09/01/2023
"คลองแม่ข่า" จ.เชียงใหม่
แลนด์มาร์คถ่ายรูปสวยแห่งใหม่ เป็นคลองสายเล็กๆ ระยะทางประมาณ 750 เมตร อยู่ในเมืองเชียงใหม่ บริเวณถนนช้างคลาน ที่ได้รับการปรับปรุงให้สะอาดตา มองดูคล้ายกับคลองโอตารุ ในประเทศญี่ปุ่น
www.unseentourthailand.com
ภาพจากแฟนเพจ: Choti Noi
https://www.facebook.com/choti.noi
09/01/2023
HEALTH: ทำไมบางทีเราตื่นตี 3 ตี 4 มาครุ่นคิดถึงความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิต และพยายามนอนต่อก็ไม่หลับ
เคยตื่นกลางดึกมานั่ง ‘คิดมาก’ แล้วนอนต่อก็ไม่หลับบ้างไหม? ถ้าเคย นี่ไม่ใช่อาการของคนแก่ คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยก็เป็น และถ้าคุณเป็น ก็อย่าได้คิดว่าคุณเป็นเพียงคนเดียว คนเป็นกันเยอะ หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น และจริงๆ มันมีคำอธิบายและทางแก้แบบพื้นฐานที่คุณเอาไปลองทำได้
อย่างแรกเลย ทำไมเราต้องไปตื่นกลางดึก ตี 3 ตี 4?
ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน เขาก็จะบอกว่าเพราะเราเครียด แต่พูดแบบนี้มันตีขลุมไปหน่อย เพราะในความเป็นจริง ความเครียดไม่ได้ทำให้เราตื่นกลางดึกและนอนไม่หลับเสมอไป และแต่ละ ‘ระดับของการนอน’ (sleep stage) มันก็จะมีวิธีการจัดการกับความเครียดต่างกัน เช่นในช่วงหลับแบบ REM (Rapid eye movement) เขาก็ว่าความเครียดจะถูกเปลี่ยนไปเป็นความฝัน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ถ้าจะอธิบายสั้นๆ ก็อธิบายได้ว่า ในการหลับของมนุษย์มันจะมีหลายช่วงที่เรียกรวมๆ ว่าวงจรการหลับ โดยวงจรหนึ่งจะเริ่มและจบในประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง - 2 ชั่วโมง
เราคงไม่ลงรายละเอียดว่ามีช่วงอะไรบ้าง แต่ประเด็นในที่นี้คือ จากการศึกษาเขาพบว่า ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ ของการนอนระดับต่างๆ เรียกว่าช่วง ‘หลับแบบตื้น’ (light sleep) มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ตลอดคืนเราหลับแบบนี้เยอะสุด โดยเขาประเมินว่าครึ่งหนึ่งของเวลานอนของเราในคืนหนึ่งๆ เป็นการหลับแบบนี้
ในช่วงหลับแบบตื้นมันคือช่วงที่เรา ‘พร้อมตื่น’ ได้ สภาพร่างกายเป็นแบบนั้น และบางทีเวลามีอะไรกระตุ้นมานิดเดียวเราก็ตื่นแล้ว ซึ่งนั่นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม (เช่น เสียงดังกลางดึก) หรือความเครียด
และการตื่นกลางดึก มันจะตื่นจากช่วง ‘หลับแบบตื้น’ นี่แหละ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม
แต่ปัญหาจริงๆ มันอาจไม่ใช่ว่าเราตื่น แต่เราจะนอนต่อยังไงก็นอนไม่หลับต่างหาก
ซึ่งพอนอนไม่หลับก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งนอนไม่หลับ วนกันเป็นวงจรอุบาทว์
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า ในขณะที่มันไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าทำไมเราถึงตื่นกลางดึก แต่มันมีความชัดเจนกว่าในส่วนของคำอธิบายว่าทำไมเราตื่นมาแล้วนอนไม่หลับ
อย่างแรกเลยเราต้องเข้าใจว่าร่างกายและจิตใจเราอยู่ในสภาพอ่อนแอมากในยามดึก ดังนั้นเวลาตื่นมากลางดึก เราตื่นมาในสภาพร่างกายและจิตใจอ่อนแอพร้อมกับคำถามว่า ‘ตื่นมาทำไม?’ และเริ่มคิดอะไรไปเรื่อยว่าเพราะเรื่องโน่นนี่ในวันที่ผ่านมาหรือเปล่าที่ทำให้เราเครียด และบางทีก็พานจะคิดย้อนไปถึงสารพัดความผิดพลาดที่เคยทำมาในชีวิตที่นำเรามาจนถึงจุดนี้
ดูเหมือนว่าเราเหมือนพยายามจะ ‘แก้ปัญหา’ ในยามดึกที่ร่างกายและจิตใจเราอ่อนแอที่สุด ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่การ ‘แก้ปัญหา’ ด้วยซ้ำ แต่มันคือ ‘ความวิตกกังวล’ ที่เกิดจากการคิดถึงปัญหาไปพร้อมกับจินตนาการถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่มันจะนำพาเราไป ซึ่งไม่ใช่การคิดถึงปัญหาเพื่อหาทางออก
ซึ่งถามว่าทำไมเราเป็นแบบนั้น คือเราตื่นมาอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด เรานอนไม่หลับ เราไม่รู้จะคุยกับใคร เราจะทำอะไรได้นอกจาก ‘คิดมากเกินความจำเป็น’ ล่ะ? เราก็เลยคิดไปเรื่อยว่าทำไมเรานอนไม่หลับ และกลายเป็นเรื่องอื่นๆ จนนอนไม่หลับจริงๆ
ก็คงไม่ต้องอธิบายมากว่าภาวะที่ว่ามานี้ไม่ดีต่อกายและใจแบบสุดๆ ซึ่งสิ่งแรกที่เราควรจะทำก็คือพยายามนอนต่อ แต่ถ้าผ่านไป 15-20 นาทีแล้วยังนอนไม่หลับ เขาจะแนะนำให้เปิดไฟสลัวๆ แล้วอ่านหนังสือ ซึ่งไอเดียที่ทำแบบนี้คือ เราต้องเบี่ยงเบนความสนใจตัวเองไปจากความคิดเรื่องร้ายๆ ที่ไหลบ่ามาไม่หยุด ซึ่งถ้าเราโชคดี สักพักเราจะง่วงอีกรอบ และนอนต่อได้
และถ้าเราโชคดีอีก ก็จะพบว่าภาวะที่ว่านี้ไม่ได้เกิดทุกวัน และเราก็อาจไม่ต้องไปใส่ใจมันได้ในที่สุด
อย่างไรก็ดี ถ้าภาวะแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้เรารู้สึก ‘นอนไม่พอ’ หรือ ‘พักผ่อนไม่เพียงพอ’ ทางที่ดีควรพบแพทย์ เพราะการนอนน้อยไปนี่ไม่ใช่แค่ทำให้เราไม่สดชื่นในการมีชีวิตเท่านั้น มันยังเพิ่มความเสี่ยงกับโรคภัยอีกสารพัดให้เราด้วย
อ้างอิง: IFLS. Why Do We Wake Around 3am And Dwell On Our Fears And Shortcomings? https://bit.ly/3ZijAud
09/01/2023
WORLD: กลับคืนสู่ธรรมชาติ! สหรัฐฯ ดัน กม.จัดการ ‘ศพมนุษย์’ ให้เป็น ‘ปุ๋ย’ ช่วยลดมลพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน แนวทางการนำร่างมนุษย์ที่เสียชีวิตแล้วไปทำเป็นดินหรือปุ๋ย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยก่อนหน้านี้รัฐในสหรัฐอเมริกา อย่าง วอชิงตัน โคโลราโด ออริกอน เวอร์มอนต์ และแคลิฟอร์เนีย ได้อนุมัติทางเลือกดังกล่าวแบบ ‘ถูกกฎหมาย’ แล้ว
เมื่อไม่นานมานี้ ‘รัฐนิวยอร์ก’ ก็กลายเป็นรัฐล่าสุด (นับเป็นรัฐที่ 6 ของประเทศสหรัฐฯ) ที่ผ่านกฎหมายอนุญาตการจัดการศพเพื่อให้ ‘เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ มากกว่าวิธีการดั้งเดิมที่นำจะไปเผาหรือฝัง
โดยกระบวนการข้างต้นนี้ เรียกว่า ‘การย่อยสลายอินทรีย์ตามธรรมชาติ’ (Natural Organic Reduction) ซึ่งเป็นการนำศพไปใส่ในตู้คอนเทนเนอร์เหล็ก หรือในที่เก็บเฉพาะ พร้อมกับรองด้วยเศษไม้ชิ้นเล็กๆ หญ้า และฟาง อีกทั้งยังมีระบบควบคุมความชื้น รวมถึงสัดส่วนของคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน ออกซิเจน และความร้อน ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ และแบคทีเรีย
หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ร่างย่อยสลายเองตามกระบวนการทางธรรมชาติในระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว ทางครอบครัวและญาติก็จะได้รับ ‘ปุ๋ย’ ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ แล้วกลับคืนไป ซึ่งจะนำไปเก็บหรือนำไปใช้ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของครอบครัว
ทางบริษัท Recompose ในนครซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ที่พัฒนาเทคโนโลยีนี้ระบุว่า วิธีจัดการศพแบบนี้ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 1 ตัน เมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิมอย่างการฉีดน้ำยาศพแล้วใส่โลงฝังดิน ซึ่งต้องใช้ไม้ ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งถ้ามองในมุมของคนในยุคปัจจุบันก็อาจเรียกได้ว่าสิ้นเปลืองพลังงานมาก
บริษัทรีคอมโพสระบุว่า กระบวนการจัดการศพที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ทางฝ่ายสนับสนุนการเปลี่ยนศพเป็นปุ๋ยก็ระบุเช่นกันว่า วิธีนี้ไม่เพียงจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเหมาะสมในทางปฏิบัติมากกว่า โดยเฉพาะในเขตเมืองซึ่งมีที่ดินฝังศพอย่างจำกัด
ขณะเดียวกัน แน่นอนว่าก็มีกลุ่มตัวแทนนักบวชคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในรัฐนิวยอร์กที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้ และก็คัดค้านกฎหมายฉบับนี้มาตลอด เพราะมองว่าเป็นทางเลือกในการจัดศพที่ไม่เหมาะสม แม้สุดท้ายกฎหมายจะผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภา แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้หยุดรณรงค์คัดค้านแต่อย่างใด
เดนนิส เพาสต์ (Dennis Poust) หนึ่งในตัวแทนกลุ่มผู้ต่อต้านการทำศพเป็นปุ๋ยระบุว่า “ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่ขยะครัวเรือน และเราไม่เชื่อว่ากระบวนการนี้ จะเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติต่อศพของเรา”
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีอีก 4 รัฐที่กำลังเดินหน้าผลักดันให้การทำปุ๋ยจากศพมนุษย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย ได้แก่ รัฐเดลาแวร์ อิลลินอยส์ แมสซาชูเซตส์ และมินนิโซตา
อย่างไรก็ตาม การทำปุ๋ยจากร่างมนุษย์นั้นเป็นสิ่งถูกกฎหมายมาได้สักพักใหญ่ๆ แล้วในประเทศสวีเดน ส่วนการฝังศพโดยไม่มีโลงศพ หรือการใช้โลงศพที่ย่อยสลายได้ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในสหราชอาณาจักรเช่นกัน
อ้างอิง: The Guardian. New York governor legalizes human composting after death. https://bit.ly/3Qnudbe
BBC. New York approves composting of human bodies. https://bbc.in/3idre8u
09/01/2023
TECH: เยอรมันเปลี่ยนไปใช้ ‘รถไฟพลังไฮโดรเจน’ เป็นชาติแรกในโลก
วันที่ 24 สิงหาคม 2022 เป็นวันที่โลกต้องจารึกเอาไว้ว่า ที่รัฐซักโซนีล่างของเยอรมนี มีการเปิดใช้รถไฟพลังไฮโดรเจนเป็นคันแรกในโลก
มนุษย์รู้จักไฮโดรเจนมานานแล้วเพราะมันเป็นธาตุที่มีเยอะสุดในจักรวาล และเราก็รู้วิธีใช้มันมานานแล้วเช่นกัน แค่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม ไม่ได้ใช้ในเชิงครัวเรือน ซึ่งอุปสรรคของการใช้ไฮโดรเจนให้แพร่หลาย หลักๆ มีสองประการ ประการแรกคือความยากในการ ‘สกัด’ มันมาจากสภาพแวดล้อม และใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งวิธีสกัดมันก็จะให้เชื้อเพลิงที่เรียกเป็นไฮโดรเจนสีต่างๆ ตามกรรมวิธีการผลิตเช่น ไฮโดรเจนเทา ไฮโดรเจนฟ้า ไฮโดรเจนน้ำตาล ไฮโดรเจนดำ ไฮโดรเจนเหลือง ไฮโดรเจนเทอร์ควอยต์ และ ไฮโดรเจนเขียว ซึ่ง ณ ที่นี้ เราจำง่ายๆ ว่า มันมีไฮโดรเจนแบบเดียวที่ตอนนี้มนุษย์ต้องการจะผลิต คือ ไฮโดรเจนเขียว ซึ่งเกิดจากกระบวนการที่เรียกว่า ‘อิเล็กโทรไลซิส’ หรือพูดอีกแบบคือเป็นไฮโดรเจนที่สกัดมาจากน้ำ และสกัดด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งจะบอกว่านี่เป็นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ก็ได้ เพราะหลายๆ พื้นที่ พบว่าการผลิตพลังงานสะอาดนั้นมันเกินความจำเป็นการใช้งาน จะเก็บก็ลำบาก มันต้องเอามาใช้ทำอะไร ซึ่งทางหนึ่งก็คือผลิตไฮโดรเจน แต่ผลิตมาก็ต้องมีผู้ซื้อ ตลาดมันก็ต้องค่อยๆ พัฒนาไป และนี่คือเหตุผลที่เยอรมนีเซ็นสัญญาซื้อไฮโดรเจนจากแคนาดาในจำนวนมหาศาล (โดยจะเริ่มนำเข้าในปี 2025)
เยอรมนีนั้นผลิตไฮโดรเจนได้อยู่แล้ว แต่มีแนวโน้มว่าจะผลิตไม่พอใช้ เลยเริ่มเซ็นสัญญาซื้อไฮโดรเจนกับชาติอื่นที่มีศักยภาพผลิตแต่ไม่ได้ใช้ ซึ่งถามว่าทำไมไม่ใช้ อันนี้ก็น่าจะนำมาสู่ปัญหาประการต่อมา
นั่นคือแบตเตอรี่ไฮโดรเจนแพงมากๆ อันนี้เป็นปัญหาคลาสสิกของพลังงานสะอาดทั้งหมด คือการสร้างพลังงานน่ะง่าย ที่ยากคือกระบวนการจัดเก็บใส่ ‘แบตเตอรี่’ ซึ่งพูดง่ายๆ ถ้าแบตเตอรี่มันแพงมากๆ พลังงานสะอาดในรูปแบบนั้น ถึงจะเก็บเกี่ยวได้ง่ายและประหยัดขนาดไหน แต่ถ้า ‘จัดเก็บ’ ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์
และนี่คือปัญหาของพวกพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และจากลมและน้ำในปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแบตเตอรี่ราคาถูกลง
ไฮโดรเจนที่เป็นพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ ที่ประสบปัญหาเดียวกันเพราะแบตเตอรี่ตอนนี้ราคาแพงมาก แต่ก็คาดว่าราคาจะถูกลงไปในระยะยาว นั่นทำให้บริษัทรถยนต์ชั้นนำในเยอรมนีจำนวนมากเริ่มเดิมพันด้วยการพัฒนารถยนต์พลังไฮโดรเจนกันแล้ว โดยแบรนด์ที่เป็นผู้นำด้านนี้คือ BMW
ทั้งหมดเป็นเรื่องของอนาคตที่ทุกฝ่ายในเยอรมันคาดว่าพลังงานไฮโดรเจนรวมถึงแบตเตอรี่จะราคาถูกลง
แต่คำถามคือ แล้วทำไมวันนี้เยอรมนีถึงกล้าเปิดสายรถไฟใช้พลังงานไฮโดรเจน? เพราะถ้าจะเลือกเส้นทางสายพลังงานสะอาด ทำไมไม่ใช้ไฟฟ้าไปตามปกติ? หรือมันมีอะไรพิเศษ?
เราต้องเข้าใจว่า รถไฟแบบไฟฟ้านั้นใช้พลังงานเยอะมาก เพราะมันไม่ได้แล่นด้วยแบตเตอรี่แบบรถยนต์ แต่มันต้องมีไฟฟ้าเข้าตลอดเวลา และการทำแบบนั้นมันต้องการการวางโครงสร้างใหม่ทั้งระบบ
และมันเลยทำให้การใช้รถไฟพลังงานไฮโดรเจนที่วิ่งบนรางเดิมได้ แต่ใช้ ‘แบตเตอรี่ไฮโดรเจน’ แทน ‘ถังน้ำมันดีเซล’ เป็นทางออกที่สมเหตุสมผลด้านงบประมาณกว่า เพราะสุดท้าย หัวรถไฟใช้พลังงานไฮโดรเจน แม้ว่าแบตเตอรี่จะแพง แต่มันก็ยังถูกกว่าการเดินระบบรางใหม่ทั้งแถบเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตร เพื่อจะเปลี่ยนไปใช้รถไฟแบบไฟฟ้า
และนี่ก็คือที่มาของรถไฟพลังงานไฮโดรเจนคันแรกของโลกที่เริ่มวิ่งแล้วที่เยอรมนี
อ้างอิง: Aljazeera. Germany inaugurates world’s first hydrogen-powered train fleet. https://bit.ly/3Bp73tV
Smithsonian Magazine. Hydrogen-Powered Passenger Trains Are Now Running in Germany.https://bit.ly/3LrTdvu
teleSUR. World's First Hydrogen-Powered Trains Start Service in Germany. https://bit.ly/3qHCTwY
DW. Hydrogen: What's the big deal? https://bit.ly/3BjxYr3
Reuters. German auto giants place their bets on hydrogen cars. https://reut.rs/3S6GFM0
09/01/2023
"กรุงเทพฯ เคาท์ดาวน์"
กรุงเทพฯ ติดโผ 10 เมืองน่าเคาท์ดาวน์ 2023 และติดอันดับต้นๆ ของเมืองน่าท่องเที่ยวยามราตรีที่ดีที่สุดในเอเชีย เต็มไปด้วยผู้คน แสง สี เสียง และความสนุกสนาน ปีใหม่สักการะพระพุทธไสยาสน์ที่วัดโพธิ์
www.unseentourthailand.com
ภาพจากแฟนเพจ: Sila Piyatammarat
https://www.facebook.com/babyboy2528
IG: babyboy2528
www.instagram.com/babyboy2528
09/01/2023
ของตกแต่ง หน้าร้านอาหารญี่ปุ่น มันเรียกว่าอะไรกันบ้างนะ ?
เวลาที่เราไปทานร้านอาหารญี่ปุ่น เชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะคุ้นเคยกับของตกแต่งหน้าร้านหรือบริเวณรอบร้านอาหาร (บ้างร้านก็มีข้างในด้วยนะ) 🤓🎌🎎
อย่างเช่น
- ผ้าม่านทรงสี่เหลี่ยมหน้าร้านอาหาร ที่ทำให้เราต้องแหวกมุดหัวเข้าร้าน (เหมือนโค้งคำนับเลย 55)
- โคมไฟกระดาษสีแดง ที่มักจะแขวนอยู่หน้าร้าน (โดยเฉพาะร้านอิซากายะ)
- แมวกวัก สุดยอดนิยมตั้งหน้าร้าน (โดยเฉพาะตรงแคชเชียร์) ว่าแต่…ค่านิยมแมวกวักนี่มันยังไงกันละ ?
งั้นวันนี้ พวกเรา InfoStory ขอพาเพื่อน ๆ ไปรับชมรับอ่านเรื่องราวสบายสมองกันสักนิดดีกว่า !
— — — — — — — — — — — — — — —
[ โนเรน (Noren 暖簾/のれん) ผ้าม่านผืนนนี้…มีเรื่องราว ]
เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหม ว่าร้านอาหารญี่ปุ่นเขานิยมแขวนผ้าม่านแบบนี้ไว้หน้าร้านกันทำไม ?
คำตอบที่ผุดขึ้นมาในหัว ก็แน่นอนละ.. ผ้าม่านนี้ก็เปรียบเสมือนป้ายบอกชื่อร้านใช่ไหมละ !?
ซึ่งก็.. ถูกต้องนะคร้าบบ ! (ถามเองตอบเองก็ได้นะ 555 🤣)
แต่นอกจากจะบอกชื่อร้านแล้วเนี่ย ยังมีความหมายที่เค้าจะสื่อเพิ่มเติมอีกซักเล็กน้อยกันด้วยนะ
- ถ้าผ้าโนเรนได้ถูกติดไว้หน้าร้านอาหาร ก็สื่อง่าย ๆ ว่า ร้านอาหารเปิดทำการแล้วนั่นเองคร้าบ
(แล้วเวลาที่ร้านปิด เจ้าของร้านก็จะมาเก็บผ้าม่านเข้าไปในร้าน)
- อีกแบบหนึ่งสำหรับผ้าม่านโนเรนขนาดใหญ่ที่ติดไว้รอบร้านอาหาร (กลางแจ้ง) ก็จะช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้าและช่วยบังแดดได้อีกด้วยนะ
- แต่ถ้าติดในร้านอาหารแล้ว จุดประสงค์หลัก ๆ ก็จะกั้นในส่วนของห้องน้ำและห้องครัว ออกจากพื้นที่รับประทานอาหาร อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันควันจากการทำอาหารในส่วนของห้องครัว
- หรือเพื่อน ๆ น่าจะเคยสังเกตกันว่าร้านอาหารญี่ปุ่นหลาย ๆ ร้านเอง ก็ใช้การออกแบบง่าย ๆ โดยใช้ผ้าม่านโนเรนกั้นระหว่างโต๊ะอาหาร (ก็ดูส่วนตัวขึ้นมาทันที)
นอกจากร้านอาหารแล้ว ผ้าม่านโนเรนก็จะนิยมใช้ในโรงอาบน้ำหรือออนเซ็นกันอีกด้วยนะ หลัก ๆ เลยคือแบ่งโซนห้อง(อาบ)น้ำชาย-หญิงคร้าบ
(ไม่ใช่แค่โรงอาบน้ำนะ แต่ห้องน้ำในร้านอาหารญี่ปุ่นหรือห้างสรรพสินค้า ก็ยังใช้ผ้าม่านโนเรนในการบอกห้องน้ำชาย-หญิงอีกด้วยละ)
ประวัติสั้น ๆ ของเจ้าผ้าม่านโนเรนอันนี้ ว่ากันว่าเริ่มใช้งานมาตั้งแต่ในยุคนสมัยเอโดะ (ประมาณ ค.ศ. 1603) สมัยนั้นเค้าจะนิยมใช้เชือกเส้นเล็ก ๆ มาผูกติดกันเป็นผ้าม่าน
แต่พวกเราไปหาเรื่องราวมาอีก ก็พบว่า เอ้อ ! เจ้าโนเรนเนี่ย มันถูกคิดค้นมาตั้งแต่ยุคเฮอัง (ปี ค.ศ. 800) โดยสมัยนั้นใช้กันตามบ้านเรือนทั่วไปเลย ใช้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับบ้านหรือห้องในฤดูหนาว (ประมาณว่าอย่างน้อยความร้อนก็ยังคงอบอวลอยู่ในห้องให้นานที่สุด)
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวิถีของชาวญี่ปุ่นมาตั้งนานแล้วละเนอะ
จนในเวลาต่อมา ผ้าม่านโนเรนจะเริ่มถูกนำมาใช้ในเชิงธุรกิจ(เป็นเสมือนป้ายบอกชื่อธุรกิจ)และในกลุ่มร้านอาหารให้ยุคเอโดะที่ได้กล่าวไป ซึ่งเขาจะเขียนโดยใช้ตัวอักษรคันจิ ซึ่งทำให้ดูสวยงามและกระชับพื้นที่
ปัจจุบันนี้เจ้าผ้าม่านโนเรนก็ไม่ได้มีหน้าที่เป็นแค่ผ้าม่านอีกต่อไปแล้ว
แต่..พวกเรามองว่า มันยังกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์หรือหนึ่งในอุปกรณ์ตกแต่งร้านอย่างเต็มตัวไปเรียบร้อย
กล่าวคือ การออกแบบทั้งรูปร่างการดีไซน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าออกสะดวก การถ่ายทอดศิลปะหรืออารมณ์ของแบรนด์ โทนสี ภาพวาด.. ต่างต่างนานา ซึ่งจะแตกต่างไปจากสมัยก่อนที่เน้นแค่สื่อสารชื่อและโลโกของร้าน รวมไปถึงบอกเวลาเปิดทำการเนอะ
— — — — — — — — — — — — — — —
[ เช่นเดียวกับ โคมไฟกระดาษสีแดง (Akachōchin 赤提灯)... ว่าแต่ ทำไมถึงเจอตามร้านอิซากายะกันนะ ? ]
ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ร้านอิซากายะนะ
แต่ว่าเป็นร้านประเภทใดก็ได้ที่สามารถสร้างความรื่นเริงให้กับลูกค้าและมีราคาเข้าถึงง่าย
(รวมถึงเทศกาลต่าง ๆ ในญี่ปุ่นด้วยนะ)
ว่ากันว่าเจ้ารูปแบบของโคมไฟแบบนี้ ถูกคิดขึ้นในช่วงปี 1085 ซึ่งในสมัยก่อน ๆ นั้นเขาจะนิยมใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นโคมไฟ แล้วใช้กระดาษจุดไฟข้างใน โดยเขาจะนำเจ้าโคมไฟที่มีขนาดเล็กนี้มาใช้เป็นไฟส่องสว่างภายในวัด
จนมาถึงในปัจจุบันที่เจ้าโคมไฟ Akachōchin ที่จะถูกนำมาใช้งานในร้านอาหารอิซากายะ หรือร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ตัวโคมกระดาษใส่หลอดไฟข้างใน ซึ่งไม่ได้ใช้ไฟจริง ๆ แล้วจ้า)
(Aka แปลว่า สีแดง)
เราว่า คล้าย ๆ กับโนเรนเลย
ปัจจุบันนี้ เจ้าโคมไฟกระดาษสีแดงเนี่ย ก็กลายเป็นเสมือนกับเครื่องมือทางการตลาดช่วยสร้างกิมมิคให้กับร้าน โดยจะมีการพิมพ์คำคมหรือสโลแกนที่ดูดึงดูดใจของลูกค้า
— — — — — — — — — — — — — — —
[ ทำไมคนญี่ปุ่นถึงได้เชื่อว่า ตุ๊กตาแมวกวัก (Maneki Neko) จะช่วยเพิ่มโชคลาภให้กับร้านค้า ? ]
เจ้าแมวกวักตัวนี้ ก็จะใช้มือกวักแค่ข้างเดียว (จริง ๆ เดี๋ยวนี้เราเห็น 2 ข้างก็มีนะ)
แล้วเพื่อน ๆ เคยสังเกตกันไหมว่า เจ้าแมวกวักตัวนี้ ส่วนใหญ่จะไม่มีหางนะ !
ว่าแต่เรื่องราวสั้น ๆ มันเป็นอย่างไรนะ ? (มี 2 เรื่องเล่าสั้น ๆ)
เรื่องราวที่ 1 ถูกเล่ากันมา เริ่มตั้งแต่สมัยเอโดะ (ยุคนี้เป็นยุคสมัยแห่งการรับสิ่งใหม่ ๆ จริงจริงแห่ะ)
มีชายชราคนหนึ่ง เขาเห็นแมวที่อยู่ในวัดมีท่าทางเหมือนจะกวักมือเรียกเขา เขาจึงเดินเข้าไปดู แล้วทันใดนั้นเอง…ก็เกิดเหตุฟ้าผ่า ! ลงตรงจุดที่ชายคนนั้นได้เดินออกมา (คือรอดตายเฉย !)
จากเหตุการณ์สุดวิสัยนี้ ทำให้ชายชราผู้นี้รู้สึกว่าเขาเป็นหนี้ชีวิตของแมวตัวนี้
เขาจึงบริจาคเงินจำนวนมากให้กับวัด และวัดนี้ก็เจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เรื่องราวที่ 2 ก็จะประมาณว่า มีหญิงชรายากจนที่คอยเลี้ยงแมวของเธอ
จนกระทั่งวันหนึ่งเธอแบกรับภาระการเลี้ยงดูแมวต่อไม่ไหว จึงนำไปปล่อยวัด เธอทุกข์ใจมาก เลยเก็บไปฝันเลยทีนี้… เธอฝันว่าแมวตัวนั้นมาเข้าฝัน แล้วบอกว่าให้สร้างรูปปั้นแมว(ตัวนี้)ขนาดเล็ก แล้วแมวตัวนี้จะช่วยหาเงินให้เธอ
หญิงชราทำตามปั้นตุ๊กตาแมวออกมาวางขาย แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นที่นิยมของผู้คน จนเธอมีรายได้เพียงพอที่จะกลับไปพาแมวสุดรักของเธอกลับมาเลี้ยงได้อีกครั้ง
มาพูดถึงเรื่องความเชื่อที่เกิดจากการแปลความของเรื่องราวทั้ง 2 กันสักนิด
เรื่องที่ 1 - เรื่องแมว “กวัก” ช่วยชีวิตของชายชราคนนี้ได้ถูกเล่าไปต่อ จึงทำให้ผู้คนเชื่อว่าหากเรามีเจ้าแมวทำท่ากวักอยู่ก็จะช่วยให้โชคลาภและไล่สิ่งไม่ดีออกไปได้
เรื่องที่ 2 - เพราะผู้คนเริ่มเห็นว่าหญิงชราขายแค่ตุ๊กตาปั้นดินเหนียวรูปแมว(แต่เขาไม่ได้บอกว่าต้องทำท่ากวักมือเหมือนเรื่องแรกนะ) แล้วทำให้มีเงิน น้องแมว(กวัก) จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการนำโชคที่ถูกเล่าต่อมาเรื่อย ๆ
ตรงนี้จึงทำให้เขาเชื่อเรื่องแมวกวักให้โชคลาภกันเรื่อย ๆ นั่นเองคร้าบ
กวักมือไหนดี ?
- กวักมือซ้าย = การงาน เรียกลูกค้า
- กวักมือขวา = ชูการเงิน เรียกโชคลาภ
- กวัก 2 ข้าง = ได้บัฟโชคจากทั้ง 2 อย่างด้านบน
สีที่น่าสนใจ ?
- สีทอง = เสริมเงินทองโชคลาภ
- สีดำ = ปกป้องภัยชั่วร้าย
- สีเขียว = ช่วยปกป้องคนในครอบครัวปลอดภัย
- สีขาว = ช่วยให้โชคดีมีชัย
- สีแดง = ช่วยเสริมพลังสุขภาพ
#ร้านอาหารญี่ปุ่น
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ Japan Eats!: An Explorer's Guide to Japanese Food เขียนโดย Betty Reynolds
- https://www.japan-experience.com/plan-your-trip/to-know/understanding-japan/noren
- https://www.fun-japan.jp/
-https://japan-trip-culture.com/culture-lantern/
-https://www.japan-talk.com/jt/new/chochin
05/10/2022
โปรแกรมการเเข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2022 รอบ 16 ทีมสุดท้าย | กลุ่ม F - นัดที่ 1
ทีมชาติไทย 🇹🇭 พบ 🇨🇦 ทีมชาติแคนาดา
🎥 ถ่ายทอดสดทาง : เวิร์คพอยท์ 23 - เวลา 20.00 น.
#วอลเลย์บอลหญิง
#วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก