Drain Out Idea

Drain Out Idea

แชร์

โยนความคิดเดิมออกไปก่อน แล้วค่อยเติมความคิดใหม่ๆ ใส่เข้ามาเปรียบเทียบ

18/01/2025

EP 05 : ถูกหรือแพง
การเปรียบเทียบเรื่อง “ถูก” กับ “แพง” ถ้าจะให้มานั่งคุยกันทั้งวันก็ไม่จบ เพราะอะไรนะเหรอ มันก็เพราะมุมมองของแต่ละคนนั้นต่างกัน วัตถุประสงค์ของแต่ละคนแตกต่างกัน จะยกตัวอย่างง่ายๆให้เห็นภาพนะครับ เช่น หากเราจะเปิดร้านกาแฟสักร้านนึง แล้วเราไปเจอห้องเช่าในราคา 8,000 บาท/เดือน กับถ้าเช่าพื้นที่ในปั๊มน้ำมันราคา 30,000 บาท/เดือน คิดว่าอันไหนที่เป็นค่าเช่าที่ถูกหรือค่าเช่าที่แพง แน่นอนว่าค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท/เดือน ต้องแพงกว่าอยู่แล้ว แต่การที่เราจะตัดสินใจว่าจะลงทุนไปที่ไหนเราต้องมององค์ประกอบอื่นๆด้วยอีก เช่น ในห้องเช่าที่เป็นราคา 8,000 บาท/เดือน ทำเลผู้คนที่คาดว่าจะมาซื้อกาแฟอาจจะได้เพียง 20 แก้ว/วันได้เท่านั้น (แชร์ค่าเช่าพื้นที่เป็นต้นทุน 13.3 บาท/แก้ว) แต่พื้นที่ในปั๊มน้ำมันที่มีค่าเช่าที่สูงอาจจะขายได้ถึง 100 แก้ว/วัน (แชร์ค่าเช่าพื้นที่เป็นต้นทุน 10 บาท/แก้ว) นั้นแสดงว่าถึงเราจะเช่าพื้นที่ในเดือนละ 30,000 บาท ที่คิดว่ามีราคาที่สูง แต่กลายเป็นว่า ต้นทุนของกาแฟกับถูกกว่าการเช่าห้องเดือนละ 8,000 บาทซะอีก สรุปค่าเช่าไหนกันแน่ที่ “ถูกหรือแพง” มากกว่ากัน
.....
ดังนั้นคำว่าถูกหรือแพงนั้น มันไม่สำคัญเท่ากับคำวา “คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า” มากกว่า
By...ครูช่างนอกตำรา

09/05/2024

EP 04 : จรรยาบรรณสถานศึกษา
หัวข้อในบทนี้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆในสายตาของสภาพสังคมสมัยนี้ แต่จากประสบการณ์ทำงานทางด้านการแนะแนวการศึกษาเรียนต่อ ผมได้พบว่าระบบการศึกษามันได้ทำให้จรรยาบรรณของสถานศึกษามันเห็นแก่ตัว ไม่ได้สนใจอนาคตของชาติสักเท่าไร
...
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เมื่อครั้งนึงผมต้องออกไปแนะแนวให้กับเด็กนักเรียนที่กำลังจะจบมัธยมศึกษาในปีที่ 3 ซึ่งว่ากันตามตรง เด็กในวัยนี้คือหัวเลียวหัวต่อของการเลือกทางเดินของตนเองในอนาคต เด็กมีสิทธิที่จะเลือกว่าตนเองไปเรียนต่อในสายอาชีพหรือจะเรียนต่อในสายมัธยมปลาย ซึ่งโรงเรียนที่ผมได้ไปทำการแนะแนวนั้น เขาได้มีการแบ่งระดับความสามารถของเด็กเป็นห้องๆ โดยห้องคิง ก็คือเด็กที่เรียนเก่ง และทางโรงเรียนอยากจะให้เรียนต่อในมัธยมปลาย ส่วนห้องซี ก็คือเด็กที่เป็นดาวร้ายตัวแสบทั้งหลาย หรือเด็กที่มีผลการเรียนไม่ค่อยดีเท่าไรได้รวมตัวกันอยู่ ซึ่งทางโรงเรียนให้ผมได้แนะแนวกับห้องซีเท่านั้น ส่วนห้องคิงไม่ให้แนะแนว
...
จากเหตุการณ์นี้มันบ่งบอกอะไรได้บ้างครับ
1.โรงเรียนกลัวยอดของผู้เข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายน้อย ทำให้ได้งบประมาณน้อยตาม
2.การที่เด็กได้เรียนต่อมัธยมปลาย สภาพแวดล้อมของสถานศึกษากับบุคลากรที่สอน มั่นใจได้อย่างไรว่าเด็กจะสามารถสอบเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
3.สถานศึกษามีที่ความรับผิดชอบต่ออนาคตของชาติ แต่เลือกที่จะปิดกั้นทางเลือกให้กับเด็ก มันคืออะไร
..
ผมในฐานะครูช่างสมัยนั้น ได้แต่คิดว่า ในเมื่อคุณปิดกั้นการแนะแนวในรูปแบบนี้ ผมก็จึงจำเป็นที่จะแนะแนวในรูปแบบอื่นแทน เช่น การทำเพจเฟสบุ๊ค เพื่อให้เห็นถึงกิจกรรมการศึกษาของเราว่ามันน่าสนใจเพียงใด และอนาคตของการมาเรียนมันมีความชัดเจนเช่นไร โดยผ่านจากเพื่อนๆรุ่นพี่ของเด็กๆเองนั่นแร่ะ
...
สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะถามกลับไปยังสถานศึกษาแห่งนั้นก็คือ “หลังจากเด็กนักเรียนของคุณเรียนจบการศึกษาไปแล้ว ถ้าเขาสอบไม่ติดเพราะไปสู้กับเด็กโรงเรียนอื่นไม่ได้ ดังที่เขาว่ากันว่า “เก่งบ้านนอก บ่าเต้าวอกในเวียง” แล้วเด็กจะทำยังไงต่อ วิชาชีพก็ไม่มีติดตัว ความรู้ในสายอาชีพก็มีน้อย หรือว่าจะซิวสักปีนึงแล้วค่อยสอบใหม่ เหตุการณ์แบบนี้ทั้งหมด พวกคุณจะมีความรับผิดชอบต่อเด็กยังไง ในเมื่อสมัยนั้นพวกคุณได้ปิดกั้นทางเลือกให้กับเขา”
..
By...ครูช่างนอกตำรา

11/04/2024

EP 03 : ทำได้กับทำเป็น
ในความรู้สึกของผมแล้ว “การทำได้” กับ “การทำเป็น” นั้นแตกต่างกัน และผมก็ได้แยกนิยามเอาไว้ตามนี้ครับ
..
“การทำได้” มันก็คือความสามารถขอเราที่สามาถทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแร่ะ แต่มันจะถูกต้องตามหลักวิชาการหรือต้องเอามาแก้ไขใหม่อีก รึป่าวนั้นไม่รู้
“การทำเป็น” มันก็คือความสามารถของเราที่มุ่งมั่นเรื่องที่ทำอยู่อย่างถูกต้อง และถูกหลักวิชาการ
..
ผมจะลองยกตัวอย่างสักตัวอย่างนะครับเอาแบบที่เราจะได้เห็นภาพกันได้ง่ายๆละกันครับ เช่น คนขับรถผู้โดยสารท่านนึงขับรถจากรุงเทพไปเชียงใหม่ระยะทางประมาณ 680 กิโลเมตร ใช้เวลาในการขับไปทั้งสิ้น 6 ชม. ฝ่าไฟเขียวไฟแดงเป็นว่าเล่น แซงซ้ายแซงขวามั่วไปหมดไม่มีมารยาททางถนนสักนิด กับอีกคนนึงขับรถโดยใช้ระยะเวลาไปทั้งสิ้น 8 ชม. แต่ไม่ขับแช่เลนขวาถึงเวลาเจอไฟเขียวไฟแดงก็มีการชะลอเพื่อความปลอดภัย ท่านคิดว่า ผู้ขับรถโดยสาร 2 ท่านนี้ ท่านจะเลือกนั่งรถไปกับใครกัน?
..
ยิ่งลักษณะงานที่เป็นแนวทางช่าง ผมพบเจอบ่อยมากกับไอ้ช่างที่พอทำได้ แล้วออกมารับงานแย่งงานคนที่เขาทำเป็นโดยไปกดราคาค่าจ้างถูกกว่าเขา เพื่ออยากได้งานมาทำ ทีนี้พอได้งานเขามาทำก็ดันทำงานออกมาไม่ได้ดีอีก สุดท้ายผู้ว่าจ้างก็ต้องกลับไปว่าจ้างคนที่ทำเป็นมาทำแก้ไขให้อีก แต่ถ้าเหตุการณ์นี้วนกลับมาหาผม ผมจะไม่คิดราคาเดิมที่แจ้งไปก่อนหน้านี้ ผมจะบวกค่าแรงเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะผมต้องไป “แก้งาน” ไม่ใช่ไป “เริ่มสร้างงาน” ความยากง่ายมันต่างกันเยอะ....ที่สำคัญเราควรหยิ่งทนงในศักดิ์ศรีความเป็นช่างของเราไว้ด้วยเหมือนกัน
..
บทสรุปแล้ว หากเรามุ่งมั่นเดินทางมาในสายช่างแล้ว ก็ขอให้คิดอยู่เสมอว่า “เราเป็นช่างที่ทำได้หรือว่าเป็นช่างที่ทำเป็นกันแน่ และเราอยากเป็นไหนกัน”
By...ครูช่างนอกตำรา

07/04/2024

EP 02 : Growth mindset VS Fixed mindset
จากบทแรกที่ได้พูดเรื่องของ Mindset ไป ผมก็อยากจะมาขออธิบายรายละเอียดของ Mindset ในบทต่อมานี้ว่า ถ้าให้สรุปแบบภาษาบ้านๆง่ายๆเลย mindset จะมีแค่ 2 แบบเท่านั้นก็คือ “การไม่เปลี่ยนแปลงทัศนติ” Fixed mindset และ “การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ” Growth mindset
..
สัญชาตญาณดิบของมนุษย์อย่างเราๆเลยก็คือ “การกลัวการเปลี่ยนแปลง” พื้นฐานง่ายๆของการกลัวนั่นก็มาจาก การที่ไม่รู้ว่าอนาคตว่าถ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้วมันจะดีขึ้นหรือว่าเลวร้ายลงกว่าเดิม ยิ่งพอมีอายุมากขึ้นเท่าไร การกลัวการเปลี่ยนแปลงนี้ก็จะยิ่งฝั่งลึกเข้าไปในระบบความคิดมากขึ้นเท่านั้น แตกต่างจากคนที่มีอายุน้อยๆที่ไม่ค่อยกลัวการเปลี่ยนแปลง นั่นก็เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนแต่ละวัยที่ผ่านมาไม่เหมือนกัน ยิ่งผ่านมาเยอะและผิดหวังมาเยอะ ก็จะยิ่งมีความกลัวติดตามมาหลอกหลอนเยอะด้วยเหมือนกัน
..
แล้วอะไรละที่จะช่วยให้เราไม่มีความกลัวหรือทำให้ความกลัวนั้นลดลงไป สำหรับผมแล้วเครื่องมือที่ใช้ได้ดีก็คือ “การบริหารความเสี่ยง” Risk Management ถ้าเรามีการตั้งคำถามและหาคำตอบแก้ไขของการเปลี่ยนแปลงนั้นไปสัก 3-5 ชั้น มันก็น่าจะทำให้ความกลัวการเปลี่ยนแปลงนั้นลดลง และถ้าการกลัวการเปลี่ยนแปลงลดลงไปจากทัศนคติความคิดของเรา ผมก็คงจะไม่พูดถึง Growth mindset แล้วละ เพราะมันก็จะมีผลบวกตามมานั่นเอง
...
By...ครูช่างนอกตำรา

02/04/2024

EP 01 : Mindset (กรอบทางความคิด หรือทัศนคติ)

บทแรกก็หนักเลยกับโพสเปิดตัวเพจ 555 แต่ผมคิดว่าเรื่องของ Mindset นี่แร่ะที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เพราะถ้า Mindset เราไม่ดี ตัวตนของเราก็จะแสดงออกมาไม่ดีตามนั้น
..
ผมจะยกกรอบความคิดของคนทั่วไปกันอย่างง่ายๆก่อนเลยละกันนะครับ ตามรูปภาพที่เอาประกอบนี้ ก็จะบอกว่า "คนที่ไม่ทำอะไร มักจะดูดี" ถ้าเราถูกเลี่ยงดูมาหรือเติบโตมาในแบบจำกัดกรอบทางความคิด เราก็คงจะเออออห่อหมกไปตามคำที่เขาเขียนแครปชั่นเอาไว้แบบนั้นใช่ไหมครับ โดยที่เราไม่ได้คิดหรือมองในมุมมองอื่นๆไว้บ้างเลย

ทีนี้ผมจะลองเปลี่ยนแครปชั่นรูปนี้ใหม่ว่า "คนที่เตรียมความพร้อม มักจะดูดี" เป็นไงบ้างครับ ตรงกับรูปภาพบ้างไหม๊ครับ เพราะถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมกับตัวเองอยู่เสมอๆ มันก็จะทำให้เราดูดีมีสง่่าราศีได้เหมือนกัน

แสดงว่า ถ้าเรามองจากรูปภาพรูปเดียวหรือเรื่องราวมาฝ่ายเดียว แล้วเราไม่มองในมุมมองอื่นๆดูบ้าง เราก็จะไม่พบกับหนทางที่เหมาะสมให้กับตัวเอง อีกทั้งบางทีเรายังมองคนที่คิดตรงข้ามกับเราว่าเขาเป็นฝ่ายผิดอีกต่างหาก นี่ละครับจึงเป็นจุดเริ่มต้นของคนเราที่มาทะเลาะกันหาข้อยุติกันไม่ได้สักที เหมือนที่เขาพูดกันไว้ครับว่า "เหรียญนะมี2ด้าน แต่ก็อย่าลืมด้วยว่ามันด้านของขอบเหรียญด้วยเหมือนกัน"

สรุปแล้ว Mindset ที่ดีก็คือ การมองเรื่องราวต่างๆ ณ. สถานการณ์นั้นๆ ในหลายๆมุมมอง และวิเคราะห์ออกมาถึงข้อสรุปว่า "อะไรดีที่สุด" มาใช้ในตอนนั้น .... แล้วเราจะมี Mindset ที่ดีๆได้ยังไงล่ะ ถ้าสำหรับผมคิดว่า เริ่มต้นด้วย "การอ่านหนังสือก่อนเลยครับ" ง่ายที่สุด

โดย....ครูช่างนอกตำรา

24/03/2024

เพจนี้ถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์การทำงานและมุมมองที่แตกต่างระหว่าง โลกความเป็นจริงกับโลกในตำราเรียน บางครั้งอาจจะได้เป็นไอเดียดีๆไปประยุกต์ใช้กับตนเอง หรืออาจจะเห็นมุมมองของคนต่างอาชีพต่างวัยต่างเพศ ที่เขามีมุมมองที่แตกต่างกับเรา
...
ก็ได้แต่หวังว่า Drain Out Idea จะเป็นเพจที่ไว้แลกเปลี่ยนมุมมองของเพื่อนๆกันนะครับ
..
By...ครูช่างนอกตำรา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chiang Mai