะเลขสองหลักเหมือนช่วง 40 ปีก่อน และเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
แต่ถ้า Fed เลือกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นทางที่ Fed เลือกเดินในปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าอาจจะเติบโตลดลง นี่ยังไม่รวมถึงทยอยถอนมาตรการ QE ออกนะครับ
จะเห็นได้จากการที่ Fed ออกมาลดคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2565 จาก +4% มาเหลือ +2.8% ทันทีหลังจากตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบล่าสุด
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันหมด การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตช้าลงจะทำให้เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ชะลอลงตาม เพราะการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำได้น้อยลง ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาลามเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ
#เงินเฟ้อไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก
ตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation ในไทยเหมือนกันครับ เพราะเงินเฟ้อใน 2 เดือนแรกของปี 2565 พุ่งขึ้นเร็วมาก จากราคาพลังงานและอาหารสดที่สูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า
หลายฝ่ายมองว่า ราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ไม่มีใครรู้ครับว่า สงครามรัสเซียและยูเครนที่เป็นสาเหตุหลักจะสิ้นสุดลงตอนไหน หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็จะไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป…
การที่ Fed และธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของต่างประเทศกับของไทยห่างกันมากขึ้น เงินทุนก็ไหลออก เงินบาทก็อ่อนค่า สินค้าไทยที่ส่งออกไปขายต่างประเทศก็เลยแพงขึ้น
ถึงแม้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ได้ทำให้ราคาพลังงานและอาหารลดลงโดยตรง ส่วนเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ไม่เต็มศักยภาพ หลังวิกฤต Covid-19 เราเลยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะยังไม่ขึ้นในเร็วๆ นี้
แต่เราอาจได้เห็นการสื่อสารเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อจากแบงก์ชาติมากขึ้น หากเงินเฟ้อของไทยยังสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ครับ
#จัดพอร์ตลงทุนช่วงStagflationอย่างไร
ถ้าเกิดสภาวะ Stagflation ขึ้นมาจริงๆ เศรษฐกิจโดยรวมอาจจะซบเซา ไม่คึกคักเหมือนเดิม แต่ไม่จำเป็นว่า ตลาดหุ้นจะต้องร่วงเสมอไปครับ
อย่างที่เราได้ย้ำเตือนไว้ว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ
ขนาดตอนที่ Covid-19 ระบาดใหม่ๆ ยังมีหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เช่น หุ้นเดินเรือ โรงพยาบาล ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยี ทำให้หลายๆ บริษัทมีรายได้และกำไรเติบโตอยู่
ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่โตแต่เงินเฟ้อสูง ก็ต้องมีธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์แบบนี้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายสินค้าจำเป็นในการใช้ชีวิต และสามารถขึ้นราคากับผู้ซื้อได้ เมื่อต้นทุนสูงขึ้นครับ
ยกตัวอย่าง เช่น พลังงาน ธนาคาร สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า บริการทางการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
เราเคยเล่าถึงสาเหตุว่าทำไมธุรกิจกลุ่มนี้ถึงมักทำผลตอบแทนได้ดีช่วงเงินเฟ้อสูงๆ ไปแล้วในโพสต์นี้ครับ 👉 https://jitta.co/3twhat0
ถ้าดูสถิติตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปี 2513-2525 จะเห็นว่าดัชนี S&P500 ก็เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 65-120 จุด แต่พอเงินเฟ้อเป็นขาลงชัดเจน ตลาดหุ้นก็พลิกเป็นขาขึ้นทันทีตั้งแต่ปี 2525-2543 จนไปสะดุดที่วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม
ในช่วงที่เกิดภาวะ Stagflation ในสหรัฐฯ นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ก็ยังทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +24.9% ต่อปีในช่วง 12 ปีนั้น ถือเป็นยุคทองของหุ้นคุณค่าและปู่ Buffett เลยก็ว่าได้ครับ
เห็นไหมครับ ถ้าไม่ใช่วิกฤตครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบทุกอุตสาหกรรมจริงๆ ยังไงตลาดหุ้นก็ยังทำผลตอบแทนได้ดี เพียงแต่คุณต้องมองธุรกิจให้ออก วิเคราะห์ธุรกิจให้เป็น และเลือกหุ้นให้ถูก
แต่เราก็เข้าใจครับว่า การวิเคราะห์ธุรกิจไม่ใช่เรื่องถนัดของทุกคน เพราะเครื่องมือเจ๋งๆ ที่จะช่วยให้การหาหุ้นดีๆ ยังไม่พอครับ ต้องมีระบบแข็งแกร่งสุดๆ ที่จะสนับสนุนให้คุณลงทุนได้ในทุกวิกฤต
ซึ่งเครื่องมือเจ๋งๆ คือ แพลตฟอร์ม Jitta ที่วิเคราะห์หุ้นพื้นฐานดี สตรองได้แม้จะเผชิญภาวะ Stagflation รวมไปถึง AI ของ Jitta Wealth ที่ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมา เพื่อวิเคราะห์ ETF ธีมเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสเติบโตระยะยาว
ความฉลาดของ AI มันเหนือชั้นกว่านั้นอีกครับ เพราะนอกจากจะวิเคราะห์รายได้และกำไรของหุ้นบริษัทได้แล้ว ยังคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ลงลึกไปได้ถึงบริษัทไส้ในของ Thematic ETF เลยทีเดียว
และระบบแข็งแกร่งสุดๆ คือ เทคโนโลยี Automated Investing เรียกง่ายๆ คือ การปรับพอร์ตอัตโนมัติ บนพื้นฐานของหลักการลงทุนที่ถูกต้อง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้อารมณ์และอคติในการตัดสินใจลงทุนเลย
ไม่ว่าจะเป็นหุ้นและ ETF ต้องมีกลุ่มหนึ่งที่ยังทนทานต่อภาวะเงินเฟ้อ รวมไปถึง Stagflation
ถ้าคุณเฟ้นหาสินทรัพย์เหล่านั้นยังไม่เจอ ให้เทคโนโลยีต่างๆ ของ Jitta Wealth ดูแลพอร์ตลงทุน มาพร้อมกำไรปังๆ แทนคุณได้ครับ
==========
กองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ผู้บุกเบิก WealthTech สัญชาติไทย รายแรกที่ได้รับใบอนุญาตบริหารกองทุนส่วนบุคคลจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01
==========
ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

03/04/2022

#เงินเฟ้อสูง #ดอกเบี้ยขาขึ้น #ลงทุนหุ้นกลุ่มไหนดี
หุ้น Growth ราคาตกแรง ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานครั้งใหญ่ในรอบหลายปี เงินเฟ้อและดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาขึ้น…
ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่มองเห็น ‘โอกาส’ มากกว่า ‘วิกฤต’ ล่ะก็

มาดูกันครับว่าหุ้น 5 กลุ่มที่จะเป็นดาวเด่น ช่วยพอร์ตคุณเติบโตช่วงเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง มีอะไรกันบ้าง
#ธุรกิจการเงินและประกัน

ธุรกิจแรกที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูงคือธุรกิจการเงินและประกัน

โดยเฉพาะบริการด้านการทำธุรกรรมทางการเงิน เพราะธุรกิจนี้มีรายได้หลักจากการคิดค่าธรรมเนียมที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าธุรกรรม

เมื่อมูลค่าการซื้อขายในแต่ละธุรกรรมสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ รายได้ค่าธรรมเนียมก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยครับ

ธุรกิจประกันก็ได้ผลบวกจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพราะมีรายได้บางส่วนจากการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายครับ เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น บริษัทประกันก็จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้นด้วย
#พลังงานและสาธารณูปโภค

หุ้นพลังงานและสาธารณูปโภคเป็นดาวเด่นเสมอในช่วงเงินเฟ้อสูง เพราะอุตสาหกรรมนี้มีคุณสมบัติในการต่อสู้กับเงินเฟ้อครบทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการขึ้นราคาแบบรายวัน หรืออำนาจการต่อรองกับผู้บริโภคที่สูงมากๆ

เพราะพลังงานเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องใช้อยู่ตลอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ อย่างตอนที่คุณอ่านโพสต์นี้อยู่คุณก็ต้องใช้ไฟฟ้า ที่สำคัญคือคุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองราคาเลย ทำได้แค่ใช้มาก ใช้น้อยใช่มั้ยครับ

การปรับราคาขายได้อย่างสม่ำเสมอนี่แหละที่ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงเงินเฟ้อสูง อย่างเช่นการปรับราคาน้ำมันที่คุณน่าจะได้เห็นอยู่เป็นประจำ

ค่าไฟ ค่าน้ำหรือก๊าซหุ้งต้มก็ปรับราคาได้ ถึงแม้จะทำได้ไม่บ่อยเหมือนกับราคาน้ำมันเพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่ แต่ก็ถือว่าสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อไปให้ผู้ซื้อได้ครับ

ราคาพลังงานและสาธารณูปโภคถือเป็นส่วนสำคัญในการคำนวณเงินเฟ้อของทุกประเทศเลยก็ว่าได้ ดังนั้น
ถ้าอยากได้ผลตอบแทนช่วงเงินเฟ้อ…ก็ต้องลงทุนกับอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ จริงมั้ยครับ
#อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า

หุ้นอสังหาฯ ประเภทให้เช่าก็เป็นอีกกลุ่มที่ไม่กลัวช่วงเงินเฟ้อครับ เพราะโดยปกติแล้วสัญญาการเช่าพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน จะสามารถปรับค่าเช่าขึ้นเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 3-5 ปีหรือตามที่ระบุไว้ในสัญญาครับ

ในส่วนของอพาร์ทเมนต์ก็สามารถขึ้นค่าเช่าห้องได้เมื่อมีการเปลี่ยนผู้เช่า หรือบางแห่งก็อาจระบุไว้ในสัญญาเช่าเช่นเดียวกันในกรณีเช่าระยะยาวหลายปีครับ

ในขณะที่โรงแรมนั้น สามารถปรับราคาได้ถี่กว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ เพราะสามารถขึ้นค่าห้องพักได้ทันทีเพื่อส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อครับ แต่ก็จะมีปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นโรค Covid-19 ในตอนนี้หรือเรื่องฤดูกาลท่องเที่ยวเข้ามากระทบได้บ่อยกว่าอสังหาฯ ประเภทอื่นครับ

เช่นเดิมครับ ธุรกิจที่ขึ้นราคาและค่าบริการได้เมื่อต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่กระทบกับยอดขายมากนัก ก็จะทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงเงินเฟ้อครับ
#เฮลท์แคร์

ธุรกิจเฮสท์แคร์คล้ายกับธุรกิจพลังงานตรงที่ผู้ให้บริการสามารถขึ้นค่าบริการได้เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ใช้บริการอย่างเราๆ แทบจะไม่มีสิทธิ์ต่อรองราคาเลย

ให้คุณลองนึกถึงเวลาไปโรงพยาบาล คุณแทบไม่มีโอกาสได้ต่อรองค่ารักษาเลยจริงมั้ยครับ ทำได้มากที่สุดก็เป็นเพียงการเลือกโรงพยาบาลที่คุณจ่ายค่ารักษาไหวเท่านั้น

นี่คือสาเหตุว่าทำไมธุรกิจการดูแลสุขภาพจึงมักถูกเรียกว่าเป็นหุ้น Defensive หรือหุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจเฮลท์แคร์สายรักษาสุขภาพครับ

แถมธุรกิจเฮสท์แคร์ก็เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของโลกมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว เพราะมนุษย์ในทุกยุคสมัยก็มีความปรารถนาที่จะมีสุขภาพแข็งแรงและมีชีวิตยืนยาวมาตลอดตั้งแต่ครั้งโบราณกาลครับ

ยิ่งในยุคนี้เทรนด์ประชากรสูงอายุกำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทั่วโลก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพถือเป็นหนึ่งในดาวเด่นที่ลงทุนระยะยาวได้แบบสบายใจเลยครับ
และกลุ่มสุดท้ายก็คือ #สินค้าอุปโภคบริโภค…ที่จำเป็น

ที่ต้องเน้นว่า ’จำเป็น’ ก็เพราะว่าเป็นสินค้ากลุ่มนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องกินต้องใช้เสมอไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นแบบไหนครับ

ตัวอย่างก็เช่นอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน อุปกรณ์ทำความสะอาด หรือแม้กระทั่งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครับ

ข้อแม้ที่สำคัญมากๆ คือ คุณควรจะลงทุนกับบริษัทที่เป็นผู้นำตลาดหรือมีแบรนด์แข็งแกร่งครับ เพราะบริษัทเหล่านี้สามารถขึ้นราคาสินค้าได้เมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้นถึงระดับนึงโดยไม่กระทบกับยอดขาย

เพราะคนส่วนใหญ่จะเชื่อมั่นในแบรนด์และมักซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคยี่ห้อเดิมเป็นประจำครับ ลองสังเกตตัวคุณเองก็ได้ครับว่าใช้สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน หรือดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อเดิมมานานแค่ไหนแล้ว?

