หอศิลปะมรดกกวีล้านนา

หอศิลปะมรดกกวีล้านนา

แชร์

18/02/2026

"ม้าสิป่งเขา เสาสิออกดอก"
#หมอลำโสภา พลตรี จังหวัดขอนแก่น
ผู้ถูกกล่าวหาว่า เป็นกบฎ

หมอลำโสภา พลตรี เป็นลูกชาวนา เกิดที่บ้านโนนรัง ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๕ เรียนหนังสือจากวัด ซึ่งสอนโดยพระภิกษุ สามารถอ่านตัวธรรมตัวขอมได้ หมอลำโสภาเป็นคนที่มีความจำดีมาก จำคัมภีร์ต่างๆ ได้มากมาย รู้พิธีกรรมบวงสรวงต่างๆ เรียนวิชาหมอลำ เป็นหมอลำที่มีชื่อเสียงในแถบตำบลสาวะถี และตำบลใกล้เคียง หมอลำโสภามีภรรยา ๓ คน จาก ๓ บ้าน คือ บ้านป่าหวาย บ้านหนองตะไก้ และบ้านสาวะถี เป็นผู้มีฐานะดี เฉพาะที่นาที่บ้านป่าหวายมีประมาณ ๗๐-๑๐๐ ไร่ หมอลำโสภาเป็นผู้มีบุคลิกดี หน้าตาดี ผิวคล้ำ ฟันสีเขียวดังปีกแมลงทับ กล้าพูดกล้าทำ ไม่กลัวคน เป็นคนพูดเก่งมีเหตุมีผล ชาวบ้านแถบนั้นชื่นชมในความสามารถมาก

สาเหตุที่หมอลำโสภากลายเป็นกบฏก็เพราะไม่พอใจการครอบงำทางวัฒนธรรมและการขูดรีดจากรัฐใน ๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก คือการขยายระบบโรงเรียนของรัฐ นับแต่มีพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นต้นมา รัฐบาลได้สร้างโรงเรียนประชาบาลเพิ่มขึ้นทั่วทุกภาค เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนหนังสือไทย หมอลำโสภาไม่เห็นด้วยเพราะโรงเรียนจะทำให้เด็กอีสานกลายเป็นคนไทย เขาอยากให้เด็กอีสานเรียนที่วัดเหมือนรุ่นเขา “จะได้เรียนภาษาธรรมเพราะภาษาไทยกินเด็ก แต่ภาษาธรรมเป็นภาษาที่สอนให้คนเป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรม” หมอลำโสภาจึงไม่ยอมส่งลูกเข้าโรงเรียนประชาบาล ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสาวะถี และมีลูกศิษย์ของท่านอีกหลายคนก็ไม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียน แต่ให้หมอลำโสภาเป็นผู้สอน ทำให้ครูใหญ่โรงเรียนสาวะถีไม่พอใจมาก เกิดเป็นปากเป็นเสียงทะเลาะกับหมอลำโสภาจนเกือบจะชกกัน หมอลำโสภายังต่อต้านการที่ครูในโรงเรียนประชาบาลเรียกตัวเองว่าครู เพราะเห็นว่าคำว่าครูเป็นของสูง ควรจะใช้กับพระที่บวชเรียนมานานเป็นที่นับถือของชาวบ้าน ผ่าน “พิธีฮดสรง” (เถราภิเษก) จากชาวบ้านมาแล้ว

เรื่องที่สอง หมอลำโสภาต่อต้านกฎหมายป่าไม้ ซึ่งกำหนดให้การตัดไม้ต้องขออนุญาตจากทางกรมป่าไม้เสียก่อนและต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย หมอลำโสภาเห็นว่าต้นไม้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รัฐบาลไม่ได้ปลูกต้นไม้ ทำไมต้องขออนุญาต ทำไมต้องเสียค่าธรรมเนียม หมอลำโสภาจึงยุยงให้ชาวบ้านไปตัดไม้ในป่าใกล้ๆ หมู่บ้านมาทำเรือนโดยไม่ต้องไปขออนุญาต

เรื่องที่สาม คือภาษีที่ดิน เมื่อรัฐบาลยกเลิกเงินรัชชูปการแล้ว ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ รัฐบาลได้เก็บภาษีที่ดินแทน โดยเรียกว่า “ภาษีบำรุงท้องที่” ทำให้หมอลำโสภาและชาวบ้านหลายคนไม่พอใจ หมอลำโสภาเห็นว่าดินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ กว่าจะเป็นนาเป็นไร่เจ้าของต้องลำบากตรากตรำ ตัดไม้ ขุดตอ ยกคันนา ที่ดินเป็นของเรา จะว่าเป็นของหลวงได้อย่างไร รัฐบาลเก็บภาษีที่ดิน ไร่ละ ๕ สตางค์ ต่อมาเพิ่มเป็น ๑๐ และ ๒๐ สตางค์ ตามลำดับ หมอลำโสภาไม่ยอมเสียภาษีที่ดิน ลูกศิษย์ของท่านอีกหลายคนก็ไม่ยอมเสียภาษีที่ดิน

เรื่องนี้ทำให้ #ขุนวรรณวุฒิวิจารณ์ ซึ่งเป็นนายอำเภอเมืองขอนแก่นไม่พอใจมาก เกรงว่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ไม่เสียภาษีที่ดิน นายอำเภอจึงสั่งยึดที่ดิน นายสิงห์ กับ นายเสริม ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของหมอลำโสภา เอามาขายให้เจ๊กพกเป็นเงิน ๑๒๕ บาท เพื่อเป็นภาษีที่ดิน แล้วบังคับให้นายสิงห์กับนายเสริม สองพี่น้องเซ็นเอกสารโอนที่ดิน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๔๐ ไร่ ให้เจ๊กพก แต่สองพี่น้องไม่ยอมเซ็นและยังคงดื้อแพ่งทำนาในที่ดินแปลงนั้นต่อไป เจ๊กพกเสียเงินให้หลวงไปเปล่าๆ ๑๒๕ บาท (เงินนี้มากพอจะซื้อวัวได้ ๓๐ ตัว)

เนื่องจากหมอลำโสภาเป็นหมอลำ เวลาไปแสดงหมอลำตามหมู่บ้านต่างๆ ก็จะนำเรื่องการครอบงำทางวัฒนธรรมจากส่วนกลาง และการกดขี่ของทางข้าราชการไปลำให้ชาวบ้านฟังเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตามหมอลำโสภาก็เป็นคนที่เคารพในพระเจ้าแผ่นดินไทย เลื่อมใสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และไม่ค่อยชอบพวกคณะราษฎร พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๒ หมอลำโสภาได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อขอเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เพื่อร้องเรียนเรื่องระบบโรงเรียน กฎหมาย ป่าไม้ และภาษีที่ดิน แต่ไม่ได้เข้าเฝ้า เพราะพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในต่างประเทศ การปลุกระดมของหมอลำโสภาโดยเฉพาะในเรื่องภาษีที่ดิน ทำให้ทางราชการจับหมอลำโสภาและแกนนำรวม ๑๑ คน ไปขังที่ขอนแก่น ๑๕ วัน พอทางราชการปล่อยตัวมา หมอลำโสภาก็พูดถึงการกดขี่ของรัฐอีก จึงถูกจับไปขังที่ขอนแก่นอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้จับไป ๒๐ คน ไม่ปรากฏหลักฐานว่าถูกขังนานเท่าใด เมื่อปล่อยกลับออกมาแทนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเหมือนคนโดยทั่วไป หมอลำโสภาก็ยังคงชอบ “ปลุกระดม” เหมือนเดิม และมีคนฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดทางราชการจึงตัดสินใจจับใหญ่

คืนที่มีการจับใหญ่ ตรงกับวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๒ หมอลำโสภาได้จัด “ปราศรัยใหญ่” ที่บ้านสาวะถี ณ เรือนของนายเสริม ลูกศิษย์คนสำคัญของหมอลำโสภา มีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านมาฟัง เช่น บ้านงิ้ว บ้านโนนกู่ บ้านป่าหวาย บ้านโคกสว่าง บ้านบึงแก ที่ไกลๆ ก็มี เช่น บ้านหนองเซียงซุย (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอภูเวียง) ห่างจากบ้านสาวะถีประมาณ ๔๐ กิโลเมตร คืนนั้นมีผู้ฟังประมาณ ๓๐๐ คน เนื้อหาที่พูดในคืนนั้นสรุปว่า รัฐบาลสมัยนั้นไม่ทำอย่างโบราณ กดขี่ข่มเหงราษฎร เมื่อก่อนราษฎรไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน เวลาจะซื้อขายที่ดินไม่ต้องทำสัญญาให้ยุ่งยาก นอกจากนี้หมอลำโสภายังได้พยากรณ์อนาคตของอีสานเอาไว้หลายเรื่อง เช่น พยากรณ์ว่า “ม้าซิโป่งเขา เสาซิออกดอก” “โบกกุมภัณฑ์ สิบวันจึงเปิดเทียหนึ่ง แต่บ่มีไผเป็นหนี้กัน”
“กระดาษน้อยสองนิ้ว ใครก็ซื้อ บางคนซื้อเป็นพัน ผู้มีหลายก็ซื้อหลาย ผู้มีน้อยก็ซื้อน้อย ผัวก็ซื้อเป็น เมียก็ซื้อเป็น ลูกก็ซื้อเป็น” ฯลฯ

หลังจากหมอลำโสภาพูดไปได้พักหนึ่ง พอถึงเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้กรูกันเข้าจับหมอลำโสภา แกนนำ และชาวบ้าน รวม ๑๑๖ คน เอาไปขังไว้ที่โรงเรียนบ้านสาวะถี ทุกคนที่ถูกจับไม่มีใครมีอาวุธ วันรุ่งขึ้น ผู้ต้องหาถูกนำไปขังและสอบสวนที่ตัวเมืองขอนแก่น โดยทางตำรวจตั้งข้อหาคนเหล่านี้ว่าเป็นกบฏภายในราชอาณาจักร เนื่องจากผู้ต้องหามีถึง ๑๑๖ คน การสอบสวนจึงกินเวลานานประมาณ ๒ เดือน ผู้ต้องหาหลายคนเป็นหญิงท้องแก่ จึงไปคลอดบุตรในเรือนจำ ศาลได้ตัดสินจำคุกหมอลำโสภาและแกนนำอีก ๓ คน คนละ ๑๖ ปี และส่งตัวไปขังที่เรือนจำบางขวาง กรุงเทพฯ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือศาลได้ปล่อยตัวไป

หลังจากจำคุกได้ ๒ ปี ทางการได้นำ หมอลำโสภา กับ นายคุย แดงน้อย ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหมอลำโสภาและเป็นแกนนำซึ่งจำคุกด้วยกันไปถ่วงน้ำที่คลองบางซื่อ แต่ปรากฏว่าเมื่อดึงนักโทษทั้งสองขึ้นมา ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ทางราชการจึงได้ปล่อยตัวนักโทษในคดีนี้ทั้งหมด แต่นักโทษ ๑ ใน ๔ เสียชีวิตไปแล้วระหว่างถูกจำคุก นักโทษที่เหลือ ๓ คน ถูกนำมาไว้ที่เรือนจำขอนแก่น เพื่อปล่อยตัว แต่หมอลำโสภายังมิทันได้อิสรภาพ ก็มาเสียชีวิตก่อนเนื่องจากปวดฟัน เจ้าหน้าที่เรือนจำชื่อ เสมียนคำ ได้ฉีดยาให้ ความตายของหมอลำโสภายังเป็นปริศนามาถึงปัจจุบันว่าตายเพราะแพ้ยา หรือตายเพราะทางราชการฆ่า ชาวบ้านหลายคนเชื่อว่าตายเพราะทางราชการต้องการให้เขาตาย หมอลำโสภาถูกจับครั้งหลังเมื่ออายุ ๕๘ ปี ถึงแก่กรรมประมาณปลายปี พ.ศ.๒๔๘๕ ถึงต้นปี พ.ศ.๒๔๘๖ มีอายุ ๖๐ ปี

แม้ว่าหมอลำโสภาจะเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ชาวบ้านในตำบลสาวะถี และตำบลใกล้เคียงก็ยังนับถือ และเล่าถึงเขาด้วยความศรัทธา ทั้งนี้เพราะประการแรก หมอลำโสภาเป็นผู้นำทางความคิด โดยเฉพาะการต่อต้านเรื่องภาษีที่ดิน กฎหมาย ป่าไม้ และการครอบงำทางวัฒนธรรมซึ่งตรงกับใจของชาวบ้านอยู่แล้ว ประกอบกับความเป็นหมอลำเป็นนักพูด จึงสื่อความคิดกับชาวบ้านได้อย่างถึงอกถึงใจ ประการที่สอง หมอลำโสภาแสดงปาฏิหาริย์ในลักษณะของผู้วิเศษ ๒ ครั้ง ครั้งแรกถูกทางราชการจับถ่วงน้ำที่คลองบางซื่อแล้วไม่ตาย ครั้งที่ ๒ เมื่อเขาตายไปแล้วทางการได้ห่อศพของเขา แล้วนำไปฝังเพื่อรอญาติมาขุดไปบำเพ็ญกุศล ปรากฏว่าฝังได้ ๓ วัน วันที่ ๔ ญาติมารับศพ เมื่อขุดศพขึ้นมาเหลือแต่ผ้าขาวม้าที่ผู้ตายนุ่งอยู่ตอนเสียชีวิตกับเสื่อที่ห่อศพร่างได้หายไป ชาวบ้านเชื่อว่าหมอลำโสภาได้สำเร็จวิชาขั้นสูงหายตัวไปเกิดใหม่แล้ว ประการสุดท้าย หมอลำโสภาเป็นนักพยากรณ์ ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ถูกต้อง ตอนทำนายชาวบ้านไม่เข้าใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปคำทำนายก็ค่อยๆ เป็นความจริง เช่น “ม้าซิโป่งเขา” คือรถจักรยานยนต์ “เสาซิออกดอก” คือ เสาไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้า “โบกกุมภัณฑ์ฯ” คือสลากกินแบ่งรัฐบาล “กระดาษน้อยสองนิ้วใครก็ซื้อได้ คือ หวยเถื่อน เป็นต้น
อภิปราย

ในกรณีหมอลำโสภา มีลักษณะแตกต่างจากกบฏผู้มีบุญกลุ่มอื่นๆ นั่นคือ หมอลำโสภา เป็นคนฉลาด มีความคิดทางการเมือง เป็นนักปลุกระดมมวลชน ไม่ยอมรับอำนาจรัฐและสิ่งแปลกปลอมใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้สังคม เขาทำงานเพื่อมวลชนอย่างมีอุดมการณ์ แม้ว่าจะถูกจับติดคุกหลายครั้งก็ตาม

ผู้เรียบเรียง : สุวิทย์ ธีรศาสวัต
ที่มา : หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๑

27/01/2026

ไม่มีใครไม่เคยพลาด : บทเรียนชีวิตจากกวีล้านนา

กวีล้านนาเริ่มต้นด้วยถ้อยคำเรียบง่าย แต่แทงใจลึกว่า
“สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แสนตื่นยังตกบ่อ รูปหล่อยังพลาดรัก”
ถ้อยคำนี้กำลังบอกเราว่า ไม่มีใครสมบูรณ์ ไม่มีใครปลอดจากความผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ คนธรรมดา คนฉลาด หรือแม้แต่ผู้มีปัญญา

ปุถุชนอย่างพวกเรานั้น แม้จะมีความรู้ มีไหวพริบ หรือประสบการณ์มากเพียงใด ความผิดพลาดก็สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วขณะเดียว เพียงเสี้ยวนาทีของความประมาท ความหลง หรือความเผลอไผล
ยี่สิบสี่ชั่วโมงในหนึ่งวัน ไม่อาจรับประกันได้เลยว่า ความคิดของเราจะถูกต้องเสมอ

กวีจึงเตือนว่า
อย่าหลงตน อย่าประมาทในความคิดของตนเอง
แม้ “สี่เท้า” ยังพลาดได้ คนที่เดินด้วยสองเท้า ยิ่งควรถ่อมตนเข้าไว้
การถ่อมตนไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือปัญญา
เหมือนรวงข้าวที่ยิ่งมีเมล็ดมาก ก็ยิ่งโน้มต่ำลง

เมื่อพลาดพลั้ง หากมีผู้เตือน ผู้ช่วย ก็จงรับฟัง
เพราะแม้แต่นักปราชญ์ในอดีต ก็ยังกล่าวเตือนกันอยู่เสมอว่า
ความไม่ประมาท คือหนทางพ้นทุกข์

พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ชัดเจนว่า
ไม่มีใครหนีพ้นทุกข์ในวัฏสงสารได้
ไม่ว่าชีวิตจะยืนยาวหรือสั้น ทุกชีวิตล้วนมีทุกข์
ต่างกันเพียงรูปแบบและเงื่อนไขของกรรม

ไม่มีใคร “ลอกคราบ” ชีวิตได้เหมือนงู
แม้พระจันทร์บนฟ้ายังถูกคราสบัง
ปลายังอยู่ในรูยังถูกส้อมแทง
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและอันตรายที่มองไม่เห็น

กวีจึงพาเราเห็นภาพของการ “เจอโดยไม่ตั้งใจ”
ยังไม่ทันเข้าป่า ก็เจอเสือ
ยังไม่ทันลงท่าน้ำ ก็เจอจระเข้
ยังไม่ทันตั้งหลักชีวิต ก็อาจเจอคู่ เจอเหตุ เจอเวรกรรม
ที่พาให้ชีวิตพลิกผัน

บางคนได้คู่ชีวิตจากเหตุปัจจัยที่ไม่น่าภูมิใจ
บางคนต้องอยู่กับความโกรธ ความเกียจคร้าน ความมึนเมา
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลของกรรมและการเลือก

โบราณจึงสอนว่า
สิ่งที่เห็นว่างดงาม อาจไม่ใช่ของมีค่าแท้
หยาดฟ้าตกลงดิน อาจกลายเป็นเพียงขยะ
ไม่ใช่เพชร ไม่ใช่อัญมณี
คุณค่าของสิ่งใด ขึ้นอยู่กับปัญญาในการพิจารณา

ชีวิตก็เช่นเดียวกัน
หากไม่ใคร่ครวญให้รอบคอบ
ก้าวผิดเพียงก้าวเดียว อาจติดหล่มทั้งชีวิต
เหมือนมือที่ไปหยิบของสกปรก ต่อให้ล้างอย่างไร กลิ่นก็ยังติด

กวีล้านนาบทนี้จึงไม่ได้สอนให้กลัวชีวิต
แต่สอนให้ รู้เท่าทันชีวิต
สอนให้ถ่อมตน ระวังตน ไม่ประมาท
และยอมรับความจริงว่า

“ความพลาด” คือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์
แต่ สติและปัญญา คือสิ่งที่จะพาเราพ้นจากการพลาดซ้ำ

_____________________________________________________

“สี่ตี๋น ยังฮู้พลาด นักปราชญ์ ยังฮู้พลั้ง แสนตื๋น ยังตกบ่อ รูปหล่อ ยังพลาดรัก”
ปุถุชน คนเฮามากนัก เต๋มฉลาดหลั๊วก ฮู้นักป๋านไหน โอกาสพลาดพลั้ง โดยบ่ตั้งใจ๋ อาจเกิดขึ้นใน หนึ่งนาทีหั้น
ซาวสี่ชั่วโมง ฮู้ยาวฮู้สั้น ไผ่บ่เทียมทัน หัวคิด ถ้าจะง่าวมา เวลาน้อยนิด สี่ตีนผู้พลาด เนอนาย
ถ่อมตั๋วเข้าไว้ มันบ่เสียหาย ข้าวเม็ดมากมาย โน้มรวงบ่เสิ่ง พลาดพลั้งยามใด มีเยื่องช่วยเกิ้ง ปราชญ์เพิ่นร่ำเปิง ดั่งนี้
ต๋ามโอวาต๊ะ พุทธะกล่าวจี๊ บ่ประมาทได้ ทุกงาน ก็จะพ้นทุกข์ ในโลกสงสาร เต๋มบ่เข้าพระนิพพาน ชีพยังตั้งหมั้น
อยู่ยาวก็ตุ๊กข์ยาว อยู่สั้นก็ตุ๊กข์สั้น ก๋รรมไผบุญมัน ท่านไท้ คนเฮาเกิดมา เป๋นคนจ๋ำไว้ ไผบ่ลอกคราบได้ เหมือนงู
พระจั๋นทร์อยู่ฟ้า ยังเป๋นเหยื่อราหู ปล๋าเหยี่ยนอยู่ฮู ฮู้ต๋ายถูกส้อม แหล่งนายเหย.
90
บ่ตันเข้าป่า ก็มาหันเสือ ศรีสะบันงาเครือ หอมเจื๋อดอกคำใต้ คนเฮาจังใด ช่างปะช่างใกล้ ช่างได้มันมา แนบชิด
บ่ตันลงท่าน้ำ ซ้ำมาปะปิ๊ษ หันจักเข้ลอยเล่น ในวัง แม่ญิงจังคนขี้เหล้า เมาบาระขัง แช่งด่าห่าขะนัง ช่างได้เป๋นผัวเมื่อหล้า
พ่อจายจังแม่ญิง ขี้หมิ้งโกรธกล้า ขี้เกี๊ยจขี้จ่มนา ผ่อเต๊อะ คนเฮาจังอันใด จังไปเยอะเยอะ ก๋รรมเวรช่างได้ มาครอง
โบราณว่าไว้ หนึ่งบ่มีสอง หัวทีนายพอง น้องหันว่าแก้ว อันมีผิวใส วรรณวัยผ่องแผ้ว ค่ายิ่งควรเมือง หยาดฟ้า
ตกป๋างปายลูน กล๋ายเป๋นขี้ย้า บ่ใช่เพชรกล้า ทับทิมพลอยงาม ยังบ่ตันเข้าป่า หันเสือล้นหลาม ปะเสียก่อนยาม ถะหลำไปหน้า
ก่อนละตางหลัง หื้อเป๋นหย่อมหญ้า ควรพิจารณา ถี่แคล้ว ขาหน้าบ่เท่าขาหลัง บ่ฟังกำไผกำแล้ว ฟั่งเปี๊ยจ่องจ้วา ติดมือ
เสียเป๋นมอดเพี้ยง เพียงได้หยุบมือ ช่างเหม็นติดมือ เหมือนฮ้าปล๋าสร้อย แหล่งนายเหย.

23/01/2026

สำนักพิมพ์ หอศิลปะมรดกกวีล้านนา
ขอกราบขอบพระคุณ พระอาจารย์ทวีวัฒน์
ที่เมตตาอวยพร เนื่องในโอกาสเปิดสำนักพิมพ์อย่างเป็นทางการ

ถ้อยคำอวยพรของท่าน ไม่ได้เป็นเพียงกำลังใจ
แต่เป็นเสมือนเข็มทิศทางใจ
เตือนให้เรายึดความจริง ความซื่อ และความรู้สึกตัว
เป็นแก่นของการทำงานทุกชิ้น

สำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งนี้
ตั้งใจเป็น “พื้นที่ของถ้อยคำที่มีสติ”
เป็นสะพานเชื่อมศิลปะ วรรณศิลป์ และการเรียนรู้ภายใน
เพื่อส่งต่อคุณค่าทางใจสู่ผู้คนอย่างอ่อนโยนและจริงแท้

ขอน้อมรับพรนั้นไว้เป็นแรงตั้งต้น
และจะดำเนินงานด้วยความเพียร ความซื่อ และความรับผิดชอบ
เพื่อให้หนังสือทุกเล่ม เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแท้จริง

ด้วยความเคารพและสำนึกในเมตตาธรรม

นอกจากนี้
ขอประชาสัมพันธ์กิจกรรมของ หอศิลปะมรดกกวีล้านนา
ซึ่งได้ดำเนินการ แจกหนังสือเพื่อการเรียนรู้และการตื่นรู้ทางใจ
อย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปี

กิจกรรมนี้เกิดจากความตั้งใจเรียบง่าย
คืออยากให้ถ้อยคำดี ๆ หนังสือดี ๆ
ได้เดินทางไปถึงมือผู้คน
โดยไม่ติดเงื่อนไข ไม่จำกัดฐานะ
อาศัยแรงศรัทธาและการเกื้อกูลกันของกัลยาณมิตร

ท่านผู้สนใจ
สามารถ ลงชื่อและเลือกหนังสือที่ต้องการรับ
ได้ที่ ลิงก์ในคอมเมนต์ด้านล่าง
เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความรู้ ความดี
และการเรียนรู้ภายในอย่างสงบ งดงาม และจริงแท้

ขอขอบคุณทุกการสนับสนุน
ทุกการแชร์ ทุกกำลังใจ
ที่ทำให้การให้เล็ก ๆ นี้
ดำเนินมาได้อย่างต่อเนื่องเสมอมา

Photos from หอศิลปะมรดกกวีล้านนา's post 22/01/2026
21/01/2026

บทซอถวายบูชาคุณนี้
จัดทำขึ้นด้วยความเคารพ ศรัทธา และกตัญญูกตเวที
เพื่อรำลึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวง
ของ **พระครูวินิตคุณากร (วัน ธีรปญฺโญ)**
พระเถระผู้เป็นร่มเงาทางธรรม
แก่ชุมชนบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
มาอย่างยาวนาน

ท่านมีอายุ ๘๕ ปี
ครองสมณเพศ ๖๕ พรรษา
ดำรงตำแหน่ง
– อดีตเจ้าคณะตำบลชั้นเอก
– อดีตเจ้าอาวาสวัดสามหลัง
ผู้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา
การศึกษาอบรมลูกศิษย์ลูกหา
และการธำรงคุณค่าทางจริยธรรมของชุมชน

“ซอถวายบูชาคุณ” บทนี้
มิใช่เพียงเสียงดนตรี
แต่คือถ้อยคำแห่งความสำนึกในพระคุณ
ที่ร้อยเรียงผ่านภาษาเมือง
ตามขนบวัฒนธรรมล้านนา
เพื่อสืบสานทั้งธรรมะและศิลปวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

🎼 **ซอถวายบูชาคุณแด่:** พระครูวินิตคุณากร (วัน ธีรปญฺโญ)
🎤 **ซอถวายโดย:** เฉลิมเวศน์ อูปธรรม (สีหมื่น เมืองยอง)

ขออานิสงส์แห่งบทซอนี้
จงเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
และเป็นกำลังใจแก่ผู้ฟัง
ให้ระลึกถึงครูบาอาจารย์
ผู้เป็นแสงสว่างบนหนทางแห่งชีวิตและจิตใจ 🙏🌾

หากคลิปนี้มีคุณค่าในใจท่าน
ขอเชิญร่วมกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตาม
เพื่อร่วมกันสืบทอดเสียงซอและศรัทธาล้านนา
ให้คงอยู่ต่อไปอย่างงดงาม 💛

21/01/2026

#ต๋ำนานมูลีขี้โย การสูบบุหรี่ดูเป็นเรื่องปกติของคนล้านนายุคก่อน เพราะในสมัยก่อนไม่มีบุหรี่สำเร็จรูป เป็นซองขายแบบสมัยนี้ คนล้านนาทั้งหญิงและชายจะสูบบุหรี่ที่มวนด้วยใบตองกล้วย มวนหนึ่งขนาดเท่านิ้วมือ และยาวเกือบคืบ ชาวบ้านเรียกบุหรี่ชนิดนี้ว่า “ขี้โย” หรือ “บุหรี่ขี้โย” ที่นิยมสูบกันมากอาจเนื่องมาจากอากาศหนาวเย็น การสูบบุหรี่คงทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
ใบที่ใช้มวนคนสมัยก่อนจะใช้ใบตองแห้งรีดให้เรียบห่อกับยาสูบโรยด้วยขี้โยม้วนเป็นแท่งๆ แบบบุหรี่สมัยนี้แต่ขนาดใหญ่และยาวกว่า ทาใบตองให้ติดเป็นแท่งด้วยยางบะปิน (ยางมะตูม) ขนาดต้องเอายางมะตูมใส่กระปุกไว้ทาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว บางครั้งก็เรียกว่าบุหรี่ขี้โย ใบตองคนเหนือออกเสียงว่า ใบต๋อง บุหรี่ออกเสียงว่าบูรี หรือมูลี

ส่วนขี้โยทำมาจากเปลือกมะขามบดหยาบ เพื่อความสะดวกมักจะใส่ถุงเก็บไว้ ปัจจุบันมีขายตามร้านขายของชำทั่วไปถุงละบาท ถ้าพ้นรุ่นเก่าไปแล้วคาดว่าเจ้าสิ่งนี้คงหายไปตามกาลเวลา เพราะคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่สำเร็จรูปกันหมด แต่บุหรี่ปัจจุบันแพงจะหันมาสูบบุหรี่ขี้โยก็ได้ ในสมัยก่อนใช้เตารีดโบราณใส่ถ่านไฟแดงๆ เข้าไปข้างในรีดบนใบตองสดให้เรียบและแห้ง แล้วม้วนเพื่อเก็บไว้ใช้ได้นานๆ ปัจจุบันไม่ทราบทำกันอย่างไร แต่ว่าก็ยังมีขายอยู่ตามร้านขายของชำตามชนบทเชียงใหม่

ยาสูบนั้น บางคนที่ปลูกยาขายเตาบ่มก็จะเก็บใบยามาซอยเป็นฝอยๆด้วยเขียงซอยยา ซึ่งถ้าจะหาดูได้ในสมัยนี้คงจะพอมีอยู่แถวบ้านสบคำ หลังซอยเสร็จก็จะเอามาผึ่งแดดบนแตะยาให้แห้ง ม้วนเก็บใช้ตอกมัด เอาไว้สูบเองหรื่อไม่ก็ขาย แบ่งเป็นยาขื่น (ฉุน) ได้จากใบยาที่เก็บจากใบที่เก็บจากโคนต้น ยากลาง คือยาที่เก็บจากใบยากลางๆต้น และยาจาง คือยาที่เก็บจากใบยาส่วนปลายต้น แรกๆใช้ใบตองอ่อน ขยันหน่อยก็เก็บใบตองอ่อนมาใช้ความรัอนจากเตารีดโบราณ(ใช้ถ่าน) รีดให้แห้งมีกลิ่นหอม ฉีกเป็นแผ่นๆกะพอประมาณให้ใช้พันยาเส้นให้เป็นมวนๆได้ บ้างคนก็ใส่ขี้โยด้วย สมัยนั้นทั้งยาเส้นและขี้โยจะมีขายในตลาด เวลามีงานหรือแขกไปใครมาหาที่บ้าน อันดับแรกที่จะนำมาต้อนรับ คือ จานใส่เหมี้ยง บุหรี่ ขี้โยและหมาก
แป้หม่าเก่า Ancient Phrae #อนุรักษ์ สืบสาน ตำนาน ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต เมืองแพร่ https://web.facebook.com/Ancient.Phrae

21/01/2026

“**บ่าหล้ากึ๊ดยาก**”
บทเพลงที่เหมือนคำปลอบใจของคนเมือง
พูดกับหัวใจที่แบกเรื่องราวไว้มากเกินไป
ว่า…บางครั้ง ชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องคิดให้หนักทุกเรื่อง

เพลงนี้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
ด้วยภาษาเมืองเรียบง่าย แต่กินใจ
ชวนให้วางความกังวล ความคาดหวัง
และความคิดซับซ้อนที่ทำให้ใจเหนื่อยล้า
แล้วหันกลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างเบาสบาย

ดนตรีล้านนาอ่อนโยน
พาใจผ่อนคลาย เหมือนนั่งฟังเพลงยามเย็นหน้าบ้าน
ไม่เร่ง ไม่เร้า
แต่พอดี…กับหัวใจที่อยากพัก

🎶 **เพลง:** บ่าหล้ากึ๊ดยาก
💿 **อัลบั้ม:** สีหมื่นลื่นไมค์
🎤 **ศิลปิน:** สีหมื่น เมืองยอง

ฟังเพลงนี้
ในวันที่สมองวุ่น ใจล้า
หรือวันที่อยากปล่อยอะไรบางอย่างลง
แล้วจะรู้ว่า
การ “บ่าหล้ากึ๊ดยาก”
อาจเป็นความสุขที่เราเผลอลืมไป 🌾🎶

หากบทเพลงนี้ช่วยให้ใจคุณเบาลง
ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตาม
เพื่อเป็นกำลังใจให้เสียงเพลงล้านนา
ยังคงดังต่อไปอย่างงดงาม ❤️🎧

21/01/2026

“**ปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ**”
บทเพลงที่ไม่ได้ชวนแค่ *กลับบ้าน*
แต่ชวน *กลับหัวใจ* กลับรากเหง้า
กลับไปหาความหมายเรียบง่ายของคำว่า “บ้าน”

ในโลกที่ผู้คนต้องออกเดินทาง
จากบ้านไปหางาน จากถิ่นฐานไปหาความฝัน
เพลงนี้คือเสียงเรียกแผ่วเบา แต่ชัดเจน
ว่าไม่ว่าเราจะไกลแค่ไหน
บ้าน…ยังคงรออยู่เสมอ

เสียงดนตรีล้านนาอ่อนโยน
ภาษาเมืองที่อบอุ่น
ทำให้ภาพของทุ่งนา ทางดิน กลิ่นข้าวใหม่
และอ้อมกอดของคนทางบ้าน
ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในใจผู้ฟัง

🎶 **เพลง:** ปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ
💿 **อัลบั้ม:** สีหมื่นลื่นไมค์
🎤 **ศิลปิน:** สีหมื่น เมืองยอง

ฟังเพลงนี้ในวันที่เหนื่อย
ฟังในวันที่หลงทาง
หรือฟังในวันที่คิดถึงบ้าน
แล้วอาจได้คำตอบบางอย่าง
โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม 🌾

หากเพลงนี้แตะหัวใจคุณ
ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตาม
เพื่อส่งต่อเสียงเพลงล้านนา
ให้เดินทางกลับบ้าน…พร้อมกับทุกคน 🎧❤️

21/01/2026

เพลงพื้นบ้านล้านนาที่ทั้งม่วน ทั้งแสบ และทั้งจริง
“ผัวขี้เหล้า เมียขี้เล่น” คือบทเพลงที่เล่าชีวิตคู่แบบบ้าน ๆ
ผ่านอารมณ์ขัน เสียงหัวเราะ และความจริงที่หลายครอบครัวคุ้นเคย

เรื่องราวของผัวที่ติดเหล้า เมียที่ช่างหยอกช่างแซว
ไม่ใช่เพื่อซ้ำเติม แต่เพื่อสะท้อนชีวิต
ให้เราได้หัวเราะกับตัวเอง
และมองความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์อย่างเข้าใจมากขึ้น

บทเพลงนี้ยังคงกลิ่นอายภาษา วัฒนธรรม และจังหวะล้านนาแท้
ฟังง่าย จำง่าย และชวนอมยิ้มตั้งแต่ท่อนแรกจนจบเพลง

🎶 เพลง: ผัวขี้เหล้า เมียขี้เล่น
💿 อัลบั้ม: สีหมื่นลื่นไมค์
🎤 ศิลปิน: สีหมื่น เมืองยอง & วรรณาสันทราย

ฟังเพื่อความม่วน ฟังเพื่อรอยยิ้ม
และฟังเพื่อระลึกว่า…
ชีวิตคู่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
มีแต่ “เข้าใจกันให้มากขึ้น” ก็พอ ❤️

ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตาม
เพื่อเป็นกำลังใจให้เพลงพื้นบ้านล้านนาได้เดินทางต่อไป
จากชุมชน สู่หัวใจผู้ฟังทุกคน 🌾🎧

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


9/9 ม. 6 บ. แม่นาป้าก ต. แม่หอพระ อ. แม่แตง
Chiang Mai
50150

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00
เสาร์ 08:00 - 16:00
อาทิตย์ 08:00 - 16:00