14/04/2026
"สงกรานต์" ในทางดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งถูกใช้เป็นเกณฑ์กำหนดประเพณีสงกรานต์ของไทยมาตั้งแต่อดีต ขณะที่ชาวล้านนาเรียกประเพณีนี้ว่า "ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง" อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
จากจุดเริ่มต้นของการสังเกตธรรมชาติและท้องฟ้า ก่อนค่อย ๆ พัฒนาเป็นประเพณีที่ผูกพันกับวิถีชีวิตกับผู้คน และสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบัน "สงกรานต์" กลายเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ผู้คนต่างหลั่งไหลกันมาเล่นน้ำคลายร้อนกันอย่างสนุกสนาน
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566 สงกรานต์ในไทย หรือเทศกาลปีใหม่ไทยดั้งเดิม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก (UNESCO) หรือ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
-----
#ที่มาของคำว่าสงกรานต์และช่วงวันเทศกาลในปฏิทินไทย
คำว่า "สงกรานต์" เป็นคำกร่อนมาจากภาษาสันสกฤต สํ+กฺรานฺติ (saṅkrānti) แปลว่า "การเคลื่อนย้าย" หมายถึงการโคจรย้ายของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงที่ดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ จะนับเป็น "มหาสงกรานต์" ซึ่งถือเป็นการขึ้นปีใหม่ตามคติสุริยคติของไทย คนล้านนาออกเสียงแบบท้องถิ่นจากคำว่า สังกรานติ เป็น "สังขานต์" ตามประเพณีล้านนา กำหนดให้มี 3 วัน ได้แก่
วันที่ 13 เมษายน: วันมหาสงกรานต์ หรือคนล้านนาเรียกว่า วันสังขานต์ล่อง (สิ้นปีเก่า)
วันที่ 14 เมษายน: วันเนา/ วันเนาว์ หรือคนล้านนาเรียกว่า วันเน่า (รอยต่อระหว่างปี)
วันที่ 15 เมษายน: วันเถลิงศก หรือคนล้านนาเรียกว่า วันพญาวัน (ขึ้นปีใหม่)
ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2443 วันเถลิงศกมักตรงกับวันที่ 15 เมษายน และบางปีสลับไปตรงกับวันที่ 14 เมษายน ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2450-2555 วันเถลิงศกตรงกับวันที่ 15 เมษายนเป็นหลัก จึงทำให้ปฏิทินราชการของไทยกำหนดเทศกาลสงกรานต์ไว้ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ พ.ศ. 2491 สมัยจอมพล.ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม วันเถลิงศก เริ่มมีปรากฏว่าตรงกับวันที่ 16 เมษายน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2474 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา วันเถลิงศกได้เลื่อนมาตรงกับวันที่ 16 เมษายนทุกปีแล้ว นอกจากนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2586 เป็นต้นไป จะมีบางปีที่วันเถลิงศกเริ่มเลื่อนไปตรงกับวันที่ 17 เมษายน โดยจะสลับกับวันที่ 16 เมษายนไปจนถึง พ.ศ. 2640
สำหรับปีนี้ หรือ พ.ศ. 2569 วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันอังคารที่ 14 เมษายน เวลา 10:42:36 น. และวันเถลิงศกตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน เวลา 14:40:12 น.
ขณะที่ปักขทืน (ปฏิทิน) ล้านนา และปฏิทินของประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้สูตรคำนวณแบบเดียวกัน ได้ปรับเป็นช่วงวันที่ 14-16 เมษายนแล้ว แต่ปฏิทินราชการของไทยจะยังคงยึดช่วงวันที่ 13-15 เมษายนตามเดิม หลายคนจึงอาจตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการยึดตามคัมภีร์ที่เคลื่อนไปตามเวลา กับการคงช่วงวันที่เดิมเพื่อความต่อเนื่องในสังคม แนวทางใดกันแน่ที่ถือว่าถูกต้อง
คำตอบของคำถามนี้ อาจต้องย้อนกลับไปยังการเข้าใจถึงวิธีคิดของคนโบราณ
-----
#การสังเกตท้องฟ้า #หลักคิดของคนโบราณในการกำหนดฤดูกาล
ในอดีต การกำหนดฤดูกาลไม่ได้อาศัยเพียงปฏิทิน แต่ยึด "ท้องฟ้า" เป็นหลัก โดยเฉพาะตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนเส้นสุริยวิถี ควบคู่กับการสังเกต "ดาว" และ "จันทร์เพ็ญ" ที่อยู่ตรงข้าม ดาวสำคัญที่ใช้เป็นหลักอ้างอิง ได้แก่ ดาวจิตรา (Spica) ดาวกฤตติกา (Pleiades) ดาวมาฆะ (Regulus) ดาววิสาขะ (Corona Borealis, the head of Scorpius, หรือ Libra) ดาวปาริชาต (Antares) โดยเฉพาะ ดาวจิตรา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในระบบปฏิทินจุลศักราช เพราะตำแหน่งดาวดวงนี้อยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งดวงอาทิตย์เมื่อเข้าสู่ราศีเมษ
หากย้อนกลับไปถึงการสังเกตท้องฟ้าตั้งแต่สมัยกรีก ฮิปปาร์คัส (Hipparchus) และ ปโตเลมี (Ptolemy) พบว่า ตำแหน่งของดาวจิตรากับจุดวสันตวิษุวัตนั้นไม่คงที่ จนนำไปสู่การค้นพบ "การหมุนควงของจุดวิษุวัต" (precession of the equinoxes) ซึ่งทำให้ฤดูกาล ที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในรอบปี ค่อย ๆ เลื่อนเมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ (หรือราศี)
ขณะที่ระบบจักรราศีในคัมภีร์สูรยสิทธานต์ (Surya Siddhanta) ซึ่งเป็นต้นแบบของคัมภีร์สุริยยาตร์ ได้รับการพัฒนาโดย วราหะมิหิระ (Varahamihira) ให้ใช้การคำนวณโดยยึด "ดาราคติ" (sidereal) หรือการ "อิงตำแหน่งดาว" เป็นหลัก และอาจไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบจากการหมุนควงของจุดวิษุวัต ด้วยเหตุนี้ ในความเข้าใจของคนโบราณ "วันเถลิงศก" จึงน่าจะตรงกับวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงทิศตะวันออก และตกตรงทิศตะวันตก หรือก็คือวันวสันตวิษุวัต
-----
#จากมีนาคมสู่เมษายน - #การเลื่อนออกไปของวันเถลิงศก
เมื่อเวลาผ่านไป วันเถลิงศกค่อย ๆ เลื่อนออกจากวันวิษุวัต สาเหตุสำคัญมาจากระบบคำนวณในคัมภีร์สุริยยาตร์ ที่กำหนดความยาวปีไว้ยาวกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย เฉลี่ยอยู่ที่ 365.25875 วัน (คำนวณจาก 292207 กัมมัชพล หารด้วย 800) ซึ่งยาวกว่าความยาวปีดาราคติเฉลี่ย (365.25636 วัน) และปีฤดูกาลเฉลี่ย (365.242199 วัน)
แม้ความต่างจะเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ก็ทำให้วันเถลิงศกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จากเดิมเมื่อแรกตั้งจุลศักราช ในวันเถลิงศกตรงกับวันที่ 25 (22 จูเลียน) มีนาคม พ.ศ. 1181 ซึ่งใกล้กับวันวสันตวิษุวัต ปัจจุบัน ได้เลื่อนมาเป็นวันที่ 16 เมษายน และในอนาคตจะขยับไปถึงวันที่ 17 เมษายน โดยเฉลี่ยประมาณ 1 วันในทุก 61-62 ปี ความคลาดเคลื่อนนี้เกิดจากการใช้ระบบอ้างอิงคนละแบบ กล่าวคือ ปฏิทินสากลในปัจจุบันยึดตาม "ฤดูกาล" หรือจุดวิษุวัต ขณะที่ระบบดั้งเดิมยึดตามตำแหน่งของดาวฤกษ์เป็นหลัก ทำให้ปฏิทินแบบจุลศักราชและปักขทืนล้านนาในปัจจุบัน ค่อย ๆ เลื่อนไป ไม่ได้ตรงกับฤดูกาลเหมือนในอดีต
-----
#สองมุมมองของปฏิทิน - #ดาวฤกษ์กับฤดูกาล
ดังนั้น ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าช่วงวันที่ใด "ถูกต้องกว่า" แต่อยู่ที่ว่า "เราเลือกยึดอะไรเป็นหลัก" ทำให้คำถามเรื่องการเลื่อนวันสงกรานต์จึงตามมาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอ้างอิงตามคัมภีร์ วันสงกรานต์ย่อมค่อย ๆ เลื่อนออกไปตามการคำนวณ แต่หากอ้างอิงตามฤดูกาล ก็อาจต้องพิจารณาปรับระบบปฏิทินให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม การจะเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ไม่อาจตัดสินใจได้จากความคุ้นชิน แต่ควรจะตั้งอยู่บนความเข้าใจทั้งด้านวิชาการและบริบทของสังคม เพราะแม้ระบบปฏิทินจะเคยแม่นยำเพียงใดในอดีต แต่วัตถุท้องฟ้านั้นเคลื่อนไป ไม่มีสิ่งใดอยู่นิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี ความแม่นยำย่อมลดทอนลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้า หลายประเทศได้เคยปรับปรุงปฏิทินของตนผ่านกระบวนการศึกษาทางวิชาการมาแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงสืบทอดระบบเดิมมาอย่างยาวนาน
-----
#งานวิจัยปฏิทินไทยยุคใหม่
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิคของตัวเลขหรือการคำนวณ หากแต่เป็นเรื่องระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความรู้สึกร่วมของผู้คนในวงกว้าง จำเป็นต้องอาศัยเวลา การมีส่วนร่วม และการสร้างความเข้าใจร่วมกันของสังคม ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวิจัยจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ โดยในปัจจุบัน กลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ได้เริ่มทำวิจัยด้านนี้แล้ว เพื่อสร้างฐานความรู้รองรับการพิจารณาในอนาคต โดยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทำวิจัยด้านปฏิทินโดยพัฒนา "ปฏิทินดิถีเพ็ญ" ขึ้น และนำมาทดลองใช้กับปฏิทินของ NARIT ต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว
-----
#ประเพณีสงกรานต์ในหัวใจของคนไทย
ไม่ว่าในอนาคต เราจะเลือกยึด "ดาว" หรือ "ฤดูกาล" ความหมายของ สงกรานต์แบบคนไทยก็ยังคงเดิม สงกรานต์อาจเป็นวันในปฏิทินที่ขยับไปตามเวลา หรือเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้ แต่สำหรับผู้คน สงกรานต์คือช่วงเวลาของการกลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว และกลับไปหาความหมายของคำว่า “เริ่มต้นใหม่”
ในตอนที่เราสรงน้ำพระหรือรดน้ำผู้ใหญ่ เรากำลังส่งผ่านความเคารพ ความรัก และความทรงจำจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านราศี ดวงดาวบนท้องฟ้าอาจเปลี่ยน ฤดูกาลอาจเลื่อน และปฏิทินอาจต้องปรับแก้ แต่สิ่งที่ไม่เคยเลื่อนตามไปด้วย คือหัวใจของผู้คน ตราบใดที่ยังมีคนรินน้ำด้วยความอ่อนน้อม ยังมีลูกหลานก้มกราบผู้ใหญ่ด้วยความกตัญญู ยังมีบ้านที่รอการกลับมา สงกรานต์ก็จะยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพียงในตำราโหราศาสตร์หรือดาราศาสตร์ ไม่ใช่เพียงในปฏิทินราชการ หรือปักขทืนล้านนา แต่อยู่ในวิถีชีวิต ในสายเลือด และในความทรงจำของผู้คน
ตราบใดที่เรายังเข้าใจ และรักษาความหมายเหล่านั้นเอาไว้ สงกรานต์แบบคนไทยก็จะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา และจะยังคงเป็นสายน้ำที่ไหลทอดยาวจากอดีต ผ่านปัจจุบัน ไปสู่ลูกหลานของเราในอนาคตอย่างงดงามตลอดไป
---
หากสนใจเรื่องปฏิทิน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่อไปนี้
>> หนังสือสอบเทียบวันเดือนปีในจารึกล้านนา
https://www.researchgate.net/publication/371501707_sxbtheiybwandeuxnpinicaruklanna
>> การสอบเทียบวันเดือนปีในจารึกสุโขทัย
https://www.researchgate.net/publication/384700282_sxbtheiybwandeuxnpinicaruksukhothay
---
เรียบเรียง: อ. อรพิน ริยาพร้าว - นักวิชาการ ศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ และกลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกทางดาราศาสตร์