งานพัฒนาระบบเครือข่ายและการสื่อสาร

งานพัฒนาระบบเครือข่ายและการสื่อสาร งานพัฒนาระบบเครือข่ายและการสื่อสาร
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร

Microsoft ออกอัปเดตแก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนกันยายน 2026
14/09/2026

Microsoft ออกอัปเดตแก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนกันยายน 2026

Microsoft ออกอัปเดตแก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนกันยายน 2026

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์กรณีบริษัท Microsoft ออกอัปเดตแก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนกันยายน 2569 จำนวน 966 รายการ รวมถึงช่องโหว่ Zero-Day ที่ถูกใช้โจมตีแล้ว [1]

1. รายละเอียดช่องโหว่
Microsoft ได้ออกอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน เพื่อแก้ไขช่องโหว่รวมทั้งสิ้น 966 รายการ ซึ่งในการอัปเดตครั้งนี้มีช่องโหว่ระดับวิกฤต (Critical) 105 รายการ และมี ช่องโหว่ Zero-Day จำนวน 2 รายการที่ถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริงแล้ว ได้แก่
1.1 CVE-2026-81963 (คะแนน CVSS 7.8)[2] ช่องโหว่ประเภท Elevation of Privilege ใน Windows Update Stack เป็นช่องโหว่บน Windows Update Stack ที่เกิดจากการตรวจสอบ link ไม่ถูกต้องก่อนเข้าถึงไฟล์ (link following) เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบอยู่แล้วยกระดับสิทธิ์ในเครื่องขึ้นเป็นระดับ SYSTEM
1.2 CVE-2026-85880 (คะแนน CVSS 7.8)[3] ช่องโหว่ประเภท heap-based buffer overflow บน Windows Advanced Local Procedure Call (ALPC) ที่ให้ผลลัพธ์เดียวกันคือยกระดับสิทธิ์เป็น SYSTEM
1.3 ช่องโหว่ระดับ Critical ในบริการเครือข่ายและระบบเสมือนจริง ช่องโหว่ Remote Code Ex*****on ในบริการหลัก เช่น DNS Server, DHCP Server, Netlogon, Message Queuing, Network File System, SSTP, รวมถึง Microsoft Office และ Windows Hyper-V [4]

2. ผลกระทบ
2.1 ทั้งสองช่องโหว่ Zero-Day (CVE-2026-81963 และ CVE-2026-85880) เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่เข้าถึงเครื่องได้และสามารถยกระดับสิทธิ์ของตนเองขึ้นไปจนถึงสิทธิ์สูงสุดของระบบ (SYSTEM privileges) ทำให้สามารถเข้าควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์
2.2 ช่องโหว่ระดับ Critical และ RCE อื่นๆ อาจเปิดช่องให้ผู้โจมตีแอบส่งและรันโค้ดอันตรายเพื่อยึดเครื่องเหยื่อจากระยะไกลได้

3. ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
3.1 ระบบปฏิบัติการ Windows ทุกเวอร์ชันที่รองรับ (รวมถึง Windows Update Stack และระบบประมวลผล Windows ALPC)
3.2 ซอฟต์แวร์และบริการในเครือ Microsoft
- .NET และ Visual Studio
- Active Directory Certificate Services (AD CS) และ Active Directory Domain Services
- Azure Services (เช่น Azure Arc, Azure Cosmos DB, Azure HDInsight)
- Microsoft Office / Copilot Studio / Entra ID
- ไดรเวอร์และส่วนประกอบอื่นๆ ของระบบ Windows (เช่น Graphic Fonts, IP Helper, HID Class Driver, BranchCache)

4. แนวทางการแก้ไขและป้องกัน
4.1 ดำเนินการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยล่าสุดผ่านทาง Windows Update, Windows Server Update Services (WSUS) หรือช่องทางบริหารจัดการแพตช์ขององค์กรโดยด่วน โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้งานในระบบสำคัญ
4.2 สำหรับระบบระดับองค์กร แนะนำให้ทำการทดสอบแพตช์ในสภาพแวดล้อมทดสอบ (Staging) ร่วมกับแอปพลิเคชันหลักก่อนปรับใช้จริง เพื่อป้องกันผลกระทบจากการอัปเดต
4.3 จำกัดสิทธิ์การใช้งานของผู้ใช้ทั่วไป ไม่ให้มีสิทธิ์เป็น Administrator เพื่อลดความเสี่ยงจากการยกระดับสิทธิ์หากถูกโจมตีด้วยช่องโหว่ Zero-Day

แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/okljidg915
[2] https://dg.th/jr9m6weadv
[3] https://dg.th/tfqohwibu4
[4] https://dg.th/qcixaws3gn

กรณีพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือพฤติกรรมน่าสงสัย
Email : [email protected] โทร 02 114 3531 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
ด้วยความปรารถนาดี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) / ThaiCERT

🚨 สลิปปลอมยุค AI มาแล้ว 🚨วันนี้ ThaiCERT จะมานำเสนอเรื่องราวน่ารู้ เพื่อให้ทุกคนเท่าทันภัยไซเบอร์ ยุคนี้สลิปโอนเงินตัดต่...
11/09/2026

🚨 สลิปปลอมยุค AI มาแล้ว 🚨

วันนี้ ThaiCERT จะมานำเสนอเรื่องราวน่ารู้ เพื่อให้ทุกคนเท่าทันภัยไซเบอร์ ยุคนี้สลิปโอนเงินตัดต่อง่ายกว่าที่คิด เพราะมิจฉาชีพใช้ AI สร้างสลิปปลอมเนียนเหมือนจริง ทั้งเปลี่ยนชื่อ ยอดเงิน วันเวลา ได้ในไม่กี่วินาที แถมชอบใช้สารพัดมุกสร้างสถานการณ์กดดัน เช่น อ้างติดธุระด่วน แบตจะหมด จอดรถซ้อนคัน อ้างว่าเรียกไรเดอร์ไปจอดรอรับแล้ว เร่งให้แพ็กของให้ทันตัดรอบ หรือแกล้งโวยวายเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อให้เราลนลาน รีบยื่น/ส่งสินค้าจนลืมเช็กยอดเงินจริง

🚨 สลิปปลอมยุค AI มาแล้ว 🚨

วันนี้ ThaiCERT จะมานำเสนอเรื่องราวน่ารู้ เพื่อให้ทุกคนเท่าทันภัยไซเบอร์ ยุคนี้สลิปโอนเงินตัดต่อง่ายกว่าที่คิด เพราะมิจฉาชีพใช้ AI สร้างสลิปปลอมเนียนเหมือนจริง ทั้งเปลี่ยนชื่อ ยอดเงิน วันเวลา ได้ในไม่กี่วินาที แถมชอบใช้สารพัดมุกสร้างสถานการณ์กดดัน เช่น อ้างติดธุระด่วน แบตจะหมด จอดรถซ้อนคัน อ้างว่าเรียกไรเดอร์ไปจอดรอรับแล้ว เร่งให้แพ็กของให้ทันตัดรอบ หรือแกล้งโวยวายเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อให้เราลนลาน รีบยื่น/ส่งสินค้าจนลืมเช็กยอดเงินจริง

⚠️ สเต็ปกลโกงที่ต้องระวัง หลอกโอนทิพย์
1.มิจฉาชีพจะใช้โปรแกรมหรือ AI ตัดต่อภาพสลิปให้ดูเนียนตา เปลี่ยนยอดเงิน วันที่ และเวลาให้ตรงกับบิลสินค้า แล้วโชว์ให้ดูหน้าจอหรือส่งรูปเข้ามาในแชท
2.สร้างสถานการณ์ ใช้คำพูดเร่งรีบ หากเป็นหน้าร้านจะอ้างธุระด่วนหน้าเคาน์เตอร์ แต่หากเป็นออนไลน์จะทักแชทรัวๆ อ้างว่าเรียกไรเดอร์ไปรอรับแล้ว หรือเร่งให้แพ็กของให้ทันตัดรอบ เพื่อให้เราลนลานและเกรงใจ
3.ฉวยโอกาสตอนลูกค้าแน่นและใช้การกดดัน อาศัยจังหวะที่หน้าร้านมีคนจำนวนมาก หรือใช้การรัวข้อความทางออนไลน์เพื่อให้ผู้ขายเกิดความเร่งรีบ จนส่งมอบสินค้าโดยไม่ทันตรวจสอบยอดเงินโอนจริง รวมถึงอาจอ้างความไม่พอใจและขู่ว่าจะเปลี่ยนไปซื้อร้านอื่น

🔍 4 จุดสังเกตสลิปปลอม
1.ชื่อบัญชี ยอดเงิน วันเวลา ต้องตรง ตรวจสอบข้อมูลบนสลิปอย่างละเอียด ทั้งชื่อ-นามสกุลผู้รับ ตัวเลขจำนวนเงิน รวมถึงวันที่และเวลาโอน ว่าสอดคล้องกับความเป็นจริงและตรงกับบิลสินค้าหรือไม่ หากตัวเลขดูแปลกตาหรือเวลาไม่ตรง มักเป็นสลิปปลอม
2.ดูรูปแบบของฟอนต์ และร่องรอยตัดต่อ โทรศัพท์แต่ละเครื่องอาจตั้งค่าฟอนต์ต่างกัน แต่หลักสำคัญคือ ข้อความบนสลิปใบเดียวกันต้องเป็นฟอนต์เดียวกันทั้งหมด เช่น หากพบว่าชื่อผู้โอนเป็นฟอนต์หนึ่ง ชื่อผู้รับหรือยอดเงินเป็นอีกฟอนต์ หรือตัวเลขหนาบางไม่เท่ากัน รวมถึงให้สังเกตรอยเบลอ รอยด่าง หรือรอยลบแล้วพิมพ์ทับให้ดี เป็นต้น
3.คุณภาพของภาพไม่คมชัด รูปสลิปที่ส่งมามักมีความละเอียดต่ำ ดูเบลอ หรือแตกเป็นเม็ดพิกเซล บริเวณตัวเลขยอดเงินหรือชื่อบัญชีมักจะมีร่องรอยการตกแต่งภาพให้เห็น
4.สแกน QR ในสลิปแล้วไม่พบรายการ ต่อให้ภาพจะดูเนียนแค่ไหน แต่ถ้าลองเปิดแอปพลิเคชันธนาคารของเราขึ้นมาสแกน QR Code บนสลิปแล้ว ระบบแจ้งว่า ไม่พบข้อมูล หรือ QR Code ไม่ถูกต้อง แปลว่าเป็นสลิปปลอมที่ AI ทำขึ้นมาแน่นอน

🛡️ วิธีป้องกัน ก่อนยื่น/ส่งสินค้า
1. ยืนยันเงินเข้าจริงก่อนส่ง กำหนดเป็นหลักปฏิบัติของร้าน ส่งสินค้าหรือให้บริการต่อเมื่อยอดเงินเข้าบัญชีจริงและถูกต้องครบถ้วนแล้วเท่านั้น ป้องกันปัญหาโอนเงินไม่ตรงหรือยอดขาดหาย
2. เปิดแจ้งเตือนเงินเข้า เปิดใช้บริการแจ้งเตือนธุรกรรมจากธนาคาร เพื่อตรวจสอบจากระบบธนาคารโดยตรงแบบเรียลไทม์ ห้ามเชื่อใจหรือดูแค่รูปภาพสลิปในมือถือของลูกค้าเด็ดขาด
3. อย่ารีบยื่น/ส่งสินค้า ตามคำเร่งรีบ ควรเพิ่มความระมัดระวัง และตรวจสอบให้ครบก่อน แม้ลูกค้าจะแสดงท่าทีเร่งรีบ โวยวาย หรืออ้างว่ารีบไปทำธุระ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในจังหวะชุลมุน
4. ตั้งกติกาเช็กก่อนส่ง ตรวจสอบยอดเงินจริง ข้อมูลธุรกรรม ความผิดปกติของสลิป และสแกน QR Code บนสลิปทุกครั้ง ก่อนยื่น/ส่งสินค้า เพื่อปิดช่องโหว่สลิปปลอมจาก AI ทุกรูปแบบ

ถ้าพลาดโอนเงินหรือสงสัยว่าถูกหลอก ต้องทำอย่างไร?
📞 โทรแจ้งอายัดบัญชี โทรสายด่วน AOC 1441 (โทรฟรี ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)
💻 แจ้งความออนไลน์ เข้าไปแจ้งความที่เว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ www.thaipoliceonline.go.th เท่านั้น

📲 กรณีพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือพฤติกรรมน่าสงสัย
แจ้งได้ที่ Email : [email protected] โทร 02 114 3531

# #เตือนภัยไซเบอร์ #ภัยไซเบอร์ #สลิปปลอม #สลิปปลอมยุคAI #เช็กก่อนส่ง

อวสาน MFA? โจรไซเบอร์ขโมย Token ข้ามระบบความปลอดภัย สวมรอยใช้บัญชี AI แอบอ้างใช้งานโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านแฮ็กเกอร์กำลังเป...
11/09/2026

อวสาน MFA? โจรไซเบอร์ขโมย Token ข้ามระบบความปลอดภัย สวมรอยใช้บัญชี AI แอบอ้างใช้งานโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
แฮ็กเกอร์กำลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการขโมยรหัสผ่านทั่วไป มาเป็นการขโมย Session Token และ API Key ของบริการ AI ชื่อดังอย่าง Google Gemini, OpenAI และ Anthropic เพื่อนำไปสวมรอยเข้าสู่ระบบ

อวสาน MFA? โจรไซเบอร์ขโมย Token ข้ามระบบความปลอดภัย สวมรอยใช้บัญชี AI แอบอ้างใช้งานโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
แฮ็กเกอร์กำลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการขโมยรหัสผ่านทั่วไป มาเป็นการขโมย Session Token และ API Key ของบริการ AI ชื่อดังอย่าง Google Gemini, OpenAI และ Anthropic เพื่อนำไปสวมรอยเข้าสู่ระบบ
ข้อมูลจากบริษัท Okta ระบุว่า มัลแวร์ประเภท Infostealer สามารถเจาะเข้าไปดักเก็บข้อมูลในเครื่องของเหยื่อ เมื่อแฮ็กเกอร์ได้ Token ไปก็สามารถนำไปใช้งานซ้ำเพื่อเข้าถึงระบบ AI ของเหยื่อได้ทันที ซึ่งเทคนิคนี้สามารถข้ามผ่านระบบยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน หรือ MFA ไปได้อย่างง่ายดาย
จากการตรวจสอบข้อมูลที่รั่วไหลขนาด 7 GB บน Telegram พบว่ามี Token ที่ยังไม่หมดอายุจำนวนมากเกี่ยวข้องกับบริการ AI ยิ่งไปกว่านั้น บาง Token ยังมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลแบบไม่มีการเข้ารหัส เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้หลอกลวงแบบฟิชชิ่งต่อยอดได้
นอกจาก Token แล้ว ยังพบ API Key ของบริการ AI ถูกขโมยออกไปด้วย แฮ็กเกอร์สามารถนำคีย์เหล่านี้ไปใช้โจมตีในรูปแบบที่เรียกว่า LLMjacking หรือการลักลอบใช้ทรัพยากรการประมวลผล AI ของเหยื่อจนเกิดบิลค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือนำบัญชีไปขายต่อในตลาดมืด
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านหรือ MFA เพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันการถูกขโมย Session Token ได้ องค์กรควรเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เช่น การจำกัด IP Address ที่อนุญาตให้เข้าถึงระบบ การตั้งค่า Token ให้มีอายุการใช้งานสั้นลง และหมั่นตรวจสอบการใช้งานบัญชีที่ผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา The Hacker News
https://thehackernews.com/2026/09/infostealer-logs-expose-replayable-ai.html
__________________________________________
#ภัยไซเบอร์ #ความปลอดภัยทางไซเบอร์ #เตือนภัยออนไลน์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



📢 แจ้งเตือนการใช้งานเครือข่ายห้ามนำเราเตอร์ส่วนตัวที่เปิดฟังก์ชันแจก IP (DHCP) มาต่อเข้ากับพอร์ต LAN ที่ผนัง เพราะอาจทำใ...
09/09/2026

📢 แจ้งเตือนการใช้งานเครือข่าย

ห้ามนำเราเตอร์ส่วนตัวที่เปิดฟังก์ชันแจก IP (DHCP) มาต่อเข้ากับพอร์ต LAN ที่ผนัง เพราะอาจทำให้เกิด Rogue DHCP และกระทบการใช้งานเครือข่ายของผู้ใช้งานในพื้นที่

หากต้องการเพิ่มสัญญาณ Wi-Fi กรุณาติดต่องานพัฒนาระบบเครือข่ายและการสื่อสาร เพื่อช่วยตั้งค่าอุปกรณ์เป็น Access Point Mode ให้ถูกต้อง

#งานพัฒนาระบบเครือข่ายและการสื่อสาร

🔐💻 Password Attack “เดารหัส → เจาะบัญชี → สวมรอย”รหัสผ่านเป็นเหมือน “ประตู” สู่บัญชีดิจิทัลของเรา และถ้าประตูบานเดียวกัน...
08/09/2026

🔐💻 Password Attack “เดารหัส → เจาะบัญชี → สวมรอย”

รหัสผ่านเป็นเหมือน “ประตู” สู่บัญชีดิจิทัลของเรา และถ้าประตูบานเดียวกันถูกใช้กับหลายบัญชี เมื่อคนร้ายได้กุญแจไปเพียงดอกเดียว...ความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บัญชีเดียว

🔐💻 Cyber Info The Series EP.7 | Password Attack
“เดารหัส → เจาะบัญชี → สวมรอย”

รหัสผ่านเป็นเหมือน “ประตู” สู่บัญชีดิจิทัลของเรา และถ้าประตูบานเดียวกันถูกใช้กับหลายบัญชี เมื่อคนร้ายได้กุญแจไปเพียงดอกเดียว...ความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บัญชีเดียว

Password Attack คือการโจมตีเพื่อเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ด้วยการเดารหัสผ่าน ทดลองรหัสจำนวนมาก หรือใช้ Username และ Password ที่เคยรั่วไหลจากบริการอื่นมาลองเข้าสู่ระบบ เช่น Brute Force, Password Spraying และ Credential Stuffing

🔎 Password Attack เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ผู้โจมตีอาจเริ่มจากรวบรวมชื่อผู้ใช้หรือข้อมูลบัญชีที่เคยรั่วไหล แล้วใช้โปรแกรมอัตโนมัติทดลองรหัสผ่าน หากเข้าสู่บัญชีได้สำเร็จ อาจใช้บัญชีนั้นเป็นทางผ่านไปยังบริการอื่นที่เชื่อมโยงกัน ก่อน สวมรอย ขโมยข้อมูล ส่งข้อความหลอกลวง หรือทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

⚠️ ยิ่งเรา ใช้รหัสผ่านง่าย ใช้รหัสเดิมซ้ำหลายบัญชี หรือบัญชีนั้นไม่มี MFA ความเสี่ยงที่จะถูกยึดบัญชีก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

🛡️ ทำให้ “ประตู” ของคุณเจาะยากขึ้น
ใช้รหัสผ่านที่รัดกุมและ ไม่ใช้ซ้ำกันในแต่ละบัญชี เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA) ใช้ Password Manager ช่วยจัดการรหัสผ่าน และเปิดการแจ้งเตือนเมื่อมีการเข้าสู่ระบบผิดปกติ

🚨 หากสงสัยว่าบัญชีถูกโจมตี
รีบเปลี่ยนรหัสผ่านจากอุปกรณ์ที่ปลอดภัย ตรวจสอบและยกเลิก Session ที่ไม่รู้จัก เปิด MFA หากยังไม่ได้เปิด ตรวจสอบกิจกรรมและธุรกรรมย้อนหลัง และหากใช้รหัสผ่านเดียวกันกับบัญชีอื่น ต้องเปลี่ยนบัญชีเหล่านั้นด้วย

หากเป็นบัญชีองค์กร ให้แจ้งทีม IT หรือผู้ดูแลระบบทันที และตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลสำคัญรั่วไหลหรือไม่

💬 รหัสผ่านไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่คือ “ประตู” สู่ทุกสิ่งของคุณ

“ตั้งรหัสให้รัดกุม • ไม่ใช้ซ้ำ • เปิด MFA”

ติดตาม Cyber Info The Series ตอนต่อไป เพราะบางครั้งคนร้ายไม่จำเป็นต้องเจาะระบบที่ซับซ้อน แค่ “เดากุญแจถูก” ก็อาจเปิดประตูเข้าบัญชีของเราได้

#ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ #สกมช

แจ้งเตือน! ช่องโหว่ใน Google Chrome ถูกนำไปใช้โจมตีจริงแล้ว ขอให้ผู้ดูแลระบบเร่งอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตีศูนย์ประสานการ...
07/09/2026

แจ้งเตือน! ช่องโหว่ใน Google Chrome ถูกนำไปใช้โจมตีจริงแล้ว ขอให้ผู้ดูแลระบบเร่งอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตี
ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และพบช่องโหว่ใน Google Chrome ที่ผู้ไม่หวังดีสามารถนำไปใช้เพื่อทำการโจมตีผ่านหน้าเว็บไซต์หรือเนื้อหา HTML ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายภายใน Chrome Sandbox ได้ โดยมีรายงานว่าพบการนำช่องโหว่ดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีจริงแล้ว จึงขอให้ผู้ดูแลระบบเร่งตรวจสอบและอัปเดต Google Chrome เป็นเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว [1]

แจ้งเตือน! ช่องโหว่ใน Google Chrome ถูกนำไปใช้โจมตีจริงแล้ว ขอให้ผู้ดูแลระบบเร่งอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตี

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และพบช่องโหว่ใน Google Chrome ที่ผู้ไม่หวังดีสามารถนำไปใช้เพื่อทำการโจมตีผ่านหน้าเว็บไซต์หรือเนื้อหา HTML ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายภายใน Chrome Sandbox ได้ โดยมีรายงานว่าพบการนำช่องโหว่ดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีจริงแล้ว จึงขอให้ผู้ดูแลระบบเร่งตรวจสอบและอัปเดต Google Chrome เป็นเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว [1]

1. รายละเอียดช่องโหว่

ช่องโหว่ CVE-2026-85046 (CVSS v3.1: 8.8 )[2] เป็นช่องโหว่ประเภท Type Confusion (CWE-843) [3] ใน V8 ซึ่งเป็น JavaScript และ WebAssembly Engine ของ Google Chrome เกิดจากการจัดการชนิดข้อมูล (Type) ที่ไม่ถูกต้องภายใน V8 ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านการจัดการหน่วยความจำและเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่ผู้โจมตีสร้างขึ้นภายใน Chrome Sandbox ผ่านหน้า HTML ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ

2. รูปแบบการโจมตี
ผู้โจมตีสามารถสร้างหน้าเว็บไซต์หรือไฟล์ HTML ที่มีโค้ด JavaScript ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ใน V8 จากนั้นหลอกล่อให้เหยื่อเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวผ่าน Google Chrome เมื่อเหยื่อเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ ช่องโหว่ประเภท Type Confusion อาจถูกใช้เพื่อดำเนินการกับหน่วยความจำของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดที่ผู้โจมตีกำหนดภายใน Chrome Sandbox โดยรูปแบบการโจมตีอาจเกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์ที่ผู้โจมตีสร้างขึ้น เว็บไซต์ที่ถูกบุกรุกและแทรกเนื้อหาที่เป็นอันตราย การโฆษณาที่ฝังโค้ดอันตราย (Malvertising) หรือลิงก์ที่ถูกส่งผ่านอีเมลและช่องทางสื่อสารต่าง ๆ