ด้วยความจำเป็นในการดำรงชีวิต บวกกับความสามารถในการขึ้นราคา ทำให้หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจึงถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ทำผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้อยู่บ่อยครั้งครับ
นี่คือตัวอย่างของธุรกิจบางกลุ่มที่ทำผลตอบแทนสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับเงินเฟ้อได้ดี ในช่วงที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้นแบบตอนนี้ครับ
หุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่นักลงทุนสาย VI พยายามเสาะหามาลงทุนกันไปยาวๆ เพราะเป็นหุ้นที่พื้นฐานทางธุรกิจดีอยู่แล้ว ยิ่งถ้าได้ลงทุนในราคาที่เหมาะสม เราเชื่อว่าคุณจะสามารถลงทุนผ่านร้อนผ่านหนาว ฝ่าวัฏจักรเศรษฐกิจได้ตลอดรอดฝั่ง กินกำไรจากตลาดหุ้นกันไปยาวๆ เลยครับ
หากคุณตั้งใจจะลงทุนระยะยาวในช่วงเงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยขาขึ้นแบบนี้ ก็สามารถลงทุนใน ‘หุ้นคุณค่า’ ไปกับนโยบาย Jitta Ranking ของเรา ที่มี AI คอยสแกนหาหุ้นที่พื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง มีรายได้เติบโตอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งปรับพอร์ตให้คุณอย่างสม่ำเสมอแบบ ‘ไม่ใช้อารมณ์’ เพื่อให้คุณมีโอกาสทำผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวครับ
ภาพนี้เป็นผลตอบแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่เงินเฟ้อสูงกว่า 3% ใน 12 เดือนล่าสุดและกำลังเร่งตัวขึ้นซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในสหรัฐฯ ครับ โดยเป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลผลตอบแทนรายเดือนย้อนหลังยาวนานติดต่อกันถึง 47 ปีซึ่งทำให้ผลที่ได้ออกมาแม่นยำขึ้น ทีมงานจึงนำมาเป็นตัวอย่างให้คุณดูกันครับ

จากภาพ คุณจะเห็นได้ว่าหุ้นกลุ่มพลังงานมีโอกาสทำผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้มากที่สุดถึง 71% และยังสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงกว่าเงินเฟ้อตลอด 47 ปีที่ผ่านมาครับ

อธิบายง่ายๆ คือถ้าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนล่าสุดสูงกว่า 3% และอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นเมื่อไหร่ คุณสามารถเอาเงินไปลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานแล้วจะมีโอกาสทำผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ถึง 7 ใน 10 ครั้ง แถมยังทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงกว่าเงินเฟ้อถึง 9% ใน 47 ปีที่ผ่านมาครับ

อย่างไรก็ตาม ภาพนี้เป็นเพียงกลุ่มตัวอย่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในประเทศอื่นๆ อาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศครับ
==========
คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://jitta.co/3rp6gVW
หรือจะลองดูผลตอบแทน Jitta Ranking ของนักลงทุนคนอื่นๆ ได้ที่นี่ครับ https://jitta.co/3tI5PYz
==========

กองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ผู้บุกเบิก WealthTech สัญชาติไทย รายแรกที่ได้รับใบอนุญาตบริหารกองทุนส่วนบุคคลจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01

==========

ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

11/12/2021

ใกล้สิ้นปีทีไร หลายคนคงกำลังมองหาทางเลือกในการลดหย่อนภาษีกันอยู่

แต่ถ้าใครยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้ทางเลือกไหนดี วันนี้เรามี 4 ตัวช่วยลดภาษี มาฝาก มาดูกัน...

อ่านต่อ... https://wealthmeup.com/21-12-11-taxsaving/
#ให้เงินทำงาน
- - - - - -
แอดไลน์ Wealth Me Up ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40wealthmeup
Subscribe ได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UCAXA-wPncTP9QXJlUk9CqLw

07/12/2021

24 กฎการลงทุน ตามรอย วอร์เรน บัฟเฟตต์

1. เลือกความเรียบง่าย มากกว่าความซับซ้อน
บัฟเฟตต์ แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน” จำไว้ว่าความยากไม่มีในการลงทุน มองหาบริษัทที่มีประวัติยาวนานและสามารถคาดเดาอนาคตของธุรกิจได้ ถ้าคุณไม่เข้าใจธุรกิจ อย่าซื้อหุ้น

2. ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง
อย่าเชื่อโบรกเกอร์, นักวิเคราะห์ หรือผู้รู้ จงเชื่อตัวคุณเอง เมื่อคุณพบที่ปรึกษาทางการลงทุนหรือนักลงทุนมืออาชีพ จงถามว่า “พวกคุณจะได้อะไรจากผม” ถ้าคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจคุณก็ควรจะเดินหนีไปซะ การลงทุนแบบเน้นคุณค่าเป็นเทคนิคที่พิสูจณ์แล้วว่า จะสร้างผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาว

3. จงมีสติ
บัฟเฟตต์แนะนำว่า ปล่อยให้คนอื่นๆ ตื่นตระหนกไปกับตลาดแล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน อย่าคิดจะเป็นเจ้าของหุ้น ถ้ามันจะทำให้คุณตื่นตระหนกและขายหุ้นของคุณเมื่อราคาตกลง 50% คำแนะนำ 3 ข้อ ตอนตลาดตก
1) เกาะติดอยู่กับบริษัทที่ดี
2) รู้จักตัวเอง
3) อย่าตัดสินใจลงทุนเพราะมีคนอื่นมากระซิบหุ้นเด็ด

4. จงอดทน
บัฟเฟตต์แนะนำให้คิดถึงระยะเวลาเป็น 10 ปี แทนที่จะเป็น 10 นาที ถ้าคุณไม่สามารถจะถือหุ้นได้เป็นทศวรรษก็อย่าซื้อหุ้นตั้งแต่แรก อย่าหมกมุ่นอยุ่กับราคาหุ้น จงศึกษาพื้นฐานของธุรกิจ ความสามารถในการสร้างกำไร อนาคตของบริษัท และอื่น ๆ เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของธุรกิจ

5. ซื้อธุรกิจไม่ใช่แค่ซื้อหุ้น
ถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัทที่ดีแล้ว ปล่อยให้คนอื่นๆ กังวลเรื่องตลาดหุ้นไป ผลประกอบการของธุรกิจคือ กุญแจสำคัญของการเลือกซื้อหุ้น ให้ศึกษาผลการดำเนินงานในอดีตของบริษัทที่อยุ่ในรายการหุ้นที่คุณสนใจ จงมองหาความแน่นอนในตลาดที่ไม่แน่นอน ธุรกิจจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้นระยะยาวเท่านั้น

6. จงมองหาบริษัทที่มีฟรานไชส์
บัฟเฟตต์เรียกธุรกิจบางประเภทว่า “ฟรานไชส์” ซึ่งเปรียบเสมือนธุรกิจที่มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบอยู่ ซึ่งสามารถป้องกันศัตรูได้ ธุรกิจที่มีฟรานไชส์เศรษฐกิจต้องขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่
1) จำเป็นหรือตอบสนองความต้องการ
2) ไม่ต้องการเงินลงทุนที่มากเกินไป
3) เป็นผู้นำตลาดและไม่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียง
4) สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างอิสระ
จงค้นหาบริษัทที่มีป้องปราการล้อมรอบ จงมองหาบริษัทที่อยู่เหนือคู่แข่ง อย่าซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ จากงานวิจัยพบว่าการเข้าออกตลาดบ่อย ๆ จะสร้างผลขาดทุนมหาศาล
ข้อควรปฏิบัติ
มองหาธุรกิจฟรานโชส์ที่จะยืนหยัดผ่านการทดสอบของกาลเวลา ศึกษาพื้นฐานของบริษัทก่อนที่คุณจะซื้อมัน อย่ากลัวที่จะตกรถไฟ ถ้าคุณยังไม่แน่ใจในรถไฟขบวนนั้น

7. ซื้อโลเทคไม่ใช่ไฮเทค
ในโลกของบัฟเฟตต์การประสบความสำเร็จในการลงทุนคือการสร้างความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของจรวด, แสงเลเซอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่มักจะเกี่ยวกับเครื่องของ อิฐ, พรม, สี ลูกอมและฉนวน อย่าถูกยั่วยุด้วยการ รวยเร็ว และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทที่ซับซ้อน บริษัทเหล่านั้นไม่สามารถที่จะคาดเดาอนาคตได้
ข้อปฏิบัติ
หลีกเลี่ยงบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ลงุทนในธุรกิจ “คลื่นลูกเก่า” บริษัทใช้เวลาเป็นทศวรรษเพื่อที่จะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่

8. จงหลีกเลี่ยงการลงทุนในแบบที่บัฟเฟตต์เรียกว่า “เรือของโนอาร์”
คือซื้อโน่นนิดนี่หน่อย จะดีกว่าถ้าลงทุนมากๆ ในหุ้นน้อยตัว เมื่อคุณมั่นใจว่าธุรกิจนั้นมีความเข้มแข็ง จงมั่นใจและอย่าลังเลที่จะซื้อหุ้นในจำนวนมาก แทนที่จะซื้อหุ้น 15-20 บริษัทที่พอใช้ได้

9. ฝึกที่จะอยู่นิ่ง
สัญญาณของความสำเร็จในการลงทุนคือ ความสามารถที่จะปล่อยวางให้เวลาผ่านไปโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว อย่าซื้อขายเพราะเห็นแก่กำไรเล็กๆ น้อยๆ การซื้อขายมาก ๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของนักลงทุนที่โลเล ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่าจะกำไร

10. อย่ามองตัววิ่ง [ราคาหุ้น]
ราคาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของตัววิ่ง แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา ให้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า หลีกเลี่ยงจากตัววิ่งและละเว้นจากการดูราคาหุ้นทุกๆ วัน บัฟเฟตต์ ไม่เคยรู้ว่า บริษัทเบิร์กไซร์ฮาธาเวย์ของเขาว่าซื้อขายกันที่ราคาเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นวานนี้, วันนี้ หรือพรุ่งนี้ แต่เขาสนใจว่าจะซื้อขายกันที่ราคาเท่าใดในทศวรรษหน้า เพราะนั่นคือการวัดศักยภาพและมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

11. มองตลาดหุ้นขาลง ให้เป็นโอกาส
ตลาดหุ้นขาลงไม่ได้ฆ่าใคร แต่กลับเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นถ้าผู้คนเริ่มวิ่งหนีออกจากหุ้นดีๆ จงเตรียมพร้อมที่จะลุยไปกับหุ้น จงมองหาบริษัทที่มีคุณภาพที่กำลัง “ลดราคา”สำหรับคุณภาพ นั่นหมายถึง พื้นฐานที่รองรับธุรกิจและคุณภาพของทีมบริหาร บัฟเฟตต์พูดว่า “นักลงทุนจะไม่ขาดทุนเมื่อตลาดปรับตัวลงจะมีก็เพียงนักเก็งกำไรเท่านั้นที่ขาดทุน” ดังนั้นจงเป็นนักลงทุนแบบวอร์เร็น บัฟเฟตต์

12. อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา
บัฟเฟตต์ ชอบเปรียบเทียบแนวทางการลงทุนของเขากับเรื่องของเบสบอล เขาเปรียบนักลงทุนว่าเหมือนกับผู้เล่นที่ยืนอยู่บนโฮมเบสที่พร้อมจะตีลูก ตลาดหุ้นก็เหมือนกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่ขว้างลูกมาให้นักลงทุนตีอยู่ตลอดเวลา เขาแนะนำว่า “อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา” จงอดทนแล้วปล่อยให้ลูกบอลที่ขว้างผ่านไป ให้รอเฉพาะลูกสวย ๆ ตีง่าย ๆ ที่ถูกขว้างมาแล้วค่อยตี

13. อย่าสนใจเรื่องมหาภาค จงสนใจแต่เรื่องจุลภาค
เรื่องใหญ่ๆ อย่างเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจ เป็นเรื่องภายนอกธุรกิจอย่าไปใส่ใจกับมัน จงสนใจแต่เรื่องเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง

14. จับจ้องมองการบริหาร
บัฟเฟตต์ จะมองหาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่าพร้อมกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เสมอ
1) ทีมผู้บริหารทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น หรือทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเขาเองโดยใช้ทรัพยากรของผู้ถือหุ้น?
2) ผู้บริหารใช้งบประมาณของบริษัทอย่างรอบคอบ หรือเป็นผู้บริหารที่ใช้เงินสิ้นเปลือง?
3) ผู้บริหารทุ่มเทเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นและใช้จ่ายเงินลงทุนอย่างเหมาะสมหรือไม่?
4) ผู้บริหารมีโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและหลีกเลี่ยงการออกหุ้นใหม่ที่จะทำให้มูลค่าของหุ้นลดลงหรือไม่?
5) ผู้ถือหุ้นถูกปฏิบัติอย่างหุ้นส่วน หรือเป็นเพียงแค่หุ่นไล่กา?
6) รายงานประจำปีของบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาหรือว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ?
7) ผู้บริหารรายงานข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง หรือพยายามปกปิดข้อมูลความเป็นจริง?
ประเมินทีมผู้บริหารก่อนที่คุณจะลงทุน มองหาบริษัทที่เป็นมิตรกับผู้ถือหุ้น หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่มีประวัติเสียงทางการเงินและกลโกงทางบัญชี

15. ราชาแห่งวอลสตรีทนั้นไม่ใส่เสื้อผ้า
บัฟเฟตต์ บอกว่า วอลสตรีท เป็นที่ๆ เดียวที่คนซึ่งมาด้วยรถ Rolls-Royces ฟังคำแนะนำของคนซึ่งมาด้วยรถไฟใต้ดิน อย่าสนใจกราฟ กุญแจของการลงทุนคือ วินัย และความอดทน ให้ค้นหาความแตกต่างระหว่าง มูลค่าของธุรกิจกับราคาของหุ้นในตลาด

16. ฝึกที่จะคิดให้เป็นอิสระ
อยู่ให้ห่างจากฝูงชนที่แต่ตื่น ถ้าไม่อย่างนั้น ความอลหม่านจะมาเยือคุณและการลงทุนของคุณ ทำการบ้านของคุณและตัดสินใจเลือกการลทุนด้วยตัวคุณเอง

17. จงอยู่ในของเขตความรอบรู้ของคุณ
จงสร้างโซน ของความชำนาญขึ้นมา แล้วอยู่แต่ในโซนนั้น และอย่าโทษตัวเองถ้าพลาดโอกาสดีๆ ที่เกิดขึ้นนอกโซนที่คุณสร้างขึ้น จดรายชื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมที่คุณรู้สึกสบายใจด้วย อย่าสร้างข้อยกเว้นให้กับขอบเขตความรอบรู้ของคุณ เล่นเกมของคุณ ไม่ใช่เล่นเกมของคนอื่น

18. อย่าสนใจการพยากรณ์ตลาดหุ้น
การทำนายราคาหุ้น หรือหุ้นกู้ในระยะสั้น ๆ นั้นไร้ประโยชน์ พวกมันบอกเกี่ยวกับผู้ทำนายมากกว่าที่พวกมันจะบอกเกี่ยวกับอนาคต อย่าให้การพยากรณ์มายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจการลงทุนของคุณ เอาเวลาที่จะใช้กับการฟังพยากรณ์ตลาดหุ้น ไปใช้กับการวิเคราะห์ประวัติผลการดำเนินงานของบริษัทดีกว่า พัฒนากลยุทธ์การลงทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาภาพรวมการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

19. รู้จักกับ “นายตลาด” และ “Margin of Safety”
นักลงทุนที่ดีคือ ใครก็ตามที่สามารถรวมเอาการเลือกธุรกิจที่ดีเข้ากับความสามารถที่จะวางเฉยต่อการแกว่งตัวอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นได้ เมื่อเกิดความสับสน จงนึกถึงแนวความคิดของ เบน เกรแฮม ในเรื่อง “นายตลาด” และให้มองหา “Margin of Safety” รอจนกว่าเวลาของคุณจะมาถึง คอยจนกว่านายตลาดจะหดหู่ และทำให้ราคาของหุ้นลดลงมากพอที่จะสร้างโอกาสในการซื้อที่มี Margin of Safety ในปริมาณที่เหมาะสม

20. จงตื่นกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังตื่นกลัว
คุณสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าใครจะโลภ, ตื่นกลัว หรือโง่เขลา คุณแค่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไรหรือกำลังเป็นอะไรอยู่เท่านั้น ซื้อเมื่อคนอื่นกำลังขายและขายเมื่อคนอื่นกำลังซื้อ จงเตรียมพร้อมที่จะลงทุนอย่างรวดเร็วเมื่อโอกาสนั้นมาถึง

21. อ่าน, อ่านให้มาก แล้วคิดให้ดี
บัฟเฟตต์ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวันในการอ่านหนังสือ และใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการคุยโทรศัพท์ ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการ “คิด” อุตสาหกรรมการลงทุนนั้นไม่เหมือนกับอุตสากรรมอื่น ๆ การที่จะลงทุนนั้นต้องสะสมความรู้ และยังมีสิ่งที่คุณไม่รู้อีกมากมายซึ่งพร้อมที่จะให้คุณค้นพบ

22. ใช้แรงม้าของคุณให้เต็มที่
คนทั่ว ๆ ไปมี “เครื่องยนต์ขนาด 400 แรงม้า” แต่สามารถใช้ได้เพียง 100 แรงม้าเท่านั้น ใครก็ตามที่สามารถใช้แรงม้าได้เต็มที่จากเครื่องยนต์ขนาดแค่ 200 แรงม้า ก็สามารถทำได้ดีกว่าคนอื่น ๆ มาก

23. อย่าทำพลาด จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น
ให้ความสำคัญกับการศึกษาความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมัน จงระวังคำสัญญาที่พร่ำบอกเกี่ยวกับการรวยเร็วและผลตอบแทนที่สูงลิ่ว ซึ่งมันมักจะมาควบคู่กับความเสี่ยงก้อนโตเสมอ จงกระตือรือร้นที่จะตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเองและอย่าสละอำนาจการควบคุมพอร์ตโพลิโอของคุณไปให้คนอื่น จับตาดูต้นทุนอยู่เสมอ “จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น มันไม่มีเหตุผลที่จะใช้ชีวิตอันแสนเศร้าบนเรื่องราวความผิดพลาดที่คนอื่นเคยทำมาแล้ว”

24. ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้
สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนแบบรอบรู้ก็คือ มันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้ถ้าคุณไม่รีบร้อนจนเกินไป และมันจะไม่ทำให้คุณจนลง จงต่อสู้กับเสียงรบกวนต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะแห่งความเป็นจริง ฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จดสิ่งต่างๆ ที่คุณทำถูก จดสิ่งต่างๆ ที่คุณทำผิด จทำวันนี้ให้มากและทำวันหลังให้น้อยลง

การลงทุ่นคือ การหลีกเลี่ยงปัญหาทางธุรกิจให้ได้มากที่สุด และแก้ปัญหาทางธุรกิจให้น้อยที่สุด

มันเกี่ยวกับการหาและกระโดดข้าม “รั้วที่สูงแค่ 1 ฟุต” ไม่ใช่การพัฒนาความสามารถพิเศษเพื่อที่จะกระโดดข้ามรั้วที่สูง 7 ฟุต
ที่มา

How Buffett Does It ตามรอยวอเร็น บัฟเฟตต์ โดย James Pardoe แปลโดย เอกสิทธิ์ หัสสรังสี "Thank You" from 1 Member

27/11/2021

การมีความรู้รอบตัวในเรื่องของคนอื่น
ทำให้เรามีสังคมกว้างขึ้น

การมีความรู้เกี่ยวกับสินค้าการเงิน
ทำให้เงินของเราเติบโต ครอบครัวมั่งคั่ง

ถ้าเราแบ่งสัดส่วนเวลา 24 ชั่วโมง
รับรู้เรื่องของคนอื่นและศึกษาสินค้าการเงินอย่างเหมาะสม
เราจะมีทั้งสังคมและเงินเพิ่มขึ้นพร้อมกันนะจ๊ะ

#อภินิหารเงินออม

09/11/2021

อยากรู้ว่าเงินเดือนเท่านี้ ซื้อ SSFและ RMF ได้เท่าไร เช็คที่นี่!
ช่วงสิ้นปีมักจะเป็นเวลาทองของการบริหารจัดการด้านภาษีในช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้กองทุนที่ช่วยประหยัดภาษีได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ
หากคุณกำลังวางแผนประหยัดภาษีและต้องการออมหรือลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นคงในอนาคต หรือมีชีวิตแสนสุขในวัยเกษียณ การเลือกลงทุนในกองทุน SSF หรือ RMF เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
โดยทั้ง 2 กองทุนนี้ต่างก็ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการออมได้อีกด้วย
คลิกดูได้เลยที่ : https://moneyandbanking.co.th/article/money-expo-area-161064/ssf-rmf-money-expo-promotion-investment-081164

05/11/2021

หุ้น 6 ประเภทของ ปีเตอร์ ลินซ์ หุ้นแบบไหนน่าลงทุน

หากกล่าวถึง ปีเตอร์ ลินซ์ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก
อดีตผู้จัดการกองทุนมือหนึ่งของโลก เป็นผู้แชร์แนวคิด
การแบ่งหุ้นออกเป็น 6 ชนิดไว้ในหนังสือ One Up On Wall Street
ซึ่งปัจจุบันถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นเซียนหุ้น
หรือ ใครก็ตามก็ใช้แนวคิดนี้ในการแบ่งหุ้นเช่นกัน

ก่อนจะมาลงรายละเอียด ขอพาเพื่อนๆ มารู้จักกับ ปีเตอร์ ลินซ์
กันสักเล็กน้อย ปีเตอร์ ลินซ์ เป็นผู้บริหารกองทุนมาเจลลัน
ที่สามารถทำผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ 29.2% ต่อปี ติดต่อกันถึง 13 ปี
หากเพื่อนๆนึกไม่ออกว่ามากน้อยขนาดไหน สมมติเพื่อนๆ ฝากเงิน
กับกองทุนมาเจลลัน 1 ล้านบาท 13 ปีต่อมาเงินฝากของเพื่อนๆ
จะกลายเป็น 27.9 ล้านบาท นั่นเอง โดยหุ้น 6 ประเภาทมีดังนี้

1. หุ้นเติบโตช้า
หลักๆเป็น ธุรกิจเติบโตช้า หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่อิ่มตัว
รายได้คงที่ หรือเพิ่มขึ้นต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ
จ่ายปันผลดีและสม่ำเสมอ 5% – 10%
หุ้นประเภทนี้ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่หวังส่วนต่างราคา

2. หุ้นแข็งแกร่ง
จะเป็นหุ้นของกิจการที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง
ซึ่งจะสะท้อนไปยังงบการเงินที่ดี ทนต่อภาวะเศรษฐกิจ
มีกำไรต่อหุ้นเติบโตประมาณปีละ 10% ปีเตอร์ ลินซ์หวังส่วนต่างราคา
จากหุ้นประเภทนี้ประมาณ 30% - 50%
หากเทียบในตลาดบ้านเรา สามารถหาหุ้นกลุ่มนี้ได้จาก SET50 SET100

3. หุ้นโตเร็ว
ลักษณะเด่นๆ ของหุ้นกลุ่มนี้คือมีการเติบโตปีละ 20% – 25%
หรือมีการเติบโตของกำไรต่อหุ้นอย่างก้าวกระโดด
ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก
หากเพื่อนๆนักลงทุนอยากมีกำไรหลายๆ เด้งหุ้นกลุ่มนี้จะตอบโจทย์
บริษัทเติบโตเร็วไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตเร็ว
ข้อควรระวังหากหุ้นที่เพื่อนๆ ซื้อหุ้นกลุ่มนี้ที่ราคาแพงเกินไป
หากไม่เติบโตเป็นไปตามคาดก็ทำให้ขาดทุนเยอะได้เหมือนกัน
หุ้นกลุ่มนี้สามารถหาได้จากตลาด MAI เป็นส่วนใหญ่

