Department of Mining and Petroleum Engineering CMU

Department of Mining and Petroleum Engineering CMU

แชร์

Department of Mining and Petroleum Engineering, Faculty of Engineering, Chiang Mai University

Photos from Department of Mining and Petroleum Engineering CMU's post 18/06/2026

🌏🤝 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย บพค. เข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน หารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS)

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 คณะผู้แทนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดยศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) พร้อมด้วยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน เพื่อหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร

คณะผู้แทนในครั้งนี้ นำโดย รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม และหัวหน้าศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS พร้อมด้วย ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. นอกจากนี้ยังมีคณาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียมร่วมคณะด้วย ได้แก่ ผศ.ดร.เชี่ยวชาญ ลีลาสุขเสรี หัวหน้าภาควิชา อ.เจษฎา ทาปัญญา และ อ.ธีรภัทร์ ต่อสวย ทั้งนี้ อ.ธีรภัทร์ ต่อสวย อยู่ระหว่างการลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ณ University of Leeds ด้วยทุนการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อนึ่ง ยังได้รับเกียรติจาก รศ.ดร. David Harbottle จาก University of Leeds ร่วมคณะในการเข้าเยี่ยมคารวะครั้งนี้ด้วย

ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ทั้งในระดับสากลและในบริบทของประเทศไทย ตลอดจนศักยภาพของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ในการนี้ คณะผู้แทนได้รายงานต่อเอกอัครราชทูตฯ ถึงการศึกษาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านนโยบายและการขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS ของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Department for Energy Security and Net Zero (DESNZ) หรือกระทรวงความมั่นคงทางพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐหลักที่กำกับดูแลนโยบายพลังงานและส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี CCS อันจะเป็นต้นแบบสำคัญในการนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและระบบนิเวศ CCS ภายในประเทศไทย พร้อมกันนี้ คณะผู้แทนยังได้นำเสนอข้อคิดเห็นในมิติด้านการลงทุนของประเทศไทย ตลอดจนแนวทางการพัฒนากรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS ในเชิงพาณิชย์ของประเทศต่อไป

ในด้านความร่วมมือทางวิชาการ คณะผู้แทนได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ University of Leeds ภายใต้โครงการวิจัย “ศึกษากลไกทางวิทยาศาสตร์พื้นผิวที่ควบคุมประสิทธิภาพการกักเก็บไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินอุ้มน้ำผ่านหลักการไหลแทนที่ของไหลในชั้นหินอุ้มน้ำและการจำลองแหล่งกักเก็บสู่การนำข้อมูลไปใช้จริงในระดับสนามภายใต้ความร่วมมือไทย-สหราชอาณาจักร” ซึ่งฝ่ายไทยมี รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล เป็นหัวหน้าโครงการ และฝ่ายสหราชอาณาจักรมี รศ.ดร. David Harbottle จาก University of Leeds เป็นหัวหน้าโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกันจาก บพค. และ British Council ภายใต้กองทุน International Science Partnerships Fund (ISPF)

ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงานสะอาด และการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับการกำหนดให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งหุ้นส่วนด้านการศึกษา (Year of Education Partnership)" ระหว่างสองประเทศ

การเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของบุคลากรภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ตลอดจนการผลักดันผลการศึกษาวิจัยที่พัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐไปสู่การใช้งานจริง ควบคู่กับการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการพัฒนากรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

#ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม

Photos from Department of Mining and Petroleum Engineering CMU's post 17/06/2026

💎𝐎𝐫𝐢𝐞𝐧𝐭𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐝𝐚𝐲💎 #69

ยินดีต้อนรับน้องๆ รหัส69 ทุกคนนะคะ💕🥰
🚜⚙️⚒️👷🏻👷🏻‍♂️



#เหมืองแร่มช
#ปฐมนิเทศ69

Photos from Department of Mining and Petroleum Engineering CMU's post 16/06/2026

🇹🇭🤝🇬🇧 ศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมคณะ บพค. เข้าหารือกระทรวง DESNZ สหราชอาณาจักร แลกเปลี่ยนนโยบายและกลไกกฎหมายการขับเคลื่อน CCS/CCUS

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดยศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) ร่วมกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ได้เข้าพบและหารือกับผู้แทนกระทรวง Department for Energy Security and Net Zero (DESNZ) หรือกระทรวงความมั่นคงทางพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์แห่งสหราชอาณาจักร ณ กรุงลอนดอน เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ กลไกกำกับดูแล และกลไกสนับสนุนทางการเงินในการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร

คณะฝ่ายไทยนำโดย รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม หัวหน้าศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS และหัวหน้าโครงการวิจัยทุน ISPF ซึ่งได้ร่วมหารือในฐานะประธานคณะทำงานทบทวนกฎหมายปัจจุบันสำหรับดำเนินกิจการ CCUS และเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนภาคีเครือข่าย Thailand CCUS Alliance (TCCA) พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ขณะที่ฝ่าย บพค. นำโดย ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. พร้อมเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก Assoc. Prof. Dr. David Harbottle จาก University of Leeds ร่วมคณะ ส่วนฝ่าย DESNZ นำโดย Ms. Kate Pilling, Senior CCUS Policy Lead พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย กฎหมาย และกลไกการเงิน ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก

ในการนี้ รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ได้นำเสนอความก้าวหน้าและศักยภาพการพัฒนา CCUS ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมศักยภาพแหล่งกักเก็บทางธรณีวิทยาและแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หลักของประเทศ แนวทางการจัดกลุ่มคลัสเตอร์ในพื้นที่ภาคพลังงานและอุตสาหกรรม ตลอดจนการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย Thailand CCUS Alliance (TCCA) และการผลักดันประเด็น CCS/CCUS เข้าสู่กลไกระดับชาติ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความท้าทายสำคัญด้านการจัดวางกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแล และกลไกทางการเงินให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การดักจับ การขนส่ง การสำรวจแหล่งกักเก็บ การอัดฉีด การติดตามตรวจวัด ไปจนถึงความรับผิดชอบภายหลังการปิดแหล่งกักเก็บ

ในส่วนของ DESNZ ได้ถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้าด้าน CCUS มากที่สุด ผ่านการพัฒนาคลัสเตอร์ในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ ทั้ง East Coast Cluster, HyNet, Acorn และ Viking โดยจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบ “กลไกรัฐ” ที่แยกบทบาทของหน่วยงานอย่างชัดเจน ทั้ง DESNZ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและขับเคลื่อนโครงการ Ofgem ในฐานะผู้กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ Low Carbon Contracts Company (LCCC) ในฐานะคู่สัญญาของกลไกสนับสนุนทางการเงิน และภาคอุตสาหกรรมในฐานะผู้พัฒนาและลงทุน ตลอดจนแนวทางการออกใบอนุญาตการขนส่งและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงระยะยาว และการจัดตั้งกองทุนรองรับค่าใช้จ่ายภายหลังการปิดแหล่งกักเก็บ

การหารือในครั้งนี้ทำให้คณะฝ่ายไทยได้รับองค์ความรู้เชิงนโยบายที่สำคัญต่อการออกแบบกลไกกำกับดูแลและกลไกการเงินของประเทศ พร้อมตอกย้ำมุมมองว่าการพัฒนา CCS มิใช่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากรภาครัฐ เพื่อพัฒนากำลังคนด้านนโยบายและการกำกับดูแลเทคโนโลยีขั้นสูงต่อไป

การเข้าหารือในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของบุคลากรภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากรอบนโยบายและกฎหมายของประเทศ สู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

#ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม

12/06/2026

🖤🙏🏻

Photos from งานบริการการศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่'s post 10/06/2026
Photos from Department of Mining and Petroleum Engineering CMU's post 05/06/2026

🇹🇭🤝🇨🇳 มช. ร่วมมือ China University of Petroleum, Beijing ขยายความร่วมมือวิชาการไทย–จีน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ China University of Petroleum, Beijing (CUP) สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างสองสถาบัน โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Professor Dr. Jin Yan, President of China University of Petroleum, Beijing เป็นผู้แทนทั้งสองสถาบันในการลงนาม โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ระยะเวลา 5 ปี ✍️

🎓 ความร่วมมือครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การวิจัยและการศึกษาร่วม รวมถึงหลักสูตรปริญญาร่วม (Dual Degree Programs) (2) การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ และ (3) การแลกเปลี่ยนนักศึกษา

🌏 พิธีแลกเปลี่ยนบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจัดขึ้น ณ China University of Petroleum, Beijing กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัย และผู้ประสานงานหลักภายใต้บันทึกข้อตกลง พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รามณรงค์ วณีสอน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์นักวิจัยจากศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS เข้าร่วมในครั้งนี้

🔬 การจัดทำบันทึกข้อตกลงนี้ มีรากฐานจากความสัมพันธ์เชิงวิจัยที่นักวิจัยของทั้งสองมหาวิทยาลัยดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตน้ำมัน (Enhanced Oil Recovery: EOR) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเคยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยร่วมกัน มีผลงานตีพิมพ์ร่วมในวารสารระดับนานาชาติ และการร่วมเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา การลงนามครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับความสัมพันธ์จากระดับกลุ่มวิจัย (research-group level) สู่กรอบเชิงสถาบัน (institutional level) ที่ครอบคลุมและเปิดทางสู่ความร่วมมือในขอบเขตที่กว้างและลึกยิ่งขึ้นในระยะถัดไป

🤝 พิธีดังกล่าวจัดขึ้นในระหว่างการเดินทางเยือน CUP และสถาบันอื่นของคณะผู้แทน ภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA) ระหว่างวันที่ 20–27 พฤษภาคม 2569 โดย TCCA ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีด้วย นำโดย ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อน TCCA และ ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการขับเคลื่อน TCCA พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และผู้แทนจากภาคเอกชน

🏛️ ฝ่ายเจ้าภาพ CUP นำโดย Ms. Yang Wei, Director of International Office พร้อมด้วยผู้บริหารและคณาจารย์ระดับสูงจากหลายหน่วยงานวิชาการ อาทิ College of Chemical Engineering and Environment, State Key Laboratory of Heavy Oil Processing, State Key Laboratory of Petroleum Resources and Engineering, CCUS International Innovation Research Institute, College of Geosciences และ School of Economics and Management

💡 ภายใต้บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ทั้งสองสถาบันได้ร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะถัดไปอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การจัด short-term summer school เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษา การพัฒนาหลักสูตรปริญญาร่วม การยื่นข้อเสนอทุนวิจัยร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ อาทิ National Natural Science Foundation of China (NSFC) ของฝ่ายจีน และทุนภายใต้กรอบของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของฝ่ายไทย สอดคล้องกับนโยบายการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ของ อว. การยกระดับความร่วมมือเชิงวิจัยระหว่าง National Key Laboratories ของ CUP และศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS การเริ่มเผยแพร่ผลงานวิจัยร่วม การเชิญนักวิจัยอาวุโสไทยเป็น Visiting Professor การพิจารณาจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยร่วม (Joint Laboratory) ตลอดจนการหารือถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการนำร่อง CCUS ร่วมระหว่างไทย–จีนในระยะกลาง

🌱 ก้าวสำคัญในครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม และศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS ในการขยายเครือข่ายวิชาการระดับนานาชาติ พัฒนากำลังคนทักษะสูงด้านวิศวกรรมปิโตรเลียม พลังงาน และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของทั้งประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในระยะยาว

🇹🇭🤝🇨🇳 CMU Partners with China University of Petroleum, Beijing to Expand Thailand–China Academic Cooperation

Chiang Mai University (CMU) and China University of Petroleum, Beijing (CUP), People's Republic of China, have signed a Memorandum of Understanding (MOU) to advance cooperation in education, research, and the exchange of students and faculty members between the two institutions. The MOU was signed by Professor Pongruk Sribanditmongkol, M.D., Ph.D., President of Chiang Mai University, and Professor Dr. Jin Yan, President of China University of Petroleum, Beijing, as institutional representatives. The agreement entered into force on 27 May 2026 and will remain in effect for an initial period of five years. ✍️

🎓 The cooperation framework covers three principal areas: (1) joint educational and research activities, including Dual Degree Programs; (2) the exchange of faculty members for research, lectures, and academic discussions; and (3) the exchange of students for study and research purposes.

🌏 The MOU exchange ceremony between representatives of the two universities was held at China University of Petroleum, Beijing, on 27 May 2026, marking the commencement of joint activities under this cooperation framework. Chiang Mai University was represented by Associate Professor Dr. Suparit Tangparitkul, lecturer at the Department of Mining and Petroleum Engineering, Faculty of Engineering, and Director of the Chiang Mai Research Center for Carbon Capture and Storage (Chiang Mai CCS), who also serves as the primary contact under the MOU on behalf of the University, together with Assistant Professor Dr. Ramnarong Wanison, lecturer at the Department of Mechanical Engineering, Faculty of Engineering, and other faculty researchers from Chiang Mai CCS.

🔬 This MOU is grounded in a sustained research relationship between researchers at both universities, particularly in the field of Enhanced Oil Recovery (EOR), in which the two sides have previously received joint research funding, produced co-authored publications in international journals, and co-supervised graduate students. The signing of this MOU therefore elevates the engagement from a research-group level to an institution-level cooperation framework, opening the way to a substantially broader and deeper collaboration in the years ahead.

🤝 The ceremony was conducted during the visit to CUP and other institutions by the delegation of the Thailand CCUS Alliance (TCCA) from 20 to 27 May 2026, in which the TCCA delegation also served as distinguished witnesses to the ceremony. The delegation was led by Dr. Pongvipa Lohsomboon, Senior Specialist at the Thailand Science Research and Innovation (TSRI), as Chair of the TCCA Steering Committee, and Dr. Kajornsak Faungnawakij, Senior Researcher at the National Nanotechnology Center (NANOTEC), National Science and Technology Development Agency (NSTDA), as Committee Member and Secretary of the TCCA Steering Committee, together with representatives from the Department of Climate Change and Environment under the Ministry of Natural Resources and Environment, the Department of Mineral Fuels under the Ministry of Energy, the Thai Cement Manufacturers Association (TCMA), and the private sector.

🏛️ The Chinese host delegation was led by Ms. Yang Wei, Director of International Office, together with senior leadership and faculty from various academic units, including the College of Chemical Engineering and Environment, State Key Laboratory of Heavy Oil Processing, State Key Laboratory of Petroleum Resources and Engineering, CCUS International Innovation Research Institute, College of Geosciences, and School of Economics and Management.

💡 Under this MOU, both institutions have jointly outlined concrete pathways for the next phase, including the organization of short-term summer school programmes for student exchange, the development of Dual Degree Programs, and the submission of joint research proposals — particularly to strategic national research funding mechanisms such as the National Natural Science Foundation of China (NSFC) and the funding framework under Thailand's Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation (MHESI) — in alignment with MHESI's Science Diplomacy policy. Other directions include strengthening research collaboration between CUP's National Key Laboratories and the Chiang Mai CCS Research Center, the initiation of joint scientific publications, the invitation of senior Thai scientists as Visiting Professors, the prospective establishment of a Joint Laboratory, and exploratory discussions on developing a joint Thailand–China pilot CCUS demonstration project in the medium term.
🌱 This significant step reaffirms the role of the Department of Mining and Petroleum Engineering and the Chiang Mai CCS Research Center in expanding international academic networks and developing high-skilled human resources in petroleum engineering, energy, and Carbon Capture and Storage technologies — contributing to the energy transition and the long-term Carbon Neutrality and Net Zero ambitions of both Thailand and the People's Republic of China.

25/05/2026
18/05/2026

"นักวิจัยคณะวิศวฯ มช. ผลิตน้ำมันโดยการอัดฉีดสารลดแรงตึงผิวสลับก๊าซเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำมันควบคู่ไปกับการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์”

นางสาวพิรดา หมัดละ นักศึกษาปริญญาโท และรองศาสตราจารย์ ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ศึกษาการอัดฉีดสารลดแรงตึงผิวสลับก๊าซ (surfactant-alternating-gas: SAG) เพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำมันไข (waxy oil) ควบคู่ไปกับการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าสารลดแรงตึงผิวช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำมันไขซึ่งเป็นน้ำมันดิบชนิดหนึ่งออกจากรูพรุนได้ดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับการอัดฉีดสลับก๊าซ โดยนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกมาใช้ในกระบวนการ (CO2 utilization) พร้อมกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในช่องว่างของหิน (CO2 storage) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN) ข้อที่ 13 Climate Action และข้อที่ 7 Energy Affordable

การเพิ่มผลผลิตน้ำมันภายใต้สภาวะไม่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน (immiscible conditions) ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญในแหล่งกักเก็บน้ำมันไข (waxy crude oil) เนื่องจากมีค่าความดันต่ำสุดที่ทำให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน (minimum miscibility pressure: MMP) สูง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการแทนที่ระดับจุลภาคมีข้อจำกัด เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการอัดฉีดสารลดแรงตึงผิวสลับก๊าซ (surfactant-alternating-gas: SAG) เปรียบเทียบกับกระบวนการอัดฉีดน้ำสลับก๊าซ (water-alternating-gas: WAG) ภายใต้สภาวะไม่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินทั้งการเพิ่มผลผลิตน้ำมันไขและการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ การทดลองดำเนินการโดยใช้ตัวอย่างหินทรายที่อิ่มตัวด้วยน้ำมันไข ภายใต้สภาวะความดันต่ำกว่าค่าความดันต่ำสุดที่ทำให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกันของน้ำมัน โดยทำการอัดฉีดคาร์บอนไดออกไซด์ในสถานะวิกฤตยิ่งยวด (supercritical CO2) จำนวน 3 รอบแบบสลับกับน้ำปราศจากไอออนหรือสารละลายสารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุหลังการอัดฉีดน้ำเริ่มต้น (waterflooding) ทั้งนี้ ได้มีการวัดสมบัติระหว่างผิวของระบบน้ำมันไข–ของไหล–หิน เพื่ออธิบายกลไกการแทนที่ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงแคปปิลลารี
ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการอัดฉีดสารลดแรงตึงผิวสลับก๊าซให้ผลผลิตน้ำมันไขสูงกว่า (ร้อยละ 67.0) เมื่อเทียบกับกระบวนการอัดฉีดน้ำสลับก๊าซ (ร้อยละ 40.8) ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของแรงตึงผิวระหว่างน้ำมันไขและของไหล ซึ่งช่วยลดแรงต้านแคปปิลลารีและเพิ่มประสิทธิภาพการแทนที่ในระดับจุลภาค อย่างไรก็ตาม ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ของกระบวนการอัดฉีดสารลดแรงตึงผิวสลับก๊าซกลับต่ำกว่า (ร้อยละ 14.0) เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการอัดฉีดน้ำสลับก๊าซ (ร้อยละ 21.2) ซึ่งบ่งชี้ว่าการลดลงของความดันแคปปิลลารีส่งผลให้ประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ภายในช่องว่างลดลงด้วย

ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน (trade-off) ระหว่างการเพิ่มการผลิตน้ำมันและการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งถูกควบคุมโดยกลไกเชิงแคปปิลลารี พร้อมทั้งให้ข้อมูลเชิงกลไกที่สำคัญสำหรับการออกแบบกระบวนการอัดฉีดแบบสลับเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตน้ำมันและการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์

อ้างอิง
Madla, P., Thanasaksukthawee, V., Teerapong, K., Yoosook, H., & Tangparitkul, S. (2026). Enhanced waxy crude oil recovery using surfactant-alternating-gas injection: A trade-off between oil recovery and CO2 retention. Colloids and Surfaces A: Physicochemical and Engineering Aspects, 745, 140691.

อ่านงานวิจัย
https://doi.org/https://doi.org/10.1016/j.colsurfa.2026.140691

05/05/2026

⚙️คณะวิศวกรรมศาสตร์ ขอแสดงความยินดีกับ👏🎉

🌟' ผศ.ดร.คมสูรย์ สมประสงค์ '🌟
สังกัดภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม

เนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "รองศาสตราจารย์" (ในสาขาวิชา 1106 วิศวกรรมทรัพยากรธรณีและเหมืองแร่ อนุสาขาวิชา 110602 วิศวกรรมเหมืองแร่)👏🏻👏🏻

#วิศวะมช #ตำแหน่งทางวิชาการวิศวะมช

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


239 ถนน ห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง
Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30