ชุมนุมโลก ดาราศาสตร์ ทุ่งกุลา พลับพลาทอง โรงเรียนบ้านเขวาหรดี

ชุมนุมโลก ดาราศาสตร์ ทุ่งกุลา พลับพลาทอง โรงเรียนบ้านเขวาหรดี โลกทั้งระบบ ดาราศาสตร์ อวกาศ วิทยากรบรรยาย

14/04/2026

"สงกรานต์" ในทางดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งถูกใช้เป็นเกณฑ์กำหนดประเพณีสงกรานต์ของไทยมาตั้งแต่อดีต ขณะที่ชาวล้านนาเรียกประเพณีนี้ว่า "ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง" อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากจุดเริ่มต้นของการสังเกตธรรมชาติและท้องฟ้า ก่อนค่อย ๆ พัฒนาเป็นประเพณีที่ผูกพันกับวิถีชีวิตกับผู้คน และสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบัน "สงกรานต์" กลายเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ผู้คนต่างหลั่งไหลกันมาเล่นน้ำคลายร้อนกันอย่างสนุกสนาน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566 สงกรานต์ในไทย หรือเทศกาลปีใหม่ไทยดั้งเดิม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก (UNESCO) หรือ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

-----

#ที่มาของคำว่าสงกรานต์และช่วงวันเทศกาลในปฏิทินไทย

คำว่า "สงกรานต์" เป็นคำกร่อนมาจากภาษาสันสกฤต สํ+กฺรานฺติ (saṅkrānti) แปลว่า "การเคลื่อนย้าย" หมายถึงการโคจรย้ายของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงที่ดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ จะนับเป็น "มหาสงกรานต์" ซึ่งถือเป็นการขึ้นปีใหม่ตามคติสุริยคติของไทย คนล้านนาออกเสียงแบบท้องถิ่นจากคำว่า สังกรานติ เป็น "สังขานต์" ตามประเพณีล้านนา กำหนดให้มี 3 วัน ได้แก่

วันที่ 13 เมษายน: วันมหาสงกรานต์ หรือคนล้านนาเรียกว่า วันสังขานต์ล่อง (สิ้นปีเก่า)

วันที่ 14 เมษายน: วันเนา/ วันเนาว์ หรือคนล้านนาเรียกว่า วันเน่า (รอยต่อระหว่างปี)

วันที่ 15 เมษายน: วันเถลิงศก หรือคนล้านนาเรียกว่า วันพญาวัน (ขึ้นปีใหม่)

ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2443 วันเถลิงศกมักตรงกับวันที่ 15 เมษายน และบางปีสลับไปตรงกับวันที่ 14 เมษายน ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2450-2555 วันเถลิงศกตรงกับวันที่ 15 เมษายนเป็นหลัก จึงทำให้ปฏิทินราชการของไทยกำหนดเทศกาลสงกรานต์ไว้ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ พ.ศ. 2491 สมัยจอมพล.ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม วันเถลิงศก เริ่มมีปรากฏว่าตรงกับวันที่ 16 เมษายน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2474 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา วันเถลิงศกได้เลื่อนมาตรงกับวันที่ 16 เมษายนทุกปีแล้ว นอกจากนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2586 เป็นต้นไป จะมีบางปีที่วันเถลิงศกเริ่มเลื่อนไปตรงกับวันที่ 17 เมษายน โดยจะสลับกับวันที่ 16 เมษายนไปจนถึง พ.ศ. 2640

สำหรับปีนี้ หรือ พ.ศ. 2569 วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันอังคารที่ 14 เมษายน เวลา 10:42:36 น. และวันเถลิงศกตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน เวลา 14:40:12 น.

ขณะที่ปักขทืน (ปฏิทิน) ล้านนา และปฏิทินของประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้สูตรคำนวณแบบเดียวกัน ได้ปรับเป็นช่วงวันที่ 14-16 เมษายนแล้ว แต่ปฏิทินราชการของไทยจะยังคงยึดช่วงวันที่ 13-15 เมษายนตามเดิม หลายคนจึงอาจตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการยึดตามคัมภีร์ที่เคลื่อนไปตามเวลา กับการคงช่วงวันที่เดิมเพื่อความต่อเนื่องในสังคม แนวทางใดกันแน่ที่ถือว่าถูกต้อง

คำตอบของคำถามนี้ อาจต้องย้อนกลับไปยังการเข้าใจถึงวิธีคิดของคนโบราณ

-----

#การสังเกตท้องฟ้า #หลักคิดของคนโบราณในการกำหนดฤดูกาล

ในอดีต การกำหนดฤดูกาลไม่ได้อาศัยเพียงปฏิทิน แต่ยึด "ท้องฟ้า" เป็นหลัก โดยเฉพาะตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนเส้นสุริยวิถี ควบคู่กับการสังเกต "ดาว" และ "จันทร์เพ็ญ" ที่อยู่ตรงข้าม ดาวสำคัญที่ใช้เป็นหลักอ้างอิง ได้แก่ ดาวจิตรา (Spica) ดาวกฤตติกา (Pleiades) ดาวมาฆะ (Regulus) ดาววิสาขะ (Corona Borealis, the head of Scorpius, หรือ Libra) ดาวปาริชาต (Antares) โดยเฉพาะ ดาวจิตรา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในระบบปฏิทินจุลศักราช เพราะตำแหน่งดาวดวงนี้อยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งดวงอาทิตย์เมื่อเข้าสู่ราศีเมษ

หากย้อนกลับไปถึงการสังเกตท้องฟ้าตั้งแต่สมัยกรีก ฮิปปาร์คัส (Hipparchus) และ ปโตเลมี (Ptolemy) พบว่า ตำแหน่งของดาวจิตรากับจุดวสันตวิษุวัตนั้นไม่คงที่ จนนำไปสู่การค้นพบ "การหมุนควงของจุดวิษุวัต" (precession of the equinoxes) ซึ่งทำให้ฤดูกาล ที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในรอบปี ค่อย ๆ เลื่อนเมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ (หรือราศี)

ขณะที่ระบบจักรราศีในคัมภีร์สูรยสิทธานต์ (Surya Siddhanta) ซึ่งเป็นต้นแบบของคัมภีร์สุริยยาตร์ ได้รับการพัฒนาโดย วราหะมิหิระ (Varahamihira) ให้ใช้การคำนวณโดยยึด "ดาราคติ" (sidereal) หรือการ "อิงตำแหน่งดาว" เป็นหลัก และอาจไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบจากการหมุนควงของจุดวิษุวัต ด้วยเหตุนี้ ในความเข้าใจของคนโบราณ "วันเถลิงศก" จึงน่าจะตรงกับวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงทิศตะวันออก และตกตรงทิศตะวันตก หรือก็คือวันวสันตวิษุวัต

-----

#จากมีนาคมสู่เมษายน - #การเลื่อนออกไปของวันเถลิงศก

เมื่อเวลาผ่านไป วันเถลิงศกค่อย ๆ เลื่อนออกจากวันวิษุวัต สาเหตุสำคัญมาจากระบบคำนวณในคัมภีร์สุริยยาตร์ ที่กำหนดความยาวปีไว้ยาวกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย เฉลี่ยอยู่ที่ 365.25875 วัน (คำนวณจาก 292207 กัมมัชพล หารด้วย 800) ซึ่งยาวกว่าความยาวปีดาราคติเฉลี่ย (365.25636 วัน) และปีฤดูกาลเฉลี่ย (365.242199 วัน)

แม้ความต่างจะเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ก็ทำให้วันเถลิงศกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จากเดิมเมื่อแรกตั้งจุลศักราช ในวันเถลิงศกตรงกับวันที่ 25 (22 จูเลียน) มีนาคม พ.ศ. 1181 ซึ่งใกล้กับวันวสันตวิษุวัต ปัจจุบัน ได้เลื่อนมาเป็นวันที่ 16 เมษายน และในอนาคตจะขยับไปถึงวันที่ 17 เมษายน โดยเฉลี่ยประมาณ 1 วันในทุก 61-62 ปี ความคลาดเคลื่อนนี้เกิดจากการใช้ระบบอ้างอิงคนละแบบ กล่าวคือ ปฏิทินสากลในปัจจุบันยึดตาม "ฤดูกาล" หรือจุดวิษุวัต ขณะที่ระบบดั้งเดิมยึดตามตำแหน่งของดาวฤกษ์เป็นหลัก ทำให้ปฏิทินแบบจุลศักราชและปักขทืนล้านนาในปัจจุบัน ค่อย ๆ เลื่อนไป ไม่ได้ตรงกับฤดูกาลเหมือนในอดีต

-----

#สองมุมมองของปฏิทิน - #ดาวฤกษ์กับฤดูกาล

ดังนั้น ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าช่วงวันที่ใด "ถูกต้องกว่า" แต่อยู่ที่ว่า "เราเลือกยึดอะไรเป็นหลัก" ทำให้คำถามเรื่องการเลื่อนวันสงกรานต์จึงตามมาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอ้างอิงตามคัมภีร์ วันสงกรานต์ย่อมค่อย ๆ เลื่อนออกไปตามการคำนวณ แต่หากอ้างอิงตามฤดูกาล ก็อาจต้องพิจารณาปรับระบบปฏิทินให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม การจะเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ไม่อาจตัดสินใจได้จากความคุ้นชิน แต่ควรจะตั้งอยู่บนความเข้าใจทั้งด้านวิชาการและบริบทของสังคม เพราะแม้ระบบปฏิทินจะเคยแม่นยำเพียงใดในอดีต แต่วัตถุท้องฟ้านั้นเคลื่อนไป ไม่มีสิ่งใดอยู่นิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี ความแม่นยำย่อมลดทอนลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้า หลายประเทศได้เคยปรับปรุงปฏิทินของตนผ่านกระบวนการศึกษาทางวิชาการมาแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงสืบทอดระบบเดิมมาอย่างยาวนาน

-----

#งานวิจัยปฏิทินไทยยุคใหม่

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิคของตัวเลขหรือการคำนวณ หากแต่เป็นเรื่องระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความรู้สึกร่วมของผู้คนในวงกว้าง จำเป็นต้องอาศัยเวลา การมีส่วนร่วม และการสร้างความเข้าใจร่วมกันของสังคม ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวิจัยจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ โดยในปัจจุบัน กลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ได้เริ่มทำวิจัยด้านนี้แล้ว เพื่อสร้างฐานความรู้รองรับการพิจารณาในอนาคต โดยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทำวิจัยด้านปฏิทินโดยพัฒนา "ปฏิทินดิถีเพ็ญ" ขึ้น และนำมาทดลองใช้กับปฏิทินของ NARIT ต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว

-----

#ประเพณีสงกรานต์ในหัวใจของคนไทย

ไม่ว่าในอนาคต เราจะเลือกยึด "ดาว" หรือ "ฤดูกาล" ความหมายของ สงกรานต์แบบคนไทยก็ยังคงเดิม สงกรานต์อาจเป็นวันในปฏิทินที่ขยับไปตามเวลา หรือเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้ แต่สำหรับผู้คน สงกรานต์คือช่วงเวลาของการกลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว และกลับไปหาความหมายของคำว่า “เริ่มต้นใหม่”

ในตอนที่เราสรงน้ำพระหรือรดน้ำผู้ใหญ่ เรากำลังส่งผ่านความเคารพ ความรัก และความทรงจำจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านราศี ดวงดาวบนท้องฟ้าอาจเปลี่ยน ฤดูกาลอาจเลื่อน และปฏิทินอาจต้องปรับแก้ แต่สิ่งที่ไม่เคยเลื่อนตามไปด้วย คือหัวใจของผู้คน ตราบใดที่ยังมีคนรินน้ำด้วยความอ่อนน้อม ยังมีลูกหลานก้มกราบผู้ใหญ่ด้วยความกตัญญู ยังมีบ้านที่รอการกลับมา สงกรานต์ก็จะยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพียงในตำราโหราศาสตร์หรือดาราศาสตร์ ไม่ใช่เพียงในปฏิทินราชการ หรือปักขทืนล้านนา แต่อยู่ในวิถีชีวิต ในสายเลือด และในความทรงจำของผู้คน

ตราบใดที่เรายังเข้าใจ และรักษาความหมายเหล่านั้นเอาไว้ สงกรานต์แบบคนไทยก็จะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา และจะยังคงเป็นสายน้ำที่ไหลทอดยาวจากอดีต ผ่านปัจจุบัน ไปสู่ลูกหลานของเราในอนาคตอย่างงดงามตลอดไป

---

หากสนใจเรื่องปฏิทิน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่อไปนี้

>> หนังสือสอบเทียบวันเดือนปีในจารึกล้านนา
https://www.researchgate.net/publication/371501707_sxbtheiybwandeuxnpinicaruklanna

>> การสอบเทียบวันเดือนปีในจารึกสุโขทัย
https://www.researchgate.net/publication/384700282_sxbtheiybwandeuxnpinicaruksukhothay

---

เรียบเรียง: อ. อรพิน ริยาพร้าว - นักวิชาการ ศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ และกลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกทางดาราศาสตร์

ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ
01/04/2026

ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

2 เมษายน 2569 วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี "เจ้าฟ้านักดาราศาสตร์"

>> #พระมหากรุณาธิคุณต่อวงการดาราศาสตร์ไทย
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สนพระราชหฤทัยวิชาการด้านดาราศาสตร์ ทรงได้แรงบันดาลพระราชหฤทัยมาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชบิดา ซึ่งพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในดาราศาสตร์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แบบอย่างดังกล่าวจึงเป็นแรงบันดาลพระราชหฤทัยให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงใฝ่รู้ และทรงติดตามองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทางดาราศาสตร์อยู่เสมอ

พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี คือให้ประเทศไทยมี “หอดูดาว” นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งหน่วยงานดาราศาสตร์ของชาติ นำมาสู่การก่อตั้ง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ในปี พ.ศ. 2552

นับตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันฯ สดร.​ ได้เร่งดำเนินภารกิจสำคัญสนองพระราชปณิธานดังกล่าว วางโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์หลักของประเทศ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับโครงการดำเนินการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นโครงการในพระราชดำริ 2 โครงการ ได้แก่

1. #หอดูดาวแห่งชาติ หรือ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ตั้งอยู่ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 และ 1 เมตร ขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมระบบควบคุมอัตโนมัติ เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาดาราศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ศึกษาองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ผลักดันให้ดาราศาสตร์ของประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ยกระดับความสามารถการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศสู่มาตรฐานสากล

2. #หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นโครงการในพระราชดำริ และพระราชทานนามแต่ละแห่ง ว่า หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ตามด้วยชื่อจังหวัดนั้น ๆ มีเป้าหมาย เป็นศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์ สำหรับประชาชน และสถานศึกษาในท้องถิ่น สนับสนุนการบริการวิชาการดาราศาสตร์แก่ชุมชน สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษา รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวิชาการที่สำคัญของภูมิภาค กระจายโอกาสการเรียนรู้ ดาราศาสตร์ไปสู่ประชาชนไทยอย่างทั่วถึงและทัดเทียมกัน

ปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน เปิดบริการแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา สงขลา ส่วนพิษณุโลกอยู่ในระหว่างดำเนินการ

----

ด้วยพระราชปณิธานที่ทรงตระหนักว่า ดาราศาสตร์เป็นบ่อเกิดแห่งจินตนาการกว้างไกล งานวิจัยดาราศาสตร์จะช่วยขยายขอบเขตภูมิปัญญาความรู้อย่างไม่สิ้นสุด และยังเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เหนี่ยวนำให้ประชาชนสนใจวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทรงมีแนวพระราชดำริในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารให้ได้รับโอกาสในการศึกษา และพัฒนาเท่าเทียมผู้อื่น
สดร. จึงได้ริเริ่ม “โครงการกระจายการเรียนรู้ดาราศาสตร์ 77 จังหวัด” เสนอเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มอบกล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง พร้อมสื่อและอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ สำหรับเป็นสื่อการเรียนรู้ ดาราศาสตร์แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน และนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน และใช้ในการจัดกิจกรรม ทางดาราศาสตร์ ผลการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 710 โรงเรียน ก่อให้เกิดกิจกรรมดาราศาสตร์แพร่กระจายไปในวงกว้างทั้งโรงเรียน และชุมชนทั่วประเทศ นำดาราศาสตร์เข้าถึงผู้คนมากกว่า 1,000,000 คน นับตั้งแต่เริ่มโครงการ

---

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการสนใจใฝ่รู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านดาราศาสตร์ เช่น เสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญ ทรงถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้าในห้วงอวกาศลึก และโปรดให้ตั้งกล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในโอกาสเสด็จเยือนหอดูดาวต่างๆ เป็นต้น

---

นอกจากนี้ ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระองค์ นำไปสู่ความร่วมมือกับองค์กรวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายหน่วยงาน เป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อการยกระดับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ เช่น ความร่วมมือกับสถาบันเดซี (DESY: Deutsches Elektronen-Synchrotron) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ความร่วมมือด้านดาราศาสตร์ขั้วโลกกับสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งจีน (Polar Research Institute of China : PRIC) ความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัยดาราศาสตร์กับหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (National Astronomical Observatory of China : NAOC) สถาบันฟิสิกส์พลังงานสูง (Institute of High Energy Physics: IHEP) สาธารณรัฐประชาชนจีน โครงการทดลองด้านฟิสิกส์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์อนุภาคเจียงเหมินอันเดอร์กราวด์นิวทริโน หรือจูโน (Jiangmen Underground Neutrino Observatory : JUNO) สาธารณรัฐประชาชนจีน ฯลฯ และความร่วมมือ ไทย-จีน พัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ ที่ออกแบบ พัฒนาซอฟต์แวร์ และพัฒนาชิ้นส่วนเชิงกลความละเอียดสูง โดยวิศวกรไทย เป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์นานาชาติที่รองรับภารกิจโคจรรอบดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ 7 เตรียมขึ้นสู่อวกาศ สิงหาคม 2569

---

พระราชกรณียกิจนานับประการเหล่านี้แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อการพัฒนาดาราศาสตร์ และการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยมาหลายทศวรรษ

"เจ้าฟ้านักดาราศาสตร์" ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญ และกำลังใจแก่นักดาราศาสตร์ไทย และปวงชนชาวไทยตลอดไป

---

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

#เจ้าฟ้านักดาราศาสตร์ #ดาราศาสตร์ไทย

NARIT Online
08/03/2026

NARIT Online

03/03/2026
จันทรุปราคาเต็มดวง วันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569ณ สนามโรงเรียนบ้านเขวาหรดี
03/03/2026

จันทรุปราคาเต็มดวง วันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569
ณ สนามโรงเรียนบ้านเขวาหรดี

ที่อยู่

โรงเรียนบ้านเขวาหรดี
Kaset Wisai
45150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชุมนุมโลก ดาราศาสตร์ ทุ่งกุลา พลับพลาทอง โรงเรียนบ้านเขวาหรดีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท