Rugged Syndicate

Rugged Syndicate

แชร์

ความรู้เบื้องต้นเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์เสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้ามือสอง

เป็นความรู้เบื้องต้นเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เสื้อมือสองและวินเทจตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2558 เพื่อทำการศึกษา ทดลอง สำรวจ แยกแยะ สังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ และอธิบายทางสังคมศึกษาเกี่ยวกับ ลักษณะเสื้อผ้ามือสองและวินเทจ ส่วนประกอบที่สำคัญ หน้าที่การใช้งาน การปรับตัวและวิวัฒนาการของเสื้อผ้าในยุคต่างๆตั้งแต่ยุค 1850-ปัจจุบัน ตลอดจนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันของปลอมและของเลียนแบบ

Photos from 501XX's post 06/01/2026

พัฒนาการเสื้อ Blouse Levi’s Lot 506XX

Photos from 501XX's post 03/01/2026

เอาให้สุดครับกับเรื่องราวแจ็คเกตลีวายส์

03/01/2026

From Levi’s Blouse to Jacket.

จาก "Blouse" สู่ "Type 1" : ย้อนรอยต้นกำเนิดที่หายไปของแจ็คเก็ตเดนิม

เมื่อผมลองวางความรู้เดิม แล้วเริ่มนับหนึ่งกับ "แจ็คเก็ต" ใหม่หมด
ต้องขอออกตัวก่อนเลยครับว่า ปกติผมจะคลุกคลีอยู่กับกางเกงเป็นหลัก พอมาถึงเรื่องแจ็คเก็ต ผมยอมรับเลยว่า "ยังไม่ถนัด" เท่าไรนัก แต่วันนี้เกิดอยากลองท้าทายตัวเองดูสักตั้ง โดยการหยิบเอาเอกสารที่ชาวญี่ปุ่นเขาทำไว้อย่างละเอียดมาค่อยๆ แกะอ่านดูครับ (รอข้อมูลจากคนไทยด้วยกันไม่ไหว เลยต้องขออนุญาตนำข้อมูลที่ทางญี่ปุ่นค้นคว้าไว้อย่างละเอียดมาลองแกะรอยดู)

ผมพยายามล้างสิ่งที่เคยจำ หรือความรู้ที่เคยฝังหัวออกไปก่อน เพื่อที่จะได้เห็น "การเดินทาง" ของมันจริงๆ แบบไม่มีอคติ ผิดถูกยังไง ผมต้องขออภัยเซียนแจ็คเก็ตไว้ล่วงหน้า และฝากช่วยชี้แนะด้วยนะครับ

มันไม่ได้เริ่มที่ชื่อ 506XX... แต่มันคือ "Blouse"
ในขณะที่ทุกวันนี้เราเรียกกันติดปากว่า Type 1 หรือ 506XX แต่ถ้าเราย้อนเวลากลับไปดูในแคตตาล็อกสมัยก่อน ชื่อของมันคือ "Blouses, Pleated Front" หรือเสื้อเบลาซ์ที่มีจีบหน้าครับ

สิ่งที่มีเสน่ห์ที่สุดคือ "วิวัฒนาการ" ของมันที่ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่:
• ยุค 1873 (ยุคตั้งไข่): เชื่อไหมครับว่าช่วงแรกเริ่มจริงๆ มันมีถึง "3 จีบ" ไม่ใช่ 2 จีบที่เราเห็นกันจนชินตา และกว่าจะลดรูปมาเหลือ 2 จีบ ก็คือตอนที่เริ่มมีการระบุเลขล็อต (Lot Number) เข้ามานั่นเอง
• กระเป๋าหน้าทรงโค้ง: กระเป๋าหน้าอกด้านซ้ายในยุคแรก (1873) จะไม่มีฝาปิดครับ แถมทรง "ก้นกระเป๋า" จะมีความโค้งมน(ดูรูปสีประกอบ) ไม่ได้เย็บมุมเหลี่ยมแบบปัจจุบัน ใครที่ชอบงาน Vintage ยุค 1920s ขึ้นไปถึงจะเริ่มเห็น "ฝาปิด" (Flap) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์

ข้อมูลเหล่านี้ผมค่อยๆ เรียบเรียงมาจากหนังสือ Levi's Vintage Denim Jacket และ 501XX A Researcher's Approach to Levi's Jeans ซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นดีจากญี่ปุ่นครับ

ผมไม่รู้ว่าจะไปกับเรื่องแจ็คเก็ตได้ไกลแค่ไหน แต่ความสนุกมันอยู่ตรงที่การได้ "แกะรอย" ประวัติศาสตร์นี่แหละ พี่ๆ ท่านไหนมีข้อมูลเชิงลึก หรือมีจุดไหนที่อยากเสริมเพื่อเป็นวิทยาทานให้กับ "มือใหม่เรื่องแจ็คเก็ต" อย่างผม จะยินดีมากๆ เลยครับ
มาแลกเปลี่ยนกันนะครับ...



4/365

02/01/2026

กระเป๋าเสื้อแจ๊คเกตยีนส์ลีวายส์รุ่นแรกๆ

กระเป๋าไม่มีฝาปิด ใช่ไหม?

รูปนี้เขาบอกว่าประมาณปี 1889 ก็คือ จดทะเบียนรีเวทแล้วแต่ยังไม่ใช้เลขล๊อต ด้านล่างเขียนบอกไว้ว่า รีเวท เบล๊าส์ (เสื้อใส่ทำงาน) และ รีเวท โอเวอร์ออล (กางเกงใส่ทำงาน)

หากดูที่เสื้อ กระเป๋าหน้าอกอยู่ต่ำถึงกระดุมเม็ดที่สาม ฝาปิดกระเป๋าก็ไม่มี มีคนทำภาพนี้ให้สีสว่างขึ้นจะเห็นชัดว่า กระเป๋าหน้าไม่มีฝาปิด เสื้อนี้น่าจะเป็นต้นตระกูลของ 506 แน่ๆ อาจเป็นได้ว่าเริ่มแรกนั้น เสื้อเบล๊าส์(ภายหลังเรียกว่าแจ๊คเก๊ต) ยังไม่มีฝาปิดกระเป๋า น่าจะประมาณยุค 1920s ถึงได้ใส่ฝาปิด

2/365

21/12/2025

Levi’s Flyer.

กระดาษแผ่นนี้เปรียบเสมือน "หน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต" ของแบรนด์กางเกงยีนส์ที่โด่งดังที่สุดในโลกอย่าง Levi Strauss & Co. ครับ มันคือใบประกาศโฆษณาหรือป้ายสรรพคุณสินค้า (Price List/Flyer) จากช่วงก่อนปี 1927 ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความพิถีพิถันและจุดเริ่มต้นของ "เครื่องแบบสายลุย" ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ครับ

1. คำสัญญาแห่งคุณภาพ (The Slogan)
ที่ด้านบนสุดสะดุดตาด้วยสโลแกนภาษาอังกฤษว่า “WITH STRENGTH AND EASE THEY ALWAYS PLEASE” (ด้วยความแข็งแกร่งและความใส่สบายที่ทำให้ผู้สวมใส่พอใจเสมอ) เป็นการยืนยันว่าเสื้อผ้าของ Levi’s ในยุคนั้นไม่ได้เน้นแค่ความทนทานสำหรับงานหนัก แต่ยังคำนึงถึงความสบายของผู้สวมใส่ด้วย

2. การแบ่งระดับสินค้า (The Three Grades)
ความน่าสนใจที่สุดของใบปิดนี้คือการเปิดเผยว่า ในสมัยก่อน Levi’s มีการแบ่งเกรดกางเกง (Overalls), เสื้อนอก (Jumpers) และเสื้อทำงาน (Blouses) ออกเป็น 3 ระดับ ตามคุณภาพของวัสดุที่ใช้:
• เกรด XX (สีแดง): คือตัวท็อป หรือต้นกำเนิดของรุ่น 501 ใช้ผ้าเดนิม 9 ออนซ์จากโรงงาน Amoskeag อันโด่งดัง และที่พิเศษคือ "เย็บด้วยด้ายลินิน" เพื่อความแข็งแรงสูงสุด
• เกรด No. 2 (สีแดง/ดำ): ใช้ผ้าเดนิม 9 ออนซ์เช่นกัน แต่เปลี่ยนมาใช้ "ด้ายคอตตอน" ในการเย็บ
• เกรด No. 3 (สีน้ำเงิน/ดำ): เป็นรุ่นประหยัดที่เน้นการใช้งานทั่วไป

3. สัญลักษณ์ "ม้าสองตัว" (The Two Horse Brand)
ในรูปเราจะเห็นตราประทับรูป ม้าสองตัวพยายามดึงกางเกงยีนส์ให้แยกออกจากกัน พร้อมข้อความระบุวันที่จดสิทธิบัตรคือ May 20, 1873 นี่คือสัญลักษณ์ที่เป็นอมตะ เพื่อพิสูจน์ให้ลูกค้า (ที่หลายคนในสมัยนั้นอ่านหนังสือไม่ออก) เห็นภาพชัดเจนว่ากางเกงยีนส์ตอกหมุดทองแดงนี้ หากไม่มีการสวมใส่มาก่อนจะ "ไม่มีวันขาด"

4. รายละเอียดที่บ่งบอกความคลาสสิก
• Copper Riveted: เน้นย้ำว่าเป็นของแท้ต้อง "ตอกหมุดทองแดง" ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ Levi Strauss และ Jacob Davis ร่วมกันคิดค้น
• Made in our own factories: ยืนยันว่าผลิตในโรงงานของตัวเองภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษามาตรฐาน "Best Fit – Best Finish – Best Wear"
• ลายเซ็น Levi Strauss & Co.: ปิดท้ายด้วยลายเซ็นที่คุ้นตาและที่อยู่ San Francisco, Cal. เพิ่มความน่าเชื่อถือและการรับประกันสินค้า (Every Garment Guaranteed)

บทสรุป
กระดาษแผ่นนี้บอกเราว่า Levi’s ไม่ได้เริ่มจากการเป็นสินค้าแฟชั่น แต่เริ่มจากการเป็น "เครื่องมือทำงาน" ที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างดี ตั้งแต่น้ำหนักผ้า (9 Ounce) ไปจนถึงชนิดของด้ายที่ใช้เย็บ ใครที่ได้ครอบครองกระดาษแผ่นนี้เหมือนได้ถือหลักฐานการกำเนิดของยีนส์ยุคบุกเบิกไว้ในมือครับ

156/365

23/09/2025

ปึกนกลีวายส์

ลีวายส์จดทะเบียนปีกนกเสร็จเป็นทางการในปี 1943 ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมแรงเลอร์1947 11MW ยังคงเย็บปีกนกที่กระเป๋าหลังอีก

เหตุผลที่กางเกงยีนส์ Wrangler รุ่น 1947 11MW Prototype ยังคงมีการเย็บ "ปีกนก" ที่กระเป๋าหลัง ทั้งที่ Levi's ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปแล้วในปี 1943 น่าจะมาจากสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้
1. การผลิตล็อตแรกก่อนการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์
แม้ Levi's จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในปี 1943 แต่การบังคับใช้หรือการแจ้งเตือนไปยังคู่แข่งในอุตสาหกรรมอาจต้องใช้เวลา Wrangler อาจจะผลิตรุ่น 11MW ล็อตแรกออกมาในช่วงเวลาคาบเกี่ยวที่ยังไม่มีการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ ทำให้กางเกงรุ่นนี้จึงกลายเป็น "รุ่นต้นแบบ" (Prototype) ที่มีความพิเศษและหาได้ยาก
2. รูปแบบที่แตกต่างกันเล็กน้อย
แม้จะเรียกเหมือนกันว่า "ปีกนก" แต่รูปแบบการเย็บของ Wrangler 11MW Prototype อาจจะมีความแตกต่างจากของ Levi's เล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้ตอนนั้นยังไม่เข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจนในทางกฎหมาย แต่หลังจากนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต Wrangler จึงได้เปลี่ยนรูปแบบการเย็บเป็นลายตัว "W" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น กางเกงยีนส์ Wrangler 11MW Prototype จึงไม่ใช่แค่ยีนส์รุ่นหนึ่ง แต่เป็นเหมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวการแข่งขันในวงการยีนส์ยุคบุกเบิก และแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของแบรนด์เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา

ผมถามมาจาก GEMINI แล้วนำมาโฟสท์นะครับ หากถาม CHAT GPT ก็อาจได้คำตอบต่างไป ก็อ่านๆเพลินๆไปครับ

124/365=33.97

29/08/2025

Levi’s “R” Red Tab

“ป้าย R: เรื่องเล่ากับเรื่องจริง” มีไว้เพื่อ?

“Levi’s Blank Tab” หมายถึงแท็บผ้าสีแดง (หรือบางครั้งสีน้ำเงิน/สีส้ม) ที่เย็บอยู่ตรงกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ลีวายส์ แต่ ไม่มีตัวหนังสือ Levi’s ปักอยู่เลย นักสะสมในไทยนิยมเรียกแท็บชนิดนี้ว่า “ป้าย R”

📌 ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Blank Tab
• แท็บนี้ไม่ใช่ของปลอมหรือหลุด QC แต่เป็นของจริงที่ Levi’s ตั้งใจทำขึ้น
• เริ่มใช้มาตั้งแต่ ช่วงปี 1953 เป็นต้นมา
• เหตุผลคือ ปกป้องเครื่องหมายการค้า (Trademark Protection) — Levi’s ต้องแสดงว่า “แท็บสีแดง” เองก็ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้บริโภครับรู้ แม้ไม่มีคำว่า LEVI’S ก็ยังบ่งบอกได้ว่าคือกางเกง Levi’s
• โดยกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในสหรัฐฯ ถ้าบริษัทไม่พิสูจน์ว่า “สัญลักษณ์ที่ไม่มีข้อความก็ยังเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์” เครื่องหมายการค้านั้นอาจถูกท้าทายได้
• ดังนั้น Levi’s จึงผลิตกางเกงจำนวนเล็กน้อยในแต่ละล็อตที่ใช้ แท็บเปล่า (Blank Tab) เพื่อให้คงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแท็บสีแดง

📌 Levi’s Blank Tab (ป้าย R) ไทม์ไลน์
• 1936 → Levi’s เริ่มติด Red Tab ที่กระเป๋าหลัง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ต่างจากคู่แข่ง
• 1937 → Levi’s จดทะเบียน Red Tab เป็นเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการ
• 1953 → Levi’s จดทะเบียนซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เพิ่มเครื่องหมาย ® (R-in-circle) ข้างคำว่า LEVI’S
• หลังจากนั้น Levi’s จึงเริ่มผลิต Blank Tab (แท็บเปล่า ไม่มีตัวอักษร)

เรื่อง “ป้าย R เอาไว้คั่น 1 โหล” หรือ “คั่นล็อต” เป็น เรื่องเล่าที่นักสะสมไทยเล่าสืบต่อกันมา แต่ถ้าพูดตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเอกสารจาก Levi’s เอง ยัง ไม่เคยมีการยืนยัน ว่าใช้แท็บเปล่าเพื่อคั่นล็อตจริง ๆ

📌 สิ่งที่ Levi’s ยืนยันแน่นอน
• Blank Tab (ป้าย R) มีจุดประสงค์ด้าน กฎหมายเครื่องหมายการค้า เท่านั้น → คือการพิสูจน์ว่า “แท็บสีแดง” เองก็คือสัญลักษณ์ Levi’s แม้ไม่มีตัวหนังสือ
• ผลิตออกมาเพียง 10% ของจำนวนล็อต (ไม่ใช่ตามจำนวนโหลหรือตามลำดับการผลิต)

📌 เรื่องเล่าในไทย
• ในวงการบ้านเราเลยเกิดการตีความว่า “ถ้ามี 1 โหล อาจจะมี 1 ตัวเป็นป้าย R”
• มีการบอกต่อกันว่า ป้าย R มักถูกใช้คั่นล็อตบ้าง คั่นโหลบ้าง บางโรงงานจะใช้เป็นตัวแรกกับตัวปิดท้าย หรือคั่นเป็นชุด ๆ ประมาณ 1 โหล
• บางโรงงานหรือร้านตัดเย็บเล็ก ๆ ในไทยสมัยก่อน อาจเจอปรากฏการณ์นี้จริงบ้าง เพราะการสุ่มใส่แท็บ 10% มัน อาจไปตกที่จุดเริ่มหรือจุดท้ายของการแพ็คโหล ก็เลยเกิดเป็นความเชื่อสืบต่อกัน

ในเมื่อมันมีเพียงแค่ 10% นั่นก็คือ 1 ในร้อย ลีวายส์หรือร้านค้าอาจใช้ประโยชน์ในการคั่น 100 ตัว 1 โหล อะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักที่ลีวายส์ตั้งใจให้มี

✅ สรุปคือ:
• “คั่น 1 โหล” → เป็นเรื่องเล่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายหรือประวัติศาสตร์
• ข้อเท็จจริงแน่นอน → Blank Tab มีมาตั้งแต่ปี 1953 และผลิตประมาณ 10% ของล็อต เพื่อเหตุผลด้าน Trademark Protection



102/365

Photos from 501XX's post 26/08/2025

Levi’s 10 Oz. Denim VS Lee’s 11.5 Oz. Denim

06/07/2025

กางเกงยีนส์ยิ่งเก่า ยิ่งแพง? ฝากไว้ให้คิสครับ

กางเกงยีนส์ยิ่งเก่า ยิ่งแพง: คิดได้ไง ใครว่าไว้?

ร้อยวัน พันปี เพจนี้ไม่พูดถึงเคยพูดถึงเรื่องราคา ก็เพราะเพื่อให้เพจเป็นกลางจริงๆ วันนี้แวะข้องเกี่ยวเขียนเรื่องราคาสักนิด ไม่ได้ระบุมูลค่าตรงๆแต่ก็มีพูดถึงราคาอยู่นั่นละ

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “กางเกงยีนส์ยิ่งเก่า ยิ่งแพง” แล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า คิดได้ยังไง? ทำไมของเก่าถึงกลับมีมูลค่าสูงกว่าของใหม่? คำตอบนี้อยู่ในโลกของแฟชั่นวินเทจ ที่ “เก่า” ไม่ได้แปลว่า “โทรม” แต่คือ คุณค่าทางเวลาและประวัติศาสตร์

เก่า = ปีลึก ไม่ใช่สภาพ

ในวงการยีนส์วินเทจ คำว่า “เก่า” หมายถึง อายุของกางเกง ไม่ใช่สภาพการใช้งาน ยีนส์ที่ผลิตในช่วงปี 1873s–1980s กลับมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีรอยซีด รอยขาด หรือการเย็บซ่อม เพราะสิ่งเหล่านี้คือ “เสน่ห์” ที่บ่งบอกว่าเจ้าของเดิมใช้งานจริงในยุคนั้น

ทำไมยิ่งเก่าถึงยิ่งแพง?

ราคาของยีนส์วินเทจไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านประกอบกัน:
• อายุ: ปีลึกเท่าไร ยิ่งหาได้น้อย ราคายิ่งสูง
• รุ่นนิยม: เช่น Levi’s 501XX, Big E, Redline selvage รุ่นหายากเหล่านี้เป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก
• ไซส์กำลังดี: ยีนส์เก่าที่ใส่ได้จริงในขนาดคนทั่วไป มักขายได้ง่ายและราคาดีกว่ายีนส์ไซส์เล็กหรือใหญ่เกินไป
• สภาพ: แม้จะไม่ต้องใหม่เอี่ยม แต่สภาพที่ยังคงรูปทรง สีซีดสวย และไม่มีตำหนิหนัก ก็ย่อมมีราคาดีกว่า
• ความหายาก: หากรุ่นนั้นผลิตน้อย หรือมาจากช่วงเวลาพิเศษ เช่น สมัยสงคราม หรือรุ่นทดลอง ยิ่งเพิ่มมูลค่า

จากกางเกงทำงาน สู่ของสะสม

ยีนส์เริ่มต้นจากกางเกงทำงานของคนเหมืองและช่างไม้ในอเมริกา แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม และสุดท้ายก็กลายเป็นของสะสมระดับโลก ไม่ต่างจากนาฬิกาวินเทจ หรือรองเท้า

สรุปคือ กางเกงยีนส์วินเทจ “ยิ่งเก่ายิ่งแพง” ไม่ใช่แค่เพราะอายุ แต่มันคือการรวมกันของประวัติศาสตร์ ความนิยม สภาพ ความหายาก และคุณค่าทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องของอารมณ์และคุณค่าทางใจพอๆ กับคุณค่าทางการเงิน

55/365

Photos from เจาะเวลาหาอดีต's post 15/06/2025

ไซส์กางเกงจากการวัดรอบคอ

14/04/2025

Denim Around The World EP.1 มี 2 บทความติดต่อกันนะครับ บทนี้เป็นบทแรก

ลีนน์ ดาวนีย์ (Lynn Downey) อดีตผู้เก็บรักษา (archivist) และนักประวัติศาสตร์ของบริษัทลีวายส์ (Levi Strauss & Co.) เคยกล่าวไว้ว่า “ผ้าเดนิมถือกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรป และเมื่อได้มาเจอบ้านที่สมบูรณ์พร้อมบนแผ่นดินอเมริกาอันรกร้าง การใช้งานและรูปแบบของผ้าเดนิมได้ถูกปรับเปลี่ยนไปด้วยนวัตกรรมของกางเกงยีนส์” (1)

ในความเป็นจริงผืนผ้าเดนิมได้ถูกตัดเย็บเป็นกางเกงยีนส์และสวมใส่โดยอเมริกันคาวบอย และอาจจะไม่ได้เอาผ้าเดนิมทำใบเรือของโคลัมบัส (Columbus’s ship) ออกค้นหาทวีปใหม่ตามที่ตำนานได้กล่าวเอาไว้ (2)

แต่ก็ดูเหมือนว่าช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การเกิดขึ้นของจักรวรรดินิยมการสื่อสาร (Media Imperialism) เหมือนจะทำหน้าที่ไม่ต่างจากเรือของโคลัมบัสเท่าไหร่นัก ในการที่ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของกางเกงยีนส์ที่ถูกทำหน้าที่เป็นส่วนขยาย (Extension) ของความเป็นอเมริกัน (3) ฝั่งตะวันตกออกสู่สายตาชาวโลกนับแต่นั้นมา


ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเกิดแผนงานฟื้นฟูยุโรป (European Recovery Programme: ERP) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า แผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) อันเป็นโครงการของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาช่วยเหลือแก่ทางยุโรปตะวันตก เพื่อป้องกันการพังทลายทางเศรษฐกิจ และเพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมรัฐชาติของยุโรปตะวันตกขึ้นมาใหม่ (4)

ชาวอังกฤษและเยอรมันก็ได้เห็นกางเกงยีนส์ลีวายส์เป็นครั้งแรกผ่านทหารอเมริกันจีไอที่สวมใส่กางเกงยีนส์ช่วงนอกเวลาทำงาน (5) ช่วงนั้นบรรดาวัยรุ่นชาวอังกฤษที่อยากได้กางเกงยีนส์จะจับกลุ่มกันที่ท่าเรือ เมื่อมีเรือพาณิชย์ของทั้งพลเรือนและของรัฐบาลกลางสหรัฐ (American Merchant Marine) เข้ามาเทียบที่ท่า พวกเขาจะเข้ามาขอซื้อกางเกงยีนส์ลีวายส์ก่อนที่เท้าของคนบนเรือจะแตะถึงพื้นดินซะอีก (6)

เยอรมันนีเองแม้จะแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ความใฝ่ฝันของชาวเยอรมันที่อยากจะเดินทางออกจากประเทศของตัวเองมุ่งสู่โลกใหม่อย่างอเมริกามีมาก่อนหน้าสงครามโลกครั้งนี้เกินร้อยปี อาจจะเริ่มนับตั้งแต่ความชื่นชอบของชาวเยอรมันที่มีต่อหนังสือนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ของนักเขียงชาวอเมริกันอย่าง เจมส์ เอฟ. คูเปอร์ (James F. Cooper) ที่ชื่อ The Last of the Mohicans (1826) และอีกราวๆหกสิบกว่าปีต่อมา


ความนิยมในนวนิยายแนวผจญภัยแถบฝั่งตะวันตกของอเมริกาผ่านเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างตัวละครอย่าง Winnetou กับ Old Shatterhand อย่างที่เขียนโดยชาวเยอรมัน คาร์ล เมย์ ( Karl May) ได้กลายเป็นหลักฐานอย่างดีที่แสดงถึงชาวโลกเก่าอย่างยุโรปมีความหลงใหลในดินแดนตะวันตกอันดิบเถื่อน (Wild West) ของอเมริกา และเกิดการกระตุ้นทำให้เกิดสโมสรคาวบอยและอินเดียนต่างๆขึ้นในประเทศเยอรมนี (7)

ความปรารถนาในการเดินทางไปยังดินแดนโลกใหม่อย่างอเมริกาทำให้พ่อค้าชาวเยอรมันที่มีฐานะอย่างลีวายส์ สเตราส์ที่เดินทางมาถึงนิวยอร์คในปี ค.ศ. 1847 แต่การไปใช้ชีวิตในอเมริกาไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่าย ทางเยอรมันจึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปใช้ชีวิตที่นั่น เกิดเป็นองค์กรทางวัฒนธรรมและการกีฬา (cultural and sports organization) ที่เรียกว่าสโมสรคาวบอยครั้งแรกในเมืองมิวนิกปี ค.ศ. 1913 (Cowboy Club München 1913 e.V. - CCM)

ซึ่งสมาชิกมีการเล่นสลากกินแบ่ง (lottery) เพื่อหาค่าเดินทางไปขุดทองยังแถบตะวันตกของอเมริกา มีการเรียนรู้ภาษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมและประเพณีของอเมริกา มีการฝึกขว้างบ่วงบาศ ขว้างมีด และฝึกการขี่บังคับสัตว์ รวมถึงทักษะฝีมือในการตัดเย็บเสื้อผ้าตามยุคสมัย ซ้อมเต้นรำพื้นบ้านของชาวอินเดียนแดง ถือว่าสโมสรประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการแนะนำวิถีชีวิตของคาวบอยและอินเดียนแดงบนฝั่งแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ใกล้เมืองมิวนิก (8)

ต่อมาภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง คาวบอยในเยอรมันต่างก็ใส่กางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 (9) ด้วยความหลงไหลในวัฒนธรรมการแต่งกายที่มาจากดินแดนฝั่งตะวันตกของอเมริกา

การกำเนิดขึ้นของกำแพงเบอร์ลินในเยอรมันปี ค.ศ. 1961 ได้แยกยุโรปออกเป็นสองฝั่ง ทำให้ไม่มีสินค้าใดๆจากภายนอกหลุดลอดผ่านม่านเหล็กไปยังยุโรปตะวันออกได้ มีเพียงสินค้าบางยี่ห้อที่ผลิตขึ้นภายในท้องถิ่นจากอีกฝั่งเท่านั้นที่สามารถนำไปขายในห้างของอีกฟากกำแพงได้

แต่กางเกงยีนส์ก็ยังคงเป็นที่ต้องการของทั้งสองฝั่งกำแพงโดยเฉพาะวัยรุ่น พิสูจน์เรื่องนี้ได้จากเหตุการณ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1965 เมื่อมีวัยรุ่นหญิงจากเยอรมันตะวันออกหลบหนีมายังฝั่งตะวันตกเพราะพ่อไม่ยอมให้ใส่กางเกงยีนส์ และทันที่ที่ได้รับเงินจากศูนย์ผู้ลี้ภัยในเบอร์ลินตะวันตกเธอก็ออกไปซื้อกางเกงยีนส์ของลีวายส์ทันที (10)


ทางด้านสหภาพโซเวียต การขายกางเกงยีนส์ลีวายส์ในช่วงนั้นยังคงเป็นเรื่องต้องห้าม แม้ว่าอเมริกาจะเป็นพันธมิตรในช่วงสงครามก็ตาม ในปี 1959 ทางราชวังแครมลิน (Kremlin) อนุญาตให้มีการจัดงานแสดงสินค้าจากทางอเมริกาได้ในสวนโซโกลนิคิ กรุงมอสโก (The American National Exhibition in Sokolniki Park, Moscow) ทางบริษัทลีวายส์เองได้นำกล่องที่บรรจุกางเกงยีนส์ไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการจำหน่ายหรือแจกจ่ายแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ก็ไม่สามารถที่จะหยุดความฉลาดของพนักงานลีวายส์ในตอนนั้นได้

ในขณะที่ชาวรัสเซียผู้กระหายอยากได้กางเกงยีนส์เข้ามาใกล้ที่จัดแสดงงานของลีวายส์ บรรดาเหล่าเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำทีหันหลังไปทางอื่นเสีย และกางเกงยีนส์เหล่านั้นก็ได้อันตรธานหายไปจากสัมภาระที่ใส่มาอย่างรวดเร็ว (11)

และเมื่อรัสเซียเปิดประเทศในช่วงต้นยุค 90 ทางบริษัทลีวายส์ได้รับการติดต่อทางจดหมายจากคนวัยหนุ่มสาวจากที่นั่นเพื่อขอซื้อกางเกงยีนส์ลีวายส์ หนึ่งในจดหมายนั้นมาจากครูสาววัย 24 ปี ลาริสา โปปิค (Larisa Popik) เธอได้เขียนไว้ว่าการใส่กางเกงยีนส์ครั้งแรกทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นเด็กนักเรียนหญิงอายุ 15 ปี (12)


สำหรับวัยรุ่นชาวเนเธอร์แลนด์ในช่วงยุค 60 สหรัฐอเมริกาถือได้ว่าเป็นประเทศที่ทันสมัยและพัฒนามากที่สุดในโลก และจากอิทธิพลของสื่อต่างๆและภาพยนตร์อเมริกัน ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจภายใน ประเทศที่เจริญรุ่งเรืองขึ้น ทำให้วัยรุ่นในเนเธอร์แลนด์มีความต้องการกางเกงยีนส์เพื่อที่จะมีตัวตน เพื่อจะมุ่งไปตามความปรารถนาของตนเอง แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมวัยรุ่นในสมัยนั้นอยู่ (13)


การเปลี่ยนมาสวมใส่กางเกงยีนส์จึงกลายเป็นสัญญะของการเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตทางสังคมและกำหนดตัวปัจเจกบุคคล (14)

ในช่วงปี ค.ศ. 1965 นิตยสาร Muziek Expres และ Hitweek ในเนเธอร์แลนด์ได้นำเสนอวัฒนธรรมจากอเมริกาและอังกฤษผ่านบทเพลง ดารา นักร้อง ผู้ที่มีชื่อเสียงต่างๆ นิตยสารได้นำเสนอข้อถกเถียงเกี่ยวกับกางเกงยีนส์ในลักษณะที่เป็นสากลมากขึ้น ทำให้กางเกงยีนส์เดนิมได้สูญเสียความหมายนัยยะแฝงแบบอเมริกันลงและเปลี่ยนผ่านความหมายของกางเกงยีนส์โดยมุ่งไปสู่ประเด็นการเป็นเสื้อผ้าที่นำเสนอถึงวัฒนธรรมของเยาวชนในเชิงพาณิชย์ระดับนานาชาติแทน (15)

กางเกงผ้าเดนิมได้เริ่มนำเสนอความเป็นเยาวชนที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมระหว่างประเทศ ในแง่นี้ การสวมกางเกงยีนส์จึงกลายมาเป็นหนทางสำหรับคนหนุ่มสาวได้แสดงบทบาทของพวกเขาในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมนานาชาติสมัยใหม่ นำไปสู่การแต่งกายที่เป็นแบบอย่างเดียวกันในสังคมตะวันตก (16)


ดังนั้นกางเกงยีนส์ก็ไม่ได้เป็นนวัตกรรมใหม่อะไร แต่กางเกงยีนส์คือการวิวัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยที่คล้ายคลึงอย่างมากกับความเป็นอเมริกานั่นเอง (17)


นิตยสารทั้งสองยังแสดงให้เห็นถึงพลังและอำนาจของแฟชั่นจากนักดนตรี ดาราชาวอเมริกันและอังกฤษที่กลายมาเป็นชนชั้นนำใหม่ (the new elite) ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดรูปแบบต่างๆของเด็กเยาวชนและชนชั้นล่างในยุโรปเวลานั้น และได้ข้อสรุปว่าแฟชั่นของเยาวชนที่เกิดขึ้นในยุโรปเป็นการลอกเลียนมาจากแฟชั่นของแคลิฟอร์เนียฝั่งตะวันตกของอเมริกา และในกรณีของเยาวชนก็เป็นเพียงการรวมตัวกันของชนชั้นในสังคม (18)


ช่วงกลางยุค 60 สองหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ Het Vrije Volk และ De Telegraaf ได้ตีพิมพ์เรื่องราวและถกเถียงกันบ่อยขึ้นว่าสำหรับโรงเรียนแล้วกางเกงยีนส์นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ ก่อนหน้านั้น De Telegraaf มองว่าการใส่กางเกงยีนส์นั้นไม่เหมาะสำหรับคนหนุ่มสาว และวิจารณ์ว่าการแต่งตัวแบบ “เสื้อสเวตเตอร์ขนาดใหญ่กว่าตัวและกางเกงยีนส์เดนิม” (oversized sweaters and denim jeans) เป็นการแต่งกายที่ลำลองจนเกินไป และยังบ่นถึงคนหนุ่มสาวที่ปฏิเสธที่จะแต่งตัวในโอกาสพิเศษต่างๆ

แต่หนังสือพิมพ์อย่าง Het Vrije Volk กลับมองกางเกงยีนส์ในเชิงบวกมากกว่า โดยบอกว่ามันเป็นวิธีการของเยาวชนในการแยกตัวเองเพื่อสร้างความแตกต่างจากคนรุ่นเก่า

ในช่วงปี 1960 ห้างสรรพสินค้าชาวดัตช์เช่น de Bijenkorf, C&A และ V&D ได้เริ่มโฆษณากางเกงยีนส์โดยการลอกมาจากนายแบบชาวอเมริกันในหนังสือพิมพ์ แต่ทั้ง Het Vrije Volk และ De Telegraaf กลับ มีทัศนคติค่อนข้างลบเกี่ยวกับผู้หญิงที่ใส่กางเกงยีนส์ ทั้งสองมองว่าเป็นการต่อต้านแฟชั่นและเป็นความท้าทายต่อบทบาททางเพศที่มีอยู่

แต่เมื่อครั้นเจ้าหญิง เบียทริกซ์ (Princess Beatrix) หรือในปัจจุบันรู้จักกันในนามสมเด็จพระราชินีนาถแห่งเนเธอร์แลนด์ (Queen of the Netherlands) ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกงยีนส์ยามว่างช่วงปี 1965 อันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของแฟชั่นจากข้างล่างขึ้นบนในสมัยนั้น

หนังสือพิมพ์ทั้งสองกลับตอบรับเรื่องนี้ค่อนข้างดีอย่างน่าแปลกใจและเริ่มมองกางเกงยีนส์ในแง่ดีมากขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของแฟชั่นที่มาจากราชวงศ์มีต่อผลกระทบต่อชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในสังคม ซึ่งหากเอากางเกงยีนส์เข้าไปรวมเข้ากับระบบของแฟชั่นแล้ว การถกเถียงว่าเวลาสวมใส่กางเกงยีนส์เป็นสิ่งบ่งบอกถึงการกำลังต่อต้านแฟชั่นก็ดูจะเหมือนลดน้อยลงไป (19)

ในยุโรปกางเกงยีนส์ได้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 แต่กางเกงยีนส์มีราคาแพงและหายาก (20) เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นผู้ผลิตในบางประเทศจึงเริ่มผลิตกางเกงยีนส์ของตัวเองซึ่งออกแบบคล้ายกับต้นฉบับของอเมริกา

กางเกงยีนส์ของยุโรปที่ผลิตมานานได้แก่ยี่ห้อ Chipie ในฝรั่งเศส ยี่ห้อ Rifle ในอิตาลี ยี่ห้อ Lee Cooper ในอังกฤษ ยี่ห้อ Mustang Jeans ในเยอรมนี และยี่ห้อ Gul & Blå ในสวีเดน (21)


ในปลายยุค 50 บริษัทลีวายส์ผลิตกางเกงยีนส์ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็เพื่อส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศ กางเกงยีนส์ได้ถูกโฆษณาผ่านสื่อต่างๆเช่นโปสเตอร์ นิตยสาร โทรทัศน์ รวมไปถึงภาพยนตร์ที่ถูกส่งออกไปเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมแบบอเมริกัน การโฆษณาผ่านสื่อที่นำเสนอกางเกงยีนส์ในช่วงนั้นจึงเป็นการขยายความเป็นอเมริกันฝั่งตะวันตกออกไปสู่โลกกว้าง และเป็นตัวเร่งเพื่อให้เกิดความต้องการกางเกงยีนส์ในตลาดโลกให้มากยิ่งขึ้น

ในช่วงนี้เองที่ลีวายส์ได้รับการติดต่อเรียกร้องจากหลายประเทศให้ส่งกางเกงยีนส์ไปจำหน่ายเช่น ไทย อังกฤษ และหมู่เกาะพิตแคร์น (Pitcairn Island) ในแปซิฟิกตอนใต้ (22)

ติดตามบทความต่อเนื่องตอนจบได้ที่นี่เร็วๆนี้นะครับ

อ้างอิง

(1)https://www.levistrauss.com/wp-content/uploads/2014/01/A-Short-History-of-Denim2.pdf เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(2)https://www.levistrauss.com/wp-content/uploads/2014/01/A-Short-History-of-Denim2.pdf เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(3) พิทยา ว่องกุล, (2547) เตือนภัยโลกไร้พรมแดนยุคทักษิโน-โลกาภิวัตน์. สายธาร. กรุงเทพฯ. น. 245.
(4) https://en.wikipedia.org/wiki/Marshall_Plan เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(5)https://www.levistrauss.com/wp-content/uploads/2014/01/A-Short-History-of-Denim2.pdf เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(6)https://www.levistrauss.com/wp-content/uploads/2014/01/A-Short-History-of-Denim2.pdf เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(7) https://www.muenchner-stadtmuseum.de/en/sonderausstellungen/archive/2013/cowboy-club-muenchen.html เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(8) https://www.muenchner-stadtmuseum.de/en/sonderausstellungen/archive/2013/cowboy-club-muenchen.html เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(9) https://www.levistrauss.com/2014/11/06/throwback-thursday-jeans-as-a-symbol-of-freedom-in-eastern-europe/ เข้าเมื่อ 14 กันยายน 2562
(10) https://www.levistrauss.com/2014/11/06/throwback-thursday-jeans-as-a-symbol-of-freedom-in-eastern-europe/ เข้าเมื่อ 14 กันยายน 2562
(11) https://www.levistrauss.com/2014/11/06/throwback-thursday-jeans-as-a-symbol-of-freedom-in-eastern-europe/ เข้าเมื่อ 14 กันยายน 2562
(12) https://www.levistrauss.com/2014/11/06/throwback-thursday-jeans-as-a-symbol-of-freedom-in-eastern-europe/ เข้าเมื่อ 14 กันยายน 2562
(13) Simmel, Georg. "Fashion" American Journal of Sociology 62 (1957): 541-558.
(14) Rubinstein, Ruth. Dress Codes: Meanings and Messages in American Culture. Boulder: Westview Press, 1995. P.261
(15) https://thesis.eur.nl/pub/39263 เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(16) Ross, Robert. Clothing: A Global History. Cambridge: Polity, 2008. P.170
(17) Sullivan J. (2006) “JEANS A CULTURAL HISTORY OF AN AMERICAN ICON” Gotham Books, published by Penguin Group (USA) Inc. P. 22
(18) https://thesis.eur.nl/pub/39263 เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(19) https://thesis.eur.nl/pub/39263 เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(20) https://www.denimhunters.com/history-of-jeans-1/ เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(21) https://www.denimhunters.com/history-of-jeans-1/ เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562
(22)https://www.levistrauss.com/wp-content/uploads/2014/01/A-Short-History-of-Denim2.pdf เข้าเมื่อ 13 กันยายน 2562

Send a message to learn more

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chiang Mai
50230