จากข้อมูล Chrome Releases ของ Google [4] ยืนยันว่าพบการนำช่องโหว่ดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีจริงแล้ว ขณะเดียวกัน Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้เพิ่มช่องโหว่นี้ไว้ใน Known Exploited Vulnerabilities (KEV) [5] ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าช่องโหว่ดังกล่าวกำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีและควรเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว

3. แนวทางการแก้ไข
Google Chrome รุ่นก่อน 152.0.7977.82/.83 ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ดังกล่าว โดย Google ได้ออก Chrome Stable Channel รุ่น 152.0.7977.82 สำหรับ Linux และ Android และ 152.0.7977.82/.83 สำหรับ Windows และ macOS เพื่อแก้ไขช่องโหว่ ทั้งนี้ ผู้ดูแลระบบควรเร่งตรวจสอบเวอร์ชันของ Google Chrome ที่ใช้งานและดำเนินการอัปเดตเป็นเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขหรือใหม่กว่าโดยเร็วที่สุด โดยสามารถตรวจสอบและติดตั้งการอัปเดตผ่านเมนู Settings > About Chrome จากนั้นกด Relaunch เพื่อให้การอัปเดตมีผล [6]

กรณีที่ยังไม่สามารถอัปเดตได้ทันที ควรเพิ่มมาตรการป้องกันชั่วคราว เช่น จำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และเฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติบนเครื่องปลายทางและเครือข่าย ทั้งนี้ ไม่พบวิธีการลดความเสี่ยง (Workaround) ที่ Google แนะนำอย่างเป็นทางการ จึงควรให้ความสำคัญกับการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นมาตรการหลัก

4. คำแนะนำด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม
4.1 เร่งตรวจสอบและอัปเดต Google Chrome ในเครื่องของหน่วยงานทั้งหมด โดยให้ความสำคัญกับเครื่องที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
4.2 ตรวจสอบ Version ของ Chrome ผ่าน chrome://settings/help หรือ chrome://version และจัดทำรายการเครื่องที่ยังใช้เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ
4.3 สำหรับหน่วยงานที่มีระบบบริหารจัดการ Endpoint ให้กำหนดนโยบายบังคับอัปเดต Chrome และตรวจสอบผลการติดตั้งจากส่วนกลาง
4.4 ตรวจสอบ Web Proxy, DNS, Firewall, EDR และระบบ SIEM เพื่อค้นหาการเข้าถึงเว็บไซต์หรือโดเมนที่มีความเสี่ยงและพฤติกรรมผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ Chrome
4.5 หากพบเครื่องที่ใช้ Chrome เวอร์ชันที่มีช่องโหว่และมีพฤติกรรมผิดปกติ ควรพิจารณา แยกเครื่องออกจากเครือข่าย (Network Isolation) และดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม
4.6 ให้ผู้ใช้งานหลีกเลี่ยงการเปิดเว็บไซต์หรือลิงก์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา รวมถึงเว็บไซต์ที่มีลักษณะหลอกให้ดาวน์โหลดหรืออัปเดตซอฟต์แวร์
4.7 สำหรับ Browser ที่พัฒนาบน Chromium เช่น Microsoft Edge, Brave, Opera หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ควรตรวจสอบประกาศด้านความปลอดภัยของผู้พัฒนาแต่ละรายและติดตั้งแพตช์ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/p108auyeld
[2] https://dg.th/jeai2mp6uz
[3] https://dg.th/6ojcniahlq
[4] https://dg.th/rtw1osqgyb
[5] https://dg.th/izbun21pa4
[6] https://dg.th/kf9m12vba6

กรณีพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือพฤติกรรมน่าสงสัย
Email : [email protected] โทร 02 114 3531 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
ด้วยความปรารถนาดี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) / ThaiCERT

📷 ภัยไซเบอร์อาจเริ่มต้นจาก "กล้องวงจรปิด" ที่คุณคิดว่าปลอดภัยที่สุดเวลาพูดถึง "การโจมตีทางไซเบอร์" หลายคนมักนึกถึงภาพของ...
25/08/2026

📷 ภัยไซเบอร์อาจเริ่มต้นจาก "กล้องวงจรปิด" ที่คุณคิดว่าปลอดภัยที่สุด

เวลาพูดถึง "การโจมตีทางไซเบอร์" หลายคนมักนึกถึงภาพของแฮกเกอร์ที่กำลังพยายามเจาะระบบธนาคาร หรือส่งไวรัสเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขององค์กร แต่ความจริงแล้ว อุปกรณ์ที่อาจถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีในปัจจุบัน อาจไม่ใช่คอมพิวเตอร์เลย หากแต่เป็น "กล้องวงจรปิด" ที่ติดตั้งอยู่ตามอาคาร โรงงาน โรงพยาบาล หรือแม้แต่หน้าบ้านของเรา

TCSG The Series EP.2: Cyber Threats Can Start from CCTV ภัยไซเบอร์อาจเริ่มต้นจาก "กล้องวงจรปิด" ที่คุณคิดว่าปลอดภัยที่สุด

เวลาพูดถึง "การโจมตีทางไซเบอร์" หลายคนมักนึกถึงภาพของแฮกเกอร์ที่กำลังพยายามเจาะระบบธนาคาร หรือส่งไวรัสเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขององค์กร แต่ความจริงแล้ว อุปกรณ์ที่อาจถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีในปัจจุบัน อาจไม่ใช่คอมพิวเตอร์เลย หากแต่เป็น "กล้องวงจรปิด" ที่ติดตั้งอยู่ตามอาคาร โรงงาน โรงพยาบาล หรือแม้แต่หน้าบ้านของเรา

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่ลองคิดง่าย ๆ ว่า กล้องวงจรปิดในปัจจุบันแทบทุกตัวเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สามารถดูภาพผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่งข้อมูลขึ้นระบบ Cloud และอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านเครือข่ายได้ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้กล้องมีความสามารถมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้กล้องกลายเป็น "คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก" ที่อาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ได้เช่นเดียวกัน

หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ได้เริ่มจากการเจาะระบบหลักขององค์กรโดยตรง แต่เริ่มจากอุปกรณ์ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ เพราะผู้โจมตีมักเลือกหาช่องทางที่ง่ายที่สุดก่อนเสมอ และอุปกรณ์ IoT รวมถึงกล้องวงจรปิด ก็มักเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ หากขาดการตั้งค่าด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การใช้ รหัสผ่านเริ่มต้น (Default Password) ผู้ผลิตอุปกรณ์หลายรายตั้งชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านมาตรฐานจากโรงงานไว้เหมือนกันทุกเครื่อง หากผู้ใช้งานไม่เปลี่ยนรหัสผ่านหลังติดตั้ง ผู้ไม่หวังดีก็สามารถค้นหาข้อมูลเหล่านี้จากอินเทอร์เน็ตและเข้าควบคุมกล้องได้อย่างง่ายดาย

เมื่อสามารถเข้าถึงกล้องได้แล้ว ผู้โจมตีอาจติดตั้ง มัลแวร์ (Malware) ลงในอุปกรณ์โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว กล้องที่ควรทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย จึงกลายเป็นเครื่องมือของผู้โจมตีสำหรับสอดแนมกิจกรรมภายในองค์กร หรือใช้เป็นฐานในการโจมตีระบบอื่นที่อยู่บนเครือข่ายเดียวกัน

ในบางกรณี กล้องจำนวนหลายพันหรือหลายหมื่นตัวจากทั่วโลกถูกยึดไปควบคุมพร้อมกัน จนกลายเป็น Botnet ซึ่งเป็นเครือข่ายอุปกรณ์ที่ถูกสั่งงานจากระยะไกล ผู้โจมตีสามารถใช้กำลังประมวลผลและการเชื่อมต่อของอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อโจมตีเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์ขนาดใหญ่ จนไม่สามารถให้บริการได้ เหตุการณ์เช่นนี้เคยสร้างความเสียหายมาแล้วในหลายประเทศความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น หากผู้โจมตีใช้กล้องเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร ก็อาจขยายการโจมตีไปยังระบบสำคัญอื่น รวมถึงการติดตั้ง Ransomware ที่เข้ารหัสข้อมูลและเรียกค่าไถ่ หรือเข้าถึงภาพจากกล้องที่มีข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งอาจนำไปสู่การ รั่วไหลของข้อมูล (Data Leakage) และส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของประชาชน

อีกเรื่องที่หลายองค์กรมองข้ามคือ การเข้าถึงจากระยะไกล (Remote Access) แม้ว่าจะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบระบบได้จากทุกที่ แต่หากไม่มีการยืนยันตัวตนที่รัดกุม หรือไม่มีการจำกัดสิทธิ์การใช้งานอย่างเหมาะสม ความสะดวกนั้นก็อาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงระบบได้เช่นเดียวกัน

ข่าวดีคือ ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นจากหลักการพื้นฐาน เช่น การเปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้น การอัปเดตเฟิร์มแวร์อย่างสม่ำเสมอ การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน การแยกเครือข่ายของระบบกล้องออกจากระบบสำคัญ และการเฝ้าระวังความผิดปกติของอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง

ในโลกที่กล้องวงจรปิดไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ การดูแลความมั่นคงปลอดภัยของระบบ CCTV จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ติดตั้ง ผู้ใช้งาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยกำลังผลักดัน Thailand CCTV Security Guideline (TCSG) เพื่อส่งเสริมแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบกล้องวงจรปิด ให้ทุกภาคส่วนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และร่วมกันสร้างระบบ CCTV ที่ มั่นคง ปลอดภัย และเชื่อถือได้ สำหรับประเทศไทยในระยะยาว

อ่าน EP.1 ที่
https://www.ncsa.or.th/news/ced5d67a63323032540003d3

อ่านการแถลงข่าวโครงการ TCSG ได้ที่
https://www.ncsa.or.th/news/596e9d136163324fdd000266

พบช่องโหว่ Zero-Click ใน Zoom เสี่ยงถูกสั่งรันโค้ดและยึดเครื่องผ่านการประชุมออนไลน์
14/08/2026

พบช่องโหว่ Zero-Click ใน Zoom เสี่ยงถูกสั่งรันโค้ดและยึดเครื่องผ่านการประชุมออนไลน์

พบช่องโหว่ Zero-Click ใน Zoom เสี่ยงถูกสั่งรันโค้ดและยึดเครื่องผ่านการประชุมออนไลน์

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และพบว่า Zoom ออกประกาศแก้ไขช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยจำนวน 4 รายการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ Zoom หลายประเภท โดยช่องโหว่ที่มีความสำคัญสูงสุดคือ CVE-2026-53413 ซึ่งเกิดขึ้นในฟังก์ชัน Annotation และอาจทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ในการประชุม Zoom สามารถส่งข้อมูลที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษไปยังเครื่องของผู้เข้าร่วมรายอื่น เพื่อสั่งรันคำสั่งโค้ดได้โดยผู้ใช้งานเป้าหมายไม่จำเป็นต้องคลิกหรือดำเนินการใดเพิ่มเติม หรือที่เรียกว่าการโจมตีแบบ Zero-Click Remote Code Ex*****on (RCE)

ช่องโหว่ดังกล่าวได้รับการเปิดเผยโดยนักวิจัยจาก A Security ภายใต้ชื่อ “Zoomsday” โดยพบว่าฟังก์ชัน Annotation ของ Zoom ใช้โปรโตคอลสำหรับส่งข้อมูลระหว่างผู้เข้าร่วมการประชุม และไคลเอนต์ของ Zoom จะประมวลผลข้อมูลที่ได้รับโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งข้อมูลผิดรูปแบบเพื่อกระตุ้นช่องโหว่ด้านหน่วยความจำ และอาจนำไปสู่การควบคุมเครื่องของผู้ใช้งานเป้าหมายได้ [1]

1. รายละเอียดช่องโหว่
1.1 CVE-2026-53413 (CVSS v3.1: 8.3) เป็นช่องโหว่ที่เกิดจากการตรวจสอบขอบเขตข้อมูล (Bounds Check) ที่ไม่เพียงพอในฟังก์ชัน Annotator ของ Zoom Clients ส่งผลให้ผู้โจมตีที่อยู่ในการประชุมสามารถส่งข้อมูลที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเขียนข้อมูลเกินขอบเขตของหน่วยความจำ หรือ Buffer Over-write และอาจนำไปสู่การสั่งรันโค้ดบนเครื่องของผู้เข้าร่วมรายอื่นได้ [2]
1.2 CVE-2026-53414 (CVSS v3.1: 6.5) เป็นช่องโหว่ที่เกิดจากการตรวจสอบขอบเขตข้อมูลที่ไม่เพียงพอในฟังก์ชัน Annotator ของ Zoom Clients โดยผู้โจมตีที่อยู่ในการประชุมสามารถส่งข้อมูลที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้ Zoom Client อ่านข้อมูลเกินขอบเขตของหน่วยความจำ และอาจส่งผลให้โปรแกรม Zoom ของผู้ใช้งานเป้าหมายหยุดทำงาน เกิดภาวะปฏิเสธการให้บริการ หรือ Denial-of-Service (DoS) ได้ [3]
1.3 CVE-2026-53415 (CVSS v3.1: 8.3) เป็นช่องโหว่ประเภท Use-After-Free ในฟังก์ชัน Annotator ของ Zoom Clients ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ในการประชุมสามารถใช้ข้อมูลที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อกระตุ้นให้โปรแกรมเข้าถึงพื้นที่หน่วยความจำที่ถูกคืนไปแล้ว และนำไปสู่การสั่งรันโค้ดบนเครื่องของผู้เข้าร่วมรายอื่นได้ ช่องโหว่นี้มีลักษณะความเสี่ยงใกล้เคียงกับ CVE-2026-53413 และสามารถถูกนำไปใช้โจมตีผ่านข้อมูลที่ส่งระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมโดยไม่จำเป็นต้องหลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์หรือลิงก์เพิ่มเติม [4]
1.4 CVE-2026-53416 (CVSS v3.1: 7.1) ช่องโหว่ Path Traversal ส่งผลกระทบต่อ Zoom Workplace VDI Client และ VDI Plugins โดยผู้ใช้งานที่ผ่านการยืนยันตัวตนและสามารถเข้าถึงระบบภายในเครื่อง อาจใช้ช่องโหว่เพื่อเข้าถึงหรือเปิดเผยข้อมูลในตำแหน่งที่ไม่ควรสามารถเข้าถึงได้ [5]

2. ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
2.1 CVE-2026-53413, CVE-2026-53414 และ CVE-2026-53415 ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้
- Zoom Workplace บนแพลตฟอร์มที่รองรับ รุ่นก่อน 7.1.5 และ 7.0.6 ในแต่ละสายเวอร์ชัน
- Zoom Workplace VDI Client for Windows รุ่นก่อน 7.0.11 และ 6.6.16 ในแต่ละสายเวอร์ชัน
- Zoom Rooms บนแพลตฟอร์มที่รองรับ
- Zoom Meeting SDK บนแพลตฟอร์มที่รองรับ

2.2 CVE-2026-53416 ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อ
- Zoom Workplace VDI Client for Windows
- Zoom Workplace VDI Plugins บนแพลตฟอร์มที่รองรับ เวอร์ชันก่อน 7.0.11 และ 6.6.15

3. แนวทางการแก้ไข
3.1 Zoom Workplace: อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 7.1.5 หรือ 7.0.6 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า
3.2 Zoom Workplace VDI Client for Windows: อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 7.0.11 หรือ 6.6.16 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า
3.3 Zoom Rooms: อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 7.1.5 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า
3.4 Zoom Meeting SDK: อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 7.1.5 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า
3.5 Zoom Workplace VDI Plugins: อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 7.0.11 หรือ 6.6.15 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า

4. หากยังไม่สามารถอัปเดตได้ทันที ควรดำเนินการดังนี้
4.1 จำกัดผู้ที่สามารถเข้าร่วมการประชุม โดยใช้ Waiting Room, Meeting Passcode หรือกำหนดให้เฉพาะผู้ใช้งานที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถเข้าร่วมได้
4.2 หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ Meeting ID หรือ Personal Meeting Link ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อลดโอกาสที่ผู้ไม่หวังดีจะสามารถเข้าร่วมการประชุม
4.3 พิจารณาปิดหรือจำกัดการใช้งานฟังก์ชัน Annotation, Whiteboard, File Transfer และ Remote Control หากไม่มีความจำเป็น
4.4 สำหรับระบบที่ยังใช้ Zoom Client รุ่นที่ได้รับผลกระทบ ควรพิจารณาหลีกเลี่ยงการประชุมแบบ End-to-End Encryption (E2EE) เป็นการชั่วคราว
4.5 ควรตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติบนอุปกรณ์ เช่น Zoom Client หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือกระบวนการของ Zoom เรียกใช้งานโปรแกรมอื่น เช่น Web Browser, Shell หรือ Script Interpreter โดยไม่คาดหมาย และควรใช้ระบบ Endpoint Protection หรือ EDR เพื่อช่วยตรวจจับพฤติกรรมดังกล่าว

แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/vu3ct16d5k
[2] https://dg.th/mug836kco5
[3] https://dg.th/mt7jcgr0l8
[4] https://dg.th/hl1yv4ac8j
[5] https://dg.th/i4e1876flw

กรณีพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือพฤติกรรมน่าสงสัย
Email : [email protected] โทร 02 114 3531 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
ด้วยความปรารถนาดี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) / ThaiCERT

Microsoft และ Apple ออกแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่ระดับวิกฤต ผู้ใช้งานควรอัปเดตระบบโดยทันที
11/08/2026

Microsoft และ Apple ออกแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่ระดับวิกฤต ผู้ใช้งานควรอัปเดตระบบโดยทันที

Microsoft และ Apple ออกแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่ระดับวิกฤต ผู้ใช้งานควรอัปเดตระบบโดยทันที

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์กรณี Microsoft และ Apple ได้เผยแพร่แพตช์อัปเดตความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับวิกฤต จำนวนรวม 8 รายการ โดย Microsoft พบช่องโหว่ที่ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถลอบรันโค้ดอันตราย (Remote Code Ex*****on) และยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) ในบริการคลาวด์ได้ ในขณะที่ Apple พบช่องโหว่ที่สามารถข้ามผ่านการยืนยันตัวตนในฟีเจอร์การแชร์หน้าจอได้ หากไม่มีการแก้ไขช่องโหว่จะมีความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือถูกยึดระบบปฏิบัติการ ผู้ดูแลระบบและผู้ใช้งานจึงควรเร่งดำเนินการอัปเดตระบบให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที [1]

1. กลุ่มอุปกรณ์ที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบ
1.1 ผลิตภัณฑ์และบริการจาก Microsoft [2]
ระบบ Active Directory
ระบบ Azure (รวมถึง Azure SQL Database, Azure Service Bus, Azure SRE Agent)
ระบบ Entra (รวมถึง Entra Provisioning Service)
ระบบ SharePoint
ระบบ Teams
ระบบ Planetary Computer Pro
1.2 ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จาก Apple (macOS) [3]
เครื่องลูกข่ายที่ใช้งานระบบปฏิบัติการเวอร์ชันก่อนหน้า macOS Tahoe 26.6.1, macOS Sequoia 15.7.9
และ macOS Sonoma 14.8.9

2. รูปแบบพฤติกรรมการโจมตี
2.1 การโจมตีระบบบริหารจัดการและบริการคลาวด์ของ Microsoft
อาศัยข้อบกพร่องของระบบ ได้แก่ การขาดการยืนยันตัวตน การยืนยันตัวตนที่ไม่เหมาะสม และการขาดการอนุญาตสิทธิ์
2.2 การลอบรันโค้ดและยกระดับสิทธิ์
ช่องโหว่ของ Microsoft เปิดโอกาสให้แฮกเกอร์สามารถโจมตีผ่านเครือข่าย เพื่อลอบรันโค้ดและยกระดับสิทธิ์ของตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลหรือการปลอมแปลงตัวตน โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์อย่างถูกต้อง
2.3 การข้ามผ่านการยืนยันตัวตนในระบบ Apple
ช่องโหว่เกิดขึ้นในฟีเจอร์การแชร์หน้าจอ (Screen Sharing) โดยผู้โจมตีที่เชื่อมต่ออยู่บนเครือข่ายเดียวกัน จะสามารถข้ามผ่าน (Bypass) กระบวนการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่การแชร์หน้าจอของเหยื่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลประจำตัวที่ถูกต้อง

3. รายละเอียดการอัปเดตและการแก้ไข
3.1 การแก้ไขช่องโหว่ของ Microsoft จำนวน 7 รายการ ดังนี้
- CVE-2026-63508 (CVSS v3.1: 10.0) ใน Planetary Computer Pro
- CVE-2026-56162 (CVSS v3.1: 10.0) ใน Azure SQL Database
- CVE-2026-65667 (CVSS v3.1: 10.0) ใน Teams
- CVE-2026-50515 (CVSS v3.1: 9.9) ใน Azure Service Bus
- CVE-2026-62830 (CVSS v3.1: 9.9) ใน Azure SRE Agent
- CVE-2026-59115 (CVSS v3.1: 9.9) ใน Entra Provisioning Service
- CVE-2026-50481 (CVSS v3.1: 9.9) ใน Active Directory
3.2 การแก้ไขช่องโหว่ระบบปฏิบัติการของ Apple
แพตช์แก้ไขช่องโหว่ 1 รายการ คือ CVE-2026-65400 (CVSS v3.1: 7.1) โดยการแก้ไขนี้ถูกรวมอยู่ในระบบปฏิบัติการเวอร์ชันอัปเดตใหม่ ได้แก่ macOS Tahoe 26.6.1, macOS Sequoia 15.7.9 และ macOS Sonoma 14.8.9

4. แนวทางการปฏิบัติและการบริหารจัดการสำหรับผู้ดูแลระบบ
4.1 ผู้ดูแลระบบควรเร่งตรวจสอบและดำเนินการติดตั้งแพตช์อัปเดตความปลอดภัยของ Microsoft ทันที
4.2 บังคับใช้นโยบายการอัปเดต (Patch Management Policy) สำหรับคอมพิวเตอร์ Mac ทั้งหมดภายในหน่วยงาน ให้ทำการอัปเดตระบบปฏิบัติการเป็น macOS เวอร์ชันล่าสุดที่ระบุไว้
4.3 ตรวจสอบและปรับปรุงนโยบายการเข้าถึง (Access Control) รวมถึงการยืนยันตัวตน (Authentication) ในบริการคลาวด์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของหน่วยงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น
4.4 เฝ้าระวังระบบเครือข่าย (Network Monitoring) เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น การพยายามยกระดับสิทธิ์ การรันโค้ดจากระยะไกล หรือการพยายามเข้าถึงพอร์ต Screen Sharing ภายในองค์กรโดยไม่ได้รับอนุญาต

แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/h0iew82lpc
[2] https://dg.th/4ifeuptcg3
[3] https://dg.th/yn6ecvsia7

กรณีพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือพฤติกรรมน่าสงสัย
Email : [email protected] โทร 02 114 3531 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
ด้วยความปรารถนาดี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) / ThaiCERT

ที่อยู่

69 หมู่ 1 ต. นครชุม
Kamphaeng Phet
62000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30
เสาร์ 08:30 - 16:30
อาทิตย์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ งานพัฒนาระบบเครือข่ายและการสื่อสารผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์