4. หุ้นวัฏจักร
เป็นหุ้นที่มีการเติบโตขึ้นลงตามปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่
เช่น การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน ถ่านหิน ราคาหมู ราคาไก่
รายได้ กำไร จะสลับขึ้นๆ ลงๆ แต่หากทายถูกทางว่า
จะมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นมาก ก็สามารถได้กำไรส่วนต่างราคาที่มาก
อย่างเช่นหุ้นกลุ่มเรือ กลุ่มเหล็กที่ผ่านมาราคาหุ้นได้เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
ในทางตรงกันข้ามหากคาดการณ์ผิดก็ทำให้ขาดทุนเยอะได้เช่นกัน
ปีเตอร์ ลินซ์ แนะนำว่าต้องสามารถตรวจหาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

5. หุ้นฟื้นตัว
หุ้นกลุ่มนี้มักเป็นหุ้นที่ธุรกิจประสบปัญหาขาดทุนหนัก
หรือเกือบล้มละลาย และมีแนวโน้มว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์
กลับมาเป็นดีได้ ก็สามารถทำให้นักลงสร้างผลตอบแทนได้มากเช่นเดียวกัน
แต่ก็อย่าลืมหากธุรกิจไม่สามารถพลิกกลับมาได้เลย
เงินของนักลงทุนนั่นอาจไปพร้อมกับกิจการเลยก็เป็นได้

6. หุ้นทรัพย์สินมาก
หุ้นกลุ่มนี้ เป็นกิจการที่ถือครองทรัพย์สินที่มีมูลค่ามาก
แต่ตลาดยังมองไม่เห็น เช่นมีที่ดินเยอะ ทำเลดี หรือมีเงินสดในบริษัทเยอะ
อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์เบื้องต้น จะเน้นการหาราคาต้นทุนของทรัพย์สินต่างๆ
ที่บริษัทถือครองอยู่เทียบกับราคาตลาด ณ ปัจจุบัน

ในการนำไปพิจารณา หากหุ้นที่เรากำลังพิจารณา
ปัจจุบันเป็นหุ้นกลุ่มโตเร็ว ไม่ได้แปลว่าจะเป็นหุ้นเติบโตเร็วเสมอไป
เมื่อผ่านช่วงที่ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วแล้ว
อาจกลายเป็นหุ้นแข็งแกร่งก็เป็นได้ เช่น 7-Eleven เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กับปัจจุบัน
การเติบโตของธุรกิจต่างกันอย่างชัดเจน

หากเพื่อนๆ เริ่มศึกษา Mr.LikeStock ขอแนะนำเริ่มจากหุ้นแข็งแกร่งก่อน
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเยอะ หากฝึกฝนและพัฒนาเรื่อยๆ
เป้าหมายการลงทุนก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

#ปีเตอร์ลินซ์ #หุ้น #หุ้นมือใหม่ #หุ้นไทย #หุ้นพื้นฐาน #หุ้น6ประเภท

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬
🎁 แอด Line มีของแจก ฟรี!!!
Line id :
📱 Line : https://MrStock.me/line
( คลิก ที่ลิ้งก์เพื่อแอดเพื่อนได้เลย)
🎯 คอร์ส หุ้น vi มือใหม่ ง่ายกว่าอ่านเอง รับประกัน 🙏🙏🙏
https://MrStock.me/vi/

02/11/2021

“ชีวิตหลังเกษียณที่ไม่มีเงิน
น่ากลัวกว่าชีวิตหลังความตาย”
4 ขั้นตอนออมเพื่อเกษียณ ของคนเริ่มวางแผนช้า
โดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์และวิทยากรด้านการเงิน
ระหว่าง "ตายแล้ว...แต่ยังใช้เงินไม่หมด" กับ "สุดสลด...เงินหมด แต่ยังไม่ตาย" แบบไหนน่ากลัวกว่ากันครับ?
ปกติแล้ว คนเราจะใช้เวลา 20 ปีแรกไปกับการศึกษา ต่อมาจึงเริ่มทำงาน กว่าจะลงหลักปักฐานได้มั่นคง ก็ตอนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป เราถึงค่อยนึกถึงการวางแผนเกษียณ เพื่อให้มีเงินใช้ในบั้นปลายชีวิต
คำถามคือ แบบนี้ถือว่าเริ่มวางแผนช้าเกินไปมั้ย?
จริงๆ แล้วอาจจะฟังดูช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลยใช่มั้ยล่ะครับ วันนี้ aomMONEY จึงขอแนะนำ 4 ขั้นตอนออมเพื่อเกษียณ โดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ วิทยากรด้านการเงิน และอดีตหัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ม.กรุงเทพ รับรองว่าคนที่เริ่มวางแผนช้า ก็สามารถมีเงินใช้สบายๆ ได้แน่นอน
[1.ถามตัวเองว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน?]
การวางแผนเกษียณ มักจะออกแบบตามไลฟ์สไตล์ของเรา ลองถามตัวเองดูว่าหลังเกษียณแล้ว เราอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน? แล้วตั้งเป้าหมายตามนั้น โดยสามารถใช้สูตรคำนวณคร่าวๆ ที่เรียกว่า “Replacement Ratio” เพื่อประเมินจำนวนเงินคร่าวๆ ที่เราจะใช้หลังเกษียณ
👉 สูตรที่ 1 : คิดจากรายได้ก่อนเกษียณ

ลองคำนวณดูว่า ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ เรามี “รายได้” เดือนละเท่าไหร่ โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 รายได้เดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท
👉 สูตรที่ 2 : คิดจากรายจ่ายก่อนเกษียณ

แบบนี้จะคำนวณจาก “รายจ่าย” ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 มีรายจ่ายเดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท
ลองเลือกว่าจะใช้สูตรไหน หลังจากนั้นให้เอาตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ไปคูณ 300 ก็คือ 70,000 x 300 = 21 ล้านบาท นี่คือเงินก้อนที่เราต้องมีเพื่อใช้ชีวิตเกษียณครับ
ดร.อัจฉรา ให้เหตุผลว่าตัวเลข 300 นี้ มาจากจำนวนเดือนที่คาดว่า เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้นั่นเอง
[2.ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ รู้จักประมาณตัวเอง]
เมื่อรู้เป้าหมายเงินก้อนที่ต้องมีเพื่อใช้ตอนเกษียณแล้ว ตัวเลขอาจจะฟังดูเยอะมาก แต่จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับมันขนาดนั้น เพราะอย่าลืมว่า เราไม่ได้ถอนเงินออกมาใช้ทีเดียวทั้งหมด แต่ค่อยๆ ทยอยถอนออกมาใช้ต่างหาก
นั่นแปลว่าเงินก้อนส่วนใหญ่ จะยังงอกเงยต่อไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ “อัตราผลตอบแทน” ต่างหาก ถ้าเรามีความรู้ในการลงทุน วางเงินไว้ถูกที่ เงินก็จะเติบโตได้มากขึ้น
เช่น ในวันเกษียณ เรามีเงินก้อน 9 ล้านบาท แต่ถ้าสามารถลงทุนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 5% ต่อปี เมื่อวันที่เราอายุ 90 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตได้ถึง 18 ล้านบาท สามารถใช้เป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกด้วย
ซึ่งการลงทุนที่ ดร.อัจฉรา แนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็คือให้ออมเงินเต็มอัตรา 15% เพราะเป็นการลงทุนง่ายที่สุด แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แม้ว่าปัจจุบันผลตอบแทนอาจจะไม่ถึง 5% แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วก็ถือว่าคุ้มค่า หรืออย่างน้อยก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทันที
หรือถ้าเป้าหมายเกษียณฟังดูไกลเกินเอื้อม ก็มี 2 ทางเลือกคือ “ขยายระยะเวลาทำงานให้ยาวขึ้น” เพื่อให้มีเวลาสะสมเงินมากขึ้น หรือ “ปรับลดเป้าหมาย” จากที่ตั้งเป้าใช้เงินเดือนละ 50,000 ก็เหลือ 30,000 บาท ให้เหมาะสมกับตัวเรา
[3.ทำงบดุลชีวิต เพื่อเช็กความมั่งคั่ง]
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เรากำลังรวยหรือจน สามารถเช็กได้จากการทำงบดุลชีวิต โดยการแจกแจง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ตามรายละเอียดดังนี้
👉 สินทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

-สินทรัพย์สภาพคล่อง
มีไว้เพื่อรักษาความปกติสุขในชีวิต เช่น เงินสำรอง ควรมี 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ฝาก-ถอนได้ทันที

-สินทรัพย์ใช้ส่วนตัว
มีไว้เพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น รถ บ้าน โทรศัพท์มือถือ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักจะหมดเงินไปกับส่วนนี้ ทำให้บั่นทอนแผนการเงินในอนาคต

-สินทรัพย์ลงทุน
มีไว้เพื่ออนาคต เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จะใช้ 300 เดือนหลังเกษียณ
👉 หนี้สิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือหนี้ระยะสั้น (อายุหนี้ไม่เกิน 1 ปี) และหนี้ระยะยาว ซึ่งรวมแล้วไม่ควรเกิน 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น ถ้ามีสินทรัพย์ 2 ล้าน ก็ควรมีหนี้ไม่เกิน 1 ล้าน
ทีนี้เราจะรวย หรือไม่รวย ก็ดูกันตรงนี้ล่ะครับ ให้เอาตัวเลขที่แจกแจง มาคำนวณโดยใช้สูตร

“สินทรัพย์ - หนี้สิน = ความมั่งคั่งสุทธิ”

ถ้าเรามีสินทรัพย์รวม มากกว่าหนี้สินรวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่ง (รวย)

ถ้าเรามีหนี้สิน มากกว่าสินทรัพย์รวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่งติดลบ เสี่ยงล้มละลาย (จน)
[4.ทำ “งบสแกนกรรม” เพื่อหารอยรั่วของเงินออม]
ถ้าเราตรวจสอบตัวเองในเบื้องต้นแล้ว พบว่าความมั่งคั่งติดลบ หรือการเงินในตอนนี้ยังห่างไกลกับเป้าหมายอยู่มาก สิ่งที่จะช่วยให้เรามีเงินออมเหลือเพิ่มขึ้น ก็คือการทำ “งบสแกนกรรม” คือบันทึกรายได้-รายจ่าย แต่ละเดือนนั่นเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้
👉 รายได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือรายได้หลัก และรายได้อื่นๆ
👉 ค่าใช้จ่าย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

-ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ส่วนนี้คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง “เงินออม” ก็ควรเป็นค่าใช้จ่ายรายการแรกของแต่ละเดือนด้วยเช่นกัน รวมถึง “ค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้” รวมแล้วไม่ควรเกิน 40% ของรายได้

-ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
นี่คือส่วนเกินจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมักจะเกิดจากความต้องการ (Want) มากกว่าความจำเป็น (Need)

-ค่าใช้จ่ายอบายมุข
ข้อนี้ กับข้อข้างบน ควรรีบลดละเลิกโดยเร็วที่สุด
ถ้าเอาตัวเลขมาคำนวณ “รายได้ ลบ รายจ่าย” แล้วผลลัพธ์เป็นบวก นั่นแปลว่าเรามีเงินเหลือในแต่ละเดือน แต่ถ้าผลลัพธ์ติดลบ แปลว่าเรามีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องลดรายจ่ายให้น้อยกว่ารายได้ครับ
แผนการเงินเพื่อเกษียณ เป็นเหมือน “ตุ่มใส่น้ำ” ที่เราต้องหมั่นเติมน้ำเข้าไป ให้มากกว่าตักออกมาใช้ หลายคนอาจรู้สึกว่า เริ่มวางแผนตอนนี้มันช้าเกินไป แต่ทุกอย่างไม่มีคำว่าสาย ขอแค่เริ่มลงมือทำ ในวันเกษียณเราไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมาย ขอแค่ “มีมากพอ” ครับ
อ้างอิง
https://bit.ly/3CzENnK
https://bit.ly/3jT4sQZ
#วางแผนการเงิน #ออมเงิน #ลงทุน #อัชช่าพารวย

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
👍 ชอบกด Like โดนใจ กด Share
และอย่าลืม ✅ See First
เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢
ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่
📌 www.aomMONEY.com
📌 https://www.youtube.com/AommoneyTH
📌 https://www.blockdit.com/aommoney
📌 กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl
สนใจโฆษณาติดต่อ :
👉 Tel: 088-099-9875 (แน้ม)
👉 Email: [email protected]

ที่อยู่

Khanom
80210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Money Planner ปลดล็อคชีวิตพิชิตเงินล้านผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท