03/02/2024
🎯🎯🎯🎯
ในไลน์กลุ่มผู้ปกครอง กับ คุณครู ควรมีเด็กนักเรียนอยู่ในกลุ่มมั้ยคะ
คำตอบคือ.. ไม่ควรอย่างยิ่งค่ะ
เพราะ...
1. เด็กยังไม่มีวิจารณญาณในการเลือกรับรู้ข้อมูล...
หมายความว่า บางเรื่องที่ผู้ใหญ่เขียนลงมา โดยไม่มีเจตนาตำหนิ แต่เด็กอาจคิดว่า ตำหนิ... เอาจริงๆ บางทีผู้ใหญ่เองก็ยังมึนกับประเด็นนี้เลย🥲
2. เราจะแน่ใจได้อย่างไรคะว่า ผู้ใหญ่แต่ละท่านมีทักษะในการสื่อสาร...ข้อนี้ไม่อธิบายเยอะนะคะ พอคิดออกมั้ยคะ กลุ่มไลน์ที่มีแต่ผู้ปกครอง บางทีเรายังปวดหัวเลย😅
3. เด็กจัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ดีเท่าผู้ใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความกังวล ความโกรธ ฯ ดังนั้น หากเด็กรู้สึกกังวลมากเมื่อได้อ่านข้อความในไลน์ ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรม เช่น อาจหงุดหงิดมากขึ้น, นอนไม่หลับ, ไม่อยากไปโรงเรียน, ก้าวร้าวขึ้น ฯ
4. เมื่อเด็กรับรู้เรื่องของเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี อาจกระทบต่อพฤติกรรมที่มีต่อเพื่อน โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ดี มันจะคล้ายๆประจาน อาจทำให้เด็กหลายๆคนคิดแง่ลบกับเพื่อนคนนี้ ส่งผลเสียต่อเด็กตอนอยู่โรงเรียนแน่ๆ แล้วผลเสียนี้มันช่วยให้เด็กอยากดีขึ้น จริงหรือ??
จริงๆแล้ว ข้อมูลในไลน์ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงด้วยบางครั้ง อาจเป็นเพียง ข้อมูลที่เล่ามา รอการพูดคุยอยู่... หรือ หากเป็นจริง เป็นข้อเท็จจริง จริงๆ การจะลงโทษและช่วยเหลือเด็ก รู้กันแค่คนที่มีผลกระทบก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้ทุกๆคนรู้... เพราะมันไม่ช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมดีขึ้น...
ส่วนกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กหลายๆคน ครูก็ควรหาข้อสรุปว่าจะช่วยเหลือหรือแก้ไขยังไงให้เรียบร้อยก่อนที่จะแจ้งในไลน์ และควรแจ้งในรูปแบบที่มองเห็นทางออกเป็นรูปธรรม ให้ทุกคนสบายใจระดับหนึ่ง และควรเคารพตัวตนเด็กและครอบครัวเด็กทุกคน
การคิดว่าให้เด็กอยู่ในไลน์ด้วย ให้รู้ตัวไปเลย... หมอเห็นว่า เด็กก็คงรู้ตัวจริงค่ะ แต่คงเป็นในแง่อับอายและรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่ไม่คิดว่า แรงลบตรงนั้นจะช่วยให้พฤติกรรมเด็กดีขึ้น.. ไม่มีงานวิจัยไหนบอกว่า ความอับอายและรู้สึกแย่ต่อตัวเองจะช่วยให้พฤติกรรมดีขึ้นในระยะยาว ที่รู้แน่ๆส่งผลเสียต่อ self esteem ค่ะ...
