15/06/2025
ช่วงนี้เห็นแต่บทความว่า ผู้ประกอบการไม่อยากรับเด็บจบใหม่เข้าทำงาน เพราะหลายเหตุผล เลยอยากเขียนเทรดนี้ แนะนำเด็กจบใหม่ดูบ้าง ถึงแม้จะไม่ใช่ฐานะผู้ประกอบการ แต่ก็ในฐานะผู้บริหารของบริษัท ที่เคยรับเด็กจบใหม่เข้าทำงาน
ทุกวันนี้การแข่งขันในตลาดแรงงานไม่เหมือนเมื่อก่อน
เด็กจบใหม่ไม่ใช่แค่แข่งกันเอง แต่ต้องแข่งกับ
- เด็กรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์
- คนที่เปลี่ยนสายงาน
- หรือแม้แต่ AI ที่เขียนเรซูเม่ได้เก่งกว่าเรา
แต่มีทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณล้ำหน้าคนอื่นได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ นั่นคือ “การฝึกงาน”
ทำไมฝึกงานสำคัญ?
✅ ได้ประสบการณ์จริงที่ไม่มีในห้องเรียน
✅ ได้รู้ว่าชอบ-ไม่ชอบงานแบบไหน
✅ ได้คอนเนกชันจริงในองค์กร
✅ บางคนได้โอกาส “ต่อสัญญาเป็นพนักงานเต็มเวลา”
✅ ได้เขียนในเรซูเม่แบบไม่ต้องเฟก
แล้วจะเริ่มยังไง? อย่ารอให้ปี 4 แล้วค่อยเริ่ม
ฝึกได้ตั้งแต่ปี 1 ปี 2 ถ้ามีโอกาส
และไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทมาเปิดรับเองเสมอ
ลอง ไปหาบริษัทที่คุณสนใจ หาคำว่า intern ใน LinkedIn
แนบเรซูเม่ไปสวย ๆ บอกว่าอยากฝึกงานช่วงปิดเทอม
บริษัทส่วนใหญ่เปิดใจ ถ้าคุณเปิดก่อน
เพราะในมุมบริษัท มองเด็กฝึกงานเป็น แรงงานชั้นดีในราคาถูกอยู่แล้ว ถึงแม้อาจจะไม่ได้ทำงานเต็มๆ เหมือนพนักงานทั่วไป แต่อย่างน้อย เราได้เรียนรู้การเข้าสังคมที่ทำงาน พยายามสังเกต พี่ๆ พนักงาน สังเกต บริษัท การใช้ชีวิต การทำงาน สภาพแวดล้อม
ฝึกงาน = ลงสนามก่อนเพื่อน
เพราะตอนเรียนทุกคนเกรดดีพอกัน
แต่มีแค่ไม่กี่คนที่ “ได้ลงมือทำจริง”
ฝึกงาน 1 ที่ อาจไม่ทำให้เก่งทันที แต่ฝึกงาน 2-3 ที่
คุณจะเริ่มเข้าใจโลกการทำงานมากกว่าคนที่เพิ่งจบแน่นอน
👊 อยากหางานง่ายตอนเรียนจบ?
เริ่มฝึกตั้งแต่วันนี้ เพราะโลกนี้ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่พร้อมตอนเรียนจบ แต่ให้โอกาสกับคนที่ “เริ่มต้นก่อน” ผมเคยทำงาน บ.อาหารข้ามชาติ เปิดรับเด็กฝึกงาน HR ส่ง CV เด็ก Top U ในไทยมา 5 ใบ ทุกคนเรียนปี 3 แต่ฝึกงานทุกซัมเมอร์.. แปลว่ามีปสกฝึกงาน 2 บริษัท
เจอแบบนี้ เข้าไป ผมเองก็อยากรับมาฝึกงานเลย เพราะพวกนี้คุ้นกับการฝึกงานมาแล้ว แถมบริษัทที่ฝึกก็ บ.ข้ามชาติ บ้างก็ บ.คู่แข่ง แบบนี้ ช่วยงานเราได้เยอะ พอเรียนจบ เด็กพวกนี้ได้งานกันเร็ว เพราะมี connection 3 บริษัทแล้ว ถ้าวันนี้เรายังไม่ได้ฝึกงาน คำถามคือจะเอาอะไรไปสู้ฮะ?
10/06/2025
เช้านี้มาตรวจสุขภาพประจำปี เลยอยากเขียนเรื่องนี้ให้ทุกคนครับ
"ข้อดีเล็กๆ แต่สำคัญของชีวิตมนุษย์เงินเดือน: ตรวจสุขภาพประจำปี"
ในทุกปี เมื่ออีเมลจาก HR ส่งหัวข้อ “กำหนดการตรวจสุขภาพประจำปี” มาเข้ากล่องข้อความ หลายคนอาจเลื่อนผ่านอย่างเฉยชา แต่แท้จริงแล้ว นี่คือหนึ่งใน “สวัสดิการที่ดีที่สุด” ของการเป็นพนักงานประจำ ที่หลายคนอาจมองข้ามไป
ในวันที่ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูง และการเข้าถึงบริการสุขภาพดีๆ ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา การได้ตรวจร่างกายฟรี ปีละครั้ง กลายเป็นเรื่องใหญ่แบบไม่รู้ตัว
✅ เพราะสุขภาพดี คือกำไรที่แท้จริง
การตรวจสุขภาพประจำปีอาจไม่ทำให้เรารวยขึ้น แต่ช่วยให้เรารู้ทันปัญหาก่อนที่มันจะลุกลาม การได้รู้ว่าร่างกายยังแข็งแรง หรือมีสัญญาณอะไรที่ควรเฝ้าระวัง คือกำไรชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้เลย
✅ ตรวจฟรี ไม่ต้องจ่ายเอง
ลองนึกภาพถ้าเราไม่มีสวัสดิการนี้ แล้วต้องไปโรงพยาบาลเอง ค่าตรวจชุดพื้นฐานอาจเริ่มต้นที่หลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่น ไหนจะต้องลางาน ไหนจะต้องรอคิวแบบไม่รู้จบ — แต่พอเป็นพนักงานบริษัท เราแค่กรอกฟอร์ม เลือกโรงพยาบาล แล้วก็ไปตรวจในวันเวลาที่กำหนด ง่าย เร็ว และคุ้มค่าที่สุด
✅ สวัสดิการที่ทำให้เรา “ใส่ใจตัวเอง” มากขึ้น
สวัสดิการตรวจสุขภาพไม่ได้แค่ให้เราเช็กโรคร้าย แต่ยังช่วยให้เราใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เช่น รู้ว่าควรลดไขมัน ลดน้ำตาล หรือออกกำลังกายให้มากขึ้น — มันเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองในระยะยาวได้จริง
---
ในโลกของมนุษย์เงินเดือนที่เต็มไปด้วย KPI, เจ้านาย, เดดไลน์ และประชุมที่ไม่มีวันจบ การได้ใช้สิทธิ์ตรวจสุขภาพประจำปี อาจเป็นของขวัญเล็กๆ ที่ควร “รับไว้ด้วยใจ” มากกว่าจะมองข้ามไปเฉยๆ
อย่าลืมนะครับ… แม้งานจะมีเพิ่มได้ สุขภาพหายแล้วซื้อกลับมาไม่ได้.
08/06/2025
ความจริงที่เจ็บปวดของโลกการสมัครงาน
การหางานไม่ใช่เรื่องง่าย
และการเปลี่ยนสายงาน… ยิ่งยากเข้าไปอีก
มันไม่ใช่แค่เรื่องของ "ความกล้า" หรือ "ความฝัน"
แต่มันเกี่ยวกับ ต้นทุนที่คนอื่นต้องจ่าย เพื่อความฝันของคุณ
---
ความจริงที่ต้องยอมรับ:
คุณไม่ได้มี “ประสบการณ์” ที่เขาต้องการ
คุณอาจมีสกิล มีความตั้งใจ
มีความรู้จากคอร์สเรียนออนไลน์ หรือมีใจที่อยากเริ่มใหม่
แต่สำหรับบริษัท...
คุณคือคนที่ไม่มี “ผลงานจับต้องได้” ในสายงานนั้นเลย
ต่อให้คุณเคยเป็นผู้จัดการมา 10 ปีในอีกสาย
แต่ถ้าเปลี่ยนมาในสายใหม่ —
คุณก็ไม่ต่างจาก “เด็กจบใหม่” คนหนึ่ง
ต่างแค่...
ฐานเงินเดือนคุณสูงกว่า
สวัสดิการที่คุณคาดหวังมากกว่า
และคุณอาจจะ “ไม่ยอมเริ่มจากศูนย์” จริง ๆ
---
แล้วบริษัทจะจ้างคุณ...ทำไม?
บริษัทไม่ได้ใจร้าย แต่บริษัทมี KPI
ถ้าจะต้อง “เทรนคนใหม่”
เด็กจบใหม่ก็เรียนรู้ได้เร็ว และถูกกว่า
ยังมีเวลาปั้น ยังปรับตัวง่าย
แต่คุณ — ที่อยากเปลี่ยนสายตอนอายุ 30+ 40+
แม้จะมีประสบการณ์ชีวิต แต่ คุณไม่ได้มีประสบการณ์งาน
และบริษัทไม่ใช่สถาบันพัฒนาอาชีพ
มันเป็นองค์กรที่ต้อง ใช้คนทำงาน แล้วได้เงินกลับมา
---
แล้วเราควรทำยังไง?
ถ้าคุณอยากเปลี่ยนสายงานจริง ๆ
มี 2 ทางให้เลือก
1. ยอมเริ่มจากศูนย์จริง ๆ
รับเงินเดือนแบบเด็กจบใหม่
เริ่มจากตำแหน่ง Junior
ถ่อมตัว และเรียนรู้แบบไม่ถือตัว
2. หาทางข้ามสายแบบมีสะพานเชื่อม
ใช้ประสบการณ์เดิมไปต่อยอดในสายใหม่
เช่น จาก Sales ไปเป็น CRM, หรือจาก Marketing ไปเป็น UX Writer
สร้างผลงาน (Portfolio) ที่แสดงศักยภาพในสายใหม่
ทำโปรเจกต์ส่วนตัว หรือ freelance เพื่อเติมประสบการณ์
ทำ side project จนกลายเป็น proof ว่า “คุณทำได้จริง”
---
ความจริงเจ็บปวดแต่ต้องยอมรับก็คือ:
> "ไม่มีใครอยากจ่ายแพง เพื่อคนที่ยังทำไม่ได้"
โดยเฉพาะเมื่อมีคนที่ “ถูกกว่า และพร้อมกว่า” อยู่ข้าง ๆ คุณ
---
นี่ไม่ใช่บทความเพื่อบั่นทอนกำลังใจ
แต่มันคือความจริงที่คนอยากเปลี่ยนสายงานต้องรู้
เพราะถ้าคุณยอมรับความจริงนี้ได้
คุณจะหยุดโทษโลก และเริ่ม “สร้างทางเดินของตัวเอง” ได้เร็วขึ้น
---
> โลกไม่ใจร้ายหรอกครับ
แต่มันไม่เคยปรานีใครที่ “ไม่พร้อมรับความจริง”
29/05/2025
📄 สร้างเรซูเม่เวอร์ชันเดียว หว่านไปทุกที่ ≠ สมัครงาน
เราเคยเป็นมั้ย? ตั้งใจทำเรซูเม่ให้ออกมาดีที่สุด แล้วก็ใช้มันอันเดียวนั่นแหละ สมัครงานรัว ๆ ไป 20-30 ที่
แต่ไม่มีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์เลย...
ความจริงที่คนหางานหลายคนไม่รู้ก็คือ...
“เรซูเม่ดีไม่พอ ต้อง ‘ตรงกับงาน’ ด้วย”
❌ ใช้เรซูเม่เวอร์ชันเดียว = โดนคัดออกตั้งแต่รอบแรก
ทุกวันนี้บริษัทส่วนใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่หรือ Tech Startup มักใช้ ระบบ ATS (Applicant Tracking System) ในการคัดกรองเรซูเม่ก่อนถึงมือ HR
ถ้าในเรซูเม่เราไม่มี คำสำคัญ (Keyword) ที่ตรงกับ Job Description
→ โปรแกรมจะมองว่าไม่แมตช์ แล้วก็ปัดตกไปเลยแบบอัตโนมัติ!
✅ แล้วต้องทำยังไง?
ไม่ต้องเขียนเรซูเม่ใหม่ทุกครั้ง แต่เราสามารถ “ปรับบางจุด” ให้แมตช์กับงานที่สมัครได้ เช่น
🔎 อ่าน JD ให้ละเอียด
🧩 หาคำสำคัญ เช่น ทักษะ / เครื่องมือ / คุณสมบัติ
✍️ ปรับเรซูเม่ให้มีคำพวกนั้น (ถ้าเรามีจริง ๆ นะ!)
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ
หว่านเรซูเม่แบบเดิม ส่งง่าย เร็ว แต่ โอกาสโดนปัดตกสูง เหมือนยิงธนูในที่มืด
ปรับตาม JD ใช้เวลาเพิ่มนิดหน่อย โอกาสได้สัมภาษณ์มากขึ้น เหมือนเล็งเป้าแล้วค่อยยิง
อย่าลืมนะครับ
เรซูเม่ไม่ใช่แค่แนะนำตัวเอง — แต่มันคือเครื่องมือขายตัวเองให้โดนใจบริษัท!
หยุดใช้เรซูเม่อันเดียวหว่านไปทุกที่ แล้วมาเริ่มปรับให้ “ตรงจุด” กันดีกว่า 😊
#หางาน #สมัครงานยังไงให้ได้งาน
20/09/2023
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ลองอ่านกันดูครับ
“คนไทยมักกลัวลูกน้องไม่รัก ซึ่งเป็นกับดักใหญ่ของหัวหน้า แทนที่ว่าเราควรหันมาให้ความสนใจ ว่าจะทำยังไงให้ลูกน้องที่อยู่กับเราเก่งขึ้นทุกปี"
สรุปเซสชั่น Wisdom Panel: กฎเหล็กสู่ความสำเร็จ โดยคุณเล้ง ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร CEO แห่ง MFEC บริษัทไอทีชั้นนำมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท จากงาน Digital SME Conference 2023
🔸สิ่งที่เป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญให้ธุรกิจสำเร็จ
- จิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้ธุรกิจสำเร็จ คือ “คน” ไม่มีใครซื้อเพราะแผนธุรกิจหรือไอเดีย แต่ซื้อเพราะทีมงาน แม้ว่าปกติจะต้องธุรกิจจะต้องมอง 3 ส่วน คือ People, Process, Technology แต่ถ้า People ไม่ใช่ มีอย่างอื่นดีก็ขับเคลื่อนธุกิจไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนธุรกิจคือ “คน”
🔸หาคนอย่างไร ในวันที่ธุรกิจยังเล็ก
- องค์กรใหญ่หรือเล็ก ก็มีจุดเด่นต่างกัน องค์กรใหญ่อาจจะมีแบรนด์ ความสำเร็จ หรือเงินทุนในการดึงดูด แต่องค์กรเล็กก็สามารถดึงดูดคนจากการได้ connect กับ owner หรือเจ้าของธุรกิจได้ นั่นหมายถึง องค์กรเล็กมีเวทีให้แสดงศักยภาพมากกว่า ต่างจากองค์กรใหญ่ที่คนอาจจะเป็นเพียงน็อตตัวเล็ก ๆ นอกจากนี้ คนเก่งชอบพัฒนาตัวเอง ชอบเรียนรู้ นี่คือโอกาสที่องค์กรขนาดเล็กให้ได้
🔸วิธีการหาคนเก่ง
- องค์กรเล็ก แม้จะไม่มีชื่อเสียง แต่อาจจะใช้การ referral เพื่อหาคนที่ใช่ แทนการค้นหาคนในรูปแบบเดิม ๆ
🔸การรักษาคนไว้ ให้อยู่กับเรานาน ๆ
- เราต้องไม่เป็นเถ้าแก่หรือผู้บริหารที่ไม่เก่ง เราต้องไม่ฉวยโอกาสจากคนที่พลาด แต่ต้องคอยเตือนคนที่ทำพลาด แล้วเอาชนะด้วยกลยุทธ์ ให้คนที่ทำงานกับเรารู้ว่า เราสามารถเอาชนะเค้าได้ด้วยการไม่เอาเปรียบ เพราะถ้าเราฉวยโอกาสตั้งแต่วันที่เขายังไม่เติบโต ความเชื่อใจก็จะหมดไป
- เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการบริหารมืออาชีพ เราต้องซื้อใจและสร้าง Trust ให้ได้ เหมือนกับการปลูกต้นไม้ให้โต รากเติบใหญ่ เปรียบได้กับการที่เราให้โอกาสน้อง ๆ ได้เรียนรู้ ได้มีส่วนร่วมในการเจริญเติบโตของบริษัท ซึ่งนี่ก็เป็นโอกาสขององค์กรขนาดเล็กที่จะซื้อใจ Star ในองค์กรให้อยู่กับเราไปนาน ๆ
🔸องค์กรแต่ละขนาด ควรเลือกคนอย่างไร
- องค์กรแต่ละช่วงอายุ แต่ละไซส์ต้องการคนไม่เหมือนกัน เช่น ในวันที่องค์กรเล็ก อาจจะต้องการคนแบบเดียว แล้วพอองค์กรโตขึ้นอาจจะต้องการคนอีกแบบ เพราะฉะนั้น คนเก่งที่องค์กรหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนเก่งในทุกองค์กร เราต้องหา “คนที่เก่ง และเหมาะสม” กับเรา
- เราต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวเองก่อน ว่าต้องการคนแบบไหน (คนเรากินเหมือนกัน อ่านหนังสือเหมือนกัน ก็ไม่ได้แปลว่าได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน) แล้วถ้าเราเข้าใจตัวเองแล้ว เราก็จะมีจุดหมายที่ชัดขึ้นว่าจะไปหาคนเหล่านั้นจากไหน
🔸จำเป็นไหม ที่ต้องแตกบริษัทหรือให้หุ้นกับคนเก่ง ๆ เพื่อรักษาคนเหล่านั้นไว้
- วิธีการสามารถทำได้หลากหลาย ไม่ได้จำเป็นต้องโฟกัสที่ทางใดทางหนึ่ง แต่ต้องหาว่าอะไรที่จะซื้อใจ และสร้าง Trust ได้
- เราต้องแยกแยะให้ออกว่า คนแบบไหนจะใช้วิธีอะไรในการซื้อใจ ดังนั้นผู้ประกอบการหรือเจ้าของต้องแยกให้ออกว่า พนักงานคนไหนคือคนดี และคนไหนคือคนที่ “ดีมาก”
- คนที่ดีมาก เราอาจจะให้หุ้นได้ แต่คนทั่วไป ถ้าให้หุ้นไป บางทีก็อาจจะเกิดปัญหาหรือความเสี่ยงตามมาได้ในอนาคต
🔸ชุดความเชื่อผิด ๆ ของการบริหารคน
- คุณเล้งเล่าว่า ตัวเองมีประสบการณ์บริหารองค์กรยาว ๆ 30 ปี ก็เจอเคยคนที่อยู่กับเรายาว ๆ แล้ว perform แบบหนึ่ง แต่พอออกไปอยู่ที่อื่น กลับเก่งขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งพอไปถามแล้ว น้องคนนั้นเลยบอกว่า “อยู่กับพี่เล้งแล้วสบายใจมาก แต่ย้ายไปอีกที่ หัวหน้าตั้งเป้าแบบ aggressive มาก คอยโทรตามทั้งวัน”
- คุณเล้งเลยตามไปคุยกับหัวหน้าชาวสิงคโปร์ เลยได้รู้ว่า “คนไทยมีความสามารถในการทำตัวให้ชินได้ง่าย” เพราะฉะนั้นถ้าโดนผลักดันบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชิน แต่คนไทยไม่รู้วิธีการบริหารคนไทย ชอบบริหารทีมแบบปล่อย ๆ สบาย ๆ ทีมเลยเคยชินกับการทำงานแบบนั้น ดังนั้นถ้าเรารู้ว่า DNA ของคนไทยเป็นอย่างไร ก็จะทำให้คนของเราทำงานได้ดีขึ้น
- 2 สิ่งที่ห้ามมาอยู่ด้วยกัน ถ้าทำงานกับคนไทย คือความรู้สึกมั่นคงและความรู้สึกที่สามารถ handle สิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเรียนรู้เพิ่ม เพราะถ้าคนไทยรู้สึก comfort และมั่นคงเมื่อไหร่ คนไทยจะถดถอย แม้จะบี้เท่าไหร่ก็จะไม่ได้ผลแล้ว
- คนไทยมักจะติดกับดัก “ต้องการทำให้ลูกน้องรัก” เรามักจะต้องการให้ลูกน้องพูดถึงเราในแง่ดี แม้จะออกไปแล้ว ซึ่งนั่นเป็นกับดักของหัวหน้า เหมือนกันการที่เราไปออกกำลังกาย แล้ว Personal Trainer ไม่เคย push เราเลย ออกกำลังกายไปก็ไม่ได้ผลอยู่ดี เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งใจว่า “ต้องให้ลูกน้องที่อยู่กับเรา เก่งขึ้นทุกปี” แทนที่การกลัวลูกน้องไม่รัก
🔸ให้ Negative Feedback อย่างไรให้ได้ผล เพราะถ้าใช้การพูดตรง ๆ กับลูกน้อง ลูกน้องก็อาจจะเสียความรู้สึก
- การให้ feedback ทั้งแง่บวกและลบถือเป็นศิลปะ เราต้องมองถึงความสมดุล เหมือนกับหยินหยาง การให้รางวัลและการลงโทษก็เช่นเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามถ้าเราจะลงโทษ ให้เราใส่ความจริงใจและความหวังดีลงไปกับการลงโทษนั้น และในทางกลับกัน ในการให้รางวัล ระหว่างทางเราก็ต้องใส่วินัย ความเข้มงวดลงไปเช่นกัน
- เราต้องทำให้คนออกไปยังรู้สึกดีกับเรา แม้เราจะให้เขาออกไปจากเรา เราก็ยังต้องเติมความจริงใจและความหวังดีให้กับเขา
- เวลาให้รางวัลหรือลงโทษ ต้องให้โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายไปตีความเพิ่ม เราต้องให้ข้อมูลเป็น fact ซึ่งเป็นสิ่งที่เถียงไม่ได้ เพราะถ้าให้เป็นความเห็นไป มันก็จะขึ้นกับการตีความของคนฟังอยู่ดี
🔸ข้อคิดหรือคำแนะนำที่อยากฝากถึงผู้ประกอบการ
1️⃣ เหมือนกับหมอฟันมักจะแนะนำให้เราไปขูดหินปูนทุก ๆ 6-12 เดือน เพราะไม่ว่าเราจะรักษาฟันดีเท่าไหร่ก็ตาม เราก็ยังมีหินปูนไปให้หมอฟันช่วยเอาออกอยู่ดี การทำงานและชีวิตก็เช่นกัน เราต้องกะเทาะ Ego เราทุก 6 เดือน คอยหา process หรือวิธีการที่ทำให้เราเป็นน้ำไม่เต็มแก้วทุก 6 เดือน เหมือนกับคนจีนกล่าวเอาไว้ว่า “เมื่อผู้เรียนพร้อม คนสอนจะปรากฏ”
2️⃣ แยกให้ออกระหว่าง “ดี” กับ “ดีมาก” เราโฟกัสแค่คนที่ดีมาก 2 คน ก็อาจทำให้ธุรกิจเราเจริญเติบโตไปได้ไกล เราจึงควรให้เวลากับลูกค้าที่น่ารัก ลูกน้องที่เก่ง
3️⃣ ยึดมั่นในความสมดุล อย่าสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง คนโหดไม่จำเป็นต้องชั่วร้าย และคนใจดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี เราต้องรู้จักเรียนรู้ทุกด้าน เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ในทุก ๆ รูปแบบ
4️⃣ เพิ่มบุญและเพิ่มบารมีให้กับตัวเองตลอด รู้จักช่วยเหลือคนอื่น แล้วเพิ่มพูนบารมีของตัวเอง สุดท้ายผลบุญนั้นจะย้อนกลับมา
หากคุณอยากเป็นผู้นำยุคใหม่ที่สามารถค้นหา รักษา Talent และดึงศักยภาพเขาให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กรได้ มาพบกับคุณเล้ง ศิริวัฒน์ตัวจริง! และ speakers ที่เป็นผู้บริหารระดับประเทศท่านอื่น ๆ ได้ใน Digital Leadership Bootcamp รุ่นที่ 4 โปรแกรมผู้บริหารยุคดิจิทัลของ Skooldio ดูรายละเอียดได้ที่ https://to.skooldio.com/dsme-dlb4
16/08/2023
5 สิ่งที่ควรทำ เมื่อคุณแจ้งลาออกแล้ว
1. ขอเอกสารรับรองการทำงานกับ HR มีชื่อตำแหน่ง พร้อมเงินเดือน (บางบริษัทมีให้เลือกทั้งแบบ มีเงินเดือน และ ไม่มีเงินเดือน หรือ ภาษาไทย/อังกฤษ ขอมาให้หมด) แล้วก็อย่าลืมจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ เช่น กู้รถ/บ้านให้สิทธิบริษัท รวมไปถึง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย
2. เตรียมเอกสาร/file งาน/คู่มือ ที่เกี่ยวข้องกับงานตำแหน่งปัจจุบัน ให้สำหรับคนที่มาทำงาน ต่อจากเรา อาจจะเก็บไว้ใน Folder/ Share หรือ USB แล้วฝากไว้ที่หัวหน้า กรณี ยังไม่มีคนมา
3. เก็บ Connection ดีๆ ไปอำลา ทานข้าว กับเพื่อนร่วมงาน แผนกต่างๆ ที่เราเคยทำงานด้วย เพราะอนาคต ไม่รู้ เราอาจจะได้ทำงานด้วยกัน หรือ บางที สัมภาษณ์งานบริษัทใหม่ เขาอาจจะขอโทรศัพท์มาทำ Reference Check กับคนที่บริษัทเก่า ดังนั้น มี connection ดีๆ เหลือไว้บ้าง...
4. เตรียมร่าง อีเมล Farewell อำลา ส่งเพื่อนร่วมงานให้วันสุดท้าย ข้อนี้บริษัทไทย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเจอ แต่พอไปทำงานบริษัทต่างชาติ เขาชอบทำกันครับ บางทีก็ตลกบ้าง ซึ้งบ้างก็มี ในอีเมลก็จะขอบคุณคนที่เราเคยร่วมงานด้วย โมเม้นดีๆ และก็ทิ้งเบอร์ติดต่อ email ส่วนตัวทิ้งไว้ เผื่อไว้(ให้เขาตามมาด่า)
5. พยายามเคลียงานที่ค้างให้เสร็จ หากไม่เสร็จให้ฝากไว้กับหัวหน้า หรือผู้ร่วมงาน โดยเตรียมรายละเอียดไว้ ว่ามันเกี่ยวกับอะไร แล้วอาจจะต้องทำอะไรต่อ เผื่อคนมาต่อเราจะได้ทำถูก
หากทำได้ครบ 5 ข้อก็เรียกว่าเป็นการสร้าง The Last Impression ให้กับองค์กรและเพื่อนร่วมงานที่เราพร้อมจะโบกมือลา ไม่ให้เข้ามาตามด่าไล่หลังเรานะฮะ (เว้นแต่ทำตัวแย่เอง)
29/08/2021
มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นในสหรัฐตั้งแต่เดือน เม.ย. เมื่อเริ่มฟื้นตัวจากโควิดและเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะฟื้นตัว
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า The Great Resignation หรือพอจะแปลเป็นไทยแบบฝืนๆ ได้ว่า “การลาออกครั้งมโหฬาร”
สถิติและข้อมูลต่างๆ ชี้ว่าพนักงานตามองค์กรต่างๆ ของสหรัฐได้ลาออกจากงานกันเป็นจำนวนมาก (จำนวน 4 ล้านคนในเดือน เม.ย. และ อีก 3.6 ล้านคนในเดือน พ.ค.) ข้อมูลของ Gallup พบว่าร้อยละ 48 ของคนทำงานในสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการหางานใหม่อยู่
นอกจากที่สหรัฐแล้วปรากฏการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากโควิด จากการสอบถามบรรดาพนักงานบริษัทต่างๆ จำนวนกว่า 30,000 คนทั่วโลกของ Microsoft พบว่าร้อยละ 41 ของผู้ตอบแบบสอบถามกำลังคิดจะลาออก การศึกษาลักษณะเดียวกันในอังกฤษและไอร์แลนด์พบว่าร้อยละ 38 วางแผนที่จะลาออกภายในอีก 6 เดือนข้างหน้า
เลยเป็นที่สงสัยว่าสำหรับประเทศไทย เมื่อโควิดเริ่มดีขึ้น และเศรษฐกิจเริ่มพลิกฟื้นตัว องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยจะประสบกับปรากฏการณ์เดียวกันหรือไม่ ก็เลยต้องศึกษาต่อไปว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พนักงานอยากจะย้ายงานใหม่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น และพบว่ามาจากสาเหตุหลักสองประการ
ประการแรก มาจากการค้นพบโลกของการทำงานแบบใหม่ที่มาจากโควิด นั้นคือการทำงานจากที่บ้านหรือจากที่อื่นๆ (Work from home / anywhere) โควิดทำให้พบว่าโลกของการทำงานนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบเดิมของการทำงานในออฟฟิศอีกต่อไป
นอกจากนี้ยังพบว่าการทำงานจากบ้านไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานลดลงจากเดิม (ในบางงาน) แถมทำให้ชีวิตมีความยืดหยุ่นและความสุขได้มากขึ้น สามารถสร้างความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น
มีงานศึกษาหนึ่งที่พบว่า พนักงานหนึ่งในสามจะลาออกเลย ถ้าถูกบังคับให้กลับเข้าทำงานที่สำนักงานตลอดเวลา ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านหรือทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid - สลับระหว่างทำงานที่บ้านและเข้าออฟฟิศ) ได้อีกต่อไป
พนักงานจะรู้สึกว่าการต้องกลับเข้าออฟฟิศตลอดเวลาเหมือนอดีต จะทำให้สิ่งดีๆ หลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่บ้านหายไป เช่น การได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น การไม่ต้องผจญกับรถติด หรือ การได้ออกกำลังกายในระหว่างวัน เป็นต้น นอกจากนี้การกลับเข้าออฟฟิศตลอดเวลาก็ยังนำไปสู่ภาวะที่ไม่น่าพิสมัยแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเมืองในที่ทำงาน การซุบซิบนินทา หรือ การต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ชอบหน้ากัน เป็นต้น
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเมื่อโควิดดีขึ้นและผู้บริหารหลายบริษัทเริ่มประกาศและบังคับให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ อัตราการลาออกถึงสูงขึ้น
สาเหตุประการที่สอง มาจากการปฏิบัติ (หรือไม่ปฏิบัติ) ขององค์กรต่อพนักงานในช่วงสถานการณ์โควิด ช่วงวิกฤติโควิด เป็นโอกาสดีที่พนักงานจะได้รับรู้ว่าเจ้านายตนเองและบริษัทมีความเอาใจใส่ในตัวพนักงานเพียงใด บริษัทใดที่ไม่ได้ดูแลในเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ หรือ คอยช่วยเหลือพนักงานที่ประสบปัญหา แถมยังทำให้พนักงานต้องมีความเสี่ยงกับการติดเชื้อ (บางบริษัทยังคงให้พนักงานเข้าทำงานที่ออฟฟิศทุกวันอยู่ถึงแม้รัฐบาลจะประกาศให้ WFH) เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น พนักงานก็จะมองหาโอกาสที่จะย้ายไปอยู่กับบริษัทที่ดูแลเอาใส่ใจพนักงานแทน
สรุปคือในช่วงโควิดและเมื่อโควิดเริ่มคลี่คลายนั้นจะเป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่าบริษัทใส่ใจในพนักงานอย่างแท้จริงหรือไม่ การไม่ดูแลพนักงาน การบังคับให้เข้าออฟฟิศในช่วงแพร่ระบาด รวมทั้งการเร่งรีบบังคับให้กลับเข้าออฟฟิศเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้พนักงานอยากจะลาออก
นอกจากนี้ บริษัทที่ไม่คิดจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในอนาคตและคิดว่ารูปแบบการทำงานทุกอย่างจะต้องกลับมาเหมือนเดิม ก็จะต้องเริ่มคิดพิจารณาใหม่ มิฉะนั้นก็อาจจะเกิดภาวะ Great Resignation กับองค์กรของท่านได้.
บทความโดย รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ | คอลัมน์ "มองมุมใหม่"
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
-------------------------------
ติดตาม "กรุงเทพธุรกิจ" ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่
Line: https://line.me/R/ti/p/%40rvb8351i
Twitter: https://twitter.com/ktnewsonline
Website: http://www.bangkokbiznews.com
Youtube: https://www.youtube.com/user/KrungthepTurakij
Blockdit: https://www.blockdit.com/bangkokbiznews
Instagram: https://www.instagram.com/bangkokbiznews
Tiktok: https://www.tiktok.com/
Soundcloud: https://soundcloud.com/bangkokbiznews
Spotify: https://qrgo.page.link/CHpWR
06/01/2021
มีประโยชน์มากครับ
5 วิธีง่ายๆในการเขียน Resume (พร้อมตัวอย่าง Resume Template ให้ดาวน์โหลด) | EP3 | งานดี Channel
วิธีการเขียนเรซูเม่ (Resume) คงเป็นหัวข้อที่หลายๆคนถามถึงในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่หรือคนที่มีป.....
23/12/2020
“ตอนแรกก็เข้าไปด้วยแพชชัน คิดว่าตัวเองคงพอจะเปลี่ยนอะไรๆ ได้บ้าง แต่ผ่านไป 1-2 ปี กลายเป็นเราเริ่มถูกระบบกลืนเข้าทุกวันๆ ตอนนี้คิดแค่ว่า ทำๆ ไปเถอะ อยู่ๆ ไปเถอะ”
“อยู่ตรงไหนก็จะกลายเป็นคนแบบนั้น”
ว่าด้วยปรากฏการณ์คนทำงานถูกระบบกลืนกิน
“ตอนแรกก็เข้าไปด้วยแพชชัน คิดว่าตัวเองคงพอจะเปลี่ยนอะไรๆ ได้บ้าง แต่ผ่านไป 1-2 ปี กลายเป็นเราเริ่มถูกระบบกลืนเข้าทุกวันๆ ตอนนี้คิดแค่ว่า ทำๆ ไปเถอะ อยู่ๆ ไปเถอะ”
เวลาเราพูดถึงปัญหาการถูกระบบกลืน สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึง (บวกกับการรีเสิชข้อมูลด้วย) จะเกิดขึ้นกับองค์กรภาครัฐหรือระบบราชการ ทั้งสายตาที่มองเข้าไปจากคนนอก และคนที่อยู่ในระบบเองต่างก็รู้ดีว่า การเข้าไปเปลี่ยนวิธีการทำงาน และระบบที่แสนจะเทอะทะนั้นมีความเป็นไปได้ยากเหลือเกิน
ดิฉันมีรุ่นพี่ที่รู้จักคนหนึ่งทำงานอยู่ในระบบที่ว่านี้ เหตุผลที่เข้าไปทำงานมีอยู่สองส่วน อย่างแรกคือ เธอศรัทธาด้วยใจจริงว่างานราชการเป็นงานที่ไม่ได้ทำเพื่อป้อนกำไรให้กับคนๆ เดียวเหมือนกับเอกชน และอีกเหตุผลก็คือ ความคาดหวังเรื่องสวัสดิการและความมั่นคง
ในช่วงแรก รุ่นพี่คนนี้ก็พออยู่ได้และเจอปัญหาระบบ ‘top to down’ อยู่เนืองๆ แต่ผลลัพธ์ก็คือ เธอกลับรู้สึก ‘suffer’ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่เคยคิดกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่เป็นไปอย่างที่หวัง พอเกิดความรู้สึกแบบนี้เยอะเข้ามันก็สะสม จนกลายเป็นความรู้สึกต่อต้านคัดง้างในใจที่กัดกินอุดมการณ์ไปทีละนิดๆ
ถามว่า ระบบกลืนกินคนเกิดขึ้นกับคนทำงานเอกชนบ้างไหม คำตอบคือ มีแน่นอนค่ะ เพราะทุกที่ ทุกองค์กรมีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน การถูกกลืนในที่นี้ก็มีหลายรูปแบบนะคะ
บางคนอยู่ในองค์กรที่มีวัฒนธรรมแข็งแรงมาก สามารถวิพากษ์วิจารณ์ โต้เถียงเรื่องงานกันได้ดีเดือดสุดๆ พอออกมาจากห้องประชุมทุกคนก็คือเพื่อนพี่น้องกันเหมือนเดิม ขณะที่บางองค์กรไม่เป็นอย่างนั้น ถ้ามีเรื่องที่เห็นต่างกันในชิ้นงาน ก็ดันเก็บไปเป็นความรู้สึกส่วนตัว จนพาลไม่คุยเรื่องจิปาถะในชีวิตจริงเลยก็มี
การถูกกลืนที่ว่านี้จึงหมายถึง การที่คนคนหนึ่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของระบบสังคมแบบหนึ่ง จนถูกหล่อหลอมทั้งตัวตน วิธีการแสดงออก และชุดความคิดบางอย่างเข้าไว้ด้วยกัน
ถ้าเข้าไปแล้วไม่ชอบ ไม่โอเค เห็นแล้วว่า วัฒนธรรมหรือระบบที่องค์กรนี้เป็นอยู่มีปัญหาเราจะทำยังไงได้บ้าง?
ดิฉันมองว่า การฟีดแบคเรื่องให้กับหัวหน้างาน หรือคนที่มีความรับผิดชอบดูแลภาพรวมเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำค่ะ แม้ว่าท้ายที่สุดระบบจะยังไม่ปรับเปลี่ยนทันที หรือเราอาจจะขอไม่ไปต่อกับที่นี่ก็ย่อมได้ แต่อย่างน้อยๆ การฟีดแบคให้องค์กรได้รู้ข้อบกพร่องของตัวเองบ้าง ก็ช่วยให้หัวหน้างานเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ที่เขาอาจจะไม่เคยมองเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ
ในแง่นี้ ระบบที่กลืนคนจึงอาจแบ่งได้เป็นสองความหมายค่ะคือ ไม่ได้เป็นเรื่องในเชิงลบเสียทีเดียว เพราะบางคนก็ไปเจอกับวัฒนธรรมองค์กรที่ดีมากๆ ช่วยส่งเสริมให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น เก่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ในทางกลับกัน บางองค์กรก็อาจเปลี่ยนให้เราเป็นคนที่แย่ลงแบบไม่รู้ตัว เพราะการอยู่ในสังคมแบบไหนนานๆ เจอผู้คนที่มีพฤติกรรมแบบเดียวกันมากๆ เข้า ไม่แปลกเลยที่เราจะกลายเป็นคนแบบนั้นไปด้วย
เรื่องแบบนี้พูดยากอยู่เหมือนกันค่ะ จะบอกให้เอาตัวเองออกมาจากตรงนั้นเลยก็ไม่ใช่จะสามารถทำได้ทันที ทุกคนมีเงื่อนไขในชีวิตกันหมดแหละ แต่ความรู้สึกคัดง้างเช่นนี้ก็กำลังบั่นทอนเราลงเรื่อยๆ เช่นกัน
คงต้องวางแผนระยะยาวให้กับชีวิตนะคะ บรรยากาศที่เป็นพิษไม่ช่วยให้ทั้งงานและสุขภาพจิตของคุณดีได้เลย ไม่ว่าเราจะพยายามปรับมายด์เซ็ตหรือเริ่มที่ตัวเองแล้วก็ตาม
มีงานวิจัยของศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาการแพทย์ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ระบุว่า ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพแสดงให้เห็นเลยว่า ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตและสภาวะเครียดสะสมจากการทำงาน สามารถพัฒนาไปสู่โรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดได้
จากการเก็บผลสำรวจนั้น คนที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาวะความเครียดลดลง ก็มีผลโดยตรงกับระบบเผาผลาญและระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นตามลำดับด้วย
นอกจากนี้ สมมติฐานที่ว่า การมีงานที่ไม่ดีย่อมดีกว่าการไม่มีงานทำนั้นก็ไม่เป็นความจริง ผลการศึกษาทางการแพทย์ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างด้านสุขภาพจิตของคนสองกลุ่มนี้สักเท่าไร
สำหรับคนที่กำลังลังเลและพบว่า ตัวเองกำลังถูกระบบกลืนให้กลายเป็นคนที่แย่ลงจริงๆ อาจจะต้องวางแผนระยะยาวให้กับชีวิตแล้วค่ะ เข้าใจว่า สถานการณ์แบบนี้มีงานประจำทำก็ต้องกอดไว้แน่นๆ แต่อย่าลืมที่จะดูแลจิตใจตัวเองกันด้วยนะคะ ปรับมายด์เซ็ตและหาบาลานซ์แบบที่ไม่กล่าวโทษตัวเองกันจนเกินไป
สภาพแวดล้อมการทำงานเป็นสิ่งสำคัญมากๆ อย่าให้ 'toxic environment' บั่นทอนให้ชีวิตแย่ลงไปอีกเลยนะคะ
คุณทำดีที่ดีสุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้แล้วแหละ เราเชื่อแบบนั้น
เขียนโดย Piraporn Witoorut
ที่มา : cnn
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
“Knowledge is the only way to success”
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
ติดตามคอนเทนต์เพื่อพัฒนาตัวเองสู่ความสำเร็จจาก Future Trends ได้ที่
Facebook : https://bit.ly/38fXEYs
Youtube : https://bit.ly/3gBYyzG
(อย่าลืมกด See First เพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ใหม่ในทุก ๆ วัน)
02/12/2020
แนะนำครับ
ทำไม คนทำงานยุคนี้ ต้องรีบ Disrupt ตัวเอง | THE BRIEFCASE
เคยรู้สึกไหม ว่าสิ่งที่ร่ำเรียนมา ใช้ไม่ได้กับงานทุกวันนี้
และเคยรู้สึกไหมว่า ทำไมเราพยายามในการทำงานแล้ว แต่ก็ยังตามไม่ทันโลกสักที..
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าโลกแห่งการทำงานในทุกวันนี้
มีการเปลี่ยนแปลงและมีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เกือบตลอดเวลา
แล้วเราจะตามให้ทัน หรือเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาเกือบตลอดเวลาได้อย่างไร?
หนึ่งทางรอดของเรื่องนี้ คือให้รีบ “Disrupt” หรือ “ทำลาย” ตัวของคุณเองเสีย..
ทำลายตัวเองในที่นี้ คือ ทำลายกรอบความคิด และความเชื่อเดิมๆ ทิ้งไป โดยทักษะสำคัญที่คุณต้องรีบฝึกฝนคือ
1. Unlearn - ไม่ยึดติด และละทิ้งสิ่งที่คุณเคยร่ำเรียน หรือถูกสั่งสอนมา
การทำแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทิ้งทุกอย่างที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งหมดไป แต่มันคือการ “เลือก” ที่จะทิ้งสิ่งที่ใช้การไม่ได้ทิ้งไป
การเลือกทิ้งสิ่งที่ใช้การไม่ได้แล้ว จะช่วยให้เรา “ไม่ยึดติด” กับความเชื่อและวิธีการเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ดีในอดีต แต่ทุกวันนี้ใช้ไม่ได้ หรือไม่มีประสิทธิภาพแล้ว
2. Relearn - เรียนรู้เรื่องเดิม จากมุมมองใหม่
ยกตัวอย่างมาอธิบายเรื่องนี้ง่ายๆ คือ
การจะขับรถจากบ้านไปยังที่ทำงานของคุณ อาจมีรูปแบบการเดินทางที่มากกว่า 1 เส้นทาง ที่นอกเหนือไปจากเส้นทางที่คุณเลือกใช้อยู่ทุกวัน
หากคุณเปิดใจเรียนรู้เส้นทางในรูปแบบอื่น ที่นอกเหนือจากเส้นทางที่คุณใช้อยู่ทุกวัน ถ้าวันหนึ่งเส้นทางประจำที่คุณใช้เกิดมีปัญหาจราจร คุณก็สามารถเลือกใช้รูปแบบเส้นทางอื่น หรือออกแบบเส้นทางใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นและไปถึงที่ทำงานของคุณได้อย่างเร็วที่สุด
ฉะนั้นแล้ว การ Relearn หรือเรียนรู้ในเรื่องที่รู้อยู่แล้วในมุมมองอื่นๆ จะช่วยให้คุณเป็นคนที่มี “มุมมองที่กว้างขึ้น” ซึ่งช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาในอนาคตได้ดีกว่าการรู้อยู่เพียงแค่แนวทางเดิมๆ
3. Learn - เปิดใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
การเรียนรู้สิ่งใหม่ ทักษะการทำงานใหม่ๆ ตลอดเวลา ช่วยให้คุณก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ และสามารถหาวิธีใหม่ๆ มารับมือกับสิ่งท้าทายที่จะเข้ามาได้เสมอ
ในโลกแห่งการทำงานและโลกของการทำธุรกิจทุกวันนี้ เราเห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น และไม่เหมือนความเชื่อแบบเดิมๆ มากมาย
เราเห็น.. การแข่งกันขาดทุน ของ Lazada และ Shopee เพราะไม่เชื่อแบบเดิมๆ ว่าธุรกิจจะเติบโตต้องมีกำไรตั้งแต่ช่วงแรก แต่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเหล่านี้ เริ่มจากการยอมขาดทุนเพื่อทำให้ผู้ใช้งาน “ติดใจ” การเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มของตัวเอง
เราเห็น.. แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิง อย่าง Netflix ที่กำลังสร้างความท้าทายให้อุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ เพราะ Netflix ไม่เชื่อแบบเดิมๆ ว่า จะดูภาพยนตร์ให้สนุกต้องไปดูที่โรงภาพยนตร์เท่านั้น
ดังนั้น ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นอย่างทุกวันนี้
ถ้าอยากเติบโตและก้าวทันโลกให้ได้
สิ่งที่ต้องรีบทำคือ Disrupt ตัวเอง ด้วยทักษะ Unlearn, Relearn และ Learn
“ทิ้ง” สิ่งเก่าๆ ความคิดเดิมๆ ที่ใช้การไม่ได้ออกไป
“เรียนรู้” เรื่องที่รู้อยู่แล้ว ด้วยมุมมองที่หลากหลายกว่าเดิม
“เปิดใจ” เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ..
Reference
-https://www.edsurge.com/news/2019-10-07-what-we-need-to-unlearn-and-relearn-to-thrive-in-the-future
30/11/2020
ใกล้สิ้นปีแล้ว ใครกำลังมองหางานใหม่ สมัครงานอยู่ อย่าลืมดู คู่มือเงินเดือนเฉลี่ยของสายงานตัวเอง ที่นี่นะครับ อย่างน้อยก็พอจะเป็นตัวช่วยได้ว่าเราได้เงินเดือนอยู่ในช่วงไหน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรึปล่าว
Adecco Thailand - Thailand Salary Guide 2020
รวมอัตราเงินเดือนเด็กจบใหม่และเงินเดือนพนักงานจากบริษัทชั้นนำกว่า 3,000 บริษัททั่วไทย เช็คข้อมูลฐานเงินเด....