07/06/2026
การตั้งขอบเขต (Boundaries) ในที่ทำงาน
ไม่ใช่การเพิกเฉยหรือการเห็นแก่ตัว
แต่มันคือการ "สร้างกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมืออาชีพ" เพื่อให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่พลังงานในชีวิตไม่หมดไปเสียก่อน
เมื่อเรากล้าที่จะขอบเขตให้ชัดเจน สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับทั้งตัวเราและองค์กรมีดังนี้
1. ลดความเครียดและป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout Prevention)
ตัดวงจรความล้า: การขีดเส้นชัดเจนว่างานจะจบลงที่เวลาไหน หรือการปฏิเสธงานที่เกินล้นมืออย่างสุภาพ ช่วยให้สมองและร่างกายมีเวลาได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
รักษาพลังงานชีวิต: คุณจะไม่ต้องแบกรับอารมณ์ลบๆ หรือเรื่องดราม่าส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานที่ไม่เกี่ยวกับงาน ทำให้กลับบ้านไปด้วยใจที่เบาสบายขึ้น
2. เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของงาน (High Productivity)
มีโฟกัสกับงานตรงหน้า: เมื่อเราตั้งขอบเขต เช่น "ขอเวลาเคลียร์โปรเจกต์นี้ 2 ชั่วโมงโดยไม่เปิดอ่านข้อความที่ไม่เร่งด่วน" จะช่วยให้เรามีสมาธิขั้นสูง (Deep Work) งานจะเสร็จไวขึ้นและผิดพลาดน้อยลง
จัดลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น: การตั้งขอบเขตบีบให้เราต้องสื่อสารกับหัวหน้าและทีมว่า งานไหนควรทำก่อน-หลัง ไม่ใช่รับทุกอย่างมาทำพร้อมกันจนพังไปหมด
3. สร้างความเคารพซึ่งกันและกัน (Earn Mutual Respect)
คนอื่นจะเกรงใจและเคารพเวลาของเรา: เมื่อเราแสดงออกชัดเจนว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนไม่ได้ (เช่น การไม่ตอบไลน์เรื่องงานที่ไม่ด่วนตอนเที่ยงคืน) เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าจะเริ่มเรียนรู้ที่จะวางแผนงานล่วงหน้าและเกรงใจเวลาส่วนตัวของเรามากขึ้น
ภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพชัดเจน: คนที่กล้าตั้งขอบเขตด้วยเหตุผลและคำพูดที่สุภาพ มักถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่มีระบบ มีการวางแผน และน่าเชื่อถือ มากกว่าคนที่ตอบรับ "ได้ค่ะ" ทุกเรื่องแต่สุดท้ายไม่สามารถส่งงานได้ทัน
💚 ให้เราได้เป็นพื้นที่สบายใจของคุณนะคะ
👉 ทักแชทเพื่อนัดหมายเวลา (ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับสูงสุด)
โทร 083-7716384
Line: ADLEARN
04/06/2026
"เหนื่อยไหม...กับการต้องแกล้งทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลา?"
บางครั้งเรื่องราวในใจก็หนักเกินกว่าจะแบกไว้คนเดียว...
และไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะสามารถเล่าให้คนใกล้ตัวฟังได้
ที่นี่เรามีพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีการตัดสิน ไม่มีความคาดหวัง
มีเพียง "นักจิตบำบัด" ที่พร้อมจะรับฟังคุณด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง
มาร่วมกันปลดล็อกความเครียด ค้นหาความสงบในใจ
และก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน
💚 ให้เราได้เป็นพื้นที่สบายใจของคุณนะคะ
👉 ทักแชทเพื่อนัดหมายเวลา (ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับสูงสุด)
โทร 083-7716384
Line: ADLEARN
18/04/2026
การฟังและให้ Feedback ด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่การ "ใจดี" แต่มันคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) เพื่อให้งานเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการฟังด้วย Empathy (Empathetic Listening)
การฟังแบบนี้คือการฟังเพื่อ "เข้าใจ" ไม่ใช่ฟังเพื่อ "โต้ตอบ"
ฟังสัญญาณที่ไม่ใช่คำพูด (Non-verbal Cues): สังเกตน้ำเสียง สีหน้า และท่าทาง บ่อยครั้งที่ปากบอกว่า "ไม่เป็นไร" แต่แววตาบอกว่า "กำลังจมกองงาน"
หยุดเสียงในหัวตัวเอง (Silence your inner critic): ขณะฟัง อย่าเพิ่งคิดว่าจะแย้งอย่างไร หรือจะสอนอะไร ให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เขาพูดจริงๆ
สะท้อนความรู้สึก (Reflective Listening): ใช้ประโยคที่ทวนความเข้าใจด้านอารมณ์ เช่น
"ฟังดูเหมือนคุณกำลังกังวลเรื่องเดดไลน์โปรเจกต์นี้อยู่ใช่ไหม?"
"ผมสัมผัสได้ว่าคุณรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ในที่ประชุมเมื่อเช้า"
ให้พื้นที่ความเงียบ (Give it space): บางครั้งการเงียบเพื่อให้เขาได้เรียบเรียงความคิด มีค่ามากกว่าการรีบพูดแทรก
* ข้อควรระวัง
อย่ารีบด่วนสรุปหรือตัดสิน: แม้คุณจะเคยผ่านเหตุการณ์นั้นมาก่อน แต่ "ความรู้สึก" ของแต่ละคนต่อเหตุการณ์เดียวกันนั้นไม่เท่ากัน
Empathy ไม่ใช่การตามใจ (Agreement): คุณสามารถเห็นใจลูกน้องที่ทำงานช้าเพราะปัญหาส่วนตัวได้ (Empathy) โดยที่ยังคงต้องยืนยันว่างานต้องส่งให้ทันตามมาตรฐาน (Accountability)
การนำหลักการนี้ไปใช้ในที่ทำงาน จะช่วยลดกำแพงระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง และทำให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่กล้าเปิดใจคุยกันค่ะ
----------------------------------------
สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ENG AT HOME
และศูนย์ฝึกอบรม AD Mind Training
สอนและกำกับดูแลโดย AD LEARNING CENTER
มีบทเรียนภาษาอังกฤษสำหรับทุกช่วงวัย
รับสอนตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน
- เตรียมสอบ TOEIC
- เตรียมสอบ IELTS
- ปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
- ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้
และคอร์สTraining สำหรับวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
---------------------------------
ติดต่อสอบถามและทดลองเรียน
สถานที่ตั้ง ซอยบ้านสวน-เศรษฐกิจ 2 อ.เมือง จ.ชลบุรี
https://maps.google.com/maps?q=13.361321,100.990848
โทร : 083-7716384
Line: ADLEARN
💁 เรียนรู้ อย่างเข้าใจ
#ภาษาอังกฤษ
#เรียนรู้ #อบรม #ความรู้
#จินตคณิต
#เก่ง #ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
#เรียนรู้อย่างเข้าใจ
16/04/2026
การนำโมเดล Design Thinking (การคิดเชิงออกแบบ) มาใช้แก้ปัญหา Inventory (สินค้าคงคลัง) เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะเน้นการทำความเข้าใจปัญหาจากมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องจริง (Human-Centered) แทนที่จะมองแค่ตัวเลขหรือระบบเพียงอย่างเดียว วิธีนี้ช่วยให้พบต้นตอของปัญหาที่แท้จริงและสร้างสรรค์ทางออกที่ยั่งยืนและใช้งานได้จริง
ขั้นตอนการประยุกต์ใช้โมเดล Design Thinking 5 ขั้นตอน
(ตามแนวทาง Stanford d.school) กับปัญหา Inventory Management:
ขั้นตอนที่ 1: Empathize – เข้าใจปัญหาผ่านมุมมองผู้ใช้ (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) ในขั้นตอนนี้ เป้าหมายคือการเก็บข้อมูลเชิงลึก (Insights) โดยการสังเกต สัมภาษณ์ และมีส่วนร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลังทั้งหมด ไม่ใช่แค่ดูรายงาน
ผู้เกี่ยวข้อง (Users) คือใครบ้าง?
