ทำร้ายเด็ก ทำร้ายพระ ทำร้ายทนาย คนประเภทนี้ รกโลก แต่อยู่ได้ด้วยอำนาจเงิน แต่ไม่พ้นนรกแน่ #
ILCS Sriracha ศูนย์สอนภาษา
สอนภาษาต่างประเทศ
วันนี้มีภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ มาฝากค่ะหวังว่าคงเป็นประโยคกับผู้อ่านนะค่ะ
คำศัพท์สัตว์เลี้ยงภาษาอังกฤษ
ที่ คำศัพท์ คำอ่าน คำแปล
1 buffalo บั๊ฟฟะโล ควาย
2 cat แค็ท แมว
3 chicken ชิ๊คคิน ไก่
4 cow คาว วัว
5 dog ด๊อก สุนัข
6 duck ดั๊ค เป็ด
7 elephant เอ็ลละเฟินท ช้าง
8 goat โก๊ท แพะ
9 goldfish โกลดฟิช ปลาทอง
10 hamster แฮ๊มสเตอ หนูแฮมสเตอร์
11 horse ฮอส ม้า
12 mouse เมาส หนู
13 pig พิก หมู
14 rabbit แร๊บบิท กระต่าย
15 sheep ชีพ แกะ
Good morning everyone.
อรุณสวัสดิค่ะทุกท่าน
วันนี้มีภาษาอังกฤษ รายวันละ มาให้เรียนกันค่ะ
Apologize for (อะโพโลจาย ฟอร์)
คำที่แปลว่าขอโทษนี้ต้องตามด้วยบุพบท for ก่อนแล้วค่อยเติมว่าจะขอโทษ “เรื่องอะไร” เช่น I apologize for my mistake. (ผมขอโทษเรื่องความผิดพลาดของผมด้วย) แต่ถ้าหากไปเลือกใช้ to จะต้องตามด้วยกรรมที่เราจะขอโทษ เช่น I apologize to you (ผมขออภัยคุณด้วย)
Ask for (อาค ฟอร์)
คำว่าถามนี้จะต้องคู่กับ for เสมอค่ะ เพราะเวลาเราถามเราต้องถามหรือขอ “อะไร” เท่านั้น เช่น May I ask for information. (ขอถามข้อมูลหน่อยได้ไหมคะ) แบบนี้เป็นต้นค่ะ คำนี้ใช้ to ไม่ได้นะคะ ถ้าจะมีกรรมเป็นคนให้เติมได้เลย เช่น I ask Susan where is she from. (ฉันถามซูซานว่าเธอมาจากไหน)
Care for (แคร์ ฟอร์)
จำเอาไว้เลยค่ะว่าถ้าเราแคร์ใครหรือแคร์อะไร เราจะแคร์ “เพื่อ” คนหรือสิ่งของสิ่งนั้น ดังนั้นเวลาที่ใช้คำว่า Care ให้ตามด้วยบุพบท for นะคะ อย่างเช่น I care for you (ฉันเป็นห่วงเธอ) แต่ถ้าหากใช้ to จะต้องตามด้วยกริยาค่ะ เช่น Do you care to take the test? (สนใจจะทำแบบทดสอบไหม) ซึ่งความหมายจะไปคนละทางกับ Care for เลยล่ะค่ะ
Protect (someone) from (โพรเทค - ซัมวัน - ฟรอม)
ท่องเอาไว้เลยค่ะว่า เวลาจะปกป้องใครสักคนเราต้องปกป้องเขา “จาก” สิ่งใด ดังนั้นเมื่อใช้คำว่า Protect เมื่อตามด้วยกรรม (คน/สิ่งของที่ถูกปกป้อง) แล้ว ต้องต่อด้วยบุพบท from ค่ะ แล้วจึงตามด้วยสิ่งที่เราต้องการปกป้องคน/สิ่งของนั้นจากมัน ยกตัวอย่างเช่น I will protect you from harm. (ฉันจะปกป้องเธอจากอันตราย) ค่ะ
สวัสดีค่ะ วันนี้ เรามีเรื่อง Tense มาฝาก บางท่านสับสนกับการแต่ประโยค ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ไม่ทราบว่าจะแต่งอย่างไร เรามาเริ่มเรียนพื้นฐานกันค่ะ
สนใตเรียนเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ 0944194469 นะค่ะ ขอบคุณค่ะ
Tense คือรูปแบบ(หรือโครงสร้าง)ของกริยา ที่แสดงให้เราทราบว่า การกระทำหรือเหตุการ นั้นๆเกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งเรื่อง tense นี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราใช้ tense ไม่ถูก เราก็จะสื่อภาษากับเขา ไม่ได้ เพราะในประโยคภาษาอังกฤษนั้นจะอยู่ในรูปของ tense เสมอ ซึ่งต่างกับภาษาไทยที่เราจะมีข้อความบอกว่าาเกิดขึ้นเมื่อใดมาช่วยเสมอ แต่ภาษาอังกฤษจะใช้รูป tense นี้มาเป็นตัวบอก ดังนี้การศึกษาเรื่อง tense จึงเป็นเรื่องจำ เป็น.
Tense ในภาษาอังกฤษนี้จะแบ่ง ออกเป็น 3 tense ใหญ่ๆคือ
1. Present tense ปัจจุบัน
2. Past tense อดีตกาล
3. Future tense อนาคตกาล
ในแต่ละ tense ยังแยกย่อยได้ tense ละ 4 คือ
1 . Simple tense ธรรมดา(ง่ายๆตรงๆไม่ซับซ้อน).
2. Continuous tense กำลังกระทำอยู่(กำลังเกิดอยู่)
3. Perfect tense สมบูรณ์(ทำเรียบร้อยแล้ว).
4. Perfect continuous tense สมบูรณ์กำลังกระทำ(ทำเรียบร้อยแล้วและกำลัง ดำเนินอยู่ด้วย).
โครงสร้างของ Tense ทั้ง 12 มีดังนี้
Present Tense
[1.1] S + Verb 1 + ……(บอกความจริงที่เกิดขึ้นง่ายๆ ตรงๆไม่ซับซ้อน).
[1.2] S + is, am, are + Verb 1 ing + …(บอกว่าเดี๋ยวนี้กำลังเกิดอะไร อยู่).
[1.3] S + has, have + Verb 3 + ….(บอกว่าได้ทำมาแล้วจนถึง ปัจจุบัน).
[1.4] S + has, have + been + Verb 1 ing + …(บอกว่าได้ทำมาแล้วและกำลังทำ ต่อไปอีก).
Past Tense
[2.1] S + Verb 2 + …..(บอกเรื่องที่เคยเกิดมาแล้วใน อดีต).
[2.2] S + was, were + Verb 1 +…(บอกเรื่องที่กำลังทำอยู่ในอดีต).
[2.3] S + had + verb 3 + …(บอกเรื่อที่ทำมาแล้วในอดีตใน ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง).
[2.4] S + had + been + verb 1 ing + …(บอกเรื่องที่ทำมาแล้วอย่างต่อ เนื่องไม่หยุด).
Future Tense
[3.1] S + will, shall + verb 1 +….(บอก เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต).
[3.2] S + will, shall + be + Verb 1 ing + ….(บอกว่าอนาคตนั้นๆกำลังทำอะไร อยู่).
[3.3] S + will,s hall + have + Verb 3 +…(บอกเรื่องที่จะเกิดหรือสำเร็จ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง).
[3.4] S + will,shall + have + been + verb 1 ing +.. ..(บอกเรื่องที่จะทำอย่างต่อเนื่องในเวลาใด – เวลาหนึ่งในอนาคตและ จะทำต่อไปเรื่อยข้างหน้า).
หลักการใช้แต่ละ tense มีดังนี้
[1.1] Present simple tense เช่น He walks. เขาเดิน,
1. ใช้กับ เหตุการที่เกิดขึ้นตามความจริงของธรรมชาติ และคำสุภาษิตคำ พังเพย.
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริงในขณะที่พูด (ก่อนหรือหลังจะไม่จริงก็ตาม).
3. ใช้กับกริยาที่ทำนานไม่ได้ เช่น รัก, เข้าใจ, รู้ เป็นต้น.
4. ใช้กับการกระทำที่คิดว่าจะเกหิดขึ้นในอนาคตอันใกล้(จะมีคำวิเศษณ์บอกอนาคตร่วมด้วย).
5. ใช้ในการเล่าสรุปเรื่องต่างๆในอดีต เช่นนิยาย นิทาน.
6. ใช้ในประโยคเงื่อนไขในอนาคต ที่ต้นประโยคจะขึ้นต้น ด้วยคำว่า If (ถ้า),unless (เว้น เสียแต่ว่า), as soon as (เมื่อ,ขณะที่), till (จนกระทั่ง) , whenever (เมื่อไรก็ ตาม), while (ขณะที่) เป็นต้น.
7. ใช้กับเรื่องที่กระทำอย่างสม่ำเสมอและมีคำวิเศษณ์บอกเวลาที่สม่ำเสมอร่วมอยู่ด้วย เช่น always (เสมอๆ), often (บ่อยๆ), every day (ทุกๆวัน) เป็นต้น.
8. ใช้ในประโยคที่คล้อยตามที่เป็น
[8.1] ประโยคตามต้องใช้
[8.2] ด้วยเสมอ.
[1.2] Present continuous tense เช่น He is walking. เขากำลังเดิน.
1. ใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในขณะที่พูด(ใช้ now ร่วมด้วยก็ได้ โดยใส่ไว้ต้น ประโยค, หลังกริยา หรือสุดประโยคก็ ได้).
2. ใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในระยะเวลาอันยาวนาน เช่น ในวันนี้ ,ในปีนี้ .
3. ใช้กับเหตุการณ์ที่ผู้พูดมั่นใจว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เช่น เร็วๆนี้, พรุ่งนี้.
*หมายเหตุ กริยาที่ทำนานไม่ได้ เช่น รัก ,เข้าใจ, รู้, ชอบ จะนำมาแต่งใน Tense นี้ไม่ได้.
[1.3] Present perfect tense เช่น He has walk เขาได้เดินแล้ว.
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน และจะมีคำว่า Since (ตั้งแต่) และ for (เป็นเวลา) มาใช้ร่วมด้วยเสมอ.
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เคยทำมาแล้วในอดีต (จะกี่ครั้งก็ได้ หรือจะทำอีกใน ปัจจุบัน หรือจะทำในอนาคต ก็ได้)และจะมีคำ ว่า ever (เคย) , never (ไม่เคย) มาใช้ร่วมด้วย.
3. ใช้กับเหตุการณ์ที่จบลงแล้วแต่ผู้พูดยังประทับใจอยู่ (ถ้าไม่ประทับใจก็ใช้ Tense
4. ใช้กับ เหตุการที่เพิ่งจบไปแล้วไม่นาน(ไม่ได้ประทับใจอยู่) ซึ่งจะมีคำเหล่านี้มาใช้ร่วมด้วยเสมอ คือ Just (เพิ่งจะ), already (เรียบร้อยแล้ว), yet (ยัง), finally (ในที่สุด) เป็นต้น.
[1.4] Present perfect continuous tense เช่น He has been walking . เขาได้กำลังเดินแล้ว.
* มีหลักการใช้เหมือน [1.3] ทุกประการ เพียงแต่ว่าเน้นว่าจะทำต่อไปในอนาคตด้วย ซึ่ง [1.3] นั้นไม่เน้นว่าได้กระทำอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ส่วน [1.4] นี้เน้นว่ากระทำมาอย่างต่อเนื่องและจะกระทำต่อไปในอนาคตอีกด้วย.
[2.1] Past simple tense เช่น He walked. เขาเดิน แล้ว.
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงแล้วในอดีต มิได้ต่อเนื่องมาถึงขณะ ที่พูด และมักมีคำต่อไปนี้มาร่วม ด้วยเสมอในประโยค เช่น Yesterday, year เป็นต้น.
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำเป็นประจำในอดีตที่ผ่านมาในครั้งนั้นๆ ซึ่งต้องมีคำวิเศษณ์บอกความถี่ (เช่น Always, every day ) กับคำวิเศษณ์ บอกเวลา (เช่น yesterday, last month ) 2 อย่างมา ร่วมอยู่ด้วยเสมอ.
3. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้เกิด อยู่ หรือไม่ได้เป็นดั่งในอดีตนั้นแล้ว ซึ่งจะมีคำว่า ago นี้ร่วมอยู่ด้วย.
4. ใช้ในประโยคที่คล้อยตามที่เป็น [2.1] ประโยคคล้อยตามก็ต้อง เป็น [2.1] ด้วย.
[2.2] Past continuous tense เช่น He was walking . เขากำลังเดินแล้ว
1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน { 2.2 นี้ไม่นิยมใช้ตามลำพัง – ถ้าเกิดก่อนใช้ 2.2 – ถ้าเกิดทีหลังใช้ 2.1}.
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ ไดกระทำติดต่อกันตลอดเวลาที่ได้ระบุไว้ในประโยค ซึ่งจะมีคำบอกเวลาร่วมอยู่ ด้วยในประโยค เช่น all day yesterday etc.
3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่กำลังทำในเวลาเดียวกัน(ใช้เฉพาะกริยาที่ทำได้นานเท่านั้น หากเป็นกริยา ที่ทำนานไม่ได้ก็ใช้หลักข้อ 1 ) ถ้าแต่งด้วย 2.1 กับ 2.2 จะดูจืดชืดเช่น He was cleaning the house while I was cooking breakfast.
[2.3] Past perfect tense เช่น He had walk. เขาได้เดินแล้ว.
1. ใช้กับ เหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต มีหลักการใช้ดังนี้.
เกิดก่อนใช้ 2.3 เกิดทีหลังใช้ 2.1.
2. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำอันเดียวก็ได้ในอดีต แต่ต้องระบุชั่วโมงและวันให้แน่ชัดไว้ในทุกประโยค ด้วยทุกครั้ง เช่น She had breakfast at eight o’ clock yesterday.
[2.4] past perfect continuous tense เช่น He had been walking.
มีหลักการใช้เหมือนกับ 2.3 ทุกกรณี เพียงแต่ tense นี้ ต้องการย้ำถึงความต่อเนื่องของการกระทำที่ 1 ว่าได้กระทำต่อเนื่องไปจนถึงการกระทำที่ 2 โดยมิได้หยุด เช่น When we arrive at the meeting , the lecturer had been speaking for an hour . เมื่อพวกเราไปถึงที่ ประชุม ผู้บรรยายได้พูดมาแล้ว เป็นเวลา 1 ชั่วโมง.
[3.1] Future simple tense เช่น He will walk. เขาจะเดิน.
ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะมีคำว่า tomorrow, to night, next week, next month เป็นต้น มาร่วมอยู่ด้วย.
* Shall ใช้กับ I we.
Will ใช้กับบุรุษที่ 2 และนามทั่วๆไป.
Will, shall จะใช้สลับกันในกรณีที่จะให้คำมั่นสัญญา, ข่มขู่บังคับ, ตกลงใจแน่วแน่.
Will, shall ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือจงใจก็ได้.
Be going to (จะ) ใช้กับความจงใจของมนุษย์ เท่านั้น ห้ามใช้กับเหตุการณ์ของธรรมชาติและนิยมใช้ใน ประโยคเงื่อนไข.
[3.2] Future continuous tense เช่น He will be walking. เขากำลังจะ เดิน.
1. ใช้ในการบอกกล่าวว่าในอนาคตนั้นกำลังทำอะไรอยู่ (ต้องกำหนดเวลาแน่นอน ด้วยเสมอ).
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต มีกลักการใช้ดังนี้.
– เกิดก่อนใช้ 3.2 S + will be, shall be + Verb 1 ing.
– เกิดทีหลังใช้ 1.1 S + Verb 1 .
[3.3] Future prefect tens เช่น He will walked. เขาจะได้เดินแล้ว.
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะ เกิดขึ้นหรือสำเร็จลงในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต โดยจะมีคำว่า by นำหน้ากลุ่ม คำที่บอกเวลา ด้วย เช่น by tomorrow , by next week เป็น ต้น.
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต มีหลักดังนี้.
– เกิดก่อนใช้ 3.3 S + will, shall + have + Verb 3.
– เกิด ที่หลังใช้ 1.1 S + Verb 1 .
[3.4] Future prefect continuous tense เช่น He will have been walking. เขาจะได้กำลัง เดินแล้ว.
ใช้เหมือน 3.3 ต่างกันเพียงแต่ว่า 3.4 นี้เน้นถึงการกระทำที่ 1 ได้ทำต่อเนื่องมาจนถึงการกระทำที่ 2 และจะกระทำต่อไปในอนาคต อีกด้วย.
* Tense นี้ไม่ค่อยนิยมใช้บ่อย นัก โดยเฉพาะกริยาที่ทำนาน ไม่ได้ อย่านำมาแต่งใน Tense นี้เด็ดขาด
ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ คุยกับเพื่อน (Talking with friends)
เริ่มตั้งแต่การทักทายทั่วไป
How are you doing?
ฮาว อาร์ ยู ดูอิ้ง สบายดีไหม่
How’s everything going?
ฮาวส เอฝรี่ธิง โกวอิ้ง เป็นอย่างไรบ้าง
How’s your family?
ฮาวส ยัวร์ แฟมิลิ ครอบครัวเธอเป็นไงบ้าง
การพูดคุยทักทายกับเพื่อนที่สนิทกัน เป็นกันเองมากขึ้น แบบไม่เป็นทางการเท่าไหร่ หรือแบบชิวๆ ก็สามารถใช้ประโยคภาษาอังกฤษเหล่านี้ได้ เช่น
How have you been?
ฮาว แฮฝ ยู บีน เป็นไงบ้าง
I’ve been good.
ไอฝ บีน กูด ฉันสบายดี
What’s up?
ว็อทส อัพ สบายดีหรือเปล่า
What’s new?
ว็อทส นิว เป็นไงมั่ง ,มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง
Nothing much, just chilling. How about you?
น็อทธิง มัช จัสท ชิลลิ่ง ฮาว อะเบ๊าท ยู ก็ไม่มีอะไรมาก สบายๆ เรื่อยๆ แล้วเธอล่ะ
What do you want to do this Friday?
ว็อท ดู ยู ว้อนท์ ทู ดู ดิส ไฟรเดย์ คุณอยากทำอะไรวันศุกร์นี้
Did you see anything on sale?
ดิด ยู ซี เอนี่ธิง ออน เซล คุณเห็นอะไรลดราคาบ้างไหม
What did you do yesterday?
ว็อท ดิด ยู ดู เยสเทอเดย์ คุณทำอะไรเมื่อวานนี้
I feel like… .
ไอ ฟีล ไลค์… . ฉันรู้สึกอยากจะ… .
ประโยคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการทักทาย (Greeting) อย่างง่ายที่เราใช้บ่อย และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี รวมทั้งตัวอย่างประโยคสนทนาการทักทายภาษาอังกฤษสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทสนทนาภาษาอังกฤษ Greeting (การทักทาย)
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
333/74 Moo 3, Bowin, Sriracha
Chon Buri
20230
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 20:00 |
| อังคาร | 09:00 - 20:00 |
| พุธ | 09:00 - 20:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 20:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 20:00 |
| เสาร์ | 09:00 - 17:00 |
16/07/2024
16/07/2024