ก่อการครูแพทย์ : Transformative Learning for Medical Education

ก่อการครูแพทย์ : Transformative Learning for Medical Education ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ก่อการครูแพทย์ : Transformative Learning for Medical Education, การศึกษา, 477 M.7 Chiangdao, Chiang Dao.

ชมรม "ก่อการครูแพทย์"

คืออะไร
ครูแพทย์กลุ่มหนึ่ง ที่สนใจการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความสุข อยากแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ในการเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีส่วนร่วม และช่วยกันสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และเป็นเจ้าของร่วมกัน

กำเนิด
5 ธันวาคม 2562 ณ มะขามป้อมอาร์ตสเปส อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
https://www.facebook.com/profile.php?id=100065079630855&sk=reviews

คณะกรรมการชมรม (1 ตค 2565)
ประธาน ผศ นพ พนม เกตุมาน
รองประธาน อ นพ พัฒน ธัญญกิตติกุล
กรรมการ 10 คน
รศ นพ นันทวัช สิทธิรักษ์
ผศ พญ จิราภรณ์ อรุณากูร
พญ สิริลักษณ์ วงศ์ชัยสุริยะ
รศ นพ ยอดยิ่ง แดงประไพ
ผศ นพ สมบูรณ์ หทัยอยู่สุข
ผศ นพ ชยุต วงศ์เลิศวิศวกร
ผศ นพ ดารุจ อนิวรรตนพงศ์
นพ วุฒิภัทร เอี่ยมมีชัย
นพ วิชยุตม์ เพศยนาวิน
นาย ศุภวิชช์ สงวนคัมธรณ์

สมาชิกชมรม
1. ครูแพทย์ ครูทันตแพทย์ ครูเภสัชกร ครูพยาบาล ครูที่สอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ต้องทำหน้าที่สอนนิสิตนักศึกษา แพทย์ประจำบ้าน สอนเพื่อนร่วมงาน สอนผู้ป่วยและญาติ
2. นิสิตนักศึกษาแพทย์ประจำบ้าน เฟลโล ที่สนใจความเป็นครู
3. ครูทั่วไป
สมาชิกสามารถสมัครเช้าร่วมชมรม โดยสมัครทาง page “ก่อการครูแพทย์” (ไม่มีค่าสมัคร)
จำนวนสมาชิกปัจจุบัน 221 คน (1 ตุลาคม 2565)

เป้าหมายชมรม
ครูแพทย์มาช่วยสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีความสุขร่วมกัน

พันธกิจ ทำอะไร
กิจกรรมหลัก 3 ประเภท
1. เผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์การเรียนการสอน โดย เฟซบุ๊คเพจ “ก่อการครูแพทย์ Transformative Learning for Medical Education”
2. จัดกิจกรรมส่งเสริมความเป็นครูแพทย์
3. สร้างเครื่องมือและองค์ความรู้สำหรับครูแพทย์

กิจกรรมแรก
จัดขึ้นวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 17.00-19.00 น. โดยใช้ซูมระดมความคิด ระดมใจ จากครูแพทย์ 30 ท่าน ที่มีประสบการณ์ "การเรียนรู้แบบเปลี่ยนแปลงจากภายใน" (transformative learning) เพื่อกำหนดเป้าหมาย และแนวทางของชุมชนนี้ร่วมกัน
โจทย์สำคัญสำหรับครูแพทย์ "ทำอย่างไรให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงอย่างมีความสุข และผู้สอนมีความสุขด้วย"
ในการเสวนาเราจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 3 หัวข้อครับ
1 Start with why อะไรทำให้เข้าร่วมเสวนาครั้งนี้ อะไรทำให้เราอยากเปลี่ยนแปลง มี pain point อะไร ในการเป็นครูแพทย์ มีคำถามอะไรอยู่ในใจบ้าง อยากรู้อะไรเพิ่มเติม
2 Are you OK? เคยเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนอะไรบ้าง เคยมีประสบการณ์เรื่อง transformative learning อะไร เคยใช้มาแล้วบ้างไหม สำเร็จหรือไม่ ทำอย่างไร
3 What is your idea? อยากแลกเปลี่ยนอะไร อยากจะทำอะไรต่อ กับใคร อยากให้ "ก่อการครู" ขับเคลื่อนไปอย่างไร อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างระยะสั้น ระยะยาว

กิจกรรมต่อมา
ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=100065079630855


ความคาดหวังของชมรม
1 ครูแพทย์ที่สนใจมารู้จักกัน มีใจร่วมกัน engagement and relationship
2 มีเป้าหมาย ทิศทางร่วมกันในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (shared goal and shared vision, meaning and purpose)
3 สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ ท้าทาย จนอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อ (positive emotion) จนเกิด PLC (Professional Learning Community) ที่มี KM (Knowledge Management) share - link- learn
4 กลุ่มย่อยที่สนใจคล้ายกัน อยากจับมือทำงานร่วมกันต่อ (connection and collaboration) ตามความชอบที่แตกต่างกัน
5 การเปลี่ยนแปลงในสถาบัน การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (mindset, structure and system changing)

แนวทางหลักและทฤษฎี
1. การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)
2. จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology)

คำขวัญของชมรม
"สอนสนุก อยากสอน
เรียนสนุก อยากเรียน"

“Learning > Teaching”

สรุปผลงาน 2564
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid033JNF5feaBTJp9Sk7mH3m9GkjH2a4LTshDqWRJZWj5TZjAE5STBsB8Qj5o9Z9BKxLl&id=108680751276717



ติดต่อประสานงาน
นพ พนม เกตุมาน [email protected]

เชิญร่วมเสวนา  ฟรีPostvention to Preventionการป้องกันโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตาย ในโรงเรียนแพทย์โดย ชมรมก่อการครูแพทย์ และ ...
24/10/2025

เชิญร่วมเสวนา ฟรี
Postvention to Prevention

การป้องกันโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตาย ในโรงเรียนแพทย์

โดย ชมรมก่อการครูแพทย์ และ Thaihealth Academy

แลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเสริมสร้าง และป้องกันโรคซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิต ในสถาบันการแพทย์

ทางซูม วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 20.00-21.30

เซฟลิงค์ แล้วบอกต่อกันเลยครับ

Zoom Meeting
วันเสาร์, 1 พฤศจิกายน⋅20:00 น. – 22:00 น.
https://us02web.zoom.us/j/2907483188?pwd=8xtHN0mQnOtUyHBDmAsKLxz43X8iUB.1&omn=81545085683
Panom Ketumarn is inviting you to a scheduled Zoom meeting.
Join Zoom Meeting
https://us02web.zoom.us/j/2907483188?pwd=8xtHN0mQnOtUyHBDmAsKLxz43X8iUB.1&omn=81545085683

Meeting ID: 290 748 3188
Passcode: 1234

Zoom is the leader in modern enterprise cloud communications.

ก้าวเป็นแพทย์ให้สนุก และมีคุณค่าอาจารย์เปิ้ล Sirilak Wongchaisuriya ชวนนิสิตแพทย์เล่นๆเรียนๆชวนเปลี่ยนแปลงตนเอง จากภายใน...
30/01/2025

ก้าวเป็นแพทย์ให้สนุก และมีคุณค่า
อาจารย์เปิ้ล Sirilak Wongchaisuriya ชวนนิสิตแพทย์เล่นๆเรียนๆ
ชวนเปลี่ยนแปลงตนเอง จากภายใน

Be Myself with Growth Mindset
กิจกรรม MPD สำหรับนสพ.ปี 4 ครั้งที่ 4 ครั้งสุดท้าย และ rotate ward สุดท้ายแล้ว
Tune-in
ผ่อนพักตระหนักรู้
เกมผึ้งแตกรัง
10 good things
วาดภาพความสุขของนสพ.ปี 4
ภูเขาน้ำแข็ง และคลิปสั้น เพื่อเข้าใจความรู้สึก positive และ negative
การดูแลอารมณ์ (Rapid emotional management)
Check out

วัตถุประสงค์ให้น้องๆเข้าใจอารมณ์บวกและลบ และให้ค่ามันเท่าๆกัน เป็นอารมณ์ที่เราต้องดูแลมากน้อยต่างกัน และฝึกที่จะดูแลอารมณ์เหล่านี้
Check out ด้วยโจทย์: ขอโทษ-ขอบคุณ-ร้องขอ

ทำเอาอ.เปิ้ลน้ำตาแตกเลย 😭

น้องๆขอบคุณเพื่อนร่วม rotate, เพื่อนร่วมชั้น, roommate และขอบคุณอาจารย์
อ.เปิ้ลยิ้มแก้มปริ เพราะพลังงานของน้องๆดีงามมาก แสดงถึงความผูกพัน การดูแลกันและกัน และมีความสุขที่ได้มาอยู่ที่จันทบุรี แม้ปี4 จะเป็นปีที่ต้องปรับตัวในการเรียนมาก และเหนื่อยมากๆก็ตาม แต่ก็ยังเห็นพลังในการอยากเรียนรู้ต่อไปเพราะเพื่อนๆช่วยเกื้อกูลกัน พลังงานดีๆและกระตือรือร้นของน้องๆส่งผลทำให้อาจารย์อยากสอน สุดท้ายความสัมพันธ์จึงดีงาม

และคำพูดของน้องที่ทำให้รู้สึกดีจนร้องไห้ออกมาคือ
”หนูรู้สึกว่าการได้มาอยู่ที่ศูนย์แพทย์พระปกเกล้าเป็นโชคดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของหนูเลยค่ะ“
“ขอบคุณอาจารย์ที่ทุ่มเทจัดกิจกรรมเหล่านี้ให้พวกเรา มันคือทักษะที่นำไปใช้ในชีวิตจริง และทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นครับ”

มีน้องเคยบอกเปิ้ลเมื่อหลายปีก่อนว่า “การมาอยู่ที่พระปกเกล้าเป็นเรื่องที่โชคร้ายมาก และทำให้ชีวิตไม่มีความสุขเลย”
จากคำพูดนี้ เป็นเหตุเริ่มต้นที่เปิ้ลพยายามคิดหาเหตุผล และเริ่มจัดกิจกรรม self developmentต่างๆ ค่ายตั้งแต่ปี1-2-3 กิจกรรมจิตตปัญญาให้น้องๆ

วันนี้เปิ้ลบอกน้องๆทั้งน้ำตาแห่งความยินดีว่า
“พี่ไม่สามารถเปลี่ยนหลักสูตร ไม่สามารถเปลี่ยนการเรียนการสอน ไม่สามารถเปลี่ยนความยากลำบากในการเรียนแพทย์ได้ แต่พี่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในพวกน้องๆและอาจารย์ได้ ทำให้น้องๆมีความสุขในการเรียนแม้การเรียนนั้นจะยากลำบากมากก็ตามที และพี่ก็ทำมันสำเร็จแล้ว ขอบคุณอ.บ๊วย ขอบคุณน้องๆทุกคนที่ตั้งใจในการร่วมกิจกรรมในทุกครั้งและมันก็เห็นผล”

ไม่รู้ว่าทำไมคำพูดเล็กๆนี้จึงกระทบความรู้สึกของเปิ้ลมากขนาดนี้
เปิ้ลรู้สึกปิติมากจริงๆค่ะ ความสำเร็จนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่สำคัญมากๆอีกชิ้นหนึ่ง
Urai Poonawagul ขอบพระคุณอาจารย์ที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนเสมอมา 🙏🏻

https://www.facebook.com/share/p/19AgnEN9aA/


 #ครูแพทย์กับความเป็นมนุษย์“ครูแพทย์” อาชีพในฝันของคนหลายคน ที่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ดูเหมือนฝันอย่างที่คิด คุณภาพชีวิ...
17/01/2025

#ครูแพทย์กับความเป็นมนุษย์

“ครูแพทย์” อาชีพในฝันของคนหลายคน ที่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ดูเหมือนฝันอย่างที่คิด

คุณภาพชีวิต ที่งานล้นมือ ทั้งงานสอน งานวิจัย งานตรวจคนไข้ งานเอกสาร งานภาคสังคม

ค่าตอบแทน ที่ไม่เท่าทันกับภาวะเงินเฟ้อ
ทำให้ถ้าจะมีรายได้พอที่จะใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพดี ต้องแลกมากับเวลาที่ต้องไปหารายได้จากรพ.เอกชน

ผู้เรียน ที่มีความท้าทาย ทั้งจากเรื่องช่องว่างระหว่างวัย และความสนใจในรูปแบบของการเรียนรู้ที่แตกต่าง

ระบบศักดินาในโรงเรียนแพทย์บางที่ ที่ทำให้อาจารย์แพทย์ตัวเล็กตัวน้อยหลายคนต้องอดทนกับการกดทับหลายอย่าง

ฯลฯ
แต่… ก็ยังมี “ครูแพทย์” หลายคน ที่ยังอยู่ในที่ตรงนี้ ด้วยพลังที่มุ่งมั่น เพราะต้อง การสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เพราะการเป็นครูแพทย์ ยังให้ความหมายที่จริงแท้ และตอบโจทย์คุณค่าสำคัญของชีวิต
เพราะสายตาแห่งการตื่นรู้ของนักศึกษาที่เราสอน ยังคงส่งพลังให้หัวใจได้พองฟู อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เนื่องในบรรยากาศวันครู
อยากส่งคำขอบคุณ และส่งพลังแด่ครูแพทย์ทุกท่านนะคะ

ทีมก่อการครูแพทย์ ขอเสนอตัวเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมสร้างพลังในการพัฒนาศักยภาพภายในของอาจารย์ ปีนี้เราจะทำงานในหัวข้อ “Humanized Medical Educator” ครูแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ครูแพทย์มีความสุข และมีความมั่นคงภายในได้มากขึ้น โดยเราจะร่วมกันทำหลักสูตรต่างๆ ในปีนี้ตามรูปด้านล่างนะคะ

อยากชวนทุกท่านเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกันได้ที่ FB fanpage @ก่อการครูแพทย์ นะคะ

ขอบคุณค่ะ

ทีมก่อการครูแพทย์

😍ข้อสรุปที่ได้จากReflection "เล่าเรือง แลัวได้"1.ระบาย ปัญหา2.ระลึก จุดแข็ง3.รับฟัง การตอบสนอง   ่อการครูแพทย์ สิบหกมกรา...
16/01/2025

😍ข้อสรุปที่ได้จากReflection "เล่าเรือง แลัวได้"
1.ระบาย ปัญหา
2.ระลึก จุดแข็ง
3.รับฟัง การตอบสนอง



่อการครูแพทย์


สิบหกมกรา"วันครู" ก่อการครูแพทย์มีโอกาสได้มาทบทวน เติมพลังกันผ่านการทำงานร่วมกันในminiworkshopไฟใหม้ "stress management" 55

อิงช่วงเช้าที่พี่ก๋วยได้หยอดคำถามสุดปัง "ปัจจัยอะไรที่ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งที่จะลุกขึ้นมาก่อการอะไรบางอย่าง"

,นี่งัย แววตาแห่งความหวังขอผู้เข้าร่วม เป็นหนึ่งคำตอบถึงเสียงเรียกCallingที่เราจะก่อการดีบางอย่างเติมให้กับโลกใบนี้...ผมคิด😊

🥰

ขออนุญาตแชร์ มาจากอาจารย์เปิ้ล Sirilak Wongchaisuriya  เป็นเทคนิค NVC ใช้ในสถานการณ์จริงวันหยุดที่ถูกพ่อแม่คนไข้เหวี่ยงเ...
07/10/2024

ขออนุญาตแชร์ มาจากอาจารย์เปิ้ล Sirilak Wongchaisuriya เป็นเทคนิค NVC ใช้ในสถานการณ์จริง

วันหยุดที่ถูกพ่อแม่คนไข้เหวี่ยง
เช้า จะย้ายเด็กที่เป็น RSV Pneumonia ที่ต้องใช้ high flow พ่นยาทุก 1 ชม. เข้า PICU คนไข้มี underlying congenital heart disease
พ่อโวยวายว่าจะไม่เข้าไปใน PICU เพราะเฝ้าไม่ได้ ไม่รู้ว่าพยาบาลที่นี่จะทำอะไรลูกอีก เมื่อคืนมีพยาบาลมาดูดเสมหะแบบสะเพร่า ไม่นุ่มนวล ไม่เป็นที่น่าพอใจคุณพ่อ ถ้าอาการแย่ จะขอไปรรพ.ที่รักษาประจำอยู่ เพราะหมอโรคหัวใจบอกว่าให้ไปได้
เรื่องนี้ทำให้พยาบาลทั้งวอร์ดหงุดหงิด และไม่อยากดูแลคนไข้ต่อ เพราะพ่อที่เยอะ

จึงต้องเข้าไปสื่อสารกับพ่อ พอได้พูดคุยกับพ่อ เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่สนทนาด้วยถึงหงุดหงิด 😅😅 เปิ้ลฟังก็ยังขึ้นเลย เกือบปรี๊ด

เพิ่งทบทวน NVC มา จึงตั้งสติและสื่อสารอย่างสันติเท่าที่ตัวเองจะทำได้

หลังจากแนะนำตัวเอง และพยายามสื่อสารฟังสิ่งที่คุณพ่อคับข้องใจ บ่นพยาบาลวอร์ดที่ suction ลูกเป็นส่วนใหญ่ ตอนแรกพยายามบอกเหตุผลที่พยาบาลต้อง suction บ่อย แต่พ่อไม่ฟังเลย ถ้าต้องเข้า PICU จะขอให้ส่งตัวไปรรพ. เพราะโทรติดต่อคุณหมอบอกว่าให้ไปได้ (เป็นการแปลความของพ่อ)
จึงไม่ได้พยายามจะเถียงเรื่องพยาบาล suction ต่อ เพราะอธิบายไปตอนนี้คู่กรณีก็ไม่รับฟัง

หมอจึงพยายามสะท้อนความรู้สึกของพ่อ “หมอเข้าใจว่าที่คุณพ่อโกรธ เป็นเพราะคุณพ่อเป็นห่วงน้อง แต่น้องต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด ต้องใช้ออกซิเจนความดันสูง และต้องพ่นยาถี่ทุกชั่วโมง จึงต้องเข้าไปในไอซียู ถ้าคุณพ่อต้องการเฝ้า หมอจะขออนุญาตคุณพยาบาลเป็นพิเศษว่าช่วงกลางวันให้เฝ้าได้ แต่ช่วงกลางคืนคงต้องให้ออกนะคะ
ที่คุณหมอที่รพ.### ให้ไปได้ เค้าน่าจะหมายถึงถ้าเรื่องหัวใจมีปัญหาค่ะ ส่วนเรื่องปอดที่นี่สามารถดูแลได้ ไม่เช่นนั้นรพ.### คงงานหนักมากเลยค่ะ เค้ามีเตียงไม่พอแน่ค่ะ และถ้าต้องส่งน้องเดินทางไปกรุงเทพ ใช้เวลา 4 ชม.มันมีความเสี่ยงนะคะ”

หลังจากที่เราไม่เถียงต่อ และใช้ความปลอดภัยของคนไข้เป็นปัจจัยในการดูแลแทน ดูพ่อจะอ่อนลง
พ่อ: งั้นผมจะยอมให้ลูกเข้าไอซียูคืนนึง ถ้าไม่ดีผมจะขอส่งตัวไป ### นะครับ

ที่ขำคือ ขณะสื่อสาร พ่อแม่ของเตียงรอบๆส่งสายตาให้กำลังใจหมอเต็มที่ เตียงข้างกันพยายามพูดให้พ่อฟัง
แม่เตียงข้างๆ: ลูกหนูก็เคยเข้าไอซียูค่ะ
หมอ: แล้วดีมั้ยคะ
แม่เตียงข้างๆ: ดีค่ะ พยาบาลเค้าดูแลดีมาก
หมอ: ใช่ค่ะ พยาบาลในไอซียูเค้าดูดเสมหะชำนาญกว่า และดูแลคนไข้ใกล้ชิดกว่ามากค่ะ
แต่พ่อก็ดูไม่ฟังใดๆ
😅😅😅😅

เมื่อพ่อยอมให้ลูกเข้า PICU
มีเสียงแม่ๆเตียงอื่นคุยกัน “ถ้าเป็นผัวชั้นขี้โวยวายแบบนี้นะ ชั้นเลิกกับมันไปแล้ว”
ไม่เกี่ยวกันนะ แค่มีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์เฉยๆ 😂😂😂

เย็นมาตรวจที่รพ.เอกชน ก็โดนแม่คนไข้เหวี่ยงอีก เรื่อง indication การ admit เด็กโต 😅😅 เรื่องนี้เล็กไปเลย พยายามคุยกับคุณแม่ จนผู้ช่วยเดินมาให้กำลังใจหลังเจรจาเสร็จ
ผู้ช่วย ”อาจารย์ไหวมั้ยคะ“
หมอ “ไหวซิ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ”

หนังสือ Active Learning เรียนรู้ด้วยหัวใจ สมอง และสองมือ💥อ่านฟรีได้แล้ววันนี้ ที่เว็บไซต์ก่อการครู! 💥“ความสามารถในการอ่า...
08/09/2024

หนังสือ Active Learning
เรียนรู้ด้วยหัวใจ สมอง และสองมือ
💥อ่านฟรีได้แล้ววันนี้ ที่เว็บไซต์ก่อการครู! 💥
“ความสามารถในการอ่าน ถือเป็นประตูสู่ความรู้ขนาดใหญ่”
เนื่องในวันการรู้หนังสือสากล ก่อการครูชวนเปิดโลกแห่งการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
กะเทาะภาพจำ Active Learning กับการเคลื่อนไหวร่างกาย ให้เห็นหัวใจสำคัญคือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในผู้เรียน ครอบคลุมทั้งมิติการสอนและการเรียนรู้ที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้
🔗 Link อ่านหนังสือใต้โพสต์
ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ 🥰

#ก่อการครู #บัวหลวงก่อการครู

01/06/2024
หลักสูตร ก่อการครูแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เชิญร่วมวงสนทนา หัวข้อ “Connection between Generations"" เชื่อมใจถึงใจกับม...
30/05/2024

หลักสูตร ก่อการครูแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เชิญร่วมวงสนทนา หัวข้อ

“Connection between Generations"
" เชื่อมใจถึงใจกับมนุษย์ต่างวัย”

"ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดและความเชื่อ เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ด้วยความเข้าใจศาสตร์ด้านมนุษยวิทยา "

วันที่ 5 มิถุนายน 2567 เวลา 20.00 - 22.00 น.
รูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting
Meeting ID: 995 4793 4888
Passcode: 088969

นำกระบวนการ โดย นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์กรมหาชน)

และ ชวนสนทนา โดย
ผศ.นพ. พนม เกตุมาน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ผศ. พญ. จิราภรณ์ อรุณากูร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
อ.นพ. พัฒน ธัญญกิตติกุล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

10/04/2024

Preworkshop Talk
10Apr2024 Zoom and FB Live

คุยกันดังๆ ในหมู่ครูแพทย์
Mental Wellbeing in Medical Students

ใครที่สนใจเรื่องนี้
ใครสมัครไม่ทันในวันที่ 22-23 เมย 2567
เชิญติดตามได้ครับ เบื้องหลัง แรงบันดาลใจในการจัด
และสิ่งที่เตรียมไว้ในการเรียนรู้

ติดตามบันทึก Live ได้ที่ FB Panom Ketumarn ครับ

#ก่อการครูแพทย์

ขอบคุณ
พี่อนุวัฒน์ และอาจารย์ทุกท่าน ที่มาร่วมคุยครับ
ได้สาระ เติมเต็ม แลกเปลี่ยน
น่าจะพบกันอีกบ่อยๆนะครับ

พบกันใน การประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 10 (National Congress on Medical Education 2024) หัวข้อ Reshaping Medical Education Towards Well-Being for All ครับ
25 – 27 พฤศจิกายน 2567
โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่

06/03/2024

เทคนิคการสอนให้เป็นแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์
Transformative Learning for Humanized Health Care
ผศ. นพ. พนม เกตุมาน
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
การสอนให้แพทย์ดูแลผู้ป่วยด้วยความเป็นมนุษย์ (humanized health care) เป็นความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน ที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ มีปัญญาประดิษฐ์ที่อาจมาแทนที่มนุษย์ได้หลายด้าน และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายในชีวิตแตกต่างกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและแพทย์เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามการดูแลทางด้านจิตใจที่มีพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยและญาติยังต้องการเสมอ เป็นเป้าหมายสำคัญที่ควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนแพทย์

เป้าหมาย
การพัฒนานิสิตนักศึกษาแพทย์ นอกจากความรู้และทักษะในวิชาชีพแล้ว ทักษะของความเป็นมนุษย์ ที่มีความเข้าใจผู้อื่น เห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือคน จะเป็นพลังที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนและการทำงาน เทคนิคในการปลูกฝังเรื่องนี้มีหลากหลายวิธี หัวใจอยู่ที่การทำให้เปลี่ยนแปลงในระดับอารมณ์ เกิดความเข้าใจผู้อื่นและตนเอง สำนึกจากภายในผู้เรียน จึงจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนถาวร เปลี่ยนแปลงเป็นไปพร้อมกันทั้ง ระดับเจตคติ (affective domain) เกิดความรู้สึกร่วมในการเป็นมนุษย์ ระดับความคิด (cognitive domain) เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และระดับทักษะ (psychomotor domain) สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติได้ ทำให้เกิดความรู้สึกดีต่อผู้อื่น ความสัมพันธ์เชิงบวก ความผูกพัน (engagement) ตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูล ทำงานร่วมกัน และความร่วมมือในการรักษา
Transformative Learning (TL) คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (transformed) กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (experience) ได้สัมผัส ได้ทำ เกิดความรู้สึกร่วม นำมาคิดแบบใคร่ครวญ (contemplative thinking) สะท้อนการเรียนรู้(critical reflection) แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน (rational discourse) ผู้เรียน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ มีความสุข สนุก เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ ผู้สอนให้เกียรติผู้เรียนในความเป็นมนุษย์ที่มีความเท่าเทียมกัน ทำให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย ไม่กลัวหรือรู้สึกกดดัน กล้าแสดงออก รับฟังผู้อื่นเป็น ยอมรับตัวเองและผู้อื่น และเก็บเกี่ยวการเรียนรู้ได้เต็มความสามารถ การออกแบบการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนนำไปใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติ ในลักษณะที่ให้เกียรติคนอื่น และมีความเป็นมนุษย์เสมอกัน
ผู้สอนเป็นตัวอย่างของความเป็นมนุษย์ ที่เห็นคุณค่าผู้เรียน เชื่อในความสามารถและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดทบทวน ทดสอบความคิด ความเชื่อ ของตนเอง และพยายามแก้ไขความคิด ความเชื่อ และทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง นำมาแลกเปลี่ยนกัน เกิดการเรียนรู้ใหม่ มีทักษะใหม่ และเกิดแรงจูงใจที่จะมีพฤติกรรมใหม่ เข้าใจความเป็นมนุษย์ของตนเอง ของเพื่อน ของผู้สอน ช่วยให้เกิดความเป็นมนุษย์ในผู้เรียนขึ้นอย่างต่อเนื่อง


สามเหลี่ยมพฤติกรรมในการเรียนรู้ (Behavior Triangle in Learning)
พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการทำงานร่วมกันของร่างกาย สิ่งเร้าจะกระทบประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของร่างกาย เกิดความรู้สึก ความคิด แรงจูงใจ แสดงออกมาเป็นพฤติกรรม เกิดความจำสะสมเป็นประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก เป็นระบบของร่างกาย ความคิด ความรู้สึก ที่ทำงานร่วมกันสามด้าน
1 ฐานกาย (Psychomotor Domain) การตอบสนองทางกายผ่านระบบประสาททั่วไป ประสาทอัตโนมัติ และกลไกการตอบสนองของร่างกายต่างๆ แสดงออกเป็นการเคลื่อนไหว และพฤติกรรม
2 ฐานความรู้สึก (Affective Domain) ความรู้สึก อารมณ์ เจตคติ ทำให้เกิดแรงจูงใจหรือแรงบันดาลในพฤติกรรม
3 ฐานความคิด (Cognitive Domain) ความคิด เหตุผล ความรู้ ความเชื่อ และ mindset
ความรู้สึกและความคิด จะมีผลอย่างมากต่อการเกิดพฤติกรรม เมื่อทำซ้ำๆสะสมประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก จะเกิดชุดความคิดความรู้สึก เกิดเป็นระบบความคิด (mindset) ที่ฝังแน่นจนกลายเป็นบุคลิกภาพ เมื่อมีสิ่งกระตุ้น จะแสดงออกในรูปแบบเดิม การเรียนรู้เดิมที่มีอยู่ จึงอาจเป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นการเรียนรู้ใหม่ การยอมรับหรือเปลี่ยนความคิดใหม่ ต้องยกเลิกการเรียนรู้เดิม (unlearn) และเรียนรู้สิ่งใหม่เข้าไปแทนที่ (relearn)
ในชีวิตคนตั้งแต่เด็ก พบว่ามีการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้องมากมาย การพบความจริงในชีวิต จึงต้องเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา เพื่อแก้ไขการเรียนรู้เดิมที่ไม่ถูกต้อง การเรียนรู้แบบที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ลึกถึงระบบความคิดความเชื่อเดิม จึงต้องทำให้เกิดการกระทบจิตใจที่แรงพอ สร้างประสบการณ์ใหม่ เพื่อกระตุ้นให้รู้สึกขัดแย้งกับของเดิม เกิด dilemma (มีสองขั้วที่ขัดแย้งกัน จะเชื่อของเดิมหรือของใหม่) ใช้ความคิดคิดแบบลึกซึ้ง (contemplation/critical thinking) เพื่อให้ได้ข้อสรุปใหม่ ความเชื่อใหม่ จึงจะเปลี่ยนแปลงจากภายใน เปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถาวร การเรียนรู้แบนี้ เรียกว่า transformative learning เป็นการเรียนรู้ที่เกิดในผู้ใหญ่ ซึ่งมีการเรียนรู้มาแล้ว การเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เทคนิควิธีการที่แตกต่างจากการเรียนรู้ในเด็ก
การเรียนรู้ในผู้ใหญ่นั้น ควรออกแบบให้เหมาะกับผู้เรียน สร้างแรงจูงใจ ให้มีส่วนร่วม เป็นเจ้าของการเรียน ผู้สอนจึงควรเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน และออกแบบให้ผู้เรียนที่ไม่เหมือนกันสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้
ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงตนเองได้ มักจะมีพื้นฐานบุคลิกภาพดี สามารถคิดทบทวนตนเอง วิเคราะห์ แก้ไขการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้อง (unlearn) และสร้างเรียนรู้ใหม่แทนที่การเรียนรู้เดิม (relearn)
ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความสามารถพิเศษของสมอง (ที่มีเฉพาะในมนุษย์) คือ การที่จิตสามารถ “คิดได้ว่ากำลังคิดอะไร” เรียกว่า metacognition พิจารณาทบทวนความคิดตนเอง ย้อนคิด ตั้งคำถามตนเอง แย้งความคิดตนเอง เปรียบเทียบความคิดได้ว่าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความคิดและความรู้สึกใด ทบทวนความคิดได้ว่ามีอคติ (bias) หรือไม่ ด้วยจิตที่สงบ (mindful) จิตมีพลัง คิดได้ถูกต้อง ไม่หลงผิดติดอยู่กับความเชื่อเดิมที่ไม่ถูกต้อง สามารถคิดได้ว่าความคิดนั้นมีที่มาอย่างไร เหตุใดจึงคิด หรือรู้สึกเช่นนั้น นอกจากได้ความรู้ทักษะวิชาชีพ แล้วยังพบความจริงของชีวิต และความสุขที่เกิดจากการสัมพันธ์กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ที่เห็นอกเห็นใจ มีเมตตา อยากช่วยเหลือกัน อยู่ร่วมกันแบบสันติ ไม่เบียดเบียนเอาเปรียบผู้อื่น มีวิธีดำเนินชีวิตด้วยความดี ความถูกต้อง มีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น รักความสงบ รักสิ่งแวดล้อม มีความงดงามในการดำเนินชีวิต และสามารถค้นพบความหมายและคุณค่าของชีวิต (meaning of life)ได้ในที่สุด


สอนอย่างไร (How to Establish Humanized Health Care)

1 การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)
การฟังอย่างลึกซึ้ง เป็นหัวใจสำคัญของการเข้าใจผู้อื่น ธรรมชาติของคนเวลาฟังคนอื่น มักจะคิดตามไปด้วยมุมมองตนเอง ทำให้เกิดความสงสัย ไม่เข้าใจ เกิดคำถาม อยากแนะนำ โดยใช้มุมมองตนเองเป็นหลัก อาจมีอารมณ์ร่วมด้วย แต่ก็เป็นอารมณ์ในกรอบประสบการณ์เดิมของตนเอง ซึ่งอาจแตกต่างจากผู้พูด การฟังอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นทักษะใหม่ที่ต้องฝึก เพื่อให้เข้าใจความคิด ความรู้สึก ความต้องการ สิ่งที่อยู่ภายในของผู้พูดจริง
การฟังอย่างลึกซึ้ง จึงจำเป็นต้องฝึกใหม่ ที่จะรับฟังเรื่องราวของผู้นั้นอย่างตั้งใจ (attention) ไม่ซัก ไม่ถามใดๆทั้งสิ้น ให้เล่าเรื่องราวที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ ระหว่างนั้น สังเกตตนเองว่าเข้าใจเรื่องราวเพียงใด ให้สมมติตัวเองเหมือนเป็นคนๆนั้น ว่าจะคิดและรู้สึกอย่างไร การจะเช้าใจได้ว่าเขาจะคิดและรู้สึกอย่างไร จำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานของคนนั้น ว่าเคยผ่านอะไรมาก่อน เคยเรียนรู้มาอย่างไร ประสบการณ์ใดในอดีตที่มีผลทำให้คิดและรู้สึกอย่างนั้น ในระหว่างฟัง ไม่ควรซักถามใดๆทั้งสิ้น เก็บคำถามเอาไว้ตอนท้ายหลังจากฟังจนจบแล้ว เพราะการถามจะเป็นการเบนความสนใจหรือความตั้งใจของคนเล่า อาจทำให้ไม่ได้สื่อสารเรื่องที่อยากจะเล่า หรือเรื่องที่สำคัญกับเขาจริงๆ ไม่ชวนคุย ผู้ฟังหักห้ามใจตัวเองที่จะคิดแย้ง ตัดสิน ลงความเห็น ไม่แนะนำ สั่งสอนหรือตักเตือน เพราะจะทำให้ผู้เล่าเสียสมาธิ หรือรู้สึกว่าผู้ฟังไม่ได้ตั้งใจฟังจริง ท่าทีในการฟังควรสอดคล้องที่จะสื่อสารทางกาย ที่แสดงความสนใจ อยากฟัง ไม่ตำหนิ ไม่ขัดแย้ง ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง มีความรู้สึกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจร่วมด้วย
การฟังอย่างลึกซึ้ง ช่วยให้ผู้พูดเกิดความรู้สึกดี ที่มีคนสนใจ ใส่ใจ อยากรู้ และมีอารมณ์ร่วมด้วยเหมือนอย่างมนุษย์ด้วยกัน ผู้เล่ารู้สึกผ่อนคลายที่ได้ระบาย ปลอดภัยที่มีคนอีกคนหนึ่งเข้าใจ ไม่ตำหนิ ความ เข้าใจนี้เป็นส่วนสำคัญที่แพทย์จะให้ได้ทางด้านจิตใจต่อผู้ป่วย เป็นการประคับประคองจิตใจ emotional support ซึ่งเป็นทักษะเบื้องต้นของการดูแลที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ (humanized care)
การนำทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งนี้ไปใช้ในชีวิตจริง แพทย์จะใช้ได้นี้ ตั้งแต่เริ่มต้นรักษา การซักประวัติ ที่สามารถลงอย่างลึกซึ้งได้ นอกจากประวัติด้านการเจ็บป่วยที่จำเป็นในการวินิจฉัยและรักษาแล้ว การฟังความเป็นมาของผู้ป่วย ตั้งแต่เด็ก เคยมีประสบการณ์ใดบ้าง ผ่านชีวิตมาอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจ จะช่วยให้เข้าใจผู้ป่วยอย่างลึกซึ้งเช่นกัน และเกิดความสัมพันธ์ที่ดีด้วย ผู้ฟังที่ดีควรติดตามความคิด ความรู้สึกอารมณ์ ทัศนคติ และความเชื่อตนเองไปด้วย ว่ามีความคิดเห็นแย้ง หรือไม่เห็นด้วย หรือตัดสินผู้ผู้ป่วย ถ้าคิดอยู่ให้พยายามรู้ตัว และเตือนตัวเองได้ว่า กำลังตัดสินหรือเกิดอคติกับผู้ป่วยหรือไม่ ถ้ามีก็ตั้งใจกลับมาอยู่กับผู้ป่วยตรงหน้า พยายามเข้าใจโดยไม่เอาตัวเองเข้าไปตัดสิน ทำได้บ่อยเข้าจะชำนาญขึ้น และไม่เกิดอารมณ์ร่วมกับผู้ป่วยมากๆ ถ้ารู้ตัวว่ามีอารมณ์ร่วมแสดงว่าเราเอาตัวเองเข้าไปคิดและรู้สึกแทน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการฟังต่อไป ให้ถอยความรู้สึกและความคิดตนเองออกมา เหมือนเรากำลังนั่งสังเกตตนเองจากภายนอก การพยายามทำความเข้าใจผู้ป่วยในแบบของคนที่แตกต่างจากตัวเราเอง จะช่วยให้เราไม่ติดกับความรู้สึกร่วมอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว
การฟังอย่างลึกซึ้ง จะทำได้ง่ายขึ้น เมื่อผู้ฟังตั้งเป้าหมายในใจ ที่ต้องการเข้าใจผู้พูดอย่างลึก การพยายามปะติดปะต่อความคิดความรู้สึกเดิมในอดีต ที่มีผลต่อพฤติกรรมของคนนั้นในเวลาต่อมา ช่วยทำให้เราเข้าใจแบบไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยมากๆ ความอยากรู้จักผู้เล่าลึกๆ ในบทของผู้เล่าเอง ช่วยให้ผู้ฟังมีสติจดจ่อกับเรื่องราวนั้นจนจบ เกิดการเรียนรู้ในชีวิตที่น่าสนใจน่าติดตามได้
เมื่อผู้เล่าจบ ผู้ฟังอาจถามต่อในประเด็นที่อยากรู้ ที่ยังสงสัย เพื่อให้เราเข้าใจจริงๆ จนเกิดความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งแบบนี้ เรียกว่า empathy แตกต่างจากความเห็นใจธรรมดาที่ใช้คำว่า sympathy ซึ่งเป็นความเห็นใจที่ใช้ความรู้สึกของผู้ฟังเป็นหลัก แบบนี้มักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง
การฟังอย่างลึกซึ้งต้องการทักษะในการสังเกต ทั้งอารมณ์ ความคิด และร่างกาย ของผู้พูด เห็นความสัมพันธ์ของร่างกายและจิตใจ ทำให้เข้าใจกลไกการตอบสนองของผู้เล่า ผู้ฟังที่ดี ควรมีทักษะในการสื่อสารทางร่างกายที่ดีด้วย เพื่อให้ผู้พูดเห็นความตั้งใจจริง
ในตอนท้ายของการฟัง ผู้ฟังอาจฝึกทักษะพิเศษในช่วยประคับประคองทางอารมณ์ เช่น การสะท้อนอารมณ์ การสอบถามความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ความคาดหวัง เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น

2 กิจกรรมถนนชีวิต (Roadmap)
กิจกรรมนี้กระตุ้นให้มีการทบทวนตนเอง สื่อสารเปิดเผย เปิดใจตนเองแก่ผู้อื่น การฟังอย่างตั้งใจ ในสิ่งแวดล้อมที่ไว้วางใจกัน ทำให้เกิดความเข้าใจกันอย่างลึก รู้จักกันมากขึ้น เป็นพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์ และช่วยให้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตผู้อื่น และของตนเอง
กิจกรรมใช้การทบทวนชีวิตตนเอง เข้าใจตนเอง สื่อสาร เปิดเผยตนเอง ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง (Storytelling) ใช้เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ในบรรยากาศกลุ่มที่ปลอดภัย ไว้วางใจผู้อื่น เรียนรู้จากชีวิตผู้อื่น เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจความหมายของชีวิต เห็นความสำเร็จของตนเอง ตระหนักในความสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมกับผู้อื่น และมีการวางแผนในอนาคต (mission and goal)
การเปิดเผยตนเอง ช่วยให้เกิดความเข้าใจผู้อื่น ไว้วางใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี (relationship) ลดอคติ (bias) เข้าใจตนเอง เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ในอดีต ที่มีผลต่อพฤติกรรมหรือบุคลิกภาพ และมีผลต่อการวางแผนในอนาคต การเปิดเผยตนเอง ทำได้ดีเมื่อ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สงบ ปลอดภัยและเป็นมิตร ยอมรับฟังกัน
กิจกรรมกลุ่ม เวลา 90 นาที แบ่งกลุ่มทำงาน ประมาณ 6-8 คน มีเกมหรือกิจกรรมนำเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และกล้าแสดงออก เริ่มต้นให้ทุกคนสงบใจ หลับตา มีสติอยู่กับตนเอง แล้วทบทวนชีวิตย้อนอดีตตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อนำมาแบ่งปันกับเพื่อนๆในกลุ่ม วาดรูปถนนชีวิตตนเอง ในกระดาษที่กำหนดให้ (กระดาษ A3 หรือ A4) ให้เวลา 15-20 นาทีตามตัวอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่เกิด จน ตาย กำหนดอายุที่คาดหวังเอง นั่งทำคนเดียวเงียบๆไม่ปรึกษากัน เปิดเผยให้เพื่อนดูได้ แต่ไม่คุยกัน ถนนมีความคดเคี้ยว กว้างยาว มีแยก ตามประสบการณ์ชีวิตในอายุนั้น ใส่เลขอายุ หรือเวลากำกับตามเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ใส่รูปวาด หรือสัญลักษณ์แสดงความคิด ข้อคิด ประกอบเหตุการณ์ที่สำคัญ จุดเปลี่ยนของชีวิต ทางแยกที่ต้องตัดสินใจเลือก บุคคลในชีวิตที่สัมพันธ์กัน ที่มีความหมาย ทั้งด้านบวกและด้านลบ บุคคลที่รู้สึกปลอดภัย บุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สถานที่ปลอดภัย สถานที่สำคัญที่มีความหมายในชีวิต ได้ทำอะไรสำเร็จ ใครที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ (accomplishment) แล้วลงสีตามใจชอบให้สะท้อนความรู้สึกจริงในขณะนั้น
ถนนในอนาคต ให้จินตนาการเองว่า อยากจะเดินทางไปที่ใด อยู่กับใคร ทำอะไรตอนไหน ความฝันที่อยากทำ และบั้นปลายชีวิตจะทำอะไร เป้าหมายสูงสุดของชีวิต คืออะไร คุณค่าของชีวิต (meaning of life) คืออะไร
หลังจากวาดเสร็จ ให้เริ่มต้นจากคนใดคนหนึ่ง เล่าเรื่องแผนที่ชีวิตตนเองให้คนอื่นในกลุ่มฟัง ขอให้เปิดเผยตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยตั้งใจตั้งแต่ต้นว่า จะเปิดเผยเรื่องอะไรให้เพื่อนๆทราบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากรูปถนนชีวิตนั้น และได้ฟังถนนชีวิตของคนอื่นที่มีความแตกต่างกัน มีกติกาว่า ในระหว่างที่เพื่อนพูด ให้ตั้งใจฟังอย่างสงบ พยายามเข้าใจชีวิตเพื่อนให้ได้มากที่สุด มีเรื่องใดที่เหมือนหรือแตกต่างจากชีวิตตนเอง ไม่ถามหรือแสดงความคิดเห็น เมื่อเพื่อนเล่าจบ ให้ถามได้ 1-2 คำถามผลัดกันอธิบายถนนชีวิตจนครบทุกคน เมื่อจบทุกคน ผู้นำกลุ่มถามในกลุ่มว่า รู้สึกอย่างไรบ้าง ในการเล่า และการฟัง ถามในกลุ่มว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากประสบการณ์ของคนอื่น เช่น ข้อคิด ทางแก้ปัญหา ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากประสบการณ์ของตนเอง เข้าใจตนเองเพิ่มเติมอะไรบ้าง ให้เวลาทุกคนแสดงความชื่นชมเพื่อนในกลุ่ม ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำเพื่อนในกลุ่ม
เมื่อจบกิจกรรม ให้กลุ่มช่วยกันสรุปการเรียนรู้ คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรต่อกิจกรรมนี้ เปรียบเทียบกับความคิด ความคาดหวังก่อนกิจกรรม ได้เรียนรู้อะไร วิเคราะห์ เปรียบเทียบการเรียนรู้กับการเรียนรู้เก่าสามารถเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร คนที่เปิดเผยเรื่องที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน จะรู้สึกดีที่ได้เล่า รู้สึกตนเองมีความสำคัญ เพราะมีคนฟังอย่างตั้งใจ ได้แชร์ประสบการณ์ที่ฝังใจ เจ็บปวด เก็บกด จะรู้สึกผ่อนคลายที่ได้ระบายความทุกข์ที่เก็บไว้ ให้ลองสำรวจต่อไปว่า มีครั้งใดในชีวิตที่ได้เล่าเรื่องแบบนี้ให้ใครฟัง เปรียบเทียบประสบการณ์ ให้ลองคิดต่อไปว่า อะไรควรเล่า อะไรไม่ควรเล่า อะไรที่คิดว่าน่าจะเล่าแต่ไม่ได้เล่า เพราะเหตุใด (เช่น ยังไม่สนิทกัน ไม่รู้ว่าเล่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คนฟังจะคิดอย่างไร) การเรียนรู้ในกิจกรรมนี้ นำไปใช้ในชีวิตอย่างไร การเล่าและการฟัง ทำให้เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น ได้อย่างไร
การสะท้อนการเรียนรู้ จากกิจกรรมถนนชีวิต
1นักศึกษาคนหนึ่งสะท้อนความคิดท้ายกิจกรรมกล่าวว่า
“เมื่อก่อนเป็นคนเก็บตัว ไม่เคยเปิดเผยกับใครเลย เพราะเชื่อว่า การเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นทราบนั้นไม่ดี ไม่ควรทำ คนฟังคงไม่ชอบ แต่เมื่อได้ลองเปิดเผยชีวิตตนเองในกลุ่มที่คุ้นเคย และรู้สึกปลอดภัย ได้เรียนรู้ใหม่ว่า เป็นประสบการณ์ที่ดี เพื่อนๆรับฟัง ได้กำลังใจ ได้ระบายความเครียด ความเศร้าที่เก็บไว้นาน พอเปิดเผยแล้วสบายใจขึ้น รู้สึกสนิทและไว้ใจเพื่อนมาก ต่อไปจะเปิดเผยกับเพื่อนมากขึ้น”
2 นักศึกษาคนที่ 2 สะท้อนการเรียนรู้ว่า
“ตอนเพื่อนเล่าเรื่องชีวิตของเขา ผมเข้าใจเลยครับว่าทำไมเขาเป็นคนแบบนั้น แสดงออกแบบนั้น ที่ผ่านมาผมไม่ชอบเขา แต่ได้ฟังเรื่องเล่าแล้วเข้าใจชีวิตเขาเลย ความคิดความรู้สึกเปลี่ยนไป ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องของเขาในวันนี้ ผมคงไม่เข้าใจเขาไปอีกนาน การฟังอย่างลึก ช่วยให้เกิดความเข้าใจในแบบของคนๆนั้น ไม่ใช่เอาตัวเองเข้าไปตัดสิน ตอนนี้เข้าใจแล้วครับว่า คำว่าเห็นอกเห็นใจแบบ empathy นั้นเป็นแบบนี้นี่เอง ขอบคุณกิจกรรมนี้ที่ทำให้ผมได้ฟังอย่างลึกจริงๆ น่าจะนำไปใช้ฟังคนอื่นให้มากขึ้นครับ”
กิจกรรมถนนชีวิต ช่วยให้นักศึกษาได้ลองทำพฤติกรรมใหม่ที่แตกต่างจากเดิม เกิดความรู้สึก และความเชื่อใหม่ จนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากภายใน ความเชื่อเดิมถูกทดสอบแล้วได้คิดแบบลึกซึ้ง พบว่าความเชื่อเดิมไม่ถูกต้อง ได้ข้อสรุปเป็นความเชื่อใหม่ที่ดีกว่า
3 นักศึกษาคนที่ 3 สะท้อนการเรียนรู้ในวันต่อมาว่า
“การฟังโดยไม่ตัดสินเป็นเรื่องยากครับ สังเกตว่าตัวเองแอบตัดสินไปหลายครั้ง คงเป็นความเคยชิน การฝึกให้ทบทวนตัวเอง มี self awareness ติดตามความคิดตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนตรงหน้า ที่อาจารย์แนะนำนั้นทำได้ยากครับ แต่น่าจะฝึกได้ ต้องตั้งใจฟังให้จบจึงจะเข้าใจคน”

3 กิจกรรมบทบาทสมมติ (Role Playing)
กิจกรรมบทบาทสมมติ ช่วยให้นักศึกษาแพทย์มีความเข้าใจผู้ป่วย โดยการให้นักศึกษาลองสมมติบทบาทตนเองเป็นผู้ป่วย แสดงบทบาทให้เหมือนผู้ป่วยที่อาจารย์กำหนดไว้มากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ แล้วให้เพื่อนเป็นคนสัมภาษณ์ หรือตรวจให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด เสร็จแล้วให้คืนร่างกลับเป็นคนเดิม เล่าให้ฟัง ว่าตอนที่แสดงบทบาทนั้นคิดและรู้สึกอย่างไร
ตัวอย่างการสอน เรื่อง โรคซึมเศร้า ในภาควิชาจิตเวชศาสตร์ นักศึกษาแพทย์ ปี 5
อาจารย์ขอให้นักศึกษากลุ่มที่มาเรียน (กลุ่มย่อย16 คน) จับคู่กัน คนหนึ่งลองแสดงเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่เป็นโรคซึมเศร้า อีกคนหนึ่งแสดงเป็นแพทย์ ให้เวลาสัมภาษณ์ 20 นาที ให้เวลาเตรียมตัว 7 นาที
คนที่แสดงเป็นผู้ป่วย ลองจินตนาการว่าตนเองจะแสดงอย่างไร ทบทวนความรู้ว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีอาการอย่างไร สีหน้า ท่าทางตนเองควรจะทำอย่างไร ตามความรู้ เอกสาร ที่เคยเรียนมาแล้ว
คนที่แสดงเป็นแพทย์ ทบทวนการสัมภาษณ์ทางจิตเวช และการตรวจสภาพจิต ที่เคยเรียนมาแล้ว
ก่อนเริ่มแสดงบทบาท ให้ทุกคนตั้งใจสังเกตว่าตนเองทำอะไร เพื่อนแสดงอย่างไร ชอบหรือถูกใจตอนไหน แล้วนำมาสนทนากันตอนหลัง
เมื่อแสดงจบ ให้แลกเปลี่ยนความรู้สึก ความคิด กันในกลุ่มใหญ่ แล้วสลับบทบาทกันอีกครั้ง คราวนี้ให้ผู้ที่เคยแสดงเป็นผู้ป่วยมาเป็นแพทย์ คนที่เคยเป็นแพทย์กลับมาเป็นผู้ป่วยบ้าง จบรอบที่สองแล้วกลับมาสนทนากลุ่มใหญ่อีกครั้ง
สรุปการเรียนรู้ ให้ช่วยกันหาพฤติกรรมที่แสดงหัวใจของความเป็นมนุษย์ เช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก การแสดงความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ สรุปว่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร อาจจะใช้ในผู้ป่วยอื่นๆ ที่ไม่ได้ป่วยทางจิตเวชได้ด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมาเคยทำอย่างไร น่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร
การสะท้อนการเรียนรู้ จากกิจกรรม
ในการแสดงบทบาทสมมติ ให้นักศึกษาเล่นบทบาทเป็นผู้ป่วย พบว่านักศึกษาสะท้อนความรู้สึกตอนท้ายว่า
“ผมรู้สึกว่า พอได้เล่นบทบาทเป็นผู้ป่วยแล้ว เกิดความเข้าใจผู้ป่วย เห็นใจ รู้สึกในความยากลำบากของผู้ป่วยมากๆเลยครับ”
“เวลารับคนไข้ใหม่ ผมมีมุมมองกว้างขึ้นจากเดิม สนใจความคิด ความรู้สึกและเข้าใจเขามากขึ้น”
“ผมรู้สึกอยากฟังประวัติคนไข้มากขึ้นครับ”
ประสบการณ์ในการแสดงบทบาทสมมติ กระตุ้นให้นักศึกษาเกิดชุดประสบการณ์ใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิม มีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม เข้าใจผู้ป่วยแบบองค์รวม และมีความเป็นมนุษย์

