18/02/2026
"ม้าสิป่งเขา เสาสิออกดอก"
#หมอลำโสภา พลตรี จังหวัดขอนแก่น
ผู้ถูกกล่าวหาว่า เป็นกบฎ
หมอลำโสภา พลตรี เป็นลูกชาวนา เกิดที่บ้านโนนรัง ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๕ เรียนหนังสือจากวัด ซึ่งสอนโดยพระภิกษุ สามารถอ่านตัวธรรมตัวขอมได้ หมอลำโสภาเป็นคนที่มีความจำดีมาก จำคัมภีร์ต่างๆ ได้มากมาย รู้พิธีกรรมบวงสรวงต่างๆ เรียนวิชาหมอลำ เป็นหมอลำที่มีชื่อเสียงในแถบตำบลสาวะถี และตำบลใกล้เคียง หมอลำโสภามีภรรยา ๓ คน จาก ๓ บ้าน คือ บ้านป่าหวาย บ้านหนองตะไก้ และบ้านสาวะถี เป็นผู้มีฐานะดี เฉพาะที่นาที่บ้านป่าหวายมีประมาณ ๗๐-๑๐๐ ไร่ หมอลำโสภาเป็นผู้มีบุคลิกดี หน้าตาดี ผิวคล้ำ ฟันสีเขียวดังปีกแมลงทับ กล้าพูดกล้าทำ ไม่กลัวคน เป็นคนพูดเก่งมีเหตุมีผล ชาวบ้านแถบนั้นชื่นชมในความสามารถมาก
สาเหตุที่หมอลำโสภากลายเป็นกบฏก็เพราะไม่พอใจการครอบงำทางวัฒนธรรมและการขูดรีดจากรัฐใน ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก คือการขยายระบบโรงเรียนของรัฐ นับแต่มีพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นต้นมา รัฐบาลได้สร้างโรงเรียนประชาบาลเพิ่มขึ้นทั่วทุกภาค เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนหนังสือไทย หมอลำโสภาไม่เห็นด้วยเพราะโรงเรียนจะทำให้เด็กอีสานกลายเป็นคนไทย เขาอยากให้เด็กอีสานเรียนที่วัดเหมือนรุ่นเขา “จะได้เรียนภาษาธรรมเพราะภาษาไทยกินเด็ก แต่ภาษาธรรมเป็นภาษาที่สอนให้คนเป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรม” หมอลำโสภาจึงไม่ยอมส่งลูกเข้าโรงเรียนประชาบาล ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสาวะถี และมีลูกศิษย์ของท่านอีกหลายคนก็ไม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียน แต่ให้หมอลำโสภาเป็นผู้สอน ทำให้ครูใหญ่โรงเรียนสาวะถีไม่พอใจมาก เกิดเป็นปากเป็นเสียงทะเลาะกับหมอลำโสภาจนเกือบจะชกกัน หมอลำโสภายังต่อต้านการที่ครูในโรงเรียนประชาบาลเรียกตัวเองว่าครู เพราะเห็นว่าคำว่าครูเป็นของสูง ควรจะใช้กับพระที่บวชเรียนมานานเป็นที่นับถือของชาวบ้าน ผ่าน “พิธีฮดสรง” (เถราภิเษก) จากชาวบ้านมาแล้ว
เรื่องที่สอง หมอลำโสภาต่อต้านกฎหมายป่าไม้ ซึ่งกำหนดให้การตัดไม้ต้องขออนุญาตจากทางกรมป่าไม้เสียก่อนและต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย หมอลำโสภาเห็นว่าต้นไม้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รัฐบาลไม่ได้ปลูกต้นไม้ ทำไมต้องขออนุญาต ทำไมต้องเสียค่าธรรมเนียม หมอลำโสภาจึงยุยงให้ชาวบ้านไปตัดไม้ในป่าใกล้ๆ หมู่บ้านมาทำเรือนโดยไม่ต้องไปขออนุญาต
เรื่องที่สาม คือภาษีที่ดิน เมื่อรัฐบาลยกเลิกเงินรัชชูปการแล้ว ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ รัฐบาลได้เก็บภาษีที่ดินแทน โดยเรียกว่า “ภาษีบำรุงท้องที่” ทำให้หมอลำโสภาและชาวบ้านหลายคนไม่พอใจ หมอลำโสภาเห็นว่าดินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ กว่าจะเป็นนาเป็นไร่เจ้าของต้องลำบากตรากตรำ ตัดไม้ ขุดตอ ยกคันนา ที่ดินเป็นของเรา จะว่าเป็นของหลวงได้อย่างไร รัฐบาลเก็บภาษีที่ดิน ไร่ละ ๕ สตางค์ ต่อมาเพิ่มเป็น ๑๐ และ ๒๐ สตางค์ ตามลำดับ หมอลำโสภาไม่ยอมเสียภาษีที่ดิน ลูกศิษย์ของท่านอีกหลายคนก็ไม่ยอมเสียภาษีที่ดิน
เรื่องนี้ทำให้ #ขุนวรรณวุฒิวิจารณ์ ซึ่งเป็นนายอำเภอเมืองขอนแก่นไม่พอใจมาก เกรงว่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ไม่เสียภาษีที่ดิน นายอำเภอจึงสั่งยึดที่ดิน นายสิงห์ กับ นายเสริม ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของหมอลำโสภา เอามาขายให้เจ๊กพกเป็นเงิน ๑๒๕ บาท เพื่อเป็นภาษีที่ดิน แล้วบังคับให้นายสิงห์กับนายเสริม สองพี่น้องเซ็นเอกสารโอนที่ดิน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๔๐ ไร่ ให้เจ๊กพก แต่สองพี่น้องไม่ยอมเซ็นและยังคงดื้อแพ่งทำนาในที่ดินแปลงนั้นต่อไป เจ๊กพกเสียเงินให้หลวงไปเปล่าๆ ๑๒๕ บาท (เงินนี้มากพอจะซื้อวัวได้ ๓๐ ตัว)
เนื่องจากหมอลำโสภาเป็นหมอลำ เวลาไปแสดงหมอลำตามหมู่บ้านต่างๆ ก็จะนำเรื่องการครอบงำทางวัฒนธรรมจากส่วนกลาง และการกดขี่ของทางข้าราชการไปลำให้ชาวบ้านฟังเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตามหมอลำโสภาก็เป็นคนที่เคารพในพระเจ้าแผ่นดินไทย เลื่อมใสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และไม่ค่อยชอบพวกคณะราษฎร พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๒ หมอลำโสภาได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อขอเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เพื่อร้องเรียนเรื่องระบบโรงเรียน กฎหมาย ป่าไม้ และภาษีที่ดิน แต่ไม่ได้เข้าเฝ้า เพราะพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในต่างประเทศ การปลุกระดมของหมอลำโสภาโดยเฉพาะในเรื่องภาษีที่ดิน ทำให้ทางราชการจับหมอลำโสภาและแกนนำรวม ๑๑ คน ไปขังที่ขอนแก่น ๑๕ วัน พอทางราชการปล่อยตัวมา หมอลำโสภาก็พูดถึงการกดขี่ของรัฐอีก จึงถูกจับไปขังที่ขอนแก่นอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้จับไป ๒๐ คน ไม่ปรากฏหลักฐานว่าถูกขังนานเท่าใด เมื่อปล่อยกลับออกมาแทนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเหมือนคนโดยทั่วไป หมอลำโสภาก็ยังคงชอบ “ปลุกระดม” เหมือนเดิม และมีคนฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดทางราชการจึงตัดสินใจจับใหญ่
คืนที่มีการจับใหญ่ ตรงกับวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๒ หมอลำโสภาได้จัด “ปราศรัยใหญ่” ที่บ้านสาวะถี ณ เรือนของนายเสริม ลูกศิษย์คนสำคัญของหมอลำโสภา มีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านมาฟัง เช่น บ้านงิ้ว บ้านโนนกู่ บ้านป่าหวาย บ้านโคกสว่าง บ้านบึงแก ที่ไกลๆ ก็มี เช่น บ้านหนองเซียงซุย (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอภูเวียง) ห่างจากบ้านสาวะถีประมาณ ๔๐ กิโลเมตร คืนนั้นมีผู้ฟังประมาณ ๓๐๐ คน เนื้อหาที่พูดในคืนนั้นสรุปว่า รัฐบาลสมัยนั้นไม่ทำอย่างโบราณ กดขี่ข่มเหงราษฎร เมื่อก่อนราษฎรไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน เวลาจะซื้อขายที่ดินไม่ต้องทำสัญญาให้ยุ่งยาก นอกจากนี้หมอลำโสภายังได้พยากรณ์อนาคตของอีสานเอาไว้หลายเรื่อง เช่น พยากรณ์ว่า “ม้าซิโป่งเขา เสาซิออกดอก” “โบกกุมภัณฑ์ สิบวันจึงเปิดเทียหนึ่ง แต่บ่มีไผเป็นหนี้กัน”
“กระดาษน้อยสองนิ้ว ใครก็ซื้อ บางคนซื้อเป็นพัน ผู้มีหลายก็ซื้อหลาย ผู้มีน้อยก็ซื้อน้อย ผัวก็ซื้อเป็น เมียก็ซื้อเป็น ลูกก็ซื้อเป็น” ฯลฯ
หลังจากหมอลำโสภาพูดไปได้พักหนึ่ง พอถึงเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้กรูกันเข้าจับหมอลำโสภา แกนนำ และชาวบ้าน รวม ๑๑๖ คน เอาไปขังไว้ที่โรงเรียนบ้านสาวะถี ทุกคนที่ถูกจับไม่มีใครมีอาวุธ วันรุ่งขึ้น ผู้ต้องหาถูกนำไปขังและสอบสวนที่ตัวเมืองขอนแก่น โดยทางตำรวจตั้งข้อหาคนเหล่านี้ว่าเป็นกบฏภายในราชอาณาจักร เนื่องจากผู้ต้องหามีถึง ๑๑๖ คน การสอบสวนจึงกินเวลานานประมาณ ๒ เดือน ผู้ต้องหาหลายคนเป็นหญิงท้องแก่ จึงไปคลอดบุตรในเรือนจำ ศาลได้ตัดสินจำคุกหมอลำโสภาและแกนนำอีก ๓ คน คนละ ๑๖ ปี และส่งตัวไปขังที่เรือนจำบางขวาง กรุงเทพฯ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือศาลได้ปล่อยตัวไป
หลังจากจำคุกได้ ๒ ปี ทางการได้นำ หมอลำโสภา กับ นายคุย แดงน้อย ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหมอลำโสภาและเป็นแกนนำซึ่งจำคุกด้วยกันไปถ่วงน้ำที่คลองบางซื่อ แต่ปรากฏว่าเมื่อดึงนักโทษทั้งสองขึ้นมา ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ทางราชการจึงได้ปล่อยตัวนักโทษในคดีนี้ทั้งหมด แต่นักโทษ ๑ ใน ๔ เสียชีวิตไปแล้วระหว่างถูกจำคุก นักโทษที่เหลือ ๓ คน ถูกนำมาไว้ที่เรือนจำขอนแก่น เพื่อปล่อยตัว แต่หมอลำโสภายังมิทันได้อิสรภาพ ก็มาเสียชีวิตก่อนเนื่องจากปวดฟัน เจ้าหน้าที่เรือนจำชื่อ เสมียนคำ ได้ฉีดยาให้ ความตายของหมอลำโสภายังเป็นปริศนามาถึงปัจจุบันว่าตายเพราะแพ้ยา หรือตายเพราะทางราชการฆ่า ชาวบ้านหลายคนเชื่อว่าตายเพราะทางราชการต้องการให้เขาตาย หมอลำโสภาถูกจับครั้งหลังเมื่ออายุ ๕๘ ปี ถึงแก่กรรมประมาณปลายปี พ.ศ.๒๔๘๕ ถึงต้นปี พ.ศ.๒๔๘๖ มีอายุ ๖๐ ปี
แม้ว่าหมอลำโสภาจะเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ชาวบ้านในตำบลสาวะถี และตำบลใกล้เคียงก็ยังนับถือ และเล่าถึงเขาด้วยความศรัทธา ทั้งนี้เพราะประการแรก หมอลำโสภาเป็นผู้นำทางความคิด โดยเฉพาะการต่อต้านเรื่องภาษีที่ดิน กฎหมาย ป่าไม้ และการครอบงำทางวัฒนธรรมซึ่งตรงกับใจของชาวบ้านอยู่แล้ว ประกอบกับความเป็นหมอลำเป็นนักพูด จึงสื่อความคิดกับชาวบ้านได้อย่างถึงอกถึงใจ ประการที่สอง หมอลำโสภาแสดงปาฏิหาริย์ในลักษณะของผู้วิเศษ ๒ ครั้ง ครั้งแรกถูกทางราชการจับถ่วงน้ำที่คลองบางซื่อแล้วไม่ตาย ครั้งที่ ๒ เมื่อเขาตายไปแล้วทางการได้ห่อศพของเขา แล้วนำไปฝังเพื่อรอญาติมาขุดไปบำเพ็ญกุศล ปรากฏว่าฝังได้ ๓ วัน วันที่ ๔ ญาติมารับศพ เมื่อขุดศพขึ้นมาเหลือแต่ผ้าขาวม้าที่ผู้ตายนุ่งอยู่ตอนเสียชีวิตกับเสื่อที่ห่อศพร่างได้หายไป ชาวบ้านเชื่อว่าหมอลำโสภาได้สำเร็จวิชาขั้นสูงหายตัวไปเกิดใหม่แล้ว ประการสุดท้าย หมอลำโสภาเป็นนักพยากรณ์ ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ถูกต้อง ตอนทำนายชาวบ้านไม่เข้าใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปคำทำนายก็ค่อยๆ เป็นความจริง เช่น “ม้าซิโป่งเขา” คือรถจักรยานยนต์ “เสาซิออกดอก” คือ เสาไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้า “โบกกุมภัณฑ์ฯ” คือสลากกินแบ่งรัฐบาล “กระดาษน้อยสองนิ้วใครก็ซื้อได้ คือ หวยเถื่อน เป็นต้น
อภิปราย
ในกรณีหมอลำโสภา มีลักษณะแตกต่างจากกบฏผู้มีบุญกลุ่มอื่นๆ นั่นคือ หมอลำโสภา เป็นคนฉลาด มีความคิดทางการเมือง เป็นนักปลุกระดมมวลชน ไม่ยอมรับอำนาจรัฐและสิ่งแปลกปลอมใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้สังคม เขาทำงานเพื่อมวลชนอย่างมีอุดมการณ์ แม้ว่าจะถูกจับติดคุกหลายครั้งก็ตาม
ผู้เรียบเรียง : สุวิทย์ ธีรศาสวัต
ที่มา : หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๑
22/01/2026
21/01/2026