พฤติกรรมเด็กจะดีขึ้น ก็เมื่อมีผู้ใหญ่มาบอกว่า
🔹พฤติกรรมไหนที่ไม่ดี
🔹 เคารพตัวตนเด็ก
(การประจานให้คนอื่นรู้ เรียกว่า ไม่เคารพตัวตนเด็ก)
🔹ชี้แนะและช่วยหาทางแก้ไข
หมออยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเราทำผิดในที่ทำงาน เราอยากเห็นหัวหน้าเอาสิ่งที่เกิดขึ้นมาบอกในไลน์กลุ่มมั้ย... หรือ อยากให้คุยตัวต่อตัว.... ได้คำตอบแล้วใช่มั้ยคะ 😊
หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
18/09/2023
เราทุกคนต้องเคยทำอะไรสักอย่างผิดพลาด
และถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง คือรู้สึกว่าเราจะได้เป็นที่รักทางใดทางหนึ่งเสมอ
ความรู้สึก ‘เป็นที่รักอยู่เสมอ’ เกิดขึ้นได้ในบางความสัมพันธ์ และพบบ่อยครั้ง ในครอบครัว แต่บางครั้งความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ถูกส่งต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่น คือการไม่ควรเอาอกเอาใจหรือสปอยล์ลูกมากจนเกินไปด้วยกลัวว่าลูกจะไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะเผชิญโลก
ในความเป็นจริงแล้วเด็กที่ได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยมมักจะเติบโตมาเป็นคนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองและมั่นใจในตัวเอง ซึ่งทำให้พวกเขาพร้อมเรียนรู้และทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาเป็นแรงจูงใจนอกไปจากความสุขและความพึงพอใจภายใน
อัลฟี โคห์น นักเขียนและอาจารย์ชาวอเมริกันในด้านการศึกษาการอบรมเลี้ยงดูและพฤติกรรมมนุษย์ กล่าวไว้ว่าความมั่นใจในตัวเองของเด็กนั้นขึ้นอยู่กับ “ความรักไม่มีเงื่อนไข” ที่พ่อแม่มอบให้และมันคือความรู้สึกเดียวกันกับประโยคที่ว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะยังคงเป็นที่รักอยู่เสมอ”
‘ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข’ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทำผิดแล้วไม่ต้องรับผลจากความผิดพลาด แต่หากทำผิดแล้วและรับผลจากการกระทำแล้ว เด็ก ๆ หรือแม้แต่ตัวเราเองยังต้องการที่จะรับรู้ว่าการทำผิดพลาดไม่ได้มีผลต่อความรักที่อีกฝ่ายมอบให้
เมื่อพ่อแม่เห็นลูกทำบางอย่างผิดพลาด แทนที่จะขู่ว่า “ถ้าทำแบบนี้อีก เดี๋ยวไม่รักนะ” เปลี่ยนเป็นอยู่เคียงข้างเขาในยามที่เขาแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง เช่น ไปยืนเป็นเพื่อนเมื่อลูกต้องเดินไปขอโทษลุงข้างบ้าน หรือรอจนกว่าเขาจะซ่อมแจกันที่ทำแตกจนเสร็จ และเรียนรู้ที่จะระมัดระวังมากขึ้นในครั้งถัดไป
การกระทำเหล่านี้จะช่วยให้เด็ก ๆ ไม่มองเห็นความผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่ การขอโทษคือบทสนทนาปกติ และการแก้ไขข้อผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
เช่นเดียวกับที่เขาจะได้เรียนรู้ว่า เขาไม่ได้ถูกรักเมื่อเขาทำดี หรือทำบางอย่างถูกใจพ่อแม่ แต่เขาจะรับรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะผิดพลาดหรือสำเร็จ เขาจะยังคงเป็นที่รักอยู่เสมอ
18/09/2023
ตัวตนของลูก
มีตัวตนของเรา
อยู่ข้างใน
ทัศนคติของเรา
ที่มีต่อตัวเอง และผู้อื่น
อยู่ในลูก
---
ว.แหวน
12/09/2023
5 เรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ควรจะหยอกล้อเด็ก เพราะจะทำให้ self-esteem ของเด็กลดลง - M.O.M
การแกล้งแซวหรือหยอกล้อเด็ก คงเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่หรือแม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนเห็นเป็นเรื่องธรร.....
05/09/2023
เด็กเรียนรู้ช้า
Slow Learner
เรียนรู้ช้าคืออะไร
เด็กเรียนรู้ช้า (slow learner) หมายถึงกลุ่มเด็กที่มีปัญหาการเรียน อันเนื่องมาจากการมีระดับเชาวน์ปัญญาที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย แต่ยังไม่ถึงระดับของความบกพร่องทางสติปัญญา ไม่ถือเป็นการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชเด็ก แต่ก็ยังเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลช่วยเหลือ เพราะว่าเด็กมักมีปัญหาการเรียนในชั้นเรียนเสมอ เด็กเรียนหนังสือได้ แต่จำเป็นต้องเพิ่มเวลาให้มากขึ้น ทบทวนซ้ำบ่อยขึ้น และเสริมสื่อการเรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ทันเด็กอื่น
กลุ่มเด็กเรียนรู้ช้า (slow learner) ครอบคลุมระดับเชาวน์ปัญญา 2 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย (low average, IQ 80-89) และคาบเส้น (borderline, IQ 70-79)
เด็กมักมีปัญหาการเรียน ไม่สามารถทำงานหรือเรียนรู้ได้เท่ากับเด็กในช่วงวัยเดียวกัน การรับรู้ เรียนรู้ และเข้าใจในสิ่งต่างๆ ช้ากว่าเด็กคนอื่น โดยเฉพาะการคิดเชิงนามธรรมและการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจช้า มักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่เหมาะสมตามวัย มักใช้การลองผิดลองถูก มักมีปัญหาทางอารมณ์และการปรับตัวตามมา
ระบาดวิทยา
เด็กเรียนรู้ช้า อ้างอิงตามเกณฑ์ระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ช่วง 70-89 คือ กลุ่มที่มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย (low average) และระดับคาบเส้น (borderline) ในการกระจายตัวแบบปกติ พบได้ร้อยละ 22.8 ของเด็กวัยเรียน ส่วนความแตกต่างระหว่างเพศยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนในกลุ่มนี้
จากการสำรวจสถานการณ์ระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ในเด็กไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปี พ.ศ.2559 โดยกรมสุขภาพจิต พบว่า กลุ่มที่มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย (IQ ช่วง 80-89) พบร้อยละ 15.8 และกลุ่มที่มีระดับเชาวน์ปัญญาระดับคาบเส้น (IQ ช่วง 70-79) พบร้อยละ 10.2 รวมทั้งสองกลุ่ม พบเด็กเรียนรู้ช้า ร้อยละ 26
ลักษณะอาการ
เด็กเรียนรู้ช้า พบได้ในโรงเรียนปกติทั่วไป เด็กมักดูแลช่วยเหลือตนเองได้ดี จึงทำให้คุณครูและผู้ปกครองไม่ทราบปัญหา เมื่อเข้าเรียนได้ระยะหนึ่งแล้ว จะพบว่าเรียนไม่ทันเพื่อน รับรู้และเข้าใจได้ช้า จำไม่ค่อยแม่น ต้องทบทวนซ้ำบ่อยๆ
เด็กที่เรียนรู้ช้า จะมีลักษณะดังนี้ คือ มีปัญหาการเรียน เรียนรู้ รับรู้ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน
ด้านความสนใจ พบว่า มีความยากลำบากในการคงความสนใจ ทำกิจกรรมได้ไม่นาน มักความความสนใจใฝ่รู้ในระดับน้อย ไม่ค่อยซักถามหรือติดตามหาคำตอบ
ด้านความจำ พบว่า มีความจำสั้นระยะสั้นไม่ดี แต่มีความจำระยะยาวใกล้เคียงปกติ และมักจำได้ดียิ่งขึ้นถ้าเป็นเรื่องที่มีความหมาย เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
ด้านการเรียนรู้ พบว่า มีความยากลำบากในการเรียนรู้ หรือการนำประสบการณ์จากสถานการณ์หนึ่งมาปรับใช้ในอีกสถานการณ์หนึ่ง มักแก้ปัญหาโดยวิธีลองผิดลองถูก
ลักษณะอาการอื่นๆ ที่พบร่วมได้ มากกว่ากลุ่มเด็กปกติ มีดังนี้
1. มีสภาวะการเจริญเติบโตของร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์
2. มีปัญหาการทำงานประสานของกล้ามเนื้อ
3. มีพฤติกรรมเด็กกว่าวัย
ผลกระทบ
ผลจากการเรียนรู้ช้า คือทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ทำงานไม่เสร็จตามที่มอบหมาย
ผลกระทบที่ตามมา คือเด็กมักถูกต่อว่าจากคนรอบข้างในเรื่องทำงานหรือการบ้านไม่เสร็จตามที่มอบหมาย มักถูกเพื่อนล้อเลียน เด็กมักขาดกำลังใจ ขาดแรงจูงใจ ขาดความภูมิใจในตนเอง และขาดทักษะชีวิตที่จำเป็นในหลายด้าน โดยเฉพาะทักษะด้านการจัดการอารมณ์ และทักษะการแก้ไขปัญหา
เมื่อเด็กไม่ได้รับการยอมรับหรือชื่นชมในด้านการเรียน เด็กก็จะหันไปหาการยอมรับในด้านอื่นแทน หรือหันไปหาจุดเด่นในทางลบแทน เช่น แกล้งเพื่อน ชกต่อย ตีกัน ฯลฯ ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนเพิ่มขึ้น
เนื่องจากการเรียนรู้ช้า ทำให้เด็กขาดความรู้และทักษะที่ควรได้รับตามวัย ต้องเข้าสู่ระบบงานเมื่ออายุน้อย ทำงานในระดับใช้แรงงานมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุราและสารเสพติดได้ง่าย
แนวทางการดูแลรักษา
เด็กเรียนรู้ช้า มักขาดความภูมิใจในตนเอง และขาดทักษะหลายด้าน ซึ่งควรได้รับความช่วยเหลือ โดยแนวทางการดูแลรักษา ดังนี้
1) เสริมสร้างความภูมิใจในตนเอง
เด็กที่เรียนรู้ช้า มักขาดความภูมิใจในตนเองในด้านการเรียน เนื่องจากเด็กไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน ถูกต่อว่าจากคนรอบข้างเป็นประจำ มักทำงานช้า ไม่ค่อยเสร็จ และเรียนตามเพื่อนไม่ทัน ทำให้เบื่อหน่ายการเรียน ขาดความมั่นใจ รู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าเพื่อน
จึงควรคอยสนับสนุน เสริมสร้างกำลังใจ สร้างแรงจูงใจ สร้างความภาคภูมิใจ และปรับเปลี่ยนเจตคติที่มีต่อเด็กใหม่ โดยเน้นที่ความพยายามและความรับผิดชอบในด้านการเรียน การประเมินผลเน้นทักษะที่เด็กมีการพัฒนาขึ้นจากเดิม
สร้างกำลังใจ โดยช่วยให้เด็กเข้าใจในศักยภาพของตนเอง รู้ว่าตนเองยังเป็นคนที่มีความสามารถ สามารถเรียนรู้ต่อไปได้ แต่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเพื่อน หมั่นทบทวนเรื่องที่เรียนบ่อยๆ และมีเวลาให้เด็กซักถามและระบายความคับข้องใจต่างๆ
สร้างแรงจูงใจ โดยการให้รางวัลทันทีที่เด็กสามารถทำงานเสร็จตามที่มอบหมาย รางวัลอาจเป็นขนม ของกิน ของเล่น ที่เด็กชอบเล็กๆ น้อยๆ คำชม การโอบกอด หอมแก้ม สีหน้าและท่าทางแสดงความชื่นชมที่เด็กทำได้ ในกรณีที่งานมีความยากและปริมาณมาก ให้ย่อยงานเป็นขั้นตอนย่อยๆ และให้รางวัลทีละขั้น เพื่อให้เด็กไม่เบื่อหรือท้อเสียก่อน ในขณะเดียวกัน ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมด้วยว่าเด็กมีอิดออด ลุกจากที่ หรือไม่ ถ้ามีให้เข้าไปจัดการโดยเร็ว โดยให้ความสนใจ แตะตัว พากลับมานั่งที่ และช่วยสอนเพิ่มเติม
สร้างความภาคภูมิใจ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝน และแสดงความสามารถในด้านต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น เล่นกีฬา วาดรูป ร้องเพลง เต้น เล่นดนตรี ทำขนม ทำอาหาร ฯลฯ โดยเริ่มต้นตามความสนใจของเด็กก่อน ฝึกให้เด็กทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ จนสำเร็จได้ด้วยตนเอง ชื่นชมและให้คำชมเชยเป็นระยะในความสามารถด้านที่เด็กมีการพัฒนาขึ้น และที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องมีความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเด็กด้วย
2. การช่วยเหลือด้านการเรียน
เพื่อให้เด็กมีความรู้และทักษะที่จำเป็น จึงควรกระตุ้นให้ทบทวนบทเรียนบ่อยๆ พยายามทำงานหรือการบ้านให้สำเร็จแม้จะใช้เวลานานก็ตาม หาวิธีการเรียนรู้อื่นเข้ามาเสริมหรือทดแทนควบคู่ไปด้วย ควรสอนเสริมพิเศษแบบตัวต่อตัว หรือกลุ่มเล็กๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะพื้นฐานที่จะเป็น โดยฝึกอ่านทบทวนบทเรียน และฝึกทำแบบฝึกหัดอย่างสม่ำเสมอ
เด็กจะอ่านหนังสือได้เข้าใจมากขึ้น ถ้ามีการเชื่อมโยงเรื่องที่อ่านกับเหตุการณ์ในชีวิตประวัน หรือประสบการณ์ที่เคยเรียนรู้มา การกระตุ้นให้เด็กคิดและตั้งคำถามกับเรื่องที่อ่าน ก็ยิ่งช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจสิ่งที่อ่านมากขึ้น และมีความกระตือรือร้นที่จะค้นหาคำตอบจากเรื่องที่อ่าน
การใช้รูปภาพ แผนภูมิ แผนผัง ประกอบการสอนจะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น และการใช้สื่อมัลติมีเดียประกอบการสอนจะช่วยทำให้เด็กสามารถจดจำเรื่องที่เรียนได้ดีขึ้น
มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลความเป็นไปของเด็กระหว่างคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจสภาพของปัญหาและร่วมมือกันแก้ไข ถ้าไม่มีเวลาหรือโอกาสพบปะกันโดยตรง อาจใช้การเขียนในสมุดการบ้านของเด็กเพื่อให้ผู้ปกครองรับทราบ หรือมีสมุดไว้เขียนสื่อสารระหว่างกัน
3.การพัฒนาทักษะทางสังคม
เด็กที่เรียนรู้ช้า มักพบปัญหาถูกเพื่อนล้อ กลั่นแกล้ง หรือถูกแหย่ เนื่องจากคิดช้าทำช้าไม่ทันเพื่อน ทักษะการแก้ปัญหาไม่ค่อยดี ควบคุมอารมณ์ตนเองได้น้อย เมื่อถูกแกล้งก็จะโวยวาย ก้าวร้าว และแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เป็นจุดสนใจของเพื่อน และถูกรุมแกล้งเป็นประจำ
การฝึกทักษะทางสังคม ซึ่งรวมถึงทักษะในการสื่อสาร และทักษะการจัดการอารมณ์ จะช่วยเหลือให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2561). คู่มือการดูแลสุขภาพจิตเด็ก กลุ่มปัญหาการเรียน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: พรอสเพอรัสพลัส.
29/08/2023
ทำไมการจัดการกับความโกรธถึงสำคัญ ?
- อันที่จริงแล้ว ความโกรธเป็นอารมณ์ที่
ปกติมาก ๆ แต่เหตุผลสำคัญที่เด็ก ๆ ควรได้รับ
การฝึกฝนทักษะการจัดการกับความโกรธ
ก็เพราะว่าความโกรธสามารถเปลี่ยนไปเป็น
พฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้าน ดูหมิ่นได้ !
ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ของเราแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก
ออกมา ไม่ว่าจะเป็น การถ่มน้ำลาย การโต้เถียง
การตะโกน การขว้างปาสิ่งของ ฯลฯ
- 5 วิธีในการสอนเด็ก ๆ ให้จัดการกับ
ความโกรธ มีดังนี้
1. “ สอนเด็ก ๆ ให้แยกความแตกต่าง
ระหว่างอารมณ์กับพฤติกรรม “
สอนให้เด็กๆ รู้จักกับอารมณ์ของตัวเอง
เพื่อให้พวกเขาสามารถแสดงความโกรธ
หงุดหงิด และความผิดหวังออกมา
การพูดกับเด็ก ๆ ว่า " การโกรธเป็นเรื่องปกติ
แต่การตีไม่ใช่เรื่องปกติ " จะช่วยให้เด็ก ๆ เห็นว่า
เขาเป็นผู้ควบคุมการกระทำของตัวเอง
เมื่อพวกเขาโกรธ
บางครั้งพฤติกรรมก้าวร้าวก็เกิดขึ้นจาก
ความรู้สึกอึดอัด ดังนั้น พยายามช่วยลูก ๆ
ของคุณสำรวจว่าทำไมพวกเขาถึงโกรธ
2. “ จำลองทักษะการจัดการความโกรธ
ที่เหมาะสม”
วิธีที่ดีที่สุดในการสอนเด็ก ๆ ให้จัดการกับ
ความโกรธ คือ การแสดงให้พวกเขาเห็นว่า
คุณจัดการกับอารมณ์ของคุณอย่างไร
แม้ว่าการปกป้องลูก ๆ จากปัญหาของผู้ใหญ่
จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การแสดงให้พวกเขาเห็นว่า
คุณจัดการกับความรู้สึกโกรธอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ดี
ทำให้พวกเขาเข้าใจว่าบางครั้งผู้ใหญ่ก็โกรธได้
เช่นกัน
เป็นเรื่องปกติที่จะพูดว่า “ ฉันโกรธที่รถคันข้างหน้า
ไม่ยอมหยุดให้เด็กพวกนั้นข้ามถนน แต่ฉันจะหยุด
เพื่อให้พวกเขาข้ามไปได้อย่างปลอดภัย ”
การพูดความรู้สึกของคุณจะสอนให้เด็ก ๆ พูดถึง
อารมณ์ของพวกเขา
3. “ สร้างกฎความโกรธ ”
ครอบครัวส่วนใหญ่มีกฎครอบครัวอย่าง
ไม่เป็นทางการ สำหรับพฤติกรรมที่ยอมรับได้
และพฤติกรรมไม่ควรทำเมื่อโกรธ
สร้างกฎครอบครัวที่เป็นลายลักษณ์อักษร
ให้สอดคล้องกับสิ่งที่คุณคาดหวังให้เด็ก ๆ เป็น
และกฎของความโกรธควรมุ่งเน้นไปที่
การปฏิบัติตนด้วยความเคารพต่อผู้อื่น
พูดถึงเรื่องที่เด็ก ๆ ไม่ควรทำ เช่น
ความก้าวร้าวทางกาย การดุด่า และการทำลาย
ข้าวของ เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าพวกเขาไม่สามารถ
ทำสิ่งที่คุณระบุได้
4. “ สอนทักษะการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ดี ”
เด็ก ๆ จำเป็นต้องรู้วิธีในการจัดการกับ
ความโกรธอย่างเหมาะสม
แทนที่จะดุพวกเขาว่า “ อย่าตีน้อง ”
ให้อธิบายว่าเขาทำอะไรได้บ้าง
เช่น เมื่อรู้สึกหงุดหงิดให้เดินหนีเขา
คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถถามเด็ก ๆ ได้ว่า
" ลูกคิดว่าลูกจะทำอะไรได้บ้างแทนการตี "
เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ คิดวิธีที่อาจเป็นประโยชน์
นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสร้าง
ชุดสงบสติอารมณ์ให้กับเด็ก ๆ โดยใส่
สิ่งของที่ช่วยให้พวกเขาสงบสติอารมณ์
ลงในกล่อง เช่น สมุดระบายสีและดินสอสี
โลชั่นที่มีกลิ่นหอม หรือเพลงที่ผ่อนคลาย
การใช้ประสาทสัมผัสช่วยให้จิตใจ
และร่างกายสงบลงได้
5. “ เสนอผลลัพธ์เมื่อจำเป็น ”
เสริมแรงจูงใจให้แก่ลูกของคุณ
เมื่อพวกเขาทำตามกฎแห่งความโกรธ
เช่น ให้รางวัล กล่าวคำชม
และแสดงถึงผลเสียที่เขาจะได้รับ
เมื่อพวกเขาทำผิดกฎ เช่น เขาต้องช่วย
ทำงานบ้าน และสูญเสียสิทธิพิเศษบางอย่าง
___________________________________
อ้างอิงจากบทความเรื่อง
5 Ways to Teach Your Child Anger
Management Skills
โดย Amy Morin, LCSW
20/08/2023
ความสุขแบบ "มาตาลดา"
ทำได้..ในทุกวัน 🙂🥰
21/06/2023
ฟังอย่างตั้ง และเป็นผู้ฟังที่ดี 🥰
#คุยกับลูกยังไงให้เข้าใจกันมากขึ้น
ปัญหาหนึ่งที่พ่อแม่มักพาลูกๆ มาปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นคือ ความสัมพันธ์กับลูก เช่น ไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกันบ่อย ลูกไม่ค่อยเล่าอะไรให้ฟัง ลูกเข้าวัยรุ่นแล้วไม่เหมือนเดิม เป็นต้น
หมอจึงอยากมาสรุปเทคนิคและข้อที่ควรทราบในการคุยกับลูกวัยรุ่นให้ฟัง คุยยังไงจึงจะไม่ทะเลาะกัน และลูกๆ อยากจะเล่าอะไรให้ฟัง
1. เด็กวัยรุ่นจะมีพื้นที่ส่วนตัว มีความลับบ้างตรงนี้เป็นปกติ การที่เขาไม่ได้เล่าให้พ่อแม่ฟังทุกเรื่อง หมายถึงว่า ลูกของเราไม่ได้เป็นเด็กเล็กๆแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ของลูกวัยรุ่นควรทำความเข้าใจ ไม่ต้องไปโกรธหรือบังคับให้เขาเล่าทุกเรื่อง จะทะเลาะกันเปล่าๆ
2. ถ้าอยากให้ลูกไว้ใจพอที่จะเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังแม้จะเป็นวัยรุ่น "พ่อแม่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี"
3. เริ่มด้วยการฟังลูกให้มากตั้งแต่เล็ก เพราะตอนเล็กๆ ลูกจะชอบเล่าอะไรต่างๆให้พ่อแม่ฟังมาก แต่ตอนนั้นพ่อแม่บางคนกลับไม่ค่อยมีเวลารับฟังลูก พอลูกอยากจะเล่าให้พ่อแม่ฟังแต่พ่อแม่ไม่ค่อยฟัง ตอนหลังโตขึ้นเมื่อมีเพื่อนก็จะไปเล่าให้เพื่อนฟังแทน พ่อแม่เพิ่งมาอยากให้ลูกเล่าตอนโต ตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว (ซึ่งตรงนี้แม่ของแอนนาก็ทำได้ดีมาก)
4. แต่บางครั้งแม้พ่อแม่จะทำแบบข้อ 3 มาตั้งแต่เด็กยังเล็ก คือ สนิทกับลูกนะ คุยกับลูกทุกวันเลย ฟังลูกตลอด แต่บางทีการฟังของแม่เปลี่ยนไปตอนลูกเป็นวัยรุ่น
5. พอลูกเป็นวัยรุ่น พ่อแม่มักมีความกังวลมากขึ้น เพราะพัฒนาการวัยรุ่นบางอย่าง เช่น ช่างเถียง มีเหตุผลของตัวเอง อารมณ์ร้อนขึ้น ฯลฯ ควรทำความเข้าใจตรงนี้ จัดการความกังวลของพ่อแม่ ไม่คาดหวังว่าลูกจะเป็นเหมือนตอนเด็กๆ
6. เวลาที่ลูกเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง ควร "รับฟังด้วยความเข้าใจในความรู้สึกของลูก" ตอนนั้น อย่าคิดแต่ว่าจะฟังเพื่อจะ ตอบหรือสอนลูก
7. การฟังที่ดีคือมองหน้า สบตา เก็บโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ อาจพยักหน้าเป็นระยะ และไม่รีบพูดแทรก แนะนำว่า ทำไมไม่ทำแบบนั้น ทำไมไม่คิดแบบนี้
8. หากจะพูดในเวลาที่ลูกมาเล่าอะไรที่ไม่สบายใจให้เราฟัง ควรเป็นคำพูด ’สะท้อนความรู้สึก‘ เช่น “แม่คิดว่าหนูคงเสียใจ น้อยใจที่เจอแบบนั้น” ไม่ใช่คำพูดว่า “แม่ว่ามันไม่เห็นมีอะไรเลย ชีวิตหนูก็ดีออกนะ เด็กคนอื่นแย่กว่าหนูตั้งเยอะ หนูคิดมากไปรึเปล่า” (คำพูดแบบนี้แหละ ที่เราไม่ควรพูดกับคนที่ไม่สบายใจอยู่ ซึ่งบางทีหลายๆคนจะเผลอพูดโดยที่ไม่ได้คิดอะไร)
9. ให้ฟังด้วยความมีสติ อย่ามีอารมณ์เกินไปกับเรื่องที่ลูกเล่า หมอเคยคุยกับเด็กๆบางคนที่ไม่ค่อยอยากเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟัง เพราะพ่อแม่มีความกังวลสูง พอเล่าไปพ่อแม่เครียดกว่าเด็กอีก เด็กก็จะรู้สึกว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ ไม่เล่าดีกว่า
10. เน้นอีกรอบค่ะ ว่าเรื่องที่ลูกเล่าให้พ่อแม่ฟังบางครั้งอาจ "กระตุ้นต่อม" การอยากตอบของพ่อแม่ อยากอธิบาย อยากบอกว่าเขาทำผิด ไม่เหมาะสม แต่ทว่าลูกไม่ได้อยากให้พ่อแม่สอน ตำหนิหรือวิจารณ์เขาตั้งแต่ต้น ต้องอดทน หายใจเข้าออกลึกๆ ฟังเขาให้มากๆ ฟังให้เข้าใจความรู้สึกเขาก่อน
11. การแนะนำทำได้ แต่ต้องฟังให้จบก่อน ถ้าลูกรู้สึกว่าเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟังทีไร พ่อแม่รีบพูด บ่น อธิบายว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ทุกครั้ง ถูกดุทุกที ทีหลังลูกมีอะไรก็อาจจะเก็บเอาไว้ไม่บอกดีกว่า สุดท้ายกลายเป็นความห่างเหิน คุยกันทีไรทะเลาะกันทุกครั้ง
12. ดูแลสุขภาพจิตของพ่อแม่ด้วย บางครั้งความเครียดความกังวลไม่ว่าจะเรื่องลูกหรือเรื่องต่างๆ ในชีวิต ก็มีผลต่ออารมณ์ของเราเวลาที่พูดคุยกับลูกได้ โดยที่เราไม่ทันตั้งใจ
บางครั้งที่คุยกันพ่อแม่ไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจ แต่ฟังเพื่อที่จะสอน วิจารณ์ หรือตอบโต้ ทำให้คุยกับลูกไม่เข้าใจกันสักที
ถ้ามี 12 ข้อและพ่อแม่ทำตาม รับรองว่าลูกๆมีอะไรก็อยากจะมาเล่าให้พ่อแม่ฟัง ทะเลาะกันน้อยลงแน่นอน ไม่ต้องพาลูกไปหาจิตแพทย์เด็กด้วย
ส่งกำลังใจให้พ่อแม่ลูก ผู้ใหญ่และเด็กๆ ทุกคนนะคะ
#หมอมินบานเย็น