12/01/2022
หลายเรื่องเล่า...ที่ทั้งเศร้า ทั้งอึ้งของ “เป็ดแมนดาริน (Mandarin duck )”
1. ชื่อวิทยาศาสตร์ Aix galericulata Linnaeus, 1758 เป็นนกในวงศ์นกเป็ดน้ำ (Anatidae)
2. นกตัวผู้คือตำนานที่เล่าขานว่า “คุณหลอกดาว” ที่ทั้งหล่อ ทั้งสวย รวยเสน่ห์เหลือหลาย คือจะมีสีสันสวยงามฉูดฉาดมากๆในฤดูผสมพันธุ์แต่พอหมดฤดูผสมพันธุ์ปุ๊บตัวผู้จะพลัดขนแปลงร่างให้มีสีตุ่นๆคล้ายตัวเมียทันที
3. เป็นนักดำน้ำหัวฟูที่ดูดูเหมือนจะใส่วิกผมตลอดเวลา (น่ารักมากๆ)
4. เป็นนกที่รักเดียวใจเดียวมีคู่เปลี่ยวตลอดชีพ (True monogamous) จึงถูกสร้างเป็นตำนานรักเดียวไม่รู้ลืมที่เป็น story tale ทั้งในจีนและญี่ปุ่น
5. เป็นนกที่หน้าตาไฮโซแต่กินของโลว์ไม่เลือก เช่น นางชอบกินหนูตัวเล็กๆ จึงถูกขนานนามว่า “unpleasant taste”
6. เป็นนกหนีหนาวมาจากแห่งหนใดแต่ในไทยได้รับการคุ้มครอง เป็ดแมนดารินไม่ใช่นกประจำถิ่นของไทย (Resident birds) แต่เป็นนกอพยพหนีหนาวมาจากจีน ญี่ปุ่น ไซบีเรีย ยุโรป(Winter visitor birds) ประเทศไทยจัดเป็ดแมนดารินเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
7. เป็นนกที่มีญาติทั่วไปที่ไม่ใกล้ไม่ไกล เช่น แถบอเมริกาเหนือ นั่นก็สวยมากเหมือนกันคือ American wood duck
8. เป็นเป็ดที่เลี้ยงแล้วจะโชคดีช่วยเสริมราศีฮวงจุ้ย (ความเชื่อของคนจีนและญี่ปุ่น)
9. เพราะเหตุจากความสวยจึงทำให้ซวยจากภัยคุกคามมนุษย์ (ที่มีความเชื่อแบบผิดๆ) นกชนิดนี้จะสวยออร่าสุดเมื่ออยู่ในธรรมชาติ
ขอบคุณภาพสวยๆและข้อมูลจาก
TwitterDiscovery on Twitter: "Photo of the Day: The beautiful mandarin ...
https://www.mentalfloss.com/article/562849/mandarin-duck-facts
29/04/2020
เริ่มต้นด้วย....ร้าย
ลงท้ายด้วย....รัก
คือนิยามคนจริงที่แท้ทรูแบบ....Severus Snape
สิ่งมีชีวิตกลุ่ม Crustaceans เป็นสิ่งมีชีวิต Arthropods ที่ใหญ่เป็นที่สองรองจากแมลง (Insects) ครัสตาเซี่ยนกลุ่มนี้ที่รู้จักเป็นอย่างดีเพราะมีรสชาติแสนอร่อยเหลือเกิน นั่นก็คือ ปู (Crab)
ปูที่มีชื่อวิทยาศาสตร์สุดแสนจะไฮโซนี้ ชื่อว่า Harryplax severus Mendoza & Ng, 2017 ถูกบัญญัติชื่อขึ้นมาจากความชอบ (น่าจะแบบบ้าคลั่งมีรายละเอียดสูงยิบ) เป็นการส่วนตัวของนักสะสมครัสตาเซี่ยนคนหนึ่งชื่อ Harry T. Conley มีการตั้งชื่อสกุลและชื่อฉายาอย่างสอดคล้องเหมาะเหม็งในแบบฉบับสาวกตัวฉกาจของ Harry Potter
ปูชนิดพันธุ์นี้พบตามแนวปะการังของเกาะกวม (Guam ที่ค้นพบหลุมลึกที่สุดในโลก Challenger deep) เกาะนี้อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ปูถูกค้นพบและรวบรวมในปี 1998 และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในปี 2017
ปูสกุลนี้ Harryplax ได้รับเกียรติการตั้งชื่อ...คือ
“Harry” = ชื่อนักสะสม Harry T. Conley กับตัวละครเอกในวรรณกรรม Harry Potter
ที่กล่าวอ้างถึงความสอดคล้องนี้ว่า “ความสามารถอันสุดอัศจรรย์ในการค้นพบรวบรวมสิ่งมีชีวิตพันธุ์หายากและน่าสนใจประดุจเวทมนตร์"
ส่วนชื่อฉายา severus นั้น เป็นชื่อที่ต่อท้ายมาจาก Harryplax ชื่อสกุลชื่อแรก ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างหาที่ติไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่าง Harry Potter กับ Severus Snape ได้เป็นอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ทำให้นึกถึงวลีเด็ดที่ว่า “เธอได้ดวงตาจากแม่”
(You have your mother’s eyes) เท่านั้น คือ...จบ!!!
References
1. Mendoza, Jose C.E.; Ng, Peter K.L. (2017). "Harryplax severus, a new genus and species of an unusual coral rubble-inhabiting crab from Guam (Crustacea, Brachyura, Christmaplacidae)". ZooKeys. 647: 23–35. doi:10.3897/zookeys.647.11455. PMC 5345348.
2. ^ Greshko, Michael (23 January 2017). "Pale, Beady-Eyed Crab Named for Harry Potter". National Geographic News.
3. ^ Geggel, Laura (23 January 2017). "Accio Crab! Newfound Crab Honors Harry Potter and Professor Snape". Live Science.