4 กิจกรรมละครทางการแพทย์ (Theater in Medicine)
กิจกรรมละครสามารถนำมาใช้พัฒนาความเป็นมนุษย์ในนักศึกษาแพทย์ โดยให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการแสดงละครที่สนุก ไม่ยาก แต่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง ในรูปแบบละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative theater) เริ่มจากพื้นฐานของการแสดง การใช้ร่างกาย สื่ออารมณ์ความคิด การดำเนินเรื่อง สร้างบทที่ต้องการถ่ายทอดให้ผู้ชม แล้วแสดงออกมา ทั้งผู้แสดงและผู้ชมร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สนทนากันในตอนท้าย ข้อสรุปที่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์
ตัวอย่างกิจกรรม ในวิชาละครสร้างสรรค์ Creative Drama
(วิชาเลือกของนักศึกษาแพทย์ศิริราช ชั้น ปี 2-3 กลุ่มละ 20 คน)
นักศึกษาแพทย์กลุ่มที่สมัครเรียนวิชานี้ พบกันสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 6 เดือน มีการฝึกทักษะละคร การแสดงออก การสื่อสาร ฯลฯ และมีโปรเจคจบที่แบ่งกลุ่มย่อย เพื่อแสดงละครกลุ่มละ 1 เรื่อง โดยพานักศึกษาแพทย์ไปเยี่ยม และสัมภาษณ์ ผู้ใช้แรงงานชาวต่างชาติ ในบ้านพักของโรงงานแห่งหนึ่ง เพื่อนำเรื่องราวที่น่าสนใจ มาถ่ายทอดเป็นละครสั้น ให้เลือกกันเองว่าจะแสดงเรื่องอะไร อยากให้ผู้ชมได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตแรงงาน นักศึกษาเกิดความรู้สึกร่วมกับชีวิตที่ยากลำบาก ในมุมมองที่ไม่เคยสัมผัส นำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ
นักศึกษาคนหนึ่งสะท้อนว่า “ผมไม่เคยคิดว่าจะมีคนยากลำบากแบบนี้ ห้องพักแคบๆ อยู่กัน 7-8 คน น่าสงสาร น่าช่วยเหลือมากเลยครับ”
ตอนท้ายกิจกรรมนักศึกษากลุ่มนี้ได้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ (empathy) เกิดความเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น และวิธีการที่เข้าถึงได้ คือ การได้ฟังอย่างลึกซึ้ง ได้สัมผัสกับชีวิตจริง กิจกรรมละครทำให้เข้าใจตนเอง สะท้อนตัวตน เข้าใจคนอื่น ได้เชื่อมโยงกับคนอื่น (humanize)
การสะท้อนการเรียนรู้ จากกิจกรรม
อาจารย์ธีรพงษ์ สีธาโส ครูละครกลุ่มมะขามป้อม ที่มาร่วมสอนเรื่อง Creative Drama
การใช้ละครเป็นเครื่องมือที่สนุก ในการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ในระดับ Empathy กระบวนการนั้นทำให้ผู้เรียนสมมติบทบาท แต่ก่อนจะสมมติบทบาทนั้นได้ จะต้องเข้าใจบทบาทอย่างลึกซึ้ง ด้วยการค้นคว้า สัมภาษณ์ จนเข้าใจพฤติกรรมผู้อื่น สวมบทบาทใหม่โดยทิ้งบทบาทตนเองลงชั่วคราว ทำให้เกิดความเข้าใจผู้อื่น เหมือนเข้าไปอยู่ในร่างกายจิตใจของผู้นั้น เมื่อแสดงจบแล้วต้องถอดบทบาทออกมาเป็นตนเองเหมือนเดิม ทำให้เกิดการคิดอย่างใคร่ครวญว่า ความเชื่อเดิมนั้นถูกต้องหรือไม่ และเกิดการยอมรับความคิดใหม่ เลิกความคิดความเชื่อเดิม ยอมรับความแตกต่างของคนได้อย่างจริงใจ เข้าใจ
ละครเป็นเครื่องมือหนึ่งในการศึกษาเรียนรู้ธรรมะ และเป็นเครื่องมือที่ใช้สลายอัตตาตัวตนได้อย่างมีคุณภาพ ถ้าเรารู้จักและใช้ให้ถูก
ละครนำพาเราให้ต้องไปแสดงในบทบาทต่างๆ เล่นเป็นคนที่แตกต่างจากเรา คนที่ตรงข้ามกับเรา คนแบบที่เราเกลียด หรือแม้กระทั่งคนแบบเดียวกับเรา เมื่อนั้นก่อนที่เราจะเล่นเป็นเขาได้ เราต้องศึกษา ทำความเข้าใจ เรียนรู้ เพื่อให้รู้สึกแบบเดียวกับตัวละครนั้น และมันจะกลับมาตั้งคำถามกับมุมมอง ทัศนคติ และหัวใจของเราที่มีต่อผู้อื่น และตั้งคำถามกับตัวเราเองว่าเรายึดติดกับอะไรอยู่
เมื่อเสร็จสิ้นการแสดง เราต้องออกจากคาแรกเตอร์และความเป็นตัวละครที่เราแสดง เรารู้สึกแบบตัวละครคนนั้นมาทั้งเรื่อง และเมื่อละครจบเราละวางความรู้สึกนั้น กลับมาเป็นตัวเรา กลับมาเป็นปกติ
ฉันอยากกลับไปเล่นละครอีกครั้ง
5. ครูแพทย์เป็นต้นแบบ (Role Model)
นักศึกษาแพทย์จะเรียนรู้โดยถ่ายทอดแบบอย่างจากครูแพทย์ ในชีวิตจริงของเราทุกคนล้วนมีต้นแบบ หรือ role model อยู่ในใจ เมื่อสังเกตพฤติกรรมของต้นแบบ ซึ่งเป็นคนที่มีความสำคัญในชีวิต เกิดการรับรู้ กระทบความคิด ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ เป้าหมาย เกิดแรงจูงใจที่จะทำ หรือ มีพฤติกรรมใหม่ตามต้นแบบนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองในระดับ mental model จะทำตามแนวทางใหม่ เกิดแนวคิด แนวทาง หรือ mindset ใหม่ กลไกที่ทำให้เกิดแรงจูงใจ มี 3 ประเภท
1 ต้นแบบของพฤติกรรมที่เป็นวิชาชีพ ตัวอย่างการแสดงออก เช่น อาจารย์ศัลยแพทย์ เป็นต้นแบบแสดงให้เห็นเทคนิควิธีการผ่าตัด เมื่อนักศึกษาแพทย์ได้เห็น จะเปรียบเทียบกับความสามารถตนเอง เกิดความรู้สึกอยากทำ ให้สำเร็จตามแบบอาจารย์ ต้นแบบอาจเป็นอาจารย์ที่ประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับ ชื่นชม
2 ต้นแบบของความสำเร็จที่เป็นไปได้ นำไปสู่ความสำเร็จ ที่เป็นไปได้ เป็นที่ชื่นชมยอมรับ เกิดความหวังและมีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ได้เช่นกัน หรือเสริมแรงจูงใจในเป้าหมายที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจน และน่าลองทำมากขึ้น ต้นแบบไม่ควรทำให้เห็นว่ายากเกินไป หรือเก่งมากหรือแตกต่างมากจนเอื้อมไม่ถึง แต่แสดงว่าทำเรื่องยากได้อย่างไร ทำให้คนอื่นมีความหวังว่าจะทำได้เช่นกัน
3.ต้นแบบแรงบันดาลใจ ต้นแบบทำให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าให้ไปถึงเป้าหมาย เช่น ทำงานให้สำเร็จ มีคุณค่า เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นและตนเอง คาดหวังว่าสำเร็จ คิดว่าสามารถทำได้ สัมพันธ์กับคุณค่าในตัวเอง ต้นแบบมีลักษณะดึงดูดใจ มีความสามารถ และประสบความสำเร็จ และมีเป้าหมายในชีวิตที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์แพทย์นอกจากจะเก่ง น่าประทับใจ ประสบความสำเร็จแล้วยังมีเป้าหมายที่จะให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้อื่น และมีชีวิตที่สมดุล (work-life balance) ด้วย อาจารย์แพทย์บางคนอาจเป็นต้นแบบของ การเข้าหาผู้ป่วยข้างเตียง มนุษยสัมพันธ์ การทำงานวิจัย หรือการเรียนรู้ต่อเนื่อง
ต้นแบบมีผลต่อคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ แนวคิดและการให้คุณค่าของแต่ละคน อาจารย์แพทย์สามารถเป็นแบบอย่างได้ทุกคน ทั้งในขณะสอนหน้าชั้น สอนข้างเตียง หรือสอนในชุมชน ดังนั้น อาจารย์ควรเตือนตยเองเสมอว่า เรากำลังเป็นต้นแบบให้ใครสักคน นักศึกษาสังเกตพฤติกรรมต่างๆของอาจารย์ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพูด การบรรยาย การสอนข้างเตียง การสร้างความสัมพันธ์กับคนไข้ ท่าทางที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ การสื่อสาร การสอนผู้ป่วย การให้ความรู้ การชื่นชมผู้อื่น การตักเตือน การแก้ปัญหา การควบคุมอารมณ์ วิธีคลายเครียด อารมณ์ขัน การมองโลก การให้อภัย การตัดสินใจ หรือแม้แต่การดำเนินชีวิต ครอบครัว รวมไปถึงทัศนคติต่อชีวิต
อาจารย์แพทย์ควรระวังตัวเอง ที่จะไม่เป็นแบบอย่างด้านลบ โดยมีสติ รู้จักตนเอง ทบทวนตนเองทั้งความคิดความรู้สึก อย่างเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนเอง จะช่วยลดอคติ และพัฒนาตัวเองขึ้น การรับฟัง feedback จากผู้อื่นแล้วนำมาทบทวนเพื่อพัฒนาตัวเอง
อาจารย์ไม่จำเป็นต้องดีพร้อมหมดทุกอย่าง มีความเป็นมนุษย์ เป็นคนที่ถูกบ้างผิดบ้าง เมื่อผิดก็ยอมรับผิด ยอมรับได้ว่าไม่รู้ ไม่สมบูรณ์แบบ พร้อมที่จะยอมรับและแก้ไขตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องสูงส่งเกินเอื้อม เป็นต้นแบบที่เป็นไปได้ให้แก่นักศึกษา
ตัวอย่างของอาจารย์แพทย์ที่มีความเป็นมนุษย์
1. การตัดสินใจ (Decision Making) การคิดแบบใคร่ครวญ ไตร่ตรอง รอบด้าน หาข้อมูลประกอบ ใช้ความรู้เป็นฐานในการตัดสินใจ (evidence-based) รับผิดชอบ
2. ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เห็นอกเห็นใจแบบเข้าใจ มาจากการรับฟังอย่างลึก ใส่ใจ จัดการกับความรู้สึกตนเอง
3. ความเป็นมืออาชีพ (Professional Behaviors) เคารพความคิด ความเห็นความรู้สึกผู้อื่น จัดการปัญหาถูกต้องตามหลักวิชา แก้ไขความขัดแย้ง และจริยธรรม
4. ทักษะในการรู้ตนเอง (Metacognitive Skills) มีสติ สงบ ทบทวนตนเอง ว่ากำลังคิดและรู้สึกอย่างไร เห็นความสัมพันธ์ของความคิดความรู้สึก ที่มีผลต่อพฤติกรรมตนเอง อย่างไม่เข้าข้างตนเอง ยอมรับความผิดและข้อบกพร่องตนเอง โดยไม่เสียกำลังใจ
5. ทักษะในการตักเตือน (Feedback Skill) มีทักษะและทัศนคติที่ดี ต่อการตักเตือน แก้ไขพฤติกรรมผู้อื่น และตนเอง
6. การรอบรู้สถานการณ์ (Situation Awareness) มีทักษะในการประเมินสถานการณ์ และคาดคะเนผลที่ตามมา เข้าใจความคิด ความรู้สึกของผู้อื่นและตนเอง สามารถจัดการอารมณ์ผู้อื่นและตนเอ

ที่อยู่

477 M.7 Chiangdao
Chiang Dao
50170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ก่อการครูแพทย์ : Transformative Learning for Medical Educationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง ก่อการครูแพทย์ : Transformative Learning for Medical Education:

ทางลัด

แชร์

ประเภท