04/10/2023
มีเพื่อนรักอยู่สองคน
คนหนึ่งชื่อ "ฉลาด" อีกคนชื่อ "ซื่อสัตย์"
ทั้งสองคนนั่งเรือออกไปท่องทะเลด้วยกัน
โชคไม่ดี เจอพายุฝนลูกใหญ่กระหน่ำกลางทะเลจนทำให้เรือล่ม
บนเรือชูชีพมีที่นั่งเพียงคนเดียว
คนชื่อ "ฉลาด" เห็นท่าไม่ดี
รีบถีบ "ซื่อสัตย์" ตกทะเลไป
แล้วตนเองก็ขี้นเรือชูชีพหนีไป
"ซื่อสัตย์"สำลักน้ำเกือบตาย
โชคยังดีที่ลอยคอมาถึงเกาะเล็กๆเกาะหนึ่ง
พอเอาชีวิตรอดมาได้ ก็ตั้งตาคอยว่าเมื่อไหร่จะมีเรือผ่านมาแถวนั้น
ไม่นานเกินรอ ก็ได้ยินเสียงเพลงเสียงดนตรีลอยมาแต่ไกล
เป็นเสียงมาจากเรือลำหนึ่งที่กำลังวิ่งผ่านมาทางเกาะที่ตนอยู่
เมื่อเรือเข้าใกล้ สังเกตุเห็นบนเรือปักธงโบกสะบัดว่า "ความสุข"
"ซื่อสัตย์"รีบตะโกนขอความช่วยเหลือ
"ความสุขครับ ได้โปรดช่วยชีวิตเราด้วย เราชื่อ "ซื่อสัตย์""
พอ "ความสุข" ได้ยิน ก็ตะโกนตอบไปว่า
"ช่วยไม่ได้หรอก ถ้าหากเรามัวแต่เป็นคน "ซื่อสัตย์"
ขีวิตเราคงหา "ความสุขไม่ได้เลย
ไม่เห็นเหรอว่า มีคนมากมายที่พูดความจริงเพราะความ "ซื่อส้ตย์"
และความจริงเหล่านั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายคนพูด"
พอพูดเสร็จ "ความสุข" ก็หันหัวเรือห่างออกไป
ในเวลาต่อมา เรือ "ตำแหน่ง" ก็แล่นใกล้เข้ามา
"ซื่อส้ตย์" รีบตะโกนขอความช่วยเหลือ
พอ "ตำแหน่ง" รู้ว่าคนขอความช่วยเหลือคือ "ซื่อสัตย์"
จึงรีบปฏิเสธไปว่า ""ตำแหน่ง”ของเราต้องห้ำหั่นกับผู้คนมากมายกว่าจะได้มา
และเราจะก้าวต่อไปไม่หยุดยั้งไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม หากเราต้องดำรงค์ "ตำแหน่ง" ด้วยความ "ซื่อสัตย์" สงสัยเราจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่นและคงไปไม่ได้ไกล"
"ซื่อสัตย์" มองดูเรือ "ตำแหน่ง" ค่อยๆห่างออกไป
ก็ต้องจำใจรอเรือลำต่อไปด้วยความหวัง
ไม่นานเกินรอ ก็เห็นเรือ "แข่งขัน" แล่นมาอีกลำ
จึงตะโกนแต่ไกลว่า ""แข่งขัน"ครับ เราคือ "ซื่อสัตย์" ช่วยมารับเราหน่อย"
พอ "แข่งขัน" รู้ว่าเป็น "ซื่อสัตย์" เลยตะโกนตอบไปแบบไม่ต้องคิดมาก
"อย่าทำให้เราลำบากใจเลย ทุกวันนี้การ”แข่งขัน”ในสังคมสูงมาก
หากเรายังต้องเป็นคน "ซื่อสัตย์" เราคง "แข่งขัน" สู้คนอื่นไม่ได้แน่นอน"
พอพูดจบ "แข่งขัน" ก็จากไปอย่างไม่ใยดี
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าก็ดังก้องทั่วท้องทะเล
พายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำอย่างแรง
"ซื่อสัตย์" ที่กำลังอยู่ในอาการหมดหวัง สับสนกับจุดยืนของชีวิตตน
ก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างปราณีว่า
"ลูกเอ๋ย มาขึ้นเรือเราเถอะ"
พอ "ซื่อสัตย์" มองหาไปยังต้นเสียง จึงได้รู้ว่าเป็นผู้เฒ่าแห่ง "กาลเวลา"
เมื่อขึ้นเรือเสร็จ เขาจึงถาม "กาลเวลา" ว่า
"ทำไมท่านจึงช่วยเรา"
ท่านผู้เฒ่าตอบด้วยรอยยิ้มว่า
"มีแต่ "กาลเวลา" เท่านั้น ที่จะพิสูจน์ให้รู้ว่า ความ "ซื่อสัตย์" มีความสำคัญแค่ไหน"
บนเส้นทางที่กำลังแล่นเรือกลับบ้าน
"กาลเวลา" ชี้ให้มองดู "ฉลาด" "ความสุข" "ตำแหน่ง" และ "แข่งขัน"
ทั้งหมดล้วนตะเกียกตะกายอยู่กลางทะเลที่กำลังจะจมหายไปในน้ำ
ท่านผู้เฒ่าถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า
"หากไร้ซึ่งความ "ซื่อสัตย์".......
"ฉลาด" ก็จะทำร้ายตัวเองในที่สุด
"ความสุข" จะอยู่ได้ไม่จีรัง
"ตำแหน่ง" อยู่ท่ามกลางเสียงสาปแช่ง
"แข่งขัน" ก็จะเป็นได้แค่ผู้พ่ายแพ้
สุดท้ายแล้ว มีแต่ความ "ซื่อสัตย์" เท่านั้น
ที่จะเป็นความอมตะนิรันดร์
"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง
จาก 正能量家族
26/07/2023
หยวนซื่อไข่ นายพลที่ทรยศทุกฝ่ายเพื่อสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิ
หยวนซื่อไข่ (16 กันยายน ปี 1859 – 6 มิถุนายน ปี 1916) เกิดในภาคกลางของมณฑลเหอหนาน ประวัติครอบครัวไม่ชัดเจน บ้างว่าเป็นตระกูลนายทหารใหญ่ที่มีชื่อจากการปราบกบฏ บ้างว่าเป็นครอบครัวชาวนายากจนที่บิดายกให้เป็นบุตรบุญธรรมของแม่ทัพใหญ่ วัยเด็กเขาไม่มีนิสัยรักการอ่านหรือสนใจตำรา แต่ชมชอบศิลปะการต่อสู้และขี่ม้า เมื่อสอบเข้ารับราชการไม่ได้ถึง 2 ครั้ง จึงหันไปเป็นทหารด้วยการซื้อตำแหน่งในปี 1880 ก่อนจะเติบโตในตำแหน่งเรื่อยมา
จนเมื่อ “ซุนยัตเซ็น” ก่อตั้งขบวนการปฏิวัติถงเหมิงฮุ่ย โอกาสของหยวนซื่อไข่ก็มาถึง
ข่าวการปฏิวัติสร้างความตื่นตระหนกแก่ราชสำนักชิงอย่างมาก และ หยวนซื่อไข่ ผู้บัญชาการกองทัพเป่ยหยาง คือบุคคลที่มีอำนาจพอจะเป็นที่พึ่งได้ในยามนั้น วันที่ 27 ตุลาคม ปี 1911 ราชสำนักชิงเรียกตัวเขากลับเข้ารับราชการอีกครั้ง โดยมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและนายกรัฐมนตรีให้เพื่อปราบปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ
ความวิตกเปลี่ยนมาอยู่ที่ฝ่ายปฏิวัติแทน ซุนยัตเซ็นตระหนักดีถึงกองทัพที่เข้มแข็งของหยวนซื่อไข่ และเพื่อบีบให้ราชสำนักชิงสละอำนาจ ซุนยัตเซ็นจึงยื่นข้อเสนอให้หยวนซื่อไข่ว่า ถ้าสามารถทำให้จักรพรรดิสละราชสมบัติได้ เขายินดีมอบตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีนให้ หยวนซื่อไข่รับข้อเสนอดังกล่าว และนั่นทำให้ราชวงศ์ชิงสิ้นสุดอำนาจลงในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 1912
แต่การเป็นประธานาธิบดีของหยวนซื่อไข่มีข้อจำกัดในอำนาจ ซึ่งเขาไม่พึงพอใจอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ซุนยัตเซ็นประกาศใช้ก่อนลาออก, ข้อจำกัดในการปกครองส่วนภูมิภาค เพราะหลังปฏิวัติซินไฮ่ มณฑลต่างๆ จำนวนมากอยู่ใต้อำนาจการปกครองของทหารส่วนท้องถิ่น
ปี 1913 หยวนซื่อไข่เริ่มการรวมอำนาจ มีการกวาดล้างสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งเกิดขึ้น ต่อมาในวันที่ 4 พฤศจิกายน ปี 1913 หยวนซื่อไข่ก็ประกาศยุบพรรคก๊กมินตั๋ง, สั่งปิดหนังสือพิมพ์, สั่งยุบสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาอย่างเป็นทางการ (10 มกราคม ปี 1914 )
นอกจากนี้ ในปี 1913 หยวนเค่อติ้ง บุตรชายคนโตของหยวนซื่อไข่ที่ไปรักษาอาการป่วยที่เยอรมนี มีโอกาสเข้าเฝ้า จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ของเยอรมนี ทรงมีรับสั่งว่า “ประเทศจีนจะเข้มแข็งไม่ได้เลยหากไม่ใช้ระบบราชาธิปไตย” และทรงฝากหนังสือถึงหยวนซื่อไข่ว่า ทั้งสองประเทศมีสัมพันธ์อันดี ทั้งจูงใจให้หยวนซื่อไข่ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ
1 พฤษภาคม ปี 1914 หยวนซื่อไข่ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับหยวนซื่อไข่” เอื้อต่อการขยายอำนาจของเขา เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้ 10 ปี ทั้งสามารถขยายเวลาออกไปได้, มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการประกาศสงคราม, ลงนามในสนธิสัญญา, แต่งตั้งข้าราชการ, ออกกฤษฎีกาใช้บังคับแทนกฎหมายในกรณีฉุกเฉิน ฯลฯ
แต่ความต้องการของหยวนซื่อไข่ยังมีมากกว่านั้น
วันที่ 23 ธันวาคม ปี 1914 หยวนซื่อไข่นำบรรดาข้าราชการไปสักการะสวรรค์ที่หอบูชาฟ้าเทียนถาน โดยสวมใส่ชุดและหมวกแบบโบราณ ทำพิธีกราบไหว้อย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นการซ้อมใหญ่ของเขาในการสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ
ถึงปี 1915 หยวนซื่อไข่ ก็พร้อมจะหักหลังสาธารณรัฐจีน หลังจากที่เคยหักหลังราชวงศ์ชิง, ซุนยัตเซ็น และขบวนการถงเหมิงฮุ่ยจนถึงพรรคก๊กมินตั๋งมาแล้ว
นอกจากนี้ หยวนซื่อไข่ยังจ่ายเงินกว่า 2 ล้านเหรียญ ให้ “หยางตู้” ก่อตั้งสมาคมวางแผนสันติภาพ ที่มีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียวคือ สนับสนุนหยวนซื่อไข่ขึ้นเป็นจักรพรรดิ ต่อมาสมาคมวางแผนสันติภาพรวบรวมข้อมูลและฎีกาถึงหยวนซื่อไข่โดยตรงว่า ประชาชนจีนต้องการให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐเป็นระบอบกษัตริย์
21 พฤศจิกายน ปี 1915 หยวนซื่อไข่จัดให้มีการประชุมสมัชชาในเรื่องดังกล่าว ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์สนับสนุนให้รื้อฟื้นระบบการปกครองโดยกษัตริย์ขึ้น
11 ธันวาคม ปี 1915 ผู้แทนมณฑลต่างๆ เข้าชื่อในนามของประชาชน เรียกร้องให้หยวนซื่อไข่รับเป็นจักรพรรดิ แต่เขาปฏิเสธอย่างสุภาพว่า ตนเองยังขาดคุณสมบัติที่เหมาะสม แต่เมื่อมีหนังสือเรียกร้องยืนยันอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น หยวนซื่อไข่ก็จำต้องรับเป็นจักรพรรดิอย่าง “เสียไม่ได้”
13 ธันวาคม ปี 1915 หยวนซื่อไข่ออกฎีกาของประธานาธิบดี กำหนดให้ปี 1916 ที่จะมาถึงเป็นปีที่ 1 ของรัชกาลของจีน มีชื่อว่า “หงเสี้ยน-รัฐธรรมนูญรุ่งโรจน์” และกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม ปี 1916 เป็นวันราชาภิเษก
ขอย้อนกลับไปเรื่องการยุบพรรคก๊กมินตั๋งโดยหยวนซื่อไข่ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ปี 1913 ซุนยัตเซ็นและแกนนำได้รวบรวมกำลังตั้งพรรคก๊กมินตั๋งขึ้นอีกครั้งในวันที่ 8 กรกฎาคม ปี 1914 มีองค์การจัดตั้งของพรรคทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อต่อสู้กับหยวนซื่อไข่
วันที่ 23 ธันวาคม ปี 1915 ไช่เอ้อ-นายทหารนักปฏิวัติ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาทหารและผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 47 ในหยุนหนาน ยื่นคำขาดให้หยวนซื่อไข่ยกเลิกแผนตั้งตนเป็นจักรพรรดิแต่ถูกปฏิเสธ
วันที่ 25 ธันวาคม ปี 1915 มณฑลหยุนหนานประกาศเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง มีการจัดตั้งกองทัพพิทักษ์ชาติต่อสู้กับฝ่ายของหยวนซื่อไข่
หลังวันที่ 1 มกราคม ปี 1916 หยวนซื่อไข่ทำพิธีราชาภิเษกเป็นจักรพรรดิแล้ว สั่งขุนพลคนสนิทให้ยกกองกำลังไปปราบกองทัพพิทักษ์ชาติ แต่ไม่มีใครปฏิบัติตามคำสั่ง
15 มีนาคม ปี 1916 มณฑลกว่างซีประกาศเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง และเกิดกองทัพต่อต้านจักรพรรดิอย่างหยวนซื่อไข่ในมณฑลซานตง ขณะเดียวกันรัฐบาลญี่ปุ่นที่เคยเป็นมิตรเพราะหวังพึ่งหยวนซื่อไข่ก็ปลีกตัวออกห่าง โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนที่กรุงปักกิ่งไม่สามารถรักษาความสงบภายในประเทศได้ ชาติมหาอำนาจอื่นที่หยวนซื่อไข่เคยเอาผลประโยชน์ของจีนไปแลกต่างก็แยกตัวออกห่าง
22 มีนาคม ปี 1916 หยวนซื่อไข่ต้องยอมสละตำแหน่งจักรพรรดิที่เป็นได้เพียง 80 กว่าวัน และหวังว่าตนจะได้กลับมาเป็นประธานธิบดีต่อได้ จึงพยายามรื้อฟื้นคณะรัฐมนตรีขึ้นเพื่อเอาใจนักปฏิวัติ แต่สถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่หยวนซื่อไข่คาดการณ์และรับมือได้ มณฑลต่างๆ เริ่มประกาศตนเป็นอิสระในเวลาต่อมา เช่น 6 เมษายน-มณฑลกวางตุ้ง, 12 เมษายน-มณฑลเจ้อเจียง ฯลฯ
5 พฤษภาคม ปี 1916 นักปฏิวัติ, ทหาร และผู้นำพลเมืองของ 19 มณฑล รวมตัวกันประกาศไม่ยอมรับหยวนซื่อไข่ว่าเป็นประธานาธิบดีของจีน เรียกร้องให้ลาออก และเดินทางออกนอกประเทศ
9 พฤษภาคม ปี 1916 มณฑลส่านซีประกาศเป็นอิสระ และมณฑลอื่นในเวลาต่อมา คือ 22 พฤษภาคม-มณฑลเสฉวน, 27 พฤษภาคม-มณฑลหูหนาน
หยวนซื่อไข่ จากผู้กุมอำนาจสูงสุดของประเทศกำลังถูกโดดเดี่ยว ล้มป่วยด้วยโรคโลหิตเป็นพิษ และทรุดหนักเมื่อรู้ข่าวว่า ผู้ว่าการทหารมณฑลเสฉวนซึ่งเป็นคนสนิทของตนยังประกาศเป็นอิสระ อาการป่วยของเขาทรุดหนักทันที ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 6 มิถุนายน ปี 1916
31/05/2023
" เรื่องหวย " .. เป็นเรื่องของโชค
คนที่จะมีโชคเป็นพื้นฐาน
ต้องเป็นคน "..เคยทำทานมาก่อน.."
คนทำทานป้องกันนรกไม่ได้
จะป้องกันนรกได้ ก็ต้อง "..รักษาศีล.."
มีศีลมีทานแล้วต้องภาวนา เมื่อรู้จักภาวนาแล้ว..
" ก็จะละเลิกความบ้าหวยได้เอง "
26/05/2023
วิวัฒนาการทั้งหมดนี้
ก่อให้เกิด ‘หมาป่าแหงความรัก’
ขึ้นในจิตใจของเรา
มันคือคุณสมบัติของความเอื้ออาทร
เป็นพี่เป็นน้อง เมตตากรุณา
เห็นอกเห็นใจกัน
ยิ่งมีทักษะในการเข้าสังคม ยิ่งร่วมมือกัน
กลุ่มก็ยิ่งแข็งแกร่ง อายุยืนออกลูกออกหลาน
ได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยรักกัน ไม่ค่อยเอื้อเฟื้อ สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง และก็ยิงส่งต่อยีนนั้นไปยังคนรุ่นหลังๆ ได้มาก
จึงกล่าวได้ว่า พวกเราทั้งหลาย
เป็นบุตรหลานของบรรพบุรุษ
ที่เคยสมัครสมานกลมเกลียง
รักใคร่ปรองดองกันมาก่อน
ส่วนพวกที่ทะเลาะกันเกลียดกัน
เห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจ
พวกนั้นถูกบรรพบุรุษของเรา
ไล่ตีหัวไปจนหมดแล้ว
แต่กระนั้นก็ใช่ว่า
ความเกลียดชังจะไม่มีอยู่ในหัวใจเรา
#วินาทีที่เป็นอิสระ
25/05/2023
#กำเนิดหมาป่าแห่งความเกลียดชัง
ความดีงามทั้งหมดที่พูดมาเกี่ยวกับความรัก
ความเมตตา ความมีน้ำใจ ห่วงใยเอื้ออาทร
ในมนุษย์นั้น..
คงต้องขีดเส้นใต้กันด้วยปากกา ไฮไลท์
เส้นหนาๆ ว่ามนุษย์มีสิ่งเหล่า
ให้เฉพาะ ‘พวกเรา’ เท่านั้น
ส่วนถ้าเป็น ‘พวกมัน’
ก็ต้องช่วยกันฆ่าให้เรียบ
ในอดีต โลกมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เพื่อความอยู่รอดบรรพบุรุษของเราจึงต้องร่วมมือในหมู่พวกเดียวกัน เพื่อก้าวร้าวต่อผู้อื่นเพื่อยึดครองทรัพยากร แย่งอาหาร และเพื่อปกป้องตนเอง
รักพวกเรา ฆ่าพวกมัน
การแบ่งแยก ‘พวกเรา’ กับ ‘พวกมัน’
จึงสำคัญอย่างยิ่ง
วิวัฒนาการจึงสร้างอะมิกดาลาขึ้นมา
เพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่เข้ามา
ทิ่งตำความรู้สึกของเรา.. ‘เรา’
การตรวจจับนี้จะไวขึ้นเรื่อยๆ ต่อสิ่งที่รับรู้
จึงแปลก..
ที่เราจะรู้สึกถูกคุกคามโดย ‘ พวกมัน ’ ออกจากตัวเอง และพร้อมจะแว้งกัดได้ทุกเมื่อ
ในยุคสมัยที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่
ไปกับการรูดหน้าจอขึ้นลง อ่านข่าว
และความคิดเห็นของคนได้ทุกวินาที
เรายิ่งมีโอกาสถูกแหย่..
จากคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม
รู้สึกหงุดหงิด...
จากข่าวสารบางอย่างได้ถี่ขึ้นอีก
ยิ่งย้ำ ยิ่งถี่
ความเป็น ‘พวกมัน’ ก็ยิ่งเข้มข้น
หมาป่าแห่งความเกลียดชังยิ่งดุร้าย
และยิ่งหมายหัวเอาไว้เลยว่าไอ้นี่ไม่ใช่ ‘..พวกเรา..’
เมื่อทำงานร่วมกัน..
ระบบประมวลผลด้านภาษา
ใน สมองกลีบหน้าด้านซ้าย
และกลีบขมับด้านซ้าย ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบประมวลผล การมองเห็นในสมองซีกขวา ซึ่งทำหน้าที่จ้ดหมวดหมู่ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู เป็นคนหรือเป็นสิ่งไม่สำคัญ ก็ยิ่งง่ายต่อการทำร้ายทำลายกัน
สมองสั่งเราเสมอให้ดูแล ‘..พวกเรา..’
และทำลาย ..‘พวกมัน..’
นี่เป็นสิ่งที่สมอง..
ถูกสร้างขึ้นมานับล้านปีมาแล้ว แต่ทุกวันนี้เราก็ยังมีสมองแห่งความรุนแรงนี้อยู่
หมาป่าแห่งความเกลียดชังตัวนี้
แยกเขี้ยวคำรามในลำคอตลอดเวลา
และตัดสินคัดกรองตลอดเวลาว่า
คนไหนเป็นพวกเราคนไหนเป็นพวกมัน
และสำหรับ ‘พวกมัน’ แล้ว
ไม่จำเป็นต้องให้ความรัก
#วินาทีที่เป็นอิสระ
#จ้องตาหมาป่า (ริค แฮนสัน)
24/05/2023
'' พระพุทธเจ้าท่านได้สอนว่า
สิ่งที่สำคัญที่สุด ถึงเรียกว่าเป็นอริยสัจ ๔ อย่าง ที่เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราทำบุญด้วยประการทั้งปวง คือทำดีด้วย ความตั้งใจดี แล้วก็มีปีติขึ้นมา ได้รับผลของบุญแล้ว เราทำสูงขึ้นไป
ทำต่อไป คิดให้ดีๆ
จะเกิดที่เรียกว่าปัญญาหรือความรู้ ปัญญานี้ไม่ได้ หมายความว่า ใครไปเรียนกลับมาได้ ดอคต้งดอคเตอร์ ไม่ใช่ นั่นก็เป็นปัญญาอย่างหนึ่ง เป็นความรู้ ความรู้ที่ทางโลกเขาใช้
แต่ปัญญาจริงๆ เห็นอะไรจริงๆ ที่ใจจริงๆ ถ้าเราทำบุญไปก็จะค่อยๆ เห็นความจริง เป็นปัญญา เราจะสามารถที่จะควบคุมการเกิดของทุกข์ที่ใจ ''
พระราชดำรัส
ในโอกาสที่คณะชาวห้วยขวาง พญาไท
เฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายเงิน
โดยเสด็จพระราชกุศล และต้นเทียนพรรษา
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันพุธที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๑
23/05/2023
คนบางคนที่มีปัญญาฉลาดหลักแหลม สามารถจะอธิบายข้ออรรถข้อธรรมได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่กิเลสเพียงหยาบๆ อันเป็นคู่ปรับแห่งศีล แค่นี้ ยังละกันไม่ค่อยจะออกนี้เป็นเพราะขาดความสมบูรณ์ แห่งศีล สมาธิ ปัญญากระมัง จึงได้เป็นอย่างนี้
ศีลก็คงเป็นศีลอย่างเปลือกๆ สมาธิก็คงเป็นสมาธิอย่างเปื้อนเปรอะ ปัญญาก็คงเป็นปัญญาอย่างเลอะเลือน เคลือบเอาเสมอเหมือนกับดวงกระจกที่ทาด้วยปรอท ฉะนั้นจึงไม่สามารถเป็นเหตุให้สำเร็จด้วยความมุ่งหวังของพุทธบริษัทได้ ตกอยู่ในลักษณะมีดที่คมนอกฝัก คือฉลาดในเชิงพูด เชิงคิด แต่ดวงจิตไม่มีสมาธิ นี้เรียกว่า คมนอกฝัก
ท่านพ่อลี ธัมมธโร
22/05/2023
"การขอขมา ในพระพุทธศาสนา ท่านทำไปเพื่อ "การสำรวมระวังในกาลต่อไป" คือ เพื่อที่จะไม่กระทบกระทั่งกันอีกในอนาคต และเพื่อไม่ให้ผูกใจเจ็บแค้นต่อกันในภายภาคหน้าเท่านั้น หาใช่เพื่อให้ตนพ้นจากอกุศลกรรมวิบากในบาปกรรมที่ตนทำไปแล้ว"
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
20/05/2023
โลกต้องการคนดี
มิใช่เพื่อให้มารับรางวัล
แต่เพื่อมาช่วยทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น
คนดีอย่างแท้จริง เสียสละได้แม้กระทั่ง
การที่จะให้คนอื่นรู้ว่าตนได้ทำความดี
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ประยุทธ์ ปยุตฺโต )
วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม
19/05/2023
บางทีธรรมชาติก็สอนสัจธรรมได้
มนุษย์เราบางครั้งก็ยอมฉลาดให้น้อยลง
เสียสละบางเหมือนอย่างมด ทำตัวเองให้เป็นสะพานยอมให้ตัวอื่นข้าม
ถ้าฉลาดมากคงไม่มีใครยอมเป็นสะพานให้ตัวอื่นข้าม
#เสียเปรียบบ้าง_ได้เปรียบบ้าง_สิ่งที่ได้คงเป็นน้ำใจและมิตรภาพที่ยาวนานมากกว่าสิ่งใด..
18/05/2023
นิทานปรัชญา หลวงจีนกับคนตัดฝืน
" หลวงจีนกับคนตัดฟืน "
.นานมาแล้วมีหลวงจีนท่านหนึ่ง อาศัยอยู่ในวัดบนภูเขา
มาวันหนึ่งมีชายพเนจรหลงทางผ่านมา และขออาศัยอยู่ในวัด
ด้วยความซาบซึ้ง
ชายผู้นั้นได้ขออาศัยช่วยงานวัด โดยขอทำหน้าที่ตัดฟืน
เนื่องด้วยร่างกายของเขาที่ยังคงแข็งแรงเพราะอยู่ในวัยหนุ่ม
ชายตัดฟืนได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ
ตัดฟืนอย่างขยันขันแข็ง วันแรกเขาสามารถตัดฟืนได้ถึง 250 ท่อน
และมั่นใจว่าในวันรุ่งขึ้นจะสามารถตัดฟืนได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย
วันรุ่งขึ้นเขาลุกขึ้นมาทำงานแต่เข้าอย่างขยันขันแข็งเช่นเคย
แต่กลับตัดฟืนได้น้อยกว่าเดิม
เขาตัดฟืนได้เพียง 150 ท่อนเท่านั้น เขาคิดว่าสาเหตุที่ตัดฟืนได้น้อย
อาจเป็นเพราะความอ่อนล้าจากเมื่อวานนั่นเอง แต่แล้วในวันถัดมา
เขากลับตัดฟืนได้น้อยกว่าวันที่สอง และวันถัด ๆ มา
ก็ยิ่งตัดฟืนได้น้อยลงเรื่อย ๆ
ทั้งที่เขายังคงขยันขันแข็งเหมือนเดิม ทำงานหนักเหมือนเดิม
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาตัดฟืนได้เพียง 50 ท่อนเท่านั้น เขาเริ่มอ่อนล้า
และขอเปลี่ยนไปทำหน้าที่อย่างอื่นแทน
..วันหนึ่งหลวงจีนจึงเดินเข้าไปดูที่ลานตัดฟืน
เมื่อดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงถามชายตัดฟืนว่า
“โยมเอ๋ย เจ้าไม่ได้ลับขวานของเจ้ามานานเท่าใดแล้ว?”
.ชายหนุ่มได้แต่นิ่งอึ้ง และคิดถึงสิ่งที่หลวงจีนถามอย่างตระหนักได้ว่า…
“..จริงสิ ที่เราตัดฟืนได้น้อยลงทุกที ๆ นั้น ไม่ใช่เพราะความอ่อนล้าเลย
แต่เพราะเราไม่ได้คิดว่าขวานที่ใช้ตัดฟืนนั้นยังคมกริบอยู่เหมือนเดิมหรือไม่
เหตุที่เราตัดไม้ได้น้อยคงเป็นเพราะเหตุนั้นนั่นเอง…”
คนเรามักคิดว่า หากเรามีความพยายามมากพอแล้ว สิ่งที่ทำจะต้องสำเร็จทุกครั้งไป..
..แต่ความจริงนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว
หากความพยายามนั้นขาดการพิจารณา
ความรอบคอบ และความระมัดระวัง มุ่งเพียงทำไปโดยไม่ติดตามผล ความพยายามนั้นย่อมสูญเปล่า หากยังรั้นทำต่อไปก็มีแต่จะเสียเวลาและแรงกายแรงใจไปเปล่า ๆ เท่านั้นเอง
17/05/2023
มุมมองที่แตกต่าง...
นานมาแล้ว มีตาแก่ผู้น่าสงสารอยู่คนหนึ่ง เมียและลูกแกเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่แกก็ยังต้องมีภาระเลี้ยงหลาน ๆ อีกสี่คน ที่ชอบเอาแต่ใจตัวเอง วัน ๆ ไม่ทำ ไม่ช่วย อะไรเลย ดีแต่ทะเลาะกันทุกวัน ว่าคนนั้นผิด คนนี้ผิด ที่ไม่ทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนี้
จนมาวันหนึ่งตาแก่ ป่วยหนักกำลังจะตาย ก็ยังอดห่วงหลานไม่ได้ เพราะแกกลัวว่าหลานที่เอาแต่ใจตัวเอง จะอยู่ในสังคมในโลกที่มีแต่คำว่า "กูเก่ง" ไม่ได้
ก่อนตายแกจึงเรียกหลานทั้งสี่ มานั่งล้อมวงที่โต๊ะสี่เหลี่ยมแล้วให้หลานเอาผ้าผูกปิดตาไว้ทั้งสี่คน หลังจากนั้นแกก็ไปหยิบ "ตะเกียง ทรงเหลี่ยมมาหนึ่งอัน ซึ่งแต่ละด้าน มีสีต่างกัน" มาตั้งไว้กลางโต๊ะที่เด็กทั้งสี่นั่งล้อมอยู่แล้วให้หลานทั้งสี่ เปิดผ้าผูกตาออกพร้อมกัน
จากนั้นตาแก่ก็ถามหลานทั้งสี่คนว่า "เห็นตะเกียงสีอะไร"
หลานคนแรกบอกเห็น "สีแดง"
คนที่สองบอกเห็น "สีเหลือง"
คนที่สามบอกเห็น "สีเขียว"
คนที่สี่บอกเห็น "สีน้ำเงิน"
แล้วทั้งสี่ก็เริ่มทะเลาะกันอีก ว่าสีที่ตัวเองเห็นนั้นถูกต้อง จนตาแก่บอกว่าไม่มีใครผิดใครถูกหรอก หลานเอ๋ย
"เพราะตะเกียงมันมีสี่ด้าน"
ถ้าใครอยากรู้ว่า ทำไมคนอื่นถึงเห็นสีไม่เหมือนเรา
"เราก็ต้องเดินไปดูในมุมของเค้า เราก็จะเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงบอกว่าเค้าเห็นสีนั้น"
"อย่ามองมุมของเราเพียงมุมเดียวแล้วตัดสิน เพราะคนเรามันต่างความคิดต่างมุมมอง"
พอตาแก่พูดจบ แสงในตะเกียงก็ดับลงพร้อมกับชีวิตของแก