4. https://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4151352/Magical-crab-named-honour-Harry-Potter.html (picture)
24/04/2020
มาแล้วๆๆๆๆตามคำสัญญา อิอิ ^____*
แมงมุมกริฟฟินดอร์...ชื่อที่แสนภาคภูมิใจของใครๆที่รักกริฟฟินดอร์ ^___*
โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ (Hogwarts School of Witchcraft and Wizardry) ประกอบไปด้วยสมาชิกบ้าน 4 หลังได้แก่
กริฟฟินดอร์ เรเวนคลอ ฮัฟเฟิลพัฟและสลิธีริน
แต่ทว่า...ในบรรดาบ้าน 4 หลังนี้ บ้านที่โด่งดังและเป็นที่กล่าวขานที่สุด เห็นจะเป็นบ้าน....กริฟฟินดอร์ เพราะด้วยทั้งนิสัยที่แสนจะแก่นเซี้ยวและกิจกรรมที่ดุดันของอาจารย์กับลูกศิษย์
บ้านหลังนี้ถูกก่อตั้งโดย...ก็อดดริก กริฟฟินดอร์ หนึ่งในสมาชิกพ่อมดที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคทั้งสี่ ที่ร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนฮอกวอตส์ โดยสัญลักษณ์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์คือ สิงโต สีประจำบ้านคือ สีแดง และสีทอง
คุณสมบัติของพ่อมดแม่มดรุ่นเยาว์ที่จะอยู่บ้านหลังนี้ได้นั้นต้อง....มีความซื่อสัตย์ มีไหวพริบ มีคุณธรรม ชอบความท้าทาย กล้าหาญและบ้าบิ่น (ซึ่งข้อมูลคุณสมบัตินี้ถูกโปรแกรมไว้ในหมวกคัดสรร)
หมวกคัดสรร(Sorting Hat) วัตถุเวทมนตร์ที่เฉลียวฉลาดที่สุด เดิมเป็นหมวกของก็อดดริก กริฟฟินดอร์ จากนั้นผู้ก่อตั้งทั้ง4 ได้บริกรรมคาถาเวทมนตร์ลงในหมวกนี้ เพื่อใช้คัดเลือกนักเรียนเข้าสู่บ้านต่างๆ
แมงมุมกริฟฟินดอร์...แมงมุมชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ Eriovixia gryffindori โดย Ahmed, Khalap & Sumukha, 2016
Eriovixia gryffindori (-i ) (Gryffindor’s spider /Sorting Hat Spider) เป็นแมงมุมในสกุล Eriovixia ซึ่งถูกค้นพบ (First recorded) ในประเทศอินเดียในปี 2015 แมงมุมชนิดพันธุ์ใหม่นี้ มีรูปทรงของลำตัวคล้ายหมวกทรงสูง เวลามันอยู่นิ่งๆ ซึ่งเหมือนหมวกคัดสรร (Sorting Hat) ในนวนิยายเรื่องแฮรี่ พอร์ตเตอร์ ซึ่งเดิมหมวกใบนี้เป็นของก็อดดริก กริฟฟินดอร์และเป็นเจ้าของบ้านกริฟฟินดอร์อีกด้วย
ดังนั้นเพื่อจะหาเหตุผลว่า...ทำไมผู้ค้นพบ (ซึ่งอาจเป็นสาวกตัวยงของแฮรี่ พอร์ตเตอร์) จึงต้องบัญญัติชื่อแมงมุมนี้ว่า....แมงมุมกริฟฟินดอร์ นั้น
จึงขออธิบาย...ความเชื่อมโยงโดยตรงของหมวกคัดสรรกับบ้านกริฟฟินดอร์ (ความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะสาวกตัวฉกาจของแฮร์รี่ พอร์ตเตอร์ เช่นกัน) ดังนี้
1. หมวกคัดสรรเป็นของก็อดดริก กริฟฟินดอร์ เจ้าของบ้านกริฟฟินดอร์
2. ก็อดดริก กริฟฟินดอร์ ได้ซ่อนดาบกริฟฟินดอร์ ไว้ในหมวก (ดาบสามารถล่องหนได้) มีเฉพาะนักเรียนกริฟฟินดอร์ผู้กล้าหาญเท่านั้น ถึงดึงออกมาใช้งานได้
3. ปกติหมวกคัดสรรมักจะคัดคนเข้าบ้านต่างๆ ได้โดยง่าย เช่น มัลฟอยด์ แทบไม่ต้องวางหมวกบนศรีษะก็ขานได้เลยว่าเป็นสลิธีริน แต่กับแฮร์รี่นั้นหมวกค่อนข้างขัดแย้งในตัวเองและยากในการตัดสินใจ จนแฮรี่ต้องตัดสินในการเลือกเอง ทำให้หมวกฉงนและสนใจตัวแฮร์รี่อย่างมาก
4. หมวกคัดสรรมักตื่น จ้องมองและพูดคุยให้คำปรึกษากับแฮร์รี่เสมอๆ เมื่อแฮรี่ว้าวุ่นใจ ซึ่งพบมูลการพูดคุยนี้ในหลายภาค (ในห้องทำงานของดัมเบอดอร์)
5. หมวกคัดสรรเคยถูกฟอกส์ นกฟีนิกซ์ของดัมเบอดอร์ (นักเรียนเก่าบ้านกริฟฟินดอร์) คาบมันไปให้แฮร์รี่เพื่อดึงเอาดาบออกมาฆ่างูยักษ์บาซิลิสในภาคห้องแห่งความลับ
6. หมวกคัดสรร อยู่ในห้องอาจารย์ใหญ่ฮอกวอร์ต ซึ่งตลอดระยะเวลาในการดำเนินนวนิยายเรื่องนี้ดัมเบอดอร์เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนและเป็นเจ้าของบ้าน
References
1. Ahmed, Javed; Khalap, Rajashree; Sumukha, JN (2016). "A new species of dry foliage mimicking Eriovixia Archer, 1951 from central Western Ghats, India (Araneae: Araneidae)" (PDF). Indian Journal of Arachnology. Indian Society of Arachnology. 5 (1–2): 24–27. ISSN 2278-1587. Archived from the original (PDF) on 12 December 2016. Retrieved 11 December 2016.
2. ^ New spider named after Harry Potter character, Times of India, 11 december 2016
23/04/2020
มีนักเรียน นักศึกษา ถามว่า “ทำไม??? ต้องมีชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตยาวๆ มาเรียกให้เมื่อยปากด้วย เพื่อความเก๋ ความเท่ห์ เท่านั้นหรือเปล่า ทั้งๆที่บางสิ่งมีชีวิตก็มีชื่อเรียกอยู่แล้ว ซึ่งชื่อเหล่าก็คือชื่อสามัญ (common names) เป็นชื่อที่ถูกเรียกมานานจนติดหูและมีความหมายง่ายๆ รู้จักในแวดวงทั่วไป แต่ๆๆๆๆๆๆปัญหาคือชื่อเหล่านั้นมันซ้ำซ้อนและไม่เป็นสากล คำว่าสากลคือ Universal/ International นั่นคือพูดปุ๊บต้องอ๋อทั่วโลกปั๊บจ๊ะ (แบบคนที่เคยเรียนเคยสัมผัสมา555)
นักอนุกรมวิธาน (Taxonomists) จึงแก้ปัญหาโดยตั้งข้อตกลงการบัญญัติชื่อที่เป็นทางการและอ๋อทั่วโลกก็ชื่อวิทยาศาสตร์ (Sciencetific names) ขึ้นมานั่นเอง
แต่จะขอกล่าวเบาๆ โดยใช้หลักการ การบัญญัติชื่อวิทยาศาสตร์ Binomial nomenclature ง่ายๆ เพียงบางข้อ ตามความปังของ “คุณพ่อแห่งวงการอนุกรมวิธานสมัยใหม่ Carolus Linnæus คือ
1. ชื่อวิทยาศาสตร์จะต้องมีชื่อเดียวไม่ซ้ำซ้อน
2. ใครเจอสิ่งมีชีวิตก่อน วินิจฉัยได้ก่อน ถูกอนุญาตให้ตั้งชื่อได้ก่อน มีสิทธิ์ก่อน (Law of Priority) เจอทีหลังต้องให้เกียรติ ห้ามกระแดะตั้งชื่อประชัน
3. ขึ้นต้นชื่อสกุล (Generic names) ด้วยตัวใหญ่ เว้นวรรคตามด้วยตัวเล็กชื่อฉายา (specific epithet) ขีดเส้นใต้ชื่อทั้งสองชื่อ (เว้นช่องห้ามขีดยาวสองชื่อ) ทำตัวหนาหรือทำตัวเอน โดยเลือกกระทำวิธีเดียว (ขออภัยที่ข้อความในโพสนี้ชื่อวิทยาศาสตร์ไม่สามารถขีดเส้นใต้หรือทำตัวเอียงได้ มันไม่อนุญาต555)
4. ทุกชื่อทุกภาษาเวลาจะตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยนเป็นลาตินเท่านั้นหรืออนุโลมให้เป็นกรีกได้บ้างตามเห็นสมควร อาทิคำลงท้ายด้วย -us , -um, -i , -ii, -ia หรือความหมายต่างๆ เป็นต้น
ขออนุญาตเชื่อมโยง......
เนื่องจากช่วงนี้ติดภาพยนตร์ซีรี่ย์ Harry Potter หนักมาก อิทธิพลของนวนิยายเรื่องนี้ได้แผ่อำนาจมืดคลุมมาถึงวงการวิทยาศาสตร์ชีววิทยาด้วย โดยได้มีนักชีววิทยาที่คาดว่าน่าจะหลงใหล Harry Potter หนักถึงขนาดที่เอาบางสิ่งบางอย่างจากนวนิยายเรื่องนี้มาตั้งชื่อชนิดสิ่งมีชีวิตและก็มีการเชื่อมโยงอย่างสมเหตุสมผลเป็นที่สุด
ล่าสุดปี 2020 ได้มีการเอาชื่อของพ่อมดฝ่ายมืดตัวท็อปหนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงเรียนฮอกวอร์ต Salazar Slytherin ซึ่งก็รู้ๆอยู่ว่างูเป็นสัญลักษณ์ของบ้านหลังนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ของบ้านหลังนี้สามารถเสกคาถางูดำ Serpensortia (Serpen = งู + -Ortus = สร้าง ) และเสกคาถางูหาย Vipera Evanesca ได้ ทุกสิ่งเกี่ยวกับงูทั้งสิ้น
ดังนั้นการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์งูเขียวมีพิษที่พบในเขตพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศอินเดีย เป็นกลุ่มงู pit viper สกุลงูเขียวTrimeresurus จึงให้เกียรติกับคุณลุง Salazar Slytherin โดยมีชื่อสามัญว่า "Salazar's pit viper” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์นั้นก็คือ Trimeresurus salazar โดย Mirza et al., 2020 และก็ตีพิมพ์ในวารสารเป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้มีการหยิบยกความสำคัญของนวนิยายเรื่องนี้มาตั้งชื่อวิทยาศาสตร์แล้วในฟอสซิลไดโนเสาร์ (สัตว์เลื้อยคลานที่หน้าตาคล้ายมังกรใน Harry Potter) ที่ชื่อว่า Dracorex hogwartsia โดย Bakker et al., 2006
Dracorex เป็นชื่อไดโนเสาร์ (สัตว์เลื้อยคลาน) สกุล Pachycephalosaur มีชีวิตในช่วง 65.5–65 ล้านปีที่ผ่านมา สำรวจเจอที่ Hell Creek Formation, South Dakota ประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยชื่อสกุลนี้ Dracorex มาจากสมาสชนสนธิเชื่อมของ Draco = Dragon มังกร
กับ Rex = The reigning king
ดังนั้น Dracorex hogwartsia จึงมีความหมายว่า “Dragon king of Hogwarts = ราชามังกรแห่งฮอกวอร์ต” และก็ตีพิมพ์แล้วเช่นกัน
ยืนปรบมือรัวๆ จ๊ะ!!!!
ปล. ถ้าติดตาม กดไลก์ กดแชร์ วันหลังจะแปลเรื่องราวการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับ Harry Potter มาเสิร์ฟให้อ่านอีก คราวหน้าเอาเรื่องบ้านกริฟฟินดอร์ มาเล่าบ้างดีกว่า อิอิ ^__* ใครอยู่บ้านนี้เตรียมตัวเลยนะ
References :
Mirza, Zeeshan A.; Bhosale, Harshal S.; Phansalkar, Pushkar U.; Sawant, Mandar; Gowande, Gaurang G.; Patel, Harshil (2020-04-15). "A new species of green pit vipers of the genus Trimeresurus Lacépède, 1804 (Reptilia, Serpentes, Viperidae) from western Arunachal Pradesh, India". Zoosystematics and Evolution. 96(1): 123–138. doi:10.3897/zse.96.48431. ISSN 1860-0743.
Bakker, R. T., Sullivan, R. M., Porter, V., Larson, P. and Saulsbury, S.J. (2006). "Dracorex hogwartsia, n. gen., n. sp., a spiked, flat-headed pachycephalosaurid dinosaur from the Upper Cretaceous Hell Creek Formation of South Dakota." in Lucas, S. G. and Sullivan, R. M., eds., Late Cretaceous vertebrates from the Western Interior. New Mexico Museum of Natural History and Science Bulletin 35, pp. 331–345. "Archived copy" (PDF). Archived from the original (PDF) on 2011-07-17. Retrieved 2011-06-04.
24/01/2020
มาย้ำวิวัฒน์ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019
(2019-nCoV : Wuhan/Novel coronavirus) อีกครั้ง หลังจากที่คุณครู lecture ไปในโพสก่อน เรื่องวิวัฒนาการและการพัฒนาการสายพันธุ์ของโคโรน่าไวรัสคือ
ขั้นที่ 1 ปรับตัวอยู่ในสัตว์ได้และส่งผ่านจากสัตว์สู่สัตว์
ขั้นที่ 2 พัฒการส่งผ่านจากสัตว์สู่คน (คนกินสัตว์ที่มีเชื้อโรคหรืออาหารที่ปนเปื้อน เชื้อโรคใช้เวลาในการวิวัฒน์เพื่อความเหมาะสมให้เป็นสายพันธุ์ในคน)
ขั้นที่ 3 ปรับตัวอยู่ในคนได้และส่งผ่านจากคนสู่คน (ณ. เพลานี้)
ตอนนี้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า “สาเหตุที่เชื้อเหล่านี้เข้ามาอยู่ในคนและวิวัฒน์สายพันธุ์ได้ก็เพราะการที่คนไปบริโภคสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสกลุ่มใกล้เคียงกัน” ก็คือเชื้อ Beta - Coronavirus นั่นเอง ซึ่งเดิมไวรัสกลุ่มนี้พบในสัตว์จำพวก
1. ค้างคาวผลไม้ (Megabat, Fruit bat วงศ์ Pteropodidae, Pteropus sp.)
2. งูเห่า (Chinese cobra : Naja sp.)
3. งูทับสมิงคลา (Malayan krait: Bungarus sp.)
ซึ่งมีพันธุกรรม Single strand RNA เชื้อไวรัสที่สามารถก่อให้เกิดโรค SARS และ MERS ในคนได้
สรุปได้ว่า “การแดกไปเร้ยเป็นสาเหตุ” อึดอัดใจแบบอั้นไม่อยู่จนต้องสบถเป็นกลอน
“แสนอนาจ อุจาดตา เมื่อมาเห็น
อยู่ไม่เป็น เน้นเพื่อกิน สิ้นสงสัย
แดกเป็นนิจ จิตประหลาด พลาดถึงตาย
ไวรัสร้าย ทำลายล้าง ล้างบางคน”
ตอนนี้สถานการณ์การระบาดของโรคเป็นวงกว้างและหนักหนาสาหัสพอสมควร (Pandemic) จะไม่ตระหนกก็ควรตระหนกอยู่บ้างนะ
Keywords
่ายนิดเดียว
22/01/2020
“ไวรัสอู่ฮั่น...ชีวะนาโนมฤตยู สู่วิวัฒน์ขั้นสุด”
สมัยก่อนคนเป็นไข้หวัดใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากๆ พักผ่อน ดูแลตัวเอง เป็นได้ก็หายได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปใครจะไปรู้ว่าเชื้อ “ไวรัสไข้หวัดใหญ่...มันสามารถทำให้เสียชีวิตได้เลย” ตอบได้ง่ายๆว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มันเกิดวิวัฒน์หลายต่อหลายครั้งเพื่อเอาชนะยาต้านและภูมิคุ้มกันของคน นั่นแสดงว่าการก่อให้เกิดโรคของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ละครั้งในแต่ละสายพันธุ์นั้น มีนัยคือเชื้อไวรัสได้แสดงขีดความสารถอย่างไม่จำกัดในการพัฒนาการและ/หรือการผ่าเหล่า เพื่อให้เกิดการอยู่รอดในโฮสต์และเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆเพื่อเอาชนะคนนั่นเอง!!!!
เชื้อไข้หวัดอู่ฮั่น จัดเป็นเชื้อไวรัสกลุ่ม Coronavirus ใน Coronaviridae family หรือไวรัสวงศ์นี้รู้จักกันดีในนามมฤตยูร้ายที่ก่อให้เกิดโรค MERS (Middle East Respiratory Syndrome) SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome) และ Avian Flu หรืออีกหลายโรค ทำให้เกิดภาวะการติดเชื้ออย่างรุนแรงฉับพลันหรือเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจจนถึงสภาวะปอดบวมแล้วเสียชีวิต
โดยเชื้อไวรัสก่อให้เกิดโรคดังกล่าว สามารถแพร่กระจายจากสิ่งมีชีวิตสู่สิ่งมีชีวิตได้หลายรูปแบบ อธิบายพอสังเขปได้ 4 เส้นทางคือ
1. การสัมผัสสิ่งมีชีวิตที่มีเชื้อโรค (Contact transmission) จากเนื้อเยื่อ น้ำเลือด น้ำลาย น้ำเหลือง น้ำกามและของเหลวต่างๆ
1.1 สัมผัสทางตรง (Direct contact)
1.2 สัมผัสทางอ้อม (Indirect contact)
2. กระแพร่กระจายไปในอากาศด้วยฝอยละอองขนาดใหญ่มากกว่า 5 ไมครอน (Droplet transmission)
3. การแพร่กระจายไปในอากาศด้วยละอองขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน (Airborne transmission)
4. การนำเชื้อโรคไปโดยใช้สิ่งมีชีวิตอื่นเป็นพาหะ (Vectors)
ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นอนุภาค (Particle of life) ไม่ใช่เซลล์จะสามารถมีชีวิตและเพิ่มจำนวนได้ต้องเข้าไปอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นเท่านั้น (Obligatory Intracellular Parasite) โดยไวรัสจะจู่โจมเข้าไปอยู่ในเซลล์โฮสต์ได้ ด้วยหลายวิธี เมื่อเข้าไปได้แล้วมันจะใช้เวลาในการปรับตัว พัฒนาการสายพันธุ์ สืบพันธุ์เพิ่มจำนวนในสิ่งมีชีวิตนั้นในรูปแบบของการเกิดโรค สามารถอธิบายวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสในโฮสต์เซลล์แบบง่ายๆ ได้เป็น 3 ขั้นตอนคือ
ระดับที่ 1 : เชื้ออุบัติการณ์ในสัตว์ มีการปรับตัวและพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีแล้วก่อให้เกิดโรคในสัตว์ สามารถส่งผ่านการติดต่อจากสัตว์สู่สัตว์ได้
ระดับที่ 2 : เชื้ออุบัติการณ์ในสัตว์จนพัฒนาสายพันธุ์ให้แข็งแกร่งแล้วส่งผ่านการติดต่อจากสัตว์สู่คนสามารถทำให้เกิดโรคได้ทั้งในสัตว์และคนอย่างรุนแรง
ระดับที่ 3 : เชื้ออุบัติการณ์ในคน ปรับตัวและพัฒนาสายพันธุ์ให้ดียิ่งในคน แล้วก่อให้เกิดโรคในคนและส่งผ่านการติดต่อจากคนสู่คน
***ขั้นนี้แหละที่จัดเป็นที่สุดแห่งวิวัฒนาการของเชื้อโรคที่สามารถติดต่อและทำลายล้างมนุษยชาติที่เป็นตัวท็อปสุดของห่วงโซ่และสายใยอาหารได้
เชื้อไข้หวัดอู่ฮั่น (Coronavirus) ที่เป็นข่าวดังตอนนี้
ได้มีการพัฒนาการสายพันธุ์เพื่อความอยู่รอด เจริญเติบโต สืบพันธุ์แล้วเกิดโรคได้ในคนและถ่ายทอดจากคนสู่คน ด้วยเหตุนี้แหละที่นักไวรัสวิทยาและบุคคลวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความวิตกกังวล (สังเกตจากข่าว จะเห็นได้ว่าบุคคลากรทางด้านการแพทย์จะต้องป้องกันตัวเองจากคนไข้ในระดับความปลอดภัยขั้นสูง ต้องกักและแยกตัวผู้ป่วยดูแล วินิจฉัยอย่างใกล้ชิด) ด้วยเกรงว่าการระบาดวิทยาของโรค การแสดงออกของโรคที่รุนแรงจะนำความสูญเสียมาสู่คนอย่างรวดเร็วในวงกว้าง จึงมีมาตรการสืบเสาะหา ติดตามและควบคุมโรคให้ได้
เราบุคคลธรรมดาควรศึกษาข้อมูลไว้บ้าง รับข่าวสาร ตระหนัก เฝ้าระวังภัยและแจ้งเตือนความผิดปกติแต่ก็อย่าได้ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ การช่วยกันทุกภาคส่วนจะช่วยให้การควบคุมทางด้านระบาดวิทยามีประสิทธิภาพดีมากขึ้น โดยส่วนตัวเชื่อว่าบุคลากรทางด้านการแพทย์ของบ้านเราเป็นผู้มีความรู้ความสามารถสูงจะต้องสกัดกั้นและจัดการปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน ^___*
เข้าไปอ่านเพิ่มเติมในลิงก์
Wuhan coronavirus
Novel coronavirus
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1306801/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/25791336/
https://virologyj.biomedcentral.com/articles/10.1186/s12985-015-0432-z
03/09/2019
“เก่าไป......ใหม่มา”
มันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ หลักฐานทางบรรพชีวินก็เช่นกัน ซากดึกดำบรรพ์ทุกชิ้นล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ทำให้ภาพวิวัฒนาการนั้นๆ สมบูรณ์แบบและสวยงามเสมอ
หลักฐานของบรรพชีวินของมนุษย์ ซึ่งทฤษฎีหรือองค์ความรู้เดิมได้กล่าวคือ “Australopithecus anamensis น่าจะเป็นต้นบรรพชนและสืบต่อมาเป็น Australopithecus afarensis, Lucy (มนุษย์ป้าลูซี่)“ เพราะอายุที่เก่าแก่มากกว่าและหลายหลักฐาน สมมุติฐานอ้างอิงในการเชื่อมต่อสายวิวัฒนาการ
แต่.....ล่าสุด จากการค้นพบของ “Dr. Yohannes Haile-Selassie” นักบรรพชีวินวิทยาจาก Cleveland Museum of Natural History ได้พบซากกะโหลกของบรรพชีวิน “Australopithecus anamensis, MRD” ในประเทศเอธิโอเปีย เป็นกะโหลกที่เกือบสมบูรณ์และเป็นญาติของ "มนุษย์ป้าลูซี่" กะโหลกมีขนาดใกล้เคียงกับลิงชิมแปนซี แต่ทว่าจะมีฟันที่ใหญ่กว่าสายพันธุ์มนุษย์ป้าลูซี่ คาดว่ากะโหลกที่พบนี้น่าจะเป็นของเพศผู้เพราะจากหลักฐานลักษณะและขนาดของกระดูก ดังนั้นครูเกขอขนานนามว่า “มนุษย์ผู้ MRD” ละกัน^__*
จากรายละเอียดคือโครงร่างใบหน้าที่เก่าแก่ของ “Australopithecus anamensis อายุประมาณ 3.8 ล้านปี มีลักษณะกระดูกกรามที่ยื่นออกมา(protruding jaw) และมีฟันเขี้ยว (Canine teeth) ขนาดใหญ่ เหมือนมนุษย์ป้าลูซี่ โดยคาดว่า “น่าจะมีวิวัฒนาการคาบเกี่ยวกับมนุษย์ป้าลูซี่ Australopithecus afarensis ที่มีอายุประมาณ 3.2 ล้านปี นั่นหมายความว่าขณะที่มนุษย์ผู้ MRD ช่วงปลายสายวิวัฒนาการกำลังจะจบสิ้นนั้นก็มีชีวิตร่วมสมัยกับป้าลูซี่ช่วงตอนต้นสายวิวัฒนาการไม่ต่ำกว่า 100,000 ปี ก็คือ 2 สายพันธุ์นี้อยู่ในช่วงยุคเดียวกันนั่นเอง” หลักฐานนี้ บ่งบอกว่ามนุษย์ป้าลูซี่ไม่ได้สืบเชื้อสายโดยตรงต่อเนื่องมาจากมนุษย์ผู้ “MRD” แต่อย่างใด ซึ่งทั้งคู่ “น่าจะมีวิวัฒนาการร่วม มาจากสายต้นบรรพชนเดียวกัน” (งานนี้ก็คงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ Human evolutionary tree เร็วๆนี้นะ)
สรุปง่ายๆจากการค้นพบอันทรงคุณค่านี้คือ
1. ได้ทราบการร่วมสมัยของมนุษย์ผู้ “MRD” กับมนุษย์ป้าลูซี่ที่ไม่ต่ำกว่า 100,000 ปี
2. ช่วยเชื่อมต่อสายวิวัฒนาการมนุษย์สายอื่นๆ เช่นกับ Australopithecus africanus (ที่คาดว่าน่าจะต่อจากป้าลูซี่) ซึ่งหายสาบสูญไปจากแอฟริกาใต้มาอย่างยาวนานแล้ว
3. ทำให้ทราบจุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการร่วมของวิวัฒนาการมนุษย์ซึ่งดูจะเป็นรูปเป็นร่างและชัดเจนมากขึ้น
ปล. “ทุกการค้นพบย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสมอ”
ถ้าอยากได้อรรถรสในการอ่านเข้าไปที่
References
https://www.livescience.com/nearly-complete-lucy-ancestor-skull-unearthed.html
https://www.google.co.th/search?
28/08/2019
Do you know that animals can synthesize food products using solar energy?
คุณรู้หรือไม่? ว่า....สัตว์ก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์อาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสงได้
เป็นที่หือฮาเกือบทศวรรษแล้วที่มี “การค้นพบการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายสีเขียวภายในเซลล์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง “กลุ่มจิ้งจกน้ำหรือกะท่าง (Salamander: Amphibians)” เป็นครั้งแรก ซึ่งนักวิจัย นักวิชาการทราบกันเป็นอย่างดี แต่ในที่นี้ครูเกขอนำเสนอบทความทางวิชาการแบบอ่านง่ายๆ เพิ่มเติมความรู้โดยใช้การสังเคราะห์และเชื่อมโยงกับชีววิทยาบทอื่นๆเพื่อให้อรรถรสและเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนกับบุคคลทั่วไปมากที่สุด
การค้นพบนี้ทำให้ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิต 2 ชนิด (Interspecific relationships : Symbiosis ) ที่มีวิวัฒนาการร่วมกัน (Co-evolution) ความสัมพันธ์นี้มีชื่อว่า “การพึ่งพาอาศัยกัน ((Mutualism) หรือความสัมพันธ์แบบ win-win แยกกันไม่ได้” ระหว่างจิ้งจกน้ำลายจุด/ด่าง spotted salamander (Ambystoma maculatum) ที่ในระยะตัวอ่อนของมันจะมีกลุ่มสาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียว (สาหร่าย Oophila amblystomatis) มาล้อมรอบลักษณะคล้ายแคปซูลเยลลี่สีเขียวมรกตห่อหุ้มตัวอ่อนมัน โดย
1. จิ้งจกน้ำในระยะตัวอ่อน ขณะที่มีการพัฒนาการของตัวอ่อนนั้นจะผลิตของเสียกลุ่มไนโตรเจน (Nitrogenous waste: Ammonia&Urea) ออกมา ซึ่งสาหร่ายจะดูดซับไว้เพื่อนำไปสังเคราะห์โปรตีนและสารพันธุกรรม
2. ในขณะเดียวกัน สาหร่ายชนิดนี้ที่มีความสารถในการสังเคราะห์แสง ซึ่งผลจากการสังเคราะห์แสงนั้นจะให้ผลิตภัณฑ์แก็สออกซิเจนเป็นจำนวนมากและตัวอ่อนของจิ้งจกน้ำจะนำไปใช้ในการหายใจระดับเซลล์สร้าง ATP เพื่อการแบ่งเซลล์และการพัฒนาการของตัวอ่อนให้เจริญต่อไป
ขอให้เครดิตการค้นพบอันสุดแสนอัศจรรย์นี้กับ Ryan Kerney แห่งมหาวิทยาลัย Dalhousie เมือง Halifax รัฐ Nova Scotia ของประเทศแคนาดาด้วย
คำถามต่อไปคือแล้วสาหร่ายเหล่านี้จะอยู่แค่ในระยะตัวอ่อนของจิ้งจกน้ำงั้นหรือ จะได้ไปต่อหรือไม่?
คำตอบคือ............
ได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องและมีการรายงานว่า สาหร่ายเหล่านี้ไม่ได้หายสาบสูญไปไหนแต่อย่างใด แต่ยังคงอยู่ในเซลล์ผิวหนังทั่วไปของจิ้งจกน้ำด่างและมีสัญญาณว่า “อาจจะให้ผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและแก๊สออกซิเจนกับตัวเต็มวัยของจิ้งจกน้ำได้โดยตรงอีกด้วย”
แสดงว่าคำกล่าว “เขียวเหมือนพระอินทร์ บินเหมือนนก ศรปักอก จะว่านกก็ไม่ใช่” คงไม่ใช่คำกล่าวของ...แมงทับอีกต่อไปแล้ว เพราะพระอินทร์เขียวน่าจะมีคลอโรพลาสสังเคราะห์แสงจึงอิ่มทิพย์ได้555แต่ความจริงแมลงทับสังเคราะห์แสงไม่ได้ ก็จบไป
แต่มีสมาชิกใหม่ที่เขียวจริง สร้างอาหารเองได้จริงเห็นจะมีแต่
“เขียวเหมือนพระอินทร์ พรางตัวบนหินเหมือนตะไคร่ อิ่มทิพย์น่ารักสดใสเกินใคร นี่ใช่ไหมที่ใครๆก็เรียก.....กะท่างด่างดิน” อิอิ
และจะเป็นไปได้หรือไม่? ที่ในอนาคตเราจะสามารถปลูกถ่ายเนื้อเยื่อนี้สู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหรือคนหรือนำสาหร่ายนี้มาเพาะเลี้ยงในเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เพื่อทำให้คน “อิ่มทิพย์” อิอิ อะไรที่เราเคยคิดฝันเอาไว้ว่าไม่ได้ วิทยาศาสตร์ก็เคยทำให้เป็นจริงได้ ดังนั้น...จะขอฝันอีกสักครั้งจะเป็นไรไป55555
ใครที่ต้องการอรรถรสการอ่านแบบถึงพริกถึงขิงจาก original version เข้าไปในเวปไซต์นี้นะ
Published online 30 July 2010 | Nature | doi:10.1038/news.2010.384
References
https://www.nature.com/news/2010/100730/full/news.2010.384.html
A solar salamander : Nature News
https://i.ytimg.com/vi/AdAxcnNmte0/maxresdefault.jpg
25/08/2019
สำหรับการสอบชีววิทยาโอลิมปิก วันนี้ 25 ส.ค. ก็ผ่านพ้นไป นั่งตอบคำถามเด็กที่ออกมาจากห้องสอบ มีข้อหลายข้อที่เก็งแล้วออกข้อสอบจริง ตัวอย่างข้อที่โดนเต็มๆ คือ การวางไข่ของปลาแซลมอนบริเวณต้นน้ำที่มันกำเนิด วันนี้จึงขอเสนอบทความวิชาการ เรื่อง.....
ปลาแซลมอนกับชีวิตนี้ที่ใครกำหนด (Salmon and Who determines this life?)
การกำเนิดปลาแซลมอน จัดเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้แบบฝังใจ รูปแบบการเรียนรู้แบบฝังใจ (Imprinting behavior) คือการที่สัตว์เรียนรู้ที่จะจดจำวัตถุ สถานที่ สิ่งของ สิ่งมีชีวิตเมื่อแรกเห็นเพราะสิ่งที่มันจดจำแรกเห็นนั้นจะให้อาหาร ความปลอดภัย การปกป้องดูแลมัน ซึ่งโดยนัยธรรมชาติคือพ่อแม่ของมัน พบว่าสัตว์จะมีระยะเวลาในการจดจำและติดตามสิ่งแรกเห็น เรียกว่า sensitive phase ซึ่งระยะเวลานี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการการของระบบประสาทของสัตว์นั้นๆ แบบการฝังใจเป็น 2 รูปแบบได้แก่
1. การฝังใจในสถานที่เกิด (Local imprinting) เช่น การวางไข่ของแซลมอน การวางไข่ของปลาบึกลุ่มแม่น้ำโขง การกลับไปวางไข่ยังแหล่งกำเริดของกลุ่มนกอพยพ (winter visitor birds) เป็นต้น
2. การฝังใจในเพศ (Sexual imprinting) เช่น การเดินตามของลูกไก่กับแม่ไก่หรือวัตถุเคลื่อนที่
ดังนั้นจึงขออธิบาย ข้อสอบชีวะโอซึ่งออกพฤติกรรมการวางไข่ปลาแซลมอน โดยขอลำดับการถือกำเนิดปลาแซลมอน ดังนี้
1. เมื่อพ่อแม่แซลมอนมาถึงสถานที่ตัวเองเกิดก็จะจับคู่ผสมพันธ์ุ (Sexual mating)
2. ตัวเมียใช้ครีบและหางสรรค์สร้างรังจากกรวดทรายใต้น้ำให้เป็นร่องแล้ววางไข่ ตัวผู้คู่มันก็จะปล่อยน้ำกามลงไปผสม จัดเป็นรูปแบบการปฏิสนธิภายนอก ((External fertilization)
3. เกิดการปฏิสนธิและการพัฒนาการของตัวอ่อน ช่วงนี้พ่อแม่ปลาจะหมดพลังชีพมักจะตายและเป็นอาหารหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่สายใยอาหารต่อไป
4. ตัวอ่อนมีการพัฒนาระบบอวัยวะอย่างต่อเรื่องโดยใช้ถุงไข่แดง (Yolk) บริเวณท้องเป็นแหล่งอาหาร มีการพัฒนาระบบประสาทและสมองอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าส่วนรับกลิ่นและจดจำ (Prosencephalo: Telencephalon : Olfactory bulb) ที่จะจะเจริญมากในปลา รับรู้ จดจำกลิ่น สารเคมี pH BOD อุณหภูมิน้ำและสภาพแวดล้อมสถานที่ถือกำเนิด
5. จากนั้นก็เจริญเติบพร้อมว่ายตามนำ้ไปยังบริเวณปากแม่น้ำและออกสู่ทะเลในที่สุด
6. เมื่อถึงระยะเวลาสืบพันธุ์ ปลาแซลมอนตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้เพศเมียจะว่ายทวนกระแสน้ำมายังแหล่งต้นน้ำเดิมที่มันเคยเกิด
7. เมื่อปลาตัวเต็มวัยเพศผู้และเมียถึงเขตต้นน้ำที่มันเคยเกิด สภาพแวดล้อมของน้ำที่มันเคยชินจะกระตุ้นระบบประสาทมัน —-> หลั่งสารสื่อประสาทกระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อ —> ต่อมเพศสร้างฮอร์โมนเพศกระตุ้นการตกไข่และสร้างอสุจิ —-> พฤติกรรมการจับคู่ผสมพันธุ์ —> สืบพันธุ์
แน่นอนว่า....ถ้าสภาพแวดล้อมของน้ำเปลี่ยนแปลงไปเช่นมีการสร้างเขื่อน ฝายกั้นน้ำหรือมลภาวะทางน้ำ มันย่อมไม่สามารถว่ายไปยังต้นน้ำที่มันเกิดได้เพราะมีปัจจัยขวางกันหรือตัวยับยั้งระบบประสาทที่กระตุ้นการสืบพันธุ์ ก็ย่อมที่จะไม่มีการวางไข่และสืบพันธุ์ สายพันธุ์จึงจบสิ้นลง นี่คือเหตุผลหลักในสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุของปลาแซลมอนและสัตว์ที่มีพฤติกรรมคล้ายปลาแซลมอน
References
http://lohmannlab.web.unc.edu/geomagnetic-imprinting/
www.shutterstock.comChinook Salmon Images, Stock Photos & Vectors | Shutterstock
cathrynwellner.wordpress.comAdams River Sockeye Salmon Run 2010 – Crossroads – Cathryn Wellner
23/08/2019
ไฟป่าในเเอมะซอนสามารถเกิดได้ตามธรรมชาติในแต่ละปีซึ่งไม่รุนแรงมากแล้วก็เกิดระบบการเปลี่ยนแปลงแทนที่ปรับตัวและคืนสภาพตามเดิม แต่ที่หนักหนาสาหัสตอนนี้ก็ด้วยน้ำมือและกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะการลักลอบบุกรุกป่า การใช้ไฟแผ้วถางทำลายป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่ปศุสัตว์ ทำการเกษตรและพื้นที่อาศัย
ไฟไหม้ป่าเเอมะซอนเสียหายกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร...ไม่ใช่จำนวนเป็นสิบๆร้อยๆไร่จิ๊บๆแบบบ้านเรา แต่นี่มันใหญ่มากๆ ใหญ่ขนาดไหน ลองคิดเทียบเล่นๆคือ
เท่ากับไฟไหม้ประเทศลักแซมเบอร์กในทวีปยุโรป ทั้งประเทศ (พื้นที่เกือบ 3,000 ตารางกิโลเมตร)
เท่ากับไฟไหม้ป่าเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย (พื้นที่ 3,034.42 ตารางกิโลเมตรหรือ 1,896,510.59 ไร่) ทั้งหมดเขตอุทยาน
หรือเท่ากับไฟไหม้ทั่วกรุงเทพเมืองหลวงไทย (พื้นที่ 1,569 ตารางกิโลเมตร) ถึง 2 ครั้ง
จากเหตุการณ์นี้คงทำให้ “ระบบนิเวศเเอมะซอนต้องเสียหายอย่างหนักหนาสาหัสและมีผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์พันธุ์พืชประจำถิ่นที่หายาก (Endemic species) และทำให้พันธุ์สิ่งมีชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุ (Endangered species) สามารถสูญพันธุ์ได้เลยและกว่าจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่ทุติยภูมิ (Secondary succession) ให้เหมือนเดิม คงใช้เวลาอีกนานโข เนื่องด้วยเเอมะซอนเป็นผืนป่าสังคมขั้นสุด (Climax forest community) ที่ซับซ้อนด้วยโครงสร้างระบบนิเวศและความหลากหายทางชีวภาพ
ป่าเเอมะซอนไม่ใช่แค่ผืนป่าในประเทศบราซิลแต่ยัง......
1. เป็นผืนป่าของโลกที่มี 8 ประเทศรายล้อม
2. เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ของโลก (5.6 ล้านตารางกิโลเมตร) ที่เล็กกว่าทวีปออสเตรเลีย (8.6ล้านตารางกิโลเมตร)
3. เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำเเอมะซอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
4. เป็นปอดของโลกฟอกอากาศได้ถึง 20%
5. เป็นแหล่งดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ของโลก
6. เป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่ สายใยที่ใหญ่ระดับโลกมีต้นไม้กว่า 390 พันล้านต้น
7. เป็นแหล่งอารยธรรมชาติพันธ์ุมนุษย์มากกว่า 420 เผ่า มานานกว่า 11,000 ปี
8. เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพขนาดใหญ่ของโลก
กลุ่มพันธุ์สัตว์ที่ทรงคุณค่าและเป็นเอกลักษณ์ของป่าเเอมะซอนที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน (Biogeography : Neotropical zone) ก็อาจจะไม่หลงเหลือให้เราได้เห็นตัวเป็นๆอีกต่อไป รายการสัตว์อันน่ามหัศจรรย์เหล่านี้อาจสูญพันธุ์ได้ถ้ายังเกิดไฟป่ารุนแรงแบบต่อเนื่อง ได้แก่
1. Golden lion tamarin ลิงสีทองหน้าสิงโต
2. Capybara หนูยักษ์คาพีบาร่า
3. Giant anteater ตัวกินมดยักษ์
4. Jesus lizard กิ้งก่าพระเจ้าหรือกิ้งก่าวิ่งบนน้ำ
5. Kinkajou คินคาจูหรือลิงหมี
6. Sloth ตัวขนขี้เกียจ
7. Jaguar เสือดาวจากัวร์
8. Hyalinobatrachium yaku กบแก้ว
9. Poison arrow frogs กบลูกศรพิษ
10. Surinam toad คางคกซูรินัม
11. Anaconda งูอะนาคอนดา
12. Caiman alligator จระเข้เคแมน
13. Bald Uakari ลิงหัวล้าน
และรวมถึงพันธุ์สัตว์พันธุ์พืชอื่นๆอีกหลายชนิดด้วย ซึ่งน่าเศร้าใจเป็นที่สุด ก็ได้แต่วิงวอนขอผู้ที่เกี่ยวข้องให้รีบจัดการเป็นวาระเร่งด่วน ขอทุนเกื้อหนุนจากนานาชาติในการจัดซื้ออุปกรณ์และบุคคลากรเพื่อการแก้ปัญหา ขอให้ฝนรีบตกลงมาโดยเร็ว และช่วยกันสร้างกระแสทางโซเชียลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
References
https://hilight.kapook.com/view/192405
https://www.worldatlas.com › articlesWhat Animals Live In The Amazon Rainforest? - WorldAtlas.com
https://en.m.wikipedia.org › wikiAmazon rainforest - Wikipedia
21/08/2019
ชีวิตสุดอัศจรรย์ของพะยูน
(The miracle of life of Sea cows )
จากกรณีศึกษาของพะยูนหลายชีวิต จนมาถึงน้องยามีลและล่าสุด....น้องมาเรียมกับขยะพลาสติก มันไม่ใช่ความกระแดะ ความเยอะ ความเว่อร์ของผู้รู้ นักนิเวศวิทยา นักวิชาการหรือกับบางคนที่ตระหนักและรักพะยูนหรอก กับความคิดที่ว่า...กะอิแค่พะยูนตายแล้วไง? ครูเกขอใช้คำว่า “พวกเราต่างกังวลและตระหนักเหลือเกิน” ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้พะยูนต้องสูญพันธ์ุไปจากโลกในระยะเวลาอันสั้นแล้วปัญหาต่างๆก็จะตามมาเป็นลูกโซ่ ครูเกก็เลยจะขอสาธยายความสำคัญและความน่ารักของเจ้าพะยูนให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า........
พะยูน / หมูน้ำ / วัวน้ำ / เงือกน้ำ / นางเงือก (Sea cows/Dugong/Manatee)
ขอให้ความสนใจกับพะยูน 2 สกุลนี้คือ Dugong กับ
Trichechus (Manatee)
1. พะยูนหางปลา Dugong หางเหมือนปลาพบชุกชุมน่านน้ำมหาสมุทรอินเดีย ส่วนพะยูนหางกลม Manatee หางเหมือนใบพาย พบชุกชุมน่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก
2. พะยูนเป็นสัตว์กินพืชแท้จริง (Herbivores) เป็นเกษตรกรชั้นดีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กินหญ้าทะเลและกระจายพันธุ์เมล็ดหญ้าทะเล อีกทั้งเพิ่มปุ๋ยอินทรีย์โดยธรรมชาติจากมูล ทำให้ห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศทะเลมีความสมดุลและสมบูรณ์
3. พะยูนมีฟันกราม (Molars) เวลากินอาหารจะใช้เหง้าหน้า (snout) ที่คล้ายหมู ครูดไปกับพื้นทรายเพื่อหาอาหารจึงเรียกพฤติกรรมการกินแบบนี้ว่า “หมูน้ำหรือหมูคุด”
4. พะยูนเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการใกล้เคียงกับช้างที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั้งหมด แต่ไม่มีกีบเท้าเหมือนช้าง มีการพัฒนาขาหน้าคล้ายใบพาย (Paddle shape) ช่วยในการว่ายน้ำและใช้หางว่ายบังคับทิศทาง
5. พะยูนเป็นสัตว์เลือดอุ่น เลือดสีแดง หัวใจสี่ห้องสมบูรณ์ ระบบประสาทเจริญดี ออกลูกเป็นตัว มีรกแท้จริง สามารถตกลูกได้ทีละตัว (ยกเว้นแฝด)
6. พะยูนอาศัยอยู่ในน้ำ หายใจด้วยปอด (จมน้ำตายได้นะเวลาติดอวน) พะยูนกลั้นหายใจในน้ำได้นานถึง 20 นาทีเวลาจะนอนหรือพักผ่อนในน้ำ
7. พะยูนเป็นสัตว์สังคมชั้นสูง มีพฤติกรรมทางสังคมการสื่อสารที่ซับซ้อนและมหัศจรรย์ มีนิสัยไม่ดุร้าย รักสงบและเป็นมิตรกับทุกสิ่ง
8. พะยูนเป็นสัตว์ป่าสงวน สัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดแรกที่ขึ้นทะเบียนตามพรบสงวนและคุ้มครองสัตว์ปี 2535 ของไทย
9. การฆ่าพะยูนมีมาตั้งแต่โบราณกาล ด้วยความที่พะยูนถูกชาวประมงขนานนามว่าเป็น “นางเงือกหรือเงือกน้ำ” คติความเชื่อนี้พะยูนจึงถูกใส่ร้ายว่าเป็นปีศาจแห่งท้องทะเล “พรายน้ำหรือไซเรน (Siren:สัญลักษณ์ของตรากาแฟ Star bucks แสดงถึงความหลงใหล” นำไปตั้งชื่ออันดับ Sirenia ของพะยูน และความเชื่อคือ พะยูนหรือนางเงือกผู้ที่นั่งตามโขดหินร้องเพลงให้ชาวประมงเคลิ้บเคลี้มหลงใหล จนแล่นเรือชนหินโสโครก เรืออัปปางและกินลูกเรือทั้งหมด สมัยก่อนถ้าเจอพะยูนคือ “ต้องฆ่าเท่านั้น”
10. พะยูน 90 % ที่เสียชีวิตในปัจจุบันมาจากเครื่องมือการประมง การล่าจากความเชื่อที่ผิดๆ ว่า ทั้งเนื้อ, กระดูก และเขี้ยวพะยูน มีคุณสมบัติทางเมตตามหานิยม เขี้ยวพะยูนมีชื่อในแวดวงการค้าในตลาดมืดว่า "งาช้างน้ำ" ทั้งเขี้ยวและกระดูกพะยูนมีราคาซื้อขายที่แพงมาก รวมถึงน้ำตาพะยูนและเขี้ยวพะยูนมีอำนาจในทางทำให้เพศตรงข้ามลุ่มหลงคล้าย “น้ำมันพราย” และภัยคุกคามล่าสุดคือ....ขยะพลาสติกในทะเลนั่นเอง
11. สถานการณ์ของพะยูน : ถูกคุกคาม (ไม่มั่นคง สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์) ศาสตราจารย์ทางด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (Mammalogy) หลายคนคาดการณ์ว่าทั้งช้างและพะยูนน่าจะสูญพันธุ์ไปจากโลกในช่วงระยะเวลาไม่เกิน
100 ปี แต่ถ้าสถานการณ์ยังเลวร้ายต่อเนื่องแบบนี้ พะยูนน่าจะสูญพันธุ์เร็วขึ้นภายใน 70-80 ปี
ดังนั้นสิ่งมีชีวิตหลายชนิดบนโลกนี้สามารถกำหนดชีวิตมันได้ก็จริง แต่มนุษย์เรามีอิทธิพลอย่างมากต่อการดำรงชีพของพวกมัน มนุษย์เรามีวิวัฒนาการสูงส่งก็จริงแต่ถือว่าเราเพิ่งกำเนิดมาเพียงไม่นาน วิวัฒนาการเรานั้นสั้นมากๆ เมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่น มนุษย์ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ การเหลือมนุษย์สปีชีส์เดียวไม่สามารถทดแทนสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้ มนุษย์นั้นอัจฉริยะก็จริงสามารถสร้างทุกสิ่งได้แต่ก็สามารถทำลายทุกสิ่งได้เช่นกัน มนุษย์ไม่สามารถสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงในระบบนิเวศที่ยั่งยืนได้ ถ้าเราคิดว่าเราเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แล้วทำไมเราไม่........
1. แสดงออกถึงการปกป้องชีวิตอื่นในฐานะ...ความเป็นเจ้าของชีวิต
2. แสดงออกถึงการหวงแหนห่วงใยในฐานะ...การเป็นเจ้าบ้านที่ดี
3. แสดงออกถึงความรักความอ่อนโยนต่อชีวิตอื่นในฐานะ....ที่มนุษย์เป็นสัตว์ที่สูงส่งด้วยสมอง สติปัญญาและจิตใจ
บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาตำหนิหรือประจานใดๆ แต่ต้องการให้....ตระหนักอย่างจริงจังและลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียที ช่วยกัน....ลด ละ เลิก หยุดทำลาย สิ่งมีชีวิตอื่นในระบบนิเวศ
#เมื่อระบบนิเวศดับดิ้น
#ชีวิตเราก็จะสูญสิ้นไปด้วยเหมือนกัน
#ใส่ใจสักนิดลดใช้ถุงพลาสติกกันเถอะ
References
https://th.m.wikipedia.org › wiki › พ...Web resultsพะยูน - วิกิพีเดีย
https://en.m.wikipedia.org › wikiWeb resultsManatee - Wikipedia
https://en.m.wikipedia.org › wikiWeb resultsDugong - Wikipedia