ศรัทธา องค์พ่อจตุคาม รามเทพ

ศรัทธา องค์พ่อจตุคาม รามเทพ

แชร์

จุดประสงค์เพื่อเผยแพร่บารมีขององค์จตุคามรามเทพ และประวัติศาสตร์ชาติสยาม

07/02/2023

ขออนุญาติแชร์ครับ

กำเนิดเมืองนครศรีธรรมราช
พ.ศ.๑๒๐๒ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท เริ่มต้นสร้างเมืองตาม้ากลิงค์ เป็น เมืองจักรพรรดิ
ในวันทำพิธีมหาบรมราชาภิเษก ของ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท บนยอดภูเขาสุวรรณคีรี เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๑๒๐๒ นั้น จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ได้พบกับ คณะกรรมการของ สภาปุโรหิต และ สภาโพธิ และ มหาราชา และกษัตริย์ อาณาจักร และ แว่นแคว้นต่างๆ ที่มาร่วมในพิธี จึงมีการพูดคุยหารือกัน เรื่องการสร้างเมืองจักรพรรดิ ว่าจะใช้เมืองเก่า หรือ สร้างเมืองขึ้นใหม่ ความคิดเห็นส่วนใหญ่ เสนอว่าให้สร้างเมืองจักรพรรดิขึ้นใหม่ ในพื้นที่ ดินแดนของ แคว้นสุธรรม ดั้งเดิม ที่ร้างไป จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ทรงเห็นชอบด้วย จึงวางแผนชักชวนพระราชโอรส ไปสำรวจพื้นที่
ทำไมจึงเรียกเมืองนครศรีธรรมราช ว่า เมืองตาม้ากลิงค์
ต้องย้อนเรื่องไปเมื่อหลายพันปี มาแล้ว เมืองคันธุลี เคยมีชื่อเรียกว่า เมืองคลองหิต เป็นดินแดนที่พบแหล่งแร่ทองคำในคลองหิต เป็นจำนวนมาก ต่อมา ชาวอินเดีย ได้รับข่าว จึงเดินทางมาขุดหาแร่ทองคำที่ คลองหิต เป็นจำนวนมาก ชาวอินเดีย เรียกเมืองคลองหิต ว่า เมืองครหิต และ เมืองสุวรรณภูมิ ส่วนชนชาติจีน เรียก เมืองคลองหิต ว่า เมืองเกียโลหิต ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์โบราณ มากมาย เมืองโบราณเมืองนี้ จึงมีชื่อต่อมาว่า เมืองสุวรรณภูมิ และ เมืองอินทปัต(เมืองที่มีพระอินทร์ปกครอง) ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เมืองกลิงค์ เรื่อยมา
สาเหตุที่ เมืองคลองหิต หรือ เมืองสุวรรณภูมิ หรือ เมืองอินทปัต ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองกลิงค์ เพราะในปี พ.ศ.๒๗๗ เกิดความแตกแยกของรัฐต่างๆ ในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะ กลิงค์รัฐ(ปัจจุบันคือ แคว้นโอริสา) และ รัฐของ ทมิฬโจฬะ ในประเทศอินเดีย ประกาศแยกปกครองอิสระ พระเจ้าอโศกฯ ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองอินเดีย ในสมัยนั้น จึงได้ทำสงครามปราบปราม เพื่อรวบรวมดินแดนอินเดีย ซึ่งแตกแยกกัน ให้เป็นปึกแผ่น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในดินแดนเกษียรสมุทร ด้วย เนื่องจาก ชนชาติกลิงค์ และ ชนชาติทมิฬโจฬะ รวมกันประมาณ ๔ แสนคน ได้อพยพครั้งใหญ่เข้ามายึดครองดินแดนเกษียรสมุทร และส่งผลกระทบต่อชนชาติอ้ายไต ซึ่งตั้งรกรากอยู่ใน ดินแดนสุวรรณภูมิ ด้วย
ในปี พ.ศ.๒๗๗ ชนชาติกลิงค์รัฐ จำนวนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นผู้เริ่มอพยพเข้าสู่ ดินแดน หมู่เกาะเกษียรสมุทร(เกาะสุมาตรา-เกาะชวา-เกาะบาหลี-เกาะบอร์เนียว) และ ดินแดนสุวรรณภูมิ ภายใต้การปกครอง ของ มหาอาณาจักรสุวรรณภูมิ ครั้งแรกชนชาติกลิงค์ ส่วนใหญ่ จะตั้งรกรากที่ เกาะอาเจ๊ะ(สุมาตรา) จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๗๘ พระเจ้าอโศกฯ เคลื่อนทัพเข้าสู่ดินแดนอินเดียใต้ เตรียมตีอาณาจักรทมิฬโจฬะ ส่งผลให้ ชนชาติทมิฬโจฬะ ๒๐๐,๐๐๐ คน อพยพทางเรือมาสู่เกาะอาเจ๊ะ(สุมาตรา) ทำให้ ชนชาติกลิงค์ ที่เกาะอาเจ๊ะ(สุมาตรา) ต้องอพยพต่อไปยัง เกาะพระกฤต(เกาะชวา)
ในปี พ.ศ.๒๗๘ ชนชาติกลิงค์ หลายหมื่นคน ได้อพยพเข้ายึดครอง เมืองสุวรรณภูมิ(คลองหิต) เป็นผลสำเร็จ ท้าวอินทปัต กษัตริย์ชนชาติไต ได้ออกต่อสู้กับกองทัพกลิงค์ จนสวรรคตในสงคราม น้องชาย ของ พระนางอินทปัต ชื่อท้าวหมึง ต้องนำโอรสฝาแฝดชื่อ มหารัตน์(แก้วใหญ่) และ จุลรัตน์(แก้วเล็ก) ลงเรือหนีไปตั้งอาณาจักรสุวรรณภูมิอยู่ที่ เมืองออกแก้ว(บันทายมาส) ส่วนชนชาติกลิงค์ ได้ประกาศตั้งรัฐ กลิงค์รัฐ ขึ้นที่ เมืองคลองหิต(ครหิต)ระหว่างปี พ.ศ.๒๗๘-พ.ศ.๒๙๗ ทำให้คนไทย และ ศรีลังกา เรียกเมืองคลองหิต เป็นชื่อใหม่ว่า เมืองกลิงค์ ส่วนชาวอินเดียเรียกชื่อว่า เมืองครหิต
ท้าวกู เป็นกษัตริย์อยู่ที่ เมืองคูหา(ยะลา) และ โอรส พระนาม เจ้าชายกูเวร ได้นำกองทัพทำสงครามกับ กลิงค์รัฐ ที่เมืองกลิงค์(คลองหิต) ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๗๘ มาสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๙๗ ที่สมรภูมิ ทุ่งเล่นดิบ ท่าฉาง ชนชาติกลิงค์ ส่วนหนึ่ง ต้องหนีลงเรือหนีไปตั้งรกราก ที่เกาะพระกฤต(เกาะชวา) อีกส่วนหนึ่งหนีไปตั้งรกรากทางฝั่งทะเลตะวันตก ชนชาติกลิงค์กลุ่มนี้ ได้ผสมเผ่าพันธุ์ กับ ทมิฬโจฬะ และชนพื้นเมืองแขกดำ เรียกว่า ชนชาติรามัญ ในเวลาต่อมา
ในปี พ.ศ.๒๙๗ ท้าวกูได้ประกาศใช้เมืองคูหา(ยะลา) เป็นที่ตั้งราชธานี ของ มหาอาณาจักรสุวรรณภูมิ ส่วนท้าวหมึง ไปประกาศเป็นผู้ปกครองดินแดนสุวรรณภูมิ เช่นกัน โดยตั้งราชธานี อยู่ที่ เมืองออกแก้ว จึงเป็นที่มาให้คนชนชาติไต เลือกข้าง พวกหมึง หรือ พวกกู จึงเป็นที่มาของสรรพนาม “กู” และ “มึง” ที่ชนชาติไต นำใช้มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเมืองคลองหิต(ครหิต) จึงถูกเรียกชื่อว่า เมืองกลิงค์ เรื่อยมา
เนื่องจาก เจ้าชายโกลี และ เจ้าชายกุลี ได้นำกองทหารม้าลงเรือ ไปทรงม้า ไปร่วมสร้างเมืองจักรพรรดิ ขึ้นมาใหม่ ชาวเมืองนครในยุคนั้น จึงเรียก จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท , เจ้าชายโกลี และ เจ้าชายกุลี ว่า ตาม้ากลิงค์ หมายถึงทั้ง ๓ พระองค์ มาจากเมืองกลิงค์ จึงเป็นที่มาให้ชื่อเมืองจักรพรรดิ ถูกเรียกชื่อในระยะแรกๆ ว่า เมืองตาม้ากลิงค์ และต่อมาเมื่อ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท สวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๑๒๓๒ มีพระนามว่า สวัสดีศรีธรรมราช จึงมีการเรียกชื่อเมืองตาม้ากลิงค์ ในชื่อใหม่ว่า นาคอนศรีธรรมราช เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน
พ.ศ.๑๒๐๒ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท สำรวจพื้นที่ วางแผนสร้าง เมืองจักรพรรดิ
เมืองจักรพรรดิ(เมืองพระพรหม) คือ เมืองของ จักรพรรดิ ผู้สร้างอาณาจักรต่างๆ หรือ ผู้ทำลายอาณาจักรต่างๆ ในกรณีก่อกบฏ ตามวิชารัฐศาสตร์ ในการปกครองแบบ สหราชอาณาจักร ในตำราอรรถศาสตร์ ของ เกาฎิลย์ ซึ่งกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของ พระเจ้าจันทร์คุปต์(พ.ศ.๒๒๒-๒๔๖) ประเทศอินเดีย เพราะเมืองจักรพรรดิ มีความสามารถทางการทหาร และ การบริหารงาน เพราะจักรพรรดิ ต้องเคยผ่านงานในตำแหน่ง นายก มาก่อน จึงมีหน้าที่ควบคุม กองทัพประจำการ(กองทัพหลัก) ของ สหราชอาณาจักร จำนวนประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน
เมืองจักรพรรดิ หรือ แคว้นจักรพรรดิ ต้องทำหน้าที่ในการรักษาอาณาจักรต่างๆ ป้องกันการรุกรานของต่างชาติ และ ทำสงครามปราบปรามข้าศึก ที่ตั้งเมืองจักรพรรดิ จึงต้องเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนกองทัพไปยังอาณาจักรต่างๆ ได้โดยสะดวก อีกด้วย ดังนั้น เมื่อกำเนิด สหราชอาณาจักรเสียม กรุงศรีโพธิ์(ไชยา) ขึ้นเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๑๒๐๒ นั้น จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ต้องแยก เมืองจักรพรรดิ ออกจากราชธานี
จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท พิจารณาเห็นว่า พื้นที่บริเวณเมืองนครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน น่าจะมีความเหมาะสมในทางยุทธศาสตร์ ทางการทหาร จึงได้ออกไปสำรวจที่ตั้ง พบว่า พื้นที่บริเวณต้นโพธิ์ทองที่ พระเจ้าสุมิตร(พระเจ้าหลานเธอ ของ พระเจ้าอโศก) มาปลูกไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๙๗ มีความเหมาะสมในการสร้างเมืองจักรพรรดิ มากที่สุด จึงมอบให้ เจ้าชายกุลี ผู้บัญชาการทหารช่าง นำทหารช่าง จากค่ายทหารช่างหนองสีป้อ เมืองกลิงค์(คันธุลี) ไปสร้างพระราชวัง และกำแพงเมือง และมอบให้ เจ้าชายโกลี นำทหาร ไปทำนา ทำไร่ เพื่อสร้างเสบียงอาหาร ให้เพียงพอในการเลี้ยงไพร่พล เพื่อสร้างเมืองให้สำเร็จ
เจ้าชายโกลี ยังต้องจัดหาพื้นที่เพื่อสร้างค่ายทหาร ของ กองทัพประจำการ ๖๐,๐๐๐ คน ซึ่งต้องแยกค่ายทหาร ออกหลายค่าย เพื่อให้มีทหารประจำการที่ เมืองตาม้ากลิงค์(นครศรีธรรมราช) ซึ่งจะมีระบบการบริหารทหาร ทั้งทหารช้าง ทหารม้า ทหารเรือ ที่ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ต้องดำเนินการบริหารให้กับ เมืองจักรพรรดิ ต่อไปในอนาคต
เจ้าชายโกลี ยังต้องจัดที่ดินทำกิน ให้กับประชาชนชาวเมืองที่จะเข้ามาตั้งรกรากในเมืองจักรพรรดิ อีกด้วย จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ได้มอบงานให้พระราชโอรสทั้ง ๒ พระองค์สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วน จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ต้องนำทหารออกไปทำสงครามยึดครองดินแดนของชนชาติไต ที่ชนชาติมอญ ยึดครองไปกลับคืน
การสำรวจหาที่ตั้งเมืองตาม้ากลิงค์(นครศรีธรรมราช)
เมื่อ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท หรือ ตาม้ากลิงค์ ต้องการฟื้นฟู แคว้นสุธรรม(ท่าศาลา) ขึ้นใหม่ และทราบว่า พื้นที่ ที่ตั้ง เมืองนครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน มีต้นโพธิ์ทอง ต้นใหญ่ ซึ่ง พระเจ้าสุมิตร(หาญคำ) เป็นผู้ปลูกไว้ ตั้งแต่กำเนิด สหราชอาณาจักรเทียน กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และกลายเป็นพื้นที่ อพยพหนีภัยสงคราม ที่ปลอดภัย มาโดยตลอด จึงมีประชาชน อพยพมาตั้งรกรากในพื้นที่ดังกล่าว เป็นจำนวนมาก เรียกว่า "พวกนาหาบคอน" หรือ "พวกนาคอน" เป็นเหตุให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท และ เจ้าชายโกลี ส่งทหารไปรวบรวมไพร่พล ให้มาร่วมประชุม เพื่อร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมือง หลายครั้ง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะชาวนาคอน หัวด้น และ ชอบดันทุรัง ไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใด
การต่อต้านการสร้างเมืองนครศรีธรรมราช
ต่อมา เจ้าชายโกลี ชาวนาคร หัวด้น ออกต่อต้านการสร้างเมือง เจ้าชายโกลี จึงได้เรียกร้องให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) พระราชบิดา เสด็จไปแก้ไขปัญหา ด้วยพระองค์เอง แต่ประชาชนก็ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือ มาร่วมประชุม เช่นกัน ชาวนาคอน กลับเรียกพระนามของ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) ในเชิงเสียดสี ว่า "ตาม้าลิง" เป็นที่มาให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) วางกุลอุบาย วางแผนให้ ชาวนาคอน มารวมตัวกัน โดยให้ทหาร ออกป่าวประกาศไปว่า ให้มาชมการแสดงของลิง ซึ่งสามารถขี่ม้าได้ เก่งกว่าคน เป็นที่มาให้ ชาวนาคอน มาร่วมชม การแสดงของ ลิง ขี่ม้า เป็นจำนวนมาก ตามแผนการที่กำหนด
เมื่อถึงวันเวลาของการแสดงของ ลิงขี่ม้า จริง จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) ได้สร้างหน้ากาก แต่งตัวเป็นลิง ออกแสดงการขี่ม้าให้ ชาวนาคอน ที่มาร่วมชุมนุม เพื่อแสดงให้เห็นว่า ลิงขี่ม้าได้เก่งกว่าคน เป็นที่ชอบอกชอบใจ ของชาวนาคอน เป็นอันมาก ทำให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) สามารถประชุมไพร่พล ชาวนาคอน ให้มีความสามัคคีร่วมกัน ในการสร้างเมืองใหม่ ให้ประสบความสำเร็จ จึงเริ่มมีการเกณฑ์ไพร่พล ไปขุดคูเมือง และร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมือง ตามหลักวิชาจตุคามรามเทพ แต่มีอุปสรรค อีกเรื่อยมา เพราะชาวนาคอน ไม่ยอมมาประชุม และร่วมมือร่วมใจกันสร้างเมือง มีประชาชนเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ให้ความร่วมมือ เรียกว่า พวกละคอน
จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) ทราบดีว่า ชาวนาคอน เป็นคนหัวแข็ง คนด้น(ดื้อรั้น) ต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนด้วยความรับรู้ขั้นเหตุผล ทุกครั้ง ชาวนาคอน จึงจะให้ความร่วมมือ และให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ชาวนาคอน เป็นนักต่อสู้ที่ทรหด อดทน กองทหารชาวนาคอน ที่ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท สร้างขึ้น ปรากฏว่า เป็นทหารที่รักชาติมาก มีความกล้าหาร อดทน และยอมพลีชีพเพื่อชาติ เป็นกองทหารที่มีความสามารถในการสู้รบ เหนือกว่าแว่นแคว้นใดๆ
แคว้นสุธรรม สร้างก่อน นาคร สร้างหลัง
เดิมที ดินแดน จ.นครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน เคยมีชื่อเรียกว่า แคว้นสุธรรม(ท่าศาลา) ซึ่งเป็นอีกแว่นแคว้นหนึ่ง ของ อาณาจักรชวาทวีป เคยตั้งอยู่ที่ ปากช่องแคบโพธิ์นารายณ์ ทางฝั่งทะเลตะวันออก สันนิษฐานว่า เคยมีพระราชวังหลวงตั้งอยู่ในท้องที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน ตามตำนาน พระกฤษณะ ซึ่งได้มาตรัสรู้ ณ ถ้ำบ่อ ๗ แห่ง ภูเขาแม่นางเอ แคว้นมิถิลา(ไชยา) กล่าวว่า แม่นางเอ คือ พระนางเมขลา เป็นราชธิดา ของ ราชาแห่งแคว้นสุธรรม แคว้นสุธรรม นั้น ตั้งมาก่อนกำเนิด พระพุทธศาสนา ไม่ตำกว่า ๑,๐๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล
แคว้นสุธรรม(ท่าศาลา) เคยเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญ ในสมัยโบราณมาก่อน แต่ต่อมา ในรัชกาลของ มหาจักรพรรดิหยางเจ้าหลีชน แห่ง สหราชอาณาจักรคีรีรัฐ กรุงสระทิ้งพระ(สงขลา) กองทัพของ อาณาจักรต่างๆ ของ ชนชาติทมิฬโจฬะ ได้ยกกองทัพเข้าโจมตี แคว้นสุธรรม(ท่าศาลา) จนกระทั่งแตกพ่าย ประชาชนส่วนหนึ่งหลบหนีไปหลบซ่อนในเขตป่าเขา อีกส่วนหนึ่ง เดินทางอพยพไปทางฝั่งทะเลตะวันตก ไปตั้งแคว้นสุธรรม ขึ้นใหม่ที่ เมืองทุ่งสง และได้อพยพไปตั้งรกรากใหม่ที่แหลมตาโกลา แต่ยังถูกชนชาติทมิฬโจฬะ เข้าโจมตีอีก จึงต้องอพยพต่อไปยัง ปากแม่น้ำสาละวิน ไปตั้งเมืองทางทิศเหนือ ของ แคว้นพ่อลาแม่(เมาะละเหม่ง) โดยยังคงเรียกชื่อว่า แคว้นสุธรรม(เสทิม) เช่นเดิม และต่อมา ได้รวมกับ แคว้นทวาย และ แคว้นหงสาวดี เรียกว่า อาณาจักรหงสาวดี(พะโค) ปกครองโดย ขุนศรีจง(พ่อหงสาวดี) และ ขุนศรีธรนนท์ แต่ต่อมาในสมัยที่ขุนศรีธรนนท์ ปกครองอาณาจักรหงสาวดี กรุงหงสาวดี ถูกกองทัพของชนชาติมอญ แห่ง อาณาจักรอีสานปุระ สายราชวงศ์พระเจ้าจิตรเสน เข้ายึดครอง แคว้นสุธรรม ชาวมอญ จึงเรียกชื่อแคว้นสุธรรม เพี้ยนเป็น แคว้นเสทิม เรื่อยมา ปกครองโดยชนชาติมอญ สายราชวงศ์พระเจ้าจิตรเสน
ที่มาของชื่อ เมืองนาคอน
ในสมัยของ สงครามแย่งช้าง นั้น แคว้นสุธรรม(ท่าศาลา) ถูกข้าศึกชนชาติทมิฬโจฬะ แห่ง อาณาจักรชบาตะวันตก(สุมาตรา) กรุงโพธิ์กลิงค์บัง(ปาเล็มบัง) ตีเมืองแตก อีกครั้งหนึ่ง ประชาชนต้องอพยพไปตั้งรกรากในท้องที่ใหม่ อย่างกระจัดกระจาย ซึ่งเป็นท้องที่ซึ่ง ชนพื้นเมือง ตั้งรกรากอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชนพื้นเมืองดังกล่าว มีความขัดแย้งกันเอง มีความอิจฉาริษยา ซึ่งกันและกัน และชอบทำตอแหล ใส่ความกันเอง จนกลายเป็นนิสัย แม้กระทั่ง เมื่อออกไปทำนา ก็มักจะชอบ หาบคอน หมายถึง การหาบสิ่งของ ด้วยตะกร้า ด้วยคานหาบ ข้างเดียว สภาพดังกล่าว ทำให้เกิดการเกร็งตัว เกิดการเมื่อยล้า เมื่อเลิกจากการหาบคอน ก็จะทำให้เกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใด และชอบพูดจาเสียดสี จึงถูกเรียกว่า คนหัวแข็ง หรือ คนหัวด้น จะต้องออกมาบิดกายให้หายจากความเมื่อยล้า กลายเป็นคุณสมบัติ ของ ชาวนาคอน(นาหาบคอน) ผู้ลี้ภัยสงคราม จาก แคว้นสุธรรม(ท่าศาลา) เรื่อยมา
เมื่อ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท แห่ง สหราชอาณาจักรคีรีรัฐ ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับ อาณาจักรชวาทวีป จึงได้ส่ง เจ้าชายโกลี และ เจ้าชายกุลี พยายามเข้าไปรื้อฟื้น แคว้นสุธรรม(ท่าศาลา) ขึ้นใหม่ โดยการรวบรวมผู้ลี้ภัยสงคราม ชาวนาหาบคอน ขึ้นมาในบริเวณท้องที่ดังกล่าว สร้างขึ้นมาเป็นเมือง เรียกสั้นๆ ว่า เมืองนาคอน โดยที่ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ได้นำกองทัพม้า เดินทางจาก เมืองกลิงค์(คันธุลี) แคว้นศรีพุทธิ(คันธุลี) มาช่วยสร้างเมืองดังกล่าว ประชาชนชาวเมืองนาคอน จึงเรียกชื่อเมืองใหม่ว่า "เมืองตาม้ากลิงค์" และกลายเป็น "แคว้นตาม้ากลิงค์" ในเวลาต่อมา
ตำนานความเป็นมาของชื่อ แคว้นตาม้ากลิงค์(นครศรีธรรมราช) มีเรื่องราวความเป็นมาโดยสังเขปว่า จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท ต้องการที่จะสร้างกองทัพที่เข้มแข็งให้กับ สหราชอาณาจักรคีรีรัฐ กรุงศรีโพธิ์(ไชยา) เพื่อทำสงครามขับไล่ข้าศึก ให้ออกไปจากดินแดนสุวรรณภูมิ ให้สำเร็จ จึงได้พยายามสร้างกองพันทหารม้า ขึ้นมาอีกหลายกองพัน เพราะมีความรวดเร็ว มีความคล่องตัว ในการทำสงคราม เหนือกว่า กองทัพช้าง เป็นเหตุให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท จึงนำทหารม้า ไปฝึกขี่ม้า และฝึกซ้อมการทำสงครามด้วยกองทัพม้า ณ ทุ่งพระยาชนช้าง แคว้นศรีพุทธิ(คันธุลี) จนสามารถสร้างกองพันทหารม้าขึ้นมาหลายกองพัน สามารถทำสงครามรบชนะข้าศึก ไปทั่วดินแดนสุวรรณภูมิ เนื่องจากเมืองคลองหิต แคว้นศรีพุทธิ(คันธุลี) เคยถูกเรียกชื่อว่า เมืองกลิงค์ หรือ เมืองชวา มาก่อน เป็นเหตุให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท มีพระนามที่ประชาชนชอบเรียกขาน อีกพระนามหนึ่งว่า "ตาม้ากลิงค์" เรื่อยมา
ที่มาของ ละคร
จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) ได้คิดแก้ไขปัญหาความสามัคคี ของ ชาวนาคอน ด้วยการคิดสร้างการแสดง ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแรงจูงใจเพื่อการรวมตัว ของ ชาวนาคอน โดยมีประชาชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเข้าใจประเทศชาติ และมีความสามัคคีร่วมกัน ที่จะสร้างเมืองใหม่ ให้สำเร็จ เรียกว่า "พวกละคอน" หมายถึงประชาชนที่ละเลิกจากการหาบคอน มาร่วมกันหาบสิ่งของ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่เห็นแก่ตนเอง แต่เพียงอย่างเดียว มาร่วมกันสร้างคณะการแสดง ขึ้นมา เรียกว่า "คณะละคอน" เพื่อชักจูงให้ประชาชน มาร่วมชุมนม ดูการแสดง เพื่อสร้างความรักชาติ และสามารถร่วมกันสร้าง เมืองนาคอน ด้วยความสามัคคี ให้สำเร็จ
จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) และ เจ้าชาย ๒ พี่น้อง ได้ผลักดันให้มีการจัด คณะละคอน มาแสดงให้กับประชาชน ชื่นชม ทำให้เกิด คณะละคอน เพื่อเป็นสื่อให้ประชาชนเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ของ ประเทศชาติ เพื่อเสริมสร้างความรักชาติ ร่วมกันสร้างชาติ สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ เมืองตาม้าลิง(ตาม้ากลิงค์) ถูกสร้างขึ้นมาจนสำเร็จ ทำให้เมืองนี้ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ล้วนมีความหมายแตกต่างกัน และล้วนมีลักษณะประวัติศาสตร์ คือ เมืองตาม้ากลิงค์ หรือ เมืองตาม้าลิง หรือ เมืองตาม้าพรลิง หรือ เมืองนาคอน(นคร) หรือ เมืองละคอน(ละคร) หรือ เมืองพระพรหม หรือ เมืองพรหมเทพ ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนแปลง และถูกเรียกชื่อต่อมาว่า นครศรีธรรมโศกราช และ นครศรีธรรมราช อีกครั้งหนึ่ง ในเวลาต่อมา
เมื่อ เมืองนาคอน หรือ เมืองตาม้าลิง ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ เมืองสุธรรม(ท่าศาลา) เสร็จสิ้นแล้ว จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) ได้พยายามคัดเลือกชาวนาคอน หลายคน เพื่อแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง และคณะกรรมการเมือง ขึ้นปกครอง เมืองนาคอน ชั่วคราว แต่ไม่สามารถปกครองกันเองได้ เพราะ ชาวนาคอน เป็นคนหัวแข็ง , คนด้น(ดื้อรั้น) เพราะเมื่อมีคำสั่งทางการปกครอง ลงมาให้ร่วมกันปฏิบัติ ถ้าประชาชนชาวนาคอน ไม่เข้าใจ ก็จะไม่ให้ความร่วมมือ และเรียกร้องให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) เป็นผู้มาปกครอง ด้วยพระองค์เอง เรื่อยมา แต่เนื่องจาก จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) มีภารกิจ ต้องยกกองทัพ ไปทำสงครามกอบกู้ดินแดนสุวรรณภูมิ กลับคืน จึงไม่สามารถมาปกครอง เมืองนาคอน(ตาม้ากลิงค์) ด้วยพระองค์เองได้ แต่ต่อมา มีประชาชนชาวนาคอน ลุกขึ้นต่อต้านการปกครอง ของเจ้าเมือง หลายครั้ง ทำให้ จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) ต้องไประงับเหตุการณ์ บ่อยครั้ง
การสร้างแคว้น ตาม้ากลิงค์
ในที่สุด จักรพรรดิพ่อศรีไชยนาท(ตาม้ากลิงค์) ก็ได้มาประทับที่ พระราชวังที่ประทับ เป็นราชาปกครอง แคว้นตาม้าลิง หรือ ตาม้ากลิงค์ ตามคำเรียกร้องของประชาชน และได้ยกระดับ แคว้นตาม้าลิง ให้เป็นแคว้นจักรพรรดิ ของ สหราชอาณาจักรคีรีรัฐ กรุงศรีโพธิ์(ไชยา) อีกครั้งหนึ่งในเวลาต่อมา เมืองนาคอน จึงกลายเป็นเมืองใหญ่ เป็นที่มาของคำไทยที่ว่า นาคอน(นคร) ซึ่งแปลว่า เมืองใหญ่ ตั้งแต่นั้นมา
เมื่ออาณาจักรชวาทวีป เข้มแข็งขึ้น แคว้นตาม้ากลิงค์(นาคอน) กลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ ในการทำสงครามขับไล่ข้าศึกชนชาติทมิฬโจฬะ และชนชาติกลิงค์ ให้ต้องออกไปจาก อาณาจักรมาลัยรัฐ แห่ง สหราชอาณาจักรคีรีรัฐ กรุงศรีโพธิ์(ไชยา) จึงกลายเป็นรัฐของผู้มีอิทธิพล ในการควบคุมช่องแคบแมนจูเจ้าเก้า(ม้าละกา)

จากเพจ สหราชอาณาจักรเสียม

02/08/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ

ตามรอยศรัทธา

ความรู้สู่ความจริง
: การประติมากรรมรูป “องค์จตุคามรามเทพนาคปรก”

ในการสร้างรูปหรือประติมากรรมพระเทวโพธิสัตว์นาคปรก หรือวัตถุมงคลทั้งหลายของ “องค์จตุคามรามเทพ” เป็นการประดิษฐ์คิดค้นรังสรรค์ขึ้นตามหลักปรัชญาโหราศาสตร์และหลักอภิปรัชญาของตรัสรู้ธรรมซึ่งสามารถล่วงรู้ถึงความจริงสูงสุดว่าสรรพสิ่งในโลกและจักรวาล ว่า แต่เดิมเป็นความว่างเปล่าที่เรียกว่า “สูญตา” ต่อมาจึงบังเกิด“แสง”บันดาลให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้น

ดังนั้นผู้ใดที่ตรัสรู้ธรรมในเรื่อง “แสง” จึงเป็นผู้อยู่เหนือ “กาละ” คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต และ “เทศะ” คือ กว้าง ยาว สูง ต่ำ ตื้น ลึก ตลอดจนเนรมิตจิตวิญญาณของตนให้เข้ารวมกับ“แสงทิพย์แห่งจักรวาล”อย่างเป็นเอกภาพสามารถฉายแสงทิพย์ของตนไปยังอะตอมธาตุ ควบคุมบังคับให้รวมตัวกันหรือแตกตัวเป็นรูปสิ่งใดก็ได้ตามความปรารถนาหรืออาจฉายแสงทิพย์จากจิตวิญญาณของตนเข้าไปสิงสถิตอยู่ในวัตถุธาตุอะไรก็ได้พลังอำนาจวิเศษอันเกิดจากการตรัสรู้ธรรมย่อมบันดาลให้วัตถุธาตุนั้นกลับกลายเป็นวัตถุธาตุที่มีชีวิตขึ้นมาได้เรียกกันว่า “การปลุกเสก” ซึ่งแปลว่าการประกอบพิธีถ่ายเทพลังจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปสู่วัตถุธาตุ ได้ตามความประสงค์

จึงใคร่ขอเรียนว่า “แสง” คือ “กฎแห่งปาฎิหาริย์” ที่สำคัญยิ่งทั้งที่เป็นแสงไฟในโลกและแสงไฟในจักรวาลถ้าไม่มีแสงเสียแล้วทุกอย่างก็ดับสูญตกอยู่ในความมืดมิดไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยในสมัยโบราณคนเราสำคัญผิดคิดว่าโลกแบน โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์และดวงดาวทั้งหลายโคจรไปรอบโลก จึงกำหนดโครงสร้างของระบบจักรวาล ไปตามความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ โดยถือเอา “ทิศ” ซึ่งคนเรามองเห็นดวงอาทิตย์ทอแสงขึ้นเหนือขอบฟ้าในยามรุ่งอรุณเป็นทิศตะวันออก และกำหนดให้ทิศที่ดวงอาทิตย์อัสดงว่าเป็นทิศตะวันตก ตลอดจนกำหนดโครงสร้างของ “จักรราศี” ขึ้นตามที่ดวงตามองเห็น แต่ภาพลวงตาเหล่านั้นก็กลายเป็นรากฐานของศาสตร์ที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นมาได้และยังคงยึดถือกันมาจนถึงทุกวันนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเส้นทางเดินของแสงแห่งจักรวาลคือ “เส้นสุริยวิถี” หรือ “เส้นสุริยมรรค” อันเป็นเส้นทางการฉายแสงของดวงอาทิตย์ไปตามเส้นทางโคจรอย่างไม่เคยผันแปรให้แสงดสว่างและความอบอุ่นแก่โลกเพื่อสร้างโลกและสิ่งทั้งหลายขึ้นมาในโลก “การฉายแสง” ของดวงอาทิตย์นี่เองก็คือรากฐานของการ “ปลุกเสก” ที่สามารถอธิบายให้เหตุผลและการพิสูจน์ได้ตามวิถีทางวิทยาศาสตร์มนุษย์เพียงแต่ผู้ลอกเลียนแบบธรรมชาติมาสร้างประดิษฐ์กรรมจนเกิดอารยธรรมอันรุ่งเรืองทันสมัยดังที่รู้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การประติมากรรมรูป “องค์จตุคามรามเทพ” ประทับอยู่เหนือบัลลังก์พระยานาคราช ๓ เศียร ๕ เศียร ๗ เศียร หรือ ๙ เศียร แต่งองค์ทรงเครื่องขัตติยาภรณ์งามเฉิดฉาย ประดับประดาด้วยศิลปะกรรมสมัยศรีวิชัยที่งดงาม ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์แห่งความหมายของผู้ตรัสรู้ธรรมในระดับ “ปรมัตถ์สัจ” รู้แจ้งเห็นจริงว่า สามภพ สามโลก คือ ภพโลกแห่งจักรวาลและธรรมปัญญา ภพโลกแห่งกายวัตถุและภาพมายา ภพโลกแห่งรูปกายและจิตวิญญาณ ล้วนติดต่อเชื่อมโยงถึงกันด้วย “คลื่นแสงแห่งจักรวาล” ด้วยอำนาจพลังจิตวิญญาณที่แข็งกล้าจากการตรัสรู้ธรรมย่อมสามารถฉายแสงแห่งจิตวิญญาณบันดาลให้ “อะตอมธาตุ” เกิดการรวมตัวกันหรือแตกตัวออกจากกันได้ตามความต้องการก็คือสามารถเนรมิตให้เกิดเป็น “ภาพ” หรือ “เงา” ของสิ่งที่ต้องการขึ้นได้ตามความประสงค์ อันแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ตามหลักวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาหรือเวทย์มนต์คาถาบทใด



คัดลอกบางตอนจากบทความ
“ตั้งพระจตุคามรามเทพควรหันหน้าไปทางทิศไหนดี”
ของ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
เทวาลัยจตุคามรามเทพ
กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ผู้เรียบเรียง

02/08/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ

ตามรอยรูปประติมากรรมและกระหนกลวดลาย
ศิลปะศรีวิชัย : เสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช

ในการสร้างเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งมีจุดมุ่งหมายสร้างขึ้นเป็นปูชนียสถานของฝ่ายอาณาจักรเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์ และคณะผู้ดำเนินการสร้างมีเจตนาประติมากรรมเสาหลักเมือง ด้วยกระหนกลวดลายศิลปะศรีวิชัย

จากเรื่องราวในตำนานเก่ากล่าวว่า ภายในพระราชวังศรีวิชัยมีประตูศักดิ์สิทธิ์ประดับเพชรพลอยวิจิตรมีชื่อเสียงเลื่องลือปรากฏชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ศรีวิชัยว่า ศรีวิชยธรโทรณะ แปลว่า ประตูชัยศรีวิชัย น่าเชื่อว่าประติมากรรมเป็นรูปบูรพกษัตริย์ศรีวิชัย ผู้ได้รับยกย่องว่าทรงเป็น ศรีวิชยราช ซึ่งหมายถึง พระราชาผู้พิชิต ประดับอยู่ที่ประตูแห่งนั้น

ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเอกสารประวัติศาสตร์พื้นเมืองเพียงฉบับเดียวที่บอกเล่าเรื่องราวให้ทราบว่า กรุงศรีธรรมโศก เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรศรีวิชัย เมื่อล่มสลายไปกลายเป็นเมืองนครศรีธรรมราช ดังนั้นเมืองนครศรีธรรมราชน่าจะมีรูปประติมากรรมของกษัตริย์ศรีวิชัยที่ได้รับการยกย่องเฉลิมพระนามว่า ศรีวิชยราช เหลืออยู่ จึงช่วยกันสืบเสาะค้นหาเพื่อนำมาเป็นต้นแบบประติมากรรมเสาหลักเมืองศรีวิชัย

ในที่สุดพบบานประตูไม้แกะสลักแบบนูนสูงเป็นรูป “จตุคามรามเทพ” ประทับยืนในท่าเอียงสะโพก (ตริภังค์) อันเป็นรูปลักษณะเด่นของประติมากรรมศิลปะศรีวิชัย อยู่ในซุ้มเรือนแก้วที่ประตูทางขึ้นสู่ลานประทักษิณพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช โดยกรอบซุ้มเรือนแก้วแกะสลักกระหนกลวดลายศิลปะศรีวิชัยแบบเก่า เป็นรูปพันธุ์พฤกษาต่างๆ เช่น ลายรักร้อย ลายกระจัง ลายดอกจิก ลายดอกจอก ลายดอกรัก ลายบัวเล็บช้าง มีความงดงามวิจิตรและคมชัดสมบูรณ์

จากการศึกษารูปประติมากรรมและลวดลายรู้แน่ว่าเป็นศิลปะศรีวิชัยแบบเก่า และสังเกตเห็นเค้าพระพักตร์องค์เทพรูปแกะสลักที่บานประตูไม้มีความงดงามตามแบบศิลปะศรีวิชัย พระวรกายสูงสง่าได้สัดส่วนตามหลักสุนทรียศาสตร์และประมาณวิทยา สวมมงกุฎสองชั้น ทรงพระภูษาอาภรณ์ เครื่องอิสริยยศเต็มยศอย่างกษัตริย์ ทรงพระสนับเพลา (กางเกงขายาว) ประดับด้วยภูษาชาย (ผ้าเตี่ยว) สองชั้น พระหัตถ์ถือธนูเทพอาวุธ แตกต่างกับรูปพระโพธิสัตว์ เชื่อว่าเป็นรูปกษัตริย์ประติมากรรมขึ้นด้วยศิลปะแบบศรีวิชัย ที่ยังคงเหลืออยู่เพราะจากการตรวจสอบศิลปกรรมอื่นๆ ในบริเวณวัดพระบรมธาตุฯ พบว่าล้วนแต่เป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

คณะผู้ดำเนินการสร้างเสาหลักเมืองจึงได้จำลองเค้าพระพักตร์รูปจตุคามรามเทพดังกล่าว มาประติมากรรมเป็นเศียรเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช โดยเพิ่มเติมเป็นรูปพระพรหม ๘ หน้า ประดับเครื่องอิสริยยศเต็มยศอย่างกษัตริย์ วิจิตรงดงามตามแบบศิลปะศรีวิชัยต้นแบบ รวมทั้งนำรูปแบบกระหนกลวดลายศิลปะศรีวิชัยดังกล่าว ไปประติมากรรมเป็นกระหนกลวดลายประดับเสาหลักเมือง เพื่อรักษาอัตลักษณ์พิเศษของศิลปะศรีวิชัยต้นแบบท่ีบูรพาจารย์ประติมากรรมไว้เป็นมรดกของแผ่นดินสืบไป

พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
ผู้ออกแบบและประกอบพิธีกรรมโบราณ
ในการสร้างศาลหลักเมืองและเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช

20/06/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ🙏🙏🙏

20/06/2022

ขอนุญาติแชร์ครับ🙏🙏🙏

ตามรอยองค์จตุคามรามเทพ (๔)

ผู้เรียบเรียงไม่ใช่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี ศึกษามาทางนิติศาสตร์และมีอาชีพเป็นตำรวจ แต่ไม่เคยเชื่อถือตำราประวัติศาสตร์ไทยที่ใช้เรียนสอนกันมา ไม่เชื่อว่า “กรุงสุโขทัย” เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของ อาณาจักรไทย และไม่เคยเชื่อว่า “พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” แผ่ขยายอาณาเขตออกไปกว้างไกลถึง เมืองนครศรีธรรมราช เพราะว่าในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น พระเจ้ากรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก พ่อขุนผาเมือง แห่งอาณาจักรศรีสัชนาลัย ทรงโปรดให้ขุนนางลงไปฟื้นฟูบูรณะปฏิสังขรณ์ กรุงศรีธรรมโศก ซึ่งล่มสลายถูกทิ้งร้างจมอยู่กลางป่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แผ่ขยายอำนาจลงมาทางใต้ไม่เกินเมืองนครสวรรค์ เพราะว่า “อาณาจักรศรีอโยธยา” มีแสนยานุภาพทางทหารยิ่งใหญ่ บุกเข้าไปโจมตีเผาผลายทำลายบ้านเรือนถึงชายเมืองพระนครธม กองทัพกรุงสุโขทัยจะแผ่อาณาเขตข้ามลงไปได้อย่างไร ในสมัยนั้นกรุงสุโขทัย เป็นเพียงหัวเมืองสำคัญของแคว้นสุโขทัย มีสถานภาพเป็นแค่ นครรัฐ แห่งหนึ่งเท่านั้น และในขณะนั้นอาณาจักรศรีอโยธยา ซึ่งสถาปนาขึ้นแทนที่อาณาจักรศรีสัชนาลัย กำลังปราบปรามแคว้นสุโขทัยอยู่ ในที่สุดแคว้นสุโขทัยก็ถูกกองทัพศรีอยุธยาภายใต้การนำของ ขุนหลวงพะงั่ว โจมตีแตกพ่ายพินาศไป ผู้เรียบเรียงจึงไม่ยอมรับประวัติศาสตร์ไทยที่ทางราชการแต่งขึ้น ใช้วิชาการสืบสวนสวนของตำรวจ และความรู้ที่ศึกษาค้นคว้าเพราะความอยากรู้ รวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของชาติ มาก่อนที่จะพบกับ องค์จตุคามรามเทพ หลายปี

นอกจากนั้นได้พยายามศึกษา ศิลปโบราณวัตถุที่พบในพื้นที่คาบสมุทรภาคใต้ของประทศไทย คือ เทวรูปโบราณ มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไม่เคยพบที่ไหนในประเทศไทย เป็นศิลปวัตถุโบราณที่สร้างขึ้นมาก่อนการสร้างพระพุทธรูปของศาสนาพุทธเสียอีก ตลอดจนมีความเชื่อว่า ความเห็นของนักปราชญ์ของชาติมหาอำนาจล่าอาณานิคม พยายามบิดเบือนข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองของชาติตน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยึดประเทศไทยเป็นเมืองขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อใช้อำนาจทางการทหารและกลอุบายผนวก ประเทศเขมร และลาว ไปเป็นรัฐในอารักขาของตนแล้ว ก็พยายามสร้างหลักฐานเท็จขึ้นใหม่ว่า “ชนชาติไทย” อพยพลงมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน แต่เดิมยอมอยู่ภายใต้อำนาจของ ชนชาติมอญ ชนชาติเขมร ครั้นมีกำลังแข็งกล้าก็ทรยศต่อเจ้าของแผ่นดินแย่งชิงดินแดนไปก่อตั้ง “อาณาจักรสุโขทัย” ขึ้นในราว พ.ศ. ๑๘๐๐ สืบต่อลงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ อันแสดงถึงเจตนาเพื่อล้างเผ่าพันธุ์แปลงสัญชาติ “ชนชาวสยาม-ละโว้” หรือ “ชนชาวฟูนัน” หรือ “ชนชาวไทย” ให้กลายเป็น “ชนชาวลาว” ทำให้ชาวโลกสำคัญผิดคิดว่า ชนชาติไทย หมายถึง “ชนชาวลาว” และเป็นชนเผ่าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าเที่ยวอพยพเร่ร่อนหลบหนีลี้ภัยไม่มีผืนแผ่นดินของตนเองอยู่อาศัย และต่อมารัฐบาลไทยก็ยังว่าจ้างนักปราชญ์ผู้นี้ มาเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีให้คนไทยอีก จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ ประวัติศาสตร์ของชาติจึงมีอายุอันแสนสั้นเพียงแค่ ๗๐๐ กว่าปี

พล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
เทวาลัยจตุคามรามเทพ
ผู้เรียบเรียง

16/06/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ🙏🙏🙏

16/06/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ🙏🙏🙏

16/06/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ🙏🙏🙏

16/06/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ🙏🙏🙏

Photos from ตามรอยองค์จตุคามรามเทพ's post 30/05/2022

ขออนุญาติแชร์ครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Hua Hin?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Hua Hin
77110