หมอสมเสร็จ สอน Occ-Med

หมอสมเสร็จ สอน Occ-Med

แชร์

หมอสมเสร็จ เฉพาะทางด้าน Occ Med บูรณาการ Digital Health เข้ากับการดูแลสุขภาพคนทำงานอย่างองค์รวม 😊

Jema Africa LTD 27/04/2026

จากวิดีโอ "The Complete Gold Mining Process in Tanzania" ขั้นตอนการผลิตทองคำโดยละเอียดและอันตราย (Hazards) ที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้น มีดังนี้ค่ะ

1. การสำรวจแร่ (Mineral Exploration) [01:37]
• ขั้นตอน: ศึกษาและวิจัยเพื่อหาแหล่งสะสมของแร่ ประเมินรูปร่าง คุณภาพ และปริมาณของสายแร่ เพื่อตัดสินใจเลือกวิธีการทำเหมือง (เหมืองเปิดหรือเหมืองใต้ดิน)
• อันตราย (Hazards): การทำงานในพื้นที่ทุรกันดาร, สภาพอากาศที่รุนแรง, อันตรายจากสัตว์ในพื้นที่ และการยศาสตร์จากการเดินสำรวจและเก็บตัวอย่าง

2. การเตรียมพื้นที่และการทำเหมือง (Site Clearing & Mining Operations) [02:42]
ขั้นตอนนี้แบ่งเป็นกิจกรรมหลักดังนี้:
• การเจาะ (Drilling) [03:06]: เจาะรูเพื่อวางระเบิด
• การระเบิด (Blasting) [03:27]: ใช้ระเบิดทำให้หินแตกตัว
• การตักและขนย้าย (Loading & Haulage) [03:58]: ขนส่งหินแร่ไปยังส่วนแปรรูป
• อันตราย (Hazards):
• กายภาพ: เสียงดังจากเครื่องจักรและแรงระเบิด, แรงสั่นสะเทือน, หินร่วงหรือดินถล่ม
• เคมี: ฝุ่นจากการเจาะและระเบิด (โดยเฉพาะฝุ่นซิลิกา), ควันจากสารระเบิด
• อุบัติเหตุ: เครื่องจักรหนักทับหรือชน, การใช้สารระเบิดผิดพลาด

3. การบดและย่อยแร่ (Crushing & Grinding / Comminution) [04:19]
• ขั้นตอน: นำหินแร่ที่ได้มาผ่านเครื่องบดเพื่อลดขนาดให้เล็กลง จนถึงขนาดที่เหมาะสมสำหรับการสกัดทองออกจากเนื้อหิน
• อันตราย (Hazards): เสียงดังระดับสูง (High noise levels), ฝุ่นละอองจำนวนมาก, อันตรายจากชิ้นส่วนเครื่องจักรที่เคลื่อนไหว (Mechanical hazards)

4. การชะละลายด้วยสารเคมี (Leaching Process) [04:47]
• ขั้นตอน: นำแร่ที่บดแล้วมาผสมกับตัวทำละลาย ซึ่งมักใช้ โซเดียมไซยาไนด์ (Sodium Cyanide) และปูนขาว (Lime) เพื่อละลายทองคำออกมาจากแร่ จากนั้นใช้คาร์บอนกัมมันต์ (Activated Carbon) ดักจับทองคำจากสารละลาย
• อันตราย (Hazards):
• เคมี (รุนแรงมาก): ความเป็นพิษของไซยาไนด์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากสูดดมหรือสัมผัส, การระคายเคืองจากปูนขาว
• สิ่งแวดล้อม: การรั่วไหลของสารละลายพิษสู่แหล่งน้ำ

5. การสกัดทองออกจากคาร์บอน (Elution Process) [05:24]
• ขั้นตอน: แยกทองคำที่จับอยู่กับคาร์บอนออกมาให้อยู่ในรูปสารละลายเข้มข้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแยกด้วยไฟฟ้า
• อันตราย (Hazards): การสัมผัสสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูงและอุณหภูมิที่ใช้ในกระบวนการแยก

6. การทำทองให้บริสุทธิ์และการหลอม (Refining & Smelting) [05:59]
• ขั้นตอน: นำทองคำที่แยกได้มาหลอมและสกัดให้บริสุทธิ์เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย
• อันตราย (Hazards):
• ความร้อน: รังสีความร้อนและอุณหภูมิที่สูงมากจากเตาหลอม
• เคมี: ไอระเหยของโลหะหนัก (Metal fumes), การใช้กรดเข้มข้นในการสกัดบริสุทธิ์
• อุบัติเหตุ: ไฟไหม้หรือการระเบิดจากเตาหลอม

การบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในทุกขั้นตอนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากมีทั้งอันตรายจากสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงและเครื่องจักรขนาดใหญ่ค่ะ

Jema Africa LTD 303 likes, 8 comments. "The Complete Gold Mining Process in Tanzania | From Exploration to Final Product"

26/04/2026

AMA หรือ American Medical Association (แพทยสมาคมอเมริกัน) ออกหนังสือหลายเล่มในรูปประกอบ ซึ่งถือเป็น reference สำคัญให้กับแพทย์ Occ Med ในไทย

ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์หรือความถนัดด้าน Medicolegal Practice ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสมาคมหรือเปล่า?
——————————————————————

อเมริกาไม่มีหน่วยงานแพทยสภาที่ดูแลรวมทั้งประเทศเหมือนพวกเรา มีแต่ medical baords ประจำรัฐ ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบกระจายอำนาจ

ส่วน American Board of Medical Specialties (ABMS) ทำหน้าที่รับรองความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Board Certification) ของแพทย์เท่านั้น

แต่มี AMA ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพแพทย์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1847 มีสมาชิกเป็นแพทย์และนักศึกษาแพทย์จากทั่วประเทศ
——————————————————————

หน้าที่และบทบาทหลักของ AMA:

ส่งเสริมวิชาชีพแพทย์: มุ่งมั่นส่งเสริมศิลปะและวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พัฒนาคุณภาพการศึกษาแพทย์ และกำหนดมาตรฐานจริยธรรมทางการแพทย์ (Code of Medical Ethics)

สนับสนุนนโยบายด้านสุขภาพ: ทำหน้าที่เป็นกลุ่มล็อบบี้ (Lobbying group) ที่ทรงพลังในการกำหนดนโยบายสาธารณสุข ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแพทย์และผู้ป่วย เพื่อพัฒนาสุขภาพของประชาชน

จัดทำวารสารการแพทย์: ตีพิมพ์วารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้แก่ Journal of the American Medical Association (JAMA)

สร้างมาตรฐานอ้างอิง: AMA เป็นผู้กำหนดรูปแบบการอ้างอิงเอกสารทางวิชาการ (AMA Style) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ให้การศึกษาต่อเนื่อง (CME): จัดอบรมความรู้ต่อเนื่องทางการแพทย์ (Continuing Medical Education) เพื่อให้แพทย์มีความรู้ทันสมัยอยู่เสมอ

โดยสรุปคือ AMA ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของแพทย์ พัฒนามาตรฐานวิชาชีพ และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขในสหรัฐอเมริกา ซึ่งดูๆ แล้วก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกับแพทยสภาของเราอยู่

03/04/2026

📕คู่มือแนวทางการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ว!✨

🩺บุคลากรการแพทย์ฉุกเฉิน คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการรักษาพยาบาลฉุกเฉินให้เติบโตอย่างยั่งยืน สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน คือรากฐานของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย จึงจัดทำคู่มือแนวทางการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้บุคลากรทุกท่านมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และมีความสุขในการปฏิบัติหน้าที่☺

วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการจัดทำคู่มือนี้ และเรายินดีรับทุกข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

📂ดาวน์โหลดคู่มือได้ที่: https://drive.google.com/file/d/12ZM5VzxL_cvy9WIRdbfwhI_EwxzNQYFw/view

#วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย #วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉิน #คู่มือการตรวจสุขภาพ #สุขภาพจิต

02/04/2026

ที่ตุรกี กฎหมายล่าสุดหลังปี 2016 นี่บังคับให้สถานประกอบการทุกแห่ง ต้องมี workplace doctor และ occupational health specialist ของตัวเองด้วยนะครับ หรือจะเช่าบริการจากส่วนกลาง ที่เรียกว่า common health and safety unit

ปัจจุบันมี workplace doctor ประมาณ 29000 คน แล้วก็ OHS specialist ประมาณ 98000 คนครับ

พอดีรีวิวเรื่องนี้เพราะว่าหลังๆ เห็น paper Occ Med Occ Health จากตุรกีมากขึ้นๆ แล้วก็ประเทศเขาน่าจะเป็นกำลังผลิตหลักให้กับยุโรป โดยมีอุตสาหกรรมเด่น พวกยานยนต์และชิ้นส่วน พวกผลิตเครื่องจักร และก็ อุตสาหกรรม high tech ครับ

แพทย์ที่นั่นจะเป็น workplace doctor ต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับ certificate ผ่านการอบรมหลักสูตรได้ที่รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน 220 ชม ครับ แล้วจึงสอบเอา certificate ระยะเวลาในการอบรมก็ประมาณ 2 เดือน พอๆกับเรา ซึ่งใบ cert ของเค้าจะต้องต่ออายุทุกๆ 5 ปีครับ

มีหลักการคำนวณด้วยครับว่า workplace doctor ต้องทำงานที่สถานประกอบการ นานเท่าไหร่ ขึ้นก้บ ระดับความเสี่ยงของสถานประกอบการนั้น แล้วก็จำนวนคนงานในโรงงานครับ หน่วยสุดท้ายจะเป็น
ชม การทำงาน (นาที) ต่อ 1 เดือนครับ

——————————————————————
การคำนวณเวลาปฏิบัติงานของแพทย์ประจำสถานประกอบการ (Workplace Doctor)
อ้างอิงตามระเบียบประกาศเมื่อ 20 กรกฎาคม 2013 มาตรา 12:

เกณฑ์เวลาปฏิบัติงานขั้นต่ำต่อเดือน:

สถานประกอบการอันตรายน้อย: อย่างน้อย 5 นาที ต่อพนักงาน 1 คน/เดือน

สถานประกอบการอันตราย: อย่างน้อย 10 นาที ต่อพนักงาน 1 คน/เดือน

สถานประกอบการอันตรายมาก: อย่างน้อย 15 นาที ต่อพนักงาน 1 คน/เดือน

การจัดจ้างแพทย์แบบเต็มเวลา (Full-time):

อันตรายน้อย: พนักงานทุกๆ 2,000 คน ต้องมีแพทย์เต็มเวลา 1 คน

อันตราย: พนักงานทุกๆ 1,000 คน ต้องมีแพทย์เต็มเวลา 1 คน

อันตรายมาก: พนักงานทุกๆ 750 คน ต้องมีแพทย์เต็มเวลา 1 คน
——————————————————————

เสริม ตุรกีจะมี ระบบ OSGB (Ortak Sağlık ve Güvenlik Birimi) หรือแปลเป็นไทยว่า "หน่วยร่วมบริการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย"
(Common Health and Safety Units)

OSGB คือบริษัทเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของตุรกี ให้ทำหน้าที่เป็น "สถานีกลาง" ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่มหลักไว้ในที่เดียว คือ:

1.แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (Workplace Physicians)

2.เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยวิชาชีพ (Occupational Safety Experts)

3. บุคลากรทางการแพทย์อื่น/พยาบาล (Other Health Personnel - DSP)

แทนที่โรงงานขนาดเล็กต้องไปประกาศรับสมัครแพทย์หรือ จป. เอง ซึ่งหาตัวยากและค่าใช้จ่ายสูง โรงงานเหล่านั้นจะไป "ทำสัญญาเช่าบริการ" จาก OSGB แทนครับ

25/03/2026

#การจัดตารางการทำงานแบบกะ (Shift work) ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ด้านการนอนหลับและนาฬิกาชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า (Fatigue-related risk) โดยมีรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้ครับ:

-------------------------------------
**1. หลักการออกแบบตารางกะการทำงาน (Shift Schedule Design)**
* **ทิศทางการหมุนกะ (Direction of Rotation):** ควรจัดให้มี**การหมุนกะแบบตามเข็มนาฬิกา (Clockwise rotation)** เช่น เลื่อนจากกะเช้า ไปกะบ่าย และไปกะดึก เนื่องจากสอดคล้องกับธรรมชาติของนาฬิกาชีวิตมนุษย์ที่มักจะเลื่อนเวลาการตื่นและนอนให้ช้าลงได้ง่ายกว่า
* **ความเร็วในการหมุนกะ (Speed of Rotation):** **การหมุนกะแบบเร็ว (Fast rotations)** เช่น การเปลี่ยนเวลาทำงานหลายครั้งในหนึ่งสัปดาห์ มักจะดีกว่าการหมุนกะแบบช้า (ที่ต้องอยู่กะเดิมเป็นสัปดาห์) เพราะการหมุนกะเร็วมักจะไม่ทำให้นาฬิกาชีวิตปรับเปลี่ยนไปเป็นเวลากลางคืนมากนัก ช่วยให้พนักงานยังคงมีเวลาสำหรับกิจกรรมครอบครัวและสังคมได้ดีกว่า และมักเป็นที่ชื่นชอบของพนักงานมากกว่า
* **ระยะเวลาของกะ (Shift Duration):** ไม่ควรจัดกะให้มีความยาวเกิน 12 ชั่วโมง
* **จำนวนกะที่ทำติดต่อกัน (Consecutive Shifts):** ควรลดจำนวนกะที่ทำงานติดต่อกันให้**น้อยกว่า 4 กะ**
* **ระยะเวลาพักระหว่างกะ (Time between shifts):** ควรจัดให้มีเวลาพักระหว่างกะทำงานที่เพียงพอ โดยแนะนำให้มีเวลาพัก**มากกว่า 11 ชั่วโมงขึ้นไป**

-------------------------------------
**2. การจัดกะตามลักษณะบุคคลและเวลา (Chronotype & Timing)**
* **การจัดกะตามนาฬิกาชีวิตส่วนบุคคล:** ควรพิจารณาถึงลักษณะความชอบในการตื่นนอนของแต่ละคน (Chronotype) โดย**ไม่ควรจัดให้คนที่ชอบตื่นเช้ามากๆ (Extreme early chronotypes) เข้ากะดึก** และ**ไม่ควรจัดให้คนที่ชอบนอนดึกตื่นสาย (Extreme late chronotypes) เข้ากะเช้าตรู่** เพราะจะส่งผลเสียต่อระยะเวลาและคุณภาพการนอนหลับอย่างมาก
* **การจัดการภาระงาน (Workload Management):** ควร**หลีกเลี่ยงการจัดภาระงานที่หนักในช่วงเวลา 04.00 น. ถึง 07.00 น.** เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่นาฬิกาชีวิตมีความตื่นตัวต่ำที่สุด (Circadian nadir)

-------------------------------------
**3. การจัดการและมาตรการเสริมในที่ทำงาน (Fatigue Countermeasures)**
* **การจัดการแสงสว่าง (Light Exposure):** สามารถใช้แสงสว่างเพื่อช่วยปรับตัวและเพิ่มความตื่นตัวได้ เช่น **เปิดไฟให้สว่างจ้าในช่วงครึ่งแรกของกะดึก**เพื่อชะลอนาฬิกาชีวิต และแนะนำให้พนักงาน**สวมแว่นตากันแสงสีฟ้า (Blue light-blocking glasses) ในช่วงเช้าขณะเดินทางกลับบ้าน**หลังเลิกกะดึก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดรบกวนการนอนหลับในเวลากลางวัน
* **การงีบหลับ (Napping):** การอนุญาตให้งีบหลับเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูง โดยอาจเป็นการนอนสะสม (Banking sleep) ก่อนเข้ากะดึก หรือ**การงีบหลับระหว่างกะประมาณ 20-30 นาที** ซึ่งสามารถฟื้นฟูประสิทธิภาพการรับรู้ได้นานถึง 155 นาที อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอาการสะลึมสะลือหลังตื่นนอน (Sleep inertia) ด้วย
* **การจัดช่วงพัก (Rest Breaks):** ควรมีช่วงพักสั้นๆ โดยเฉพาะในงานที่จำเจ การอนุญาตให้พนักงานลุกขึ้นยืน ขยับร่างกาย หรือมีการพูดคุยสังสรรค์กันในช่วงพัก จะช่วยเพิ่มความตื่นตัวได้ชั่วคราว
* **การใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีช่วยจัดตาราง (Technology-Based Schedule Design):** ปัจจุบันมีการใช้ **แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ชีวภาพ (Biomathematical models)** มาช่วยประเมินและออกแบบตารางการทำงาน โดยซอฟต์แวร์เหล่านี้จะใช้ข้อมูลประวัติการนอนหลับและการตื่นมาวิเคราะห์เพื่อหลีกเลี่ยงตารางงานที่ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสม

-------------------------------------
หากพนักงานมีปัญหาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับกะการทำงานได้จนเกิดภาวะ Shift-Work Disorder (SWD) การแก้ไขที่ดีที่สุดคือการพิจารณาย้ายพนักงานคนนั้นกลับไปทำงานในกะกลางวันหรือกะเย็น

======================
อ้างอิงจากหนังสือ Principles and Practice of Sleep Medicine
7th Edition ปี 2021
Part 10 Occupational Sleep Medicine บทที่ 81-83
**Selected for 2025 Doody’s Core Titles® in Psychiatry**

Photos from หมอสมเสร็จ สอน Occ-Med's post 12/03/2026

คือแบบ ผมรีวิวดูพวก โต๊ะปรับระดับไฟฟ้า ในช้อปปี้ นอกจากวัสดุที่ใช้ มอเตอเตอร์คู่ ความดังของเสียงน้อยๆ การรับประกันมอเตอร์ 5 ปี แล้ว

ที่เกี่ยวข้องกับ ergonomics แล้วมีนัยสำคัญที่แตกต่างกันที่สุดคือ ช่วงของการปรับระยะได้สูงต่ำ พบว่าส่วนใหญ่จะปรับระดับได้ต่ำสุด 70 cm อันนี้ มันดีกับการเขียนอ่าน แต่ถ้าเราจะวางคีบอร์ดบนโต๊ะ แล้วหวังว่า มันจะไม่สูงเกินไป อันนี้ยาก

อย่างผมนี่ ถ้านั่งพิมพ์งาน จะพอดีกับระดับคีบอร์ดที่สูงจากพื้นประมาณ 60 cm ผมเลยว่าถ้าดูโต๊ะพวกนี้หาที่ปรับต่ำลงมาได้ถึงสัก 60-65 cm จะดีกว่าครับ ไม่ต้องหาพวกถาดวางคีบอร์ดมาติดเพิ่มด้วย

26/02/2026

หากเราลองกางแผนที่ระบบสาธารณสุขของไทยออกดู เราจะพบว่าโรงพยาบาลเอกชนเปรียบเสมือนอีกชิ้นส่วนสำคัญที่ขยับเข้ามาเติมเต็มภาพใหญ่ได้อย่างน่าสนใจ เหมือนที่โรงพยาบาลเอกชนก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน บ้างเลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ควบคู่ไปกับสิทธิในโรงพยาบาลรัฐ บ้างก็เลือกใช้โรงพยาบาลเอกชนเป็นช่องทางหลัก

หลายคนอาจติดภาพจำว่าโรงพยาบาลเอกชนคือพื้นที่สำหรับความสะดวกสบายและการบริการที่รวดเร็วเพียงเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วในมิติทางโครงสร้างสังคม โรงพยาบาลเอกชนคือหนึ่งในฟันเฟืองการเข้าถึงการรักษาของประชาชนหลากหลายรูปแบบ

ในวันที่ความต้องการด้านสุขภาพของคนไทยหลากหลายมากขึ้น โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘ทางเลือก’ ของคนเฉพาะกลุ่ม แต่ยังเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวช่วย’ แบ่งเบาความแออัดจากภาครัฐ และเป็นพื้นที่รองรับนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานสุขภาพโดยรวม แต่ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชนก็อาจมีส่วนสร้างความไม่เป็นธรรมในระบบสาธารณสุของไทยด้วย

การมีอยู่ของโรงพยาบาลเอกชนจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากระบบสาธารณสุขส่วนรวม แต่คือความสัมพันธ์ที่จำเป็นต้องออกแบบให้สามารถทำงานคู่ขนานและส่งเสริมกันในหลายมิติ เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ พร้อมกับลดแรงจูงใจการแย่งชิงทรัพยากร ที่จะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุขไทย

บทความนี้จึงชวนทุกคนมาสำรวจ ‘พิกัด’ ของโรงพยาบาลเอกชนไทยให้ชัดเจนขึ้น ทั้งขีดความสามารถและบทบาทในระบบนิเวศสุขภาพ เพื่อให้เราเข้าใจว่าภายใต้โครงสร้างที่ซับซ้อนนี้ โรงพยาบาลเอกชนปรากฏตัวอยู่ตรงจุดไหน และกำลังทำหน้าที่อะไรในแผนผังสุขภาพที่ครอบคลุมชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ

อ่านต่อได้ที่: https://www.the101.world/private-hospital-landscape/
ภาพประกอบ : จิราภรณ์ บุญเย็น

งานสื่อชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การสังเคราะห์กรอบแนวทางกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน เพื่อสร้างระบบสุขภาพของประเทศไทยที่เป็นธรรม” ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

โครงการนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดย คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ 101 PUB

[สวรส.x101]
#สวรส #วันโอวัน #โรงพยาบาลเอกชน #การกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน

Photos from หมอสมเสร็จ สอน Occ-Med's post 24/02/2026

สำหรับคนที่สนใจเรื่อง Cognitive Ergonomics อันนี้คือตำรา standard ที่แนะนำเลยครับ

เขาว่าหากเปรียบ Ergonomics ธรรมดา เป็น Ergonomics ที่เน้นตั้งแต่ใต้คอลงมา พวกกล้ามเนื้อกระดูกแขนขา หลังที่ใช้แรงเคลื่อนไหวให้มันปลอดภัย ไม่บาดเจ็บ

แต่ Engineering Psychology หรือ Cognitive Ergonomics คือ Ergonomics ที่เน้นเหนือคอขึ้นไปครับ หรือการใช้สมอง ตา หู ปาก รับข้อมูล คิดคำนวณ สื่อสาร ให้มันได้ประสิทธิภาพและไม่เหนื่อยล้า

Photos from หมอสมเสร็จ สอน Occ-Med's post 24/02/2026

อุตสาหกรรมโลหะเอาจริงๆผมว่า hazard เยอะมากๆ สุดแล้ว จากที่เคยไปเดินมา หลากหลายมากตั้งแต่กระบวนการหล่อ ขึ้นรูป ทั้งร้อนและเสียงดัง ขัดด้วยการพ่นทราย จุ่มกรดด่างเพื่อทำความสะอาด เชื่อม ขัด เจียร ชุบเคลือบ พ่นสี หลังๆเวลาไปเดินสำรวจสถานประกอบการ ถ้าอันไหนยิ่งเสี่ยงและงานหนักก็จะเป็นแรงงานต่างด้าวเป็นคนทำ กลุ่มคนเหล่านี้ก็น่าสงสารอยู่ครับ การพูดคุย ซักประวัติ ให้ความรู้อะไรก็ทำได้ยาก แล้วเค้าก็ทนมาก ไม่ค่อยเห็นว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักป้องกันจริงๆนะ

สไลด์ต่อไปนี้ให้ AI สรุปจากหนังสือ Recognition of HEALTH HAZARDS IN INDUSTRY บทที่ 2: การผลิตโลหะ - อะลูมิเนียม เหล็ก และเหล็กกล้า (Metals Production - Aluminum, Iron, and Steel) ครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chon Buri?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chon Buri