- พนักงานคลังสินค้า: ผู้รับสินค้า จัดเก็บ หยิบ เบิกจ่าย และตรวจนับ
- ฝ่ายจัดซื้อ: ผู้สั่งซื้อสินค้า
- ฝ่ายขาย/การตลาด: ผู้คาดการณ์ความต้องการและต้องการสินค้าไปขาย
- ฝ่ายผลิต: ผู้ต้องการวัตถุดิบ
- ผู้บริหาร: ผู้มองภาพรวมค่าใช้จ่ายและกำไร
- ลูกค้า: ผู้ได้รับผลกระทบหากสินค้าขาดหรือช้า
วิธีการเก็บข้อมูล:
- สวมบทบาท (Shadowing): เดินตามพนักงานคลังสินค้าตั้งแต่เช้าจนเย็นเพื่อดูขั้นตอนการทำงานจริง อุปสรรค และจุดที่ทำให้เสียเวลา
- สัมภาษณ์เชิงลึก: ถามคำถามปลายเปิด เช่น "ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่น่าปวดหัวที่สุดเกี่ยวกับสินค้าคงคลังให้ฟังหน่อย?", "อะไรที่ทำให้คุณทำงานยากที่สุดในแต่ละวัน?"
- สร้าง Map: สร้าง Customer Journey Map ของสินค้าตั้งแต่เข้าคลังจนออกคลัง เพื่อหา Point Points (จุดที่เกิดปัญหา)
ขั้นตอนที่ 2: Define – กำหนดปัญหาให้ชัดเจน (ตีโจทย์ให้แตก)
นำข้อมูลที่ได้จากขั้น Empathize มาสังเคราะห์และระบุปัญหาที่แท้จริง โดยสร้าง Problem Statement (ประโยคระบุปัญหา) ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
วิเคราะห์ข้อมูล: หา Pattern หรือแนวโน้มของปัญหา เช่น พนักงานมักหยิบสินค้าผิด zone, ฝ่ายจัดซื้อสั่งของมาเกินเพราะกลัวของขาด, ข้อมูลในระบบไม่ตรงกับของจริง
สร้าง Point of View (POV): ใช้สูตร: [ผู้ใช้] ต้องการ [สิ่งที่ต้องการ/ความจำเป็น] เพราะว่า [ข้อมูลเชิงลึกที่พบ]
ตัวอย่าง POV 1 (พนักงานคลัง): พนักงานคลังสินค้าต้องการ ระบบจัดเก็บสินค้าที่จำง่ายและมีป้ายบอกชัดเจน เพราะว่า พวกเขาเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินหาสินค้าที่ไม่มีที่อยู่แน่นอน ทำให้จัดส่งล่าช้า
ตัวอย่าง POV 2 (ฝ่ายขาย): ฝ่ายขายต้องการ ข้อมูลสินค้าคงคลังที่แม่นยำแบบ Real-time เพราะว่า พวกเขาเคยขายสินค้าที่ไม่มีในสต็อกจริง ทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกและยกเลิกออเดอร์
ตั้งคำถาม "How Might We" (HMW): เปลี่ยน POV เป็นคำถามเพื่อเริ่มระดมสมอง เช่น:
"เราจะทำอย่างไรให้พนักงานคลังสินค้าหาสินค้าเจอภายใน 30 วินาที?"
"เราจะทำอย่างไรให้ข้อมูลสต็อกในระบบและของจริงตรงกันเสมอ?"
ขั้นตอนที่ 3: Ideate – ระดมความคิดหาแนวทางแก้ไข (คิดนอกกรอบ)
ขั้นตอนนี้เน้นปริมาณความคิด (Quantity over Quality) และความคิดสร้างสรรค์ ห้ามตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียของคนอื่น
วิธีการ:
- Brainstorming: ใช้ Post-it เขียนไอเดียแล้วแปะบนบอร์ด แตกยอดไอเดียจากของผู้อื่น
- Worst Possible Idea: ระดมความคิดว่า "ทำอย่างไรให้การบริหารคลังสินค้าแย่ที่สุด?" แล้วลองกลับด้านไอเดียเหล่านั้นเพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์
- SCAMPER: ใช้เทคนิค Substitute, Combine, Adapt, Modify, Put to another use, Eliminate, Reverse กับกระบวนการเดิม
ผลลัพธ์: ไอเดียที่หลากหลาย เช่น:
ระบบ: ใช้ Barcode/RFID full scale, พัฒนา Mobile App สำหรับพนักงานคลัง, ใช้ AI คาดการณ์ความต้องการ
กระบวนการ: ปรับ Zone การจัดเก็บใหม่ตามความถี่การหยิบ (ABC Analysis), ทำ Cycle Count (ตรวจนับย่อย) ทุกวัน
คน/สถานที่: ติดป้าย color-code ขนาดใหญ่, จัดอบรมพนักงาน, ทำ Lean 5S ในคลังสินค้า
ขั้นตอนที่ 4: Prototype – สร้างต้นแบบ (ทำให้จับต้องได้)
คัดเลือกไอเดียที่ดีที่สุดจากขั้น Ideate มาสร้างเป็นต้นแบบอย่างรวดเร็วและประหยัด (Low-fidelity) เพื่อนำไปทดสอบ
ต้นแบบไม่ต้องสมบูรณ์: เป้าหมายคือเพื่อสื่อสารไอเดียและรับ Feedback
ตัวอย่างต้นแบบ Inventory:
กระดาษ (Paper Prototype): วาดหน้าจอ Mobile App ตัวใหม่ที่จะใช้ scan สินค้า หรือ วาดผังคลังสินค้าแบบใหม่
แบบจำลอง (Mock-up): ทำป้าย color-code จากกระดาษแข็งแล้วลองไปติดที่ชั้นวางจริงบางส่วน
Role-play: สมมติสถานการณ์การเบิกจ่ายสินค้าด้วยกระบวนการใหม่
Storyboard: วาดภาพเล่าเรื่องขั้นตอนการทำงานแบบใหม่ตั้งแต่รับของจนส่งของ
ขั้นตอนที่ 5: Test – ทดสอบและรับข้อเสนอแนะ (เรียนรู้และปรับปรุง)
นำต้นแบบไปให้ผู้ใช้จริง (ผู้เกี่ยวข้องในขั้น Empathize) ทดลองใช้งาน และเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุง
วิธีการ:
- สังเกต: ดูว่าผู้ใช้ใช้งานต้นแบบอย่างไร มีจุดไหนที่สับสนหรือติดขัด
- ถาม Feedback: ถามความรู้สึก ข้อดี ข้อเสีย และสิ่งที่อยากให้ปรับปรุง ห้ามแก้ตัวหรือพยายามขายไอเดีย
- การวนซ้ำ (Iteration): Design Thinking ไม่ใช่กระบวนการที่เป็นเส้นตรง หากผลทดสอบไม่ดี ให้วนกลับไปขั้นตอนก่อนหน้า
หากต้นแบบ App ใช้งานยาก -> กลับไป Ideate/Prototype หน้าจอใหม่
หากป้ายสีไม่ช่วยให้หาสินค้าเร็วขึ้น -> กลับไป Define ใหม่ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร (อาจไม่ใช่เรื่องป้าย แต่อยู่ที่ผังคลัง)
เป้าหมาย: จนกว่าจะได้แนวทางแก้ไขที่ผู้ใช้พอใจและแก้ปัญหาได้จริง ก่อนจะลงทุนสร้างจริง (High-fidelity/Implementation)
----------------------------------------
สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ENG AT HOME
และศูนย์ฝึกอบรม AD Mind Training
สอนและกำกับดูแลโดย AD LEARNING CENTER
มีบทเรียนภาษาอังกฤษสำหรับทุกช่วงวัย
รับสอนตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน
- เตรียมสอบ TOEIC
- เตรียมสอบ IELTS
- ปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
- ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้
และคอร์สTraining สำหรับวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
---------------------------------
ติดต่อสอบถามและทดลองเรียน
สถานที่ตั้ง ซอยบ้านสวน-เศรษฐกิจ 2 อ.เมือง จ.ชลบุรี
https://maps.google.com/maps?q=13.361321,100.990848
โทร : 083-7716384
Line: ADLEARN
💁 เรียนรู้ อย่างเข้าใจ
#ภาษาอังกฤษ
#เรียนรู้ #อบรม #ความรู้
#จินตคณิต
#เก่ง #ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
#เรียนรู้อย่างเข้าใจ
15/04/2026
การใช้ Design Thinking เพื่อแก้ปัญหาพนักงานลาออกบ่อย
(Staff Turnover) คือการเปลี่ยนจากการ "เดา" ว่าทำไมเขาถึงออก เป็นการ "ทำความเข้าใจ" หัวใจของพนักงานจริงๆ
1. Empathize (เข้าใจพนักงาน)
เลิกดูแค่ผลสำรวจ Exit Interview ที่มักจะตอบว่า "ไปหาประสบการณ์ใหม่" หรือ "ได้ที่ทำงานใกล้บ้าน" เพราะนั่นอาจไม่ใช่เหตุผลจริง
- ทำอะไร: ทำ Deep Interview กับพนักงานที่ยังอยู่ (โดยเฉพาะกลุ่มที่เก่งและอยากให้อยู่ต่อ) หรือพนักงานที่เพิ่งลาออกในบรรยากาศที่เป็นกันเอง
- เป้าหมาย: หา "Pain Point" ที่แท้จริง เช่น เขาไม่ได้ออกเพราะเงินน้อย แต่เขาออกเพราะ "ไม่เห็นอนาคต" หรือ "หัวหน้างานไม่เคยรับฟัง"
2. Define (ตีโจทย์ให้แตก)
รวบรวมข้อมูลจากข้อ 1 มาหาว่าอะไรคือ "ต้นตอ" ของปัญหาที่แท้จริง
- ทำอะไร: สร้าง Employee Persona และ Employee Journey Map เพื่อดูว่าจุดไหนที่พนักงานรู้สึกแย่ที่สุด (เช่น ช่วงผ่านโปรใหม่ๆ หรือช่วงปีที่ 2 ที่งานเริ่มตัน)
- เป้าหมาย: สรุปโจทย์ให้ชัด เช่น "ทำอย่างไรให้พนักงานระดับ Mid-level รู้สึกว่าทักษะของเขาได้รับการพัฒนาและมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ"
3. Ideate (ระดมสมองหาทางแก้)
เปิดโอกาสให้ทีม (รวมถึงตัวพนักงานเอง) ช่วยกันโยนไอเดียโดยไม่มีการตัดสิน
- ทำอะไร: จัด Workshop สั้นๆ เช่น "ถ้าเรามีงบ 0 บาท เราจะทำให้พนักงานมีความสุขขึ้นได้อย่างไร?"
- ไอเดียที่อาจเกิดขึ้น: ระบบ Mentorship, การให้ Flexible Hours, การปรับปรุงระบบ Feedback หรือการสร้างเส้นทางการเติบโต (Career Path) ที่ชัดเจน
4. Prototype (สร้างต้นแบบจำลอง)
อย่าเพิ่งประกาศใช้กฎใหม่ทั้งบริษัท ให้ลองทำ "โครงการนำร่อง" เล็กๆ ก่อน
- ทำอะไร: เลือก 1 แผนกที่มีปัญหาลาออกสูง แล้วลองนำ 1 ไอเดียจากข้อ 3 ไปใช้ เช่น "ลองใช้ระบบสะสมแต้มแลกวันหยุดพิเศษสำหรับแผนก IT" หรือ "ลองทำระบบ One-on-One Talk ทุกเดือน"
- เป้าหมาย: ดูการตอบสนองในสเกลเล็กเพื่อประเมินความเป็นไปได้
5. Test (ทดสอบและปรับปรุง) ประเมินผลจากกลุ่มตัวอย่าง
- ทำอะไร: วัดผลจากความพึงพอใจและอัตราการลาออกในแผนกนั้นๆ รวมถึงถามพนักงานตรงๆ ว่า "ระบบนี้ช่วยให้คุณอยากอยู่ต่อไหม?"
- เป้าหมาย: ถ้าดีก็ขยายผลไปแผนกอื่น ถ้าไม่ใช่ก็กลับไปเริ่มที่ขั้นตอน Ideate ใหม่โดยใช้ข้อมูลที่เพิ่งเรียนรู้มา
มุมมองสำคัญ: Design Thinking ในเรื่องนี้ไม่ได้มองพนักงานเป็น "ทรัพยากร" แต่มองเป็น "มนุษย์" ที่มีความต้องการหลากหลาย
---------------------------------
สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ENG AT HOME
และศูนย์ฝึกอบรม AD Mind Training
สอนและกำกับดูแลโดย AD LEARNING CENTER
มีบทเรียนภาษาอังกฤษสำหรับทุกช่วงวัย
รับสอนตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน
- เตรียมสอบ TOEIC
- เตรียมสอบ IELTS
- ปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
- ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้
และคอร์สTraining สำหรับวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
---------------------------------
ติดต่อสอบถามและทดลองเรียน
สถานที่ตั้ง ซอยบ้านสวน-เศรษฐกิจ 2 อ.เมือง จ.ชลบุรี
https://maps.google.com/maps?q=13.361321,100.990848
โทร : 083-7716384
Line: ADLEARN
💁 เรียนรู้ อย่างเข้าใจ
#ภาษาอังกฤษ
#เรียนรู้
#จินตคณิต
#เก่ง #ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
#เรียนรู้อย่างเข้าใจ
10/04/2026
Workshop การฝึกพูดภาษาอังกฤษในที่ทำงาน
พิเศษ คอร์สนี้เน้นการใช้งานสำหรับวัยทำงานเท่านั้น
หลักสูตร: Professional English & Presentation
Module 1: Mastering Small Talk & Professional Greetings
Module 2: Assertive Communication & Handling Meetings
Module 3: Structuring Your Presentation
Module 4: Body Language & Q&A Mastery
Module 5: Wrap-up & Success Mindset
- ฝึกบุคลิกภาพและการใช้น้ำเสียง (Tone of Voice) เพื่อความน่าเชื่อถือ
- เทคนิคการตอบคำถามที่ยาก หรือการเลี่ยงตอบในสิ่งที่ยังไม่มีข้อมูล (Handling Q&A)
- Activity: "Mini Presentation" ฝึกนำเสนอสั้นๆ 3 นาที พร้อมรับ Feedback
รับจำนวนจำกัด 30 ที่นั่งเท่านั้น
โรงแรมรัตนชล อ.เมือง ชลบุรี
วันที่ 30 ก.ค. 2569 เวลา 9.00-16.00
ราคาเต็ม 6,900 บาท
EARLY BIRD สมัครก่อน 30 เม.ย. 69 ลด 10% เหลือ 6,210 บาท
*ราคานี้ รวมค่าอาหารกลางวัน 1 มื้อ และอาหารพักเบรค 2 ช่วง
ช่องทางการสมัคร https://forms.gle/Kqg69Fxts4yKmTeC7
-----------------------------------------------------------------
สถาบันสอนภาษาอังกฤษ Eng by AD learning center
มีบทเรียนสำหรับทุกช่วงวัย
รับสอนตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน
- เตรียมสอบ TOEIC
- เตรียมสอบ IELTS
- ปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
- ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้
✅ ️ทดลองเรียนฟรี
✅️ ปรึกษาฟรี
✅️ พูดคุยและเลือกคอร์สที่เหมาะกับผู้เรียนได้
✅️ ดูแลทั่วถึง
✅️ จำกัดผู้เรียน 6-8 คน ต่อห้องเรียน
---------------------------------
ติดต่อทดลองเรียนได้เลย
สถานที่ตั้ง ซอยบ้านสวน-เศรษฐกิจ 2 อ.เมือง จ.ชลบุรี
https://maps.google.com/maps?q=13.361321,100.990848
โทร : 083-7716384 ครูอัน
Line: anya_aa
💁 เรียนรู้ อย่างเข้าใจ
#ภาษาอังกฤษ
#เรียนรู้
#จินตคณิต
#เก่ง #ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
#เรียนรู้อย่างเข้าใจ
09/04/2026
หยุดแก้ปัญหาองค์กรและทีมงานแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ผล!
ฝึกการออกแบบทางความคิดเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด
สิ่งที่คุณจะได้รับจากคอร์สนี้:
✅ Empathy: เจาะลึกวิธีหา Insight เข้าถึงใจลูกค้าแบบที่เขาไม่ต้องบอก
✅ Ideation: เทคนิคการระดมสมองให้ได้ไอเดียที่ทำได้จริง
✅ Prototyping: เรียนรู้วิธีสร้างตัวอย่างงานแบบประหยัดเวลา แต่ได้ผลลัพธ์ชัดเจน
✅ Workshop: ลงมือทำจริงกับ Case Study ที่นำไปปรับใช้ได้ทันที
อบรมโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Design thinking โดยตรง
* ไม่ว่าคุณจะเป็น HR, Marketer, Manager หรือเจ้าของธุรกิจ SME คอร์สนี้คือคำตอบที่จะช่วยให้คุณทำงานสมาร์ทขึ้น!
Event Timing: วันที่ 26 มิ.ย. 2569 เวลา 9.00-16.00
Event Address: โรงแรมรัตนชล อ.เมือง ชลบุรี
Contact us : 083-7716384 // Line ID: ADLEARN
Early bird สมัครก่อน 30 เม.ย. 2569 ราคา 5,850 บาท (Vat Exclusive)
ราคาเต็ม 6,500 บาท (Vat Exclusive)
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScmCQTPtj1tFGeKGVahQmhvP2nzYLLHersRu-tQmtR6X9tiUw/viewform?usp=sharing&ouid=108959501194780932432
09/04/2026
การเข้าร่วมคอร์สฝึกอบรมพัฒนาตัวเอง (Self-Development Training)
ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาวหลายด้าน เช่น
1. การเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพ (Skill Enhancement)
- Upskilling & Reskilling: ช่วยให้คุณก้าวทันเทคโนโลยีและวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ๆ เช่น การใช้ AI ช่วยทำงาน หรือการใช้เครื่องมือบริหารจัดการโครงการ (Project Management Tools)
- ลดข้อผิดพลาด: เมื่อมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ความผิดพลาดในการทำงานจะน้อยลง และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้รวดเร็วขึ้น
2. พัฒนาทักษะทางสังคมและภาวะผู้นำ (Soft Skills)
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ: การฝึกฝนเรื่องการเจรจาต่อรอง การนำเสนอ (Presentation) และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในองค์กร
3. กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ: เช่น การฝึกใช้ Design Thinking หรือการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ช่วยให้มองเห็นปัญหาในมุมใหม่และหาทางออกที่สร้างสรรค์กว่าเดิม
4. เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Growth)
- ความพร้อมในการรับตำแหน่งสูงขึ้น: การอบรมช่วยเตรียมความพร้อมด้านภาวะผู้นำ (Leadership) และการบริหารจัดการคน ซึ่งจำเป็นต่อการเลื่อนตำแหน่ง
- สร้างความโดดเด่นในประวัติการทำงาน: การมีวุฒิบัตรหรือทักษะเสริมที่ผ่านการรับรอง ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความได้เปรียบเมื่อต้องการปรับเปลี่ยนสายงานหรือเรียกเงินเดือนเพิ่ม
5. สร้างแรงจูงใจและทัศนคติเชิงบวก (Mindset & Motivation)
- Growth Mindset: การเรียนรู้สิ่งใหม่ช่วยให้คุณเป็นคนไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับมือกับความท้าทาย
- ลดความจำเจ: การออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ไปเจอความรู้ใหม่ ช่วยเติมไฟในการทำงานและลดภาวะหมดไฟ (Burnout) ได้ดี
เราเชื่อว่า การไม่หยุดเรียนรู้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